ข้อ ๗๘๐–๘๓๖
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๗๘๐ยสฺส จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส โสตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน โสตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ
๗๘๑ยสฺส จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ
๗๘๒ยสฺส จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส อิตฺถินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ
๗๘๓ยสฺส จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ
๗๘๔ยสฺส จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ
๗๘๕ยสฺส จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ
๗๘๖ยสฺส จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส สทฺธินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ
๗๘๗ยสฺส ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส อิตฺถินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปุริสินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ สทฺธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: นตฺถิ ฯเปฯ
๗๘๘ยสฺส ปญฺญินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ปญฺญินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ
๗๘๙ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ โสตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน โสตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๗๙๐ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: รูปาวจเร ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ อสญฺญสตฺเต อรูเป ตตฺถ ฆานินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ
๗๙๑ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: รูปาวจเร ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ อสญฺญสตฺเต อรูเป ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ
๗๙๒ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยตฺถ วา ปน ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ
๗๙๓ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๗๙๔ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อรูเป ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ อสญฺญสตฺเต ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยตฺถ วา ปน อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๗๙๕ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อรูเป ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ ตตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ อสญฺญสตฺเต ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ มนินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยตฺถ วา ปน มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๗๙๖ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๗๙๗ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยตฺถ วา ปน ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ
๗๙๘ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: รูปาวจเร ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ อสญฺญสตฺเต อรูเป ตตฺถ ฆานินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยตฺถ วา ปน โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๗๙๙ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: รูปาวจเร อรูปาวจเร ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ อสญฺญสตฺเต ตตฺถ ฆานินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยตฺถ วา ปน อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๘๐๐ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: รูปาวจเร อรูปาวจเร ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ ตตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ อสญฺญสตฺเต ตตฺถ ฆานินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ มนินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยตฺถ วา ปน มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๘๐๑ยตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯเปฯ
๘๐๒ยตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยตฺถ วา ปน ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ
๘๐๓ยตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: รูปาวจเร ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ อสญฺญสตฺเต อรูเป ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยตฺถ วา ปน โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๘๐๔ยตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: รูปาวจเร อรูปาวจเร ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ อสญฺญสตฺเต ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยตฺถ วา ปน อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๘๐๕ยตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: รูปาวจเร อรูปาวจเร ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ ตตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ อสญฺญสตฺเต ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ มนินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยตฺถ วา ปน มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๘๐๖ยตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ ยตฺถ วา ปน โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ
๘๐๗ยตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ ฯเปฯ สทฺธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ ยตฺถ วา ปน มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ
๘๐๘ยตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๘๐๙ยตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๘๑๐ยตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๘๑๑ยตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ ฯเปฯ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๘๑๒ยตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๘๑๓ยสฺส ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ โสตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ โสตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๘๑๔ยสฺส ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: รูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ สุทฺธาวาสานํ อสญฺญสตฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ
๘๑๕ยสฺส ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: รูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ สุทฺธาวาสานํ อสญฺญสตฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ
๘๑๖ยสฺส ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อสญฺญสตฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ สุทฺธาวาสานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ ชีวิตินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๘๑๗ยสฺส ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๘๑๘ยสฺส ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อรูปานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ สุทฺธาวาสานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๘๑๙ยสฺส ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อรูปานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ สุทฺธาวาสานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ มนินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๘๒๐ยสฺส ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๘๒๑ยสฺส ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๘๒๒ยสฺส ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ สุทฺธาวาสานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ ชีวิตินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๘๒๓ยสฺส ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: รูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ สุทฺธาวาสานํ อสญฺญสตฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๘๒๔ยสฺส ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: รูปาวจรานํ อรูปาวรานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ สุทฺธาวาสานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๘๒๕ยสฺส ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ สุทฺธาวาสานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ มนินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๘๒๖ยสฺส ยตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯเปฯ
๘๒๗ยสฺส ยตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ สุทฺธาวาสานํ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ ชีวิตินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๘๒๘ยสฺส ยตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: รูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ สุทฺธาวาสานํ อสญฺญสตฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๘๒๙ยสฺส ยตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ สุทฺธาวาสานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๘๓๐ยสฺส ยตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ สุทฺธาวาสานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ มนินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๘๓๑ยสฺส ยตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: สุทฺธาวาสานํ ทุติเย จิตฺเต วตฺตมาเน อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ สุทฺธาวาสานํ อุปปตฺติจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ ชีวิตินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ
๘๓๒ยสฺส ยตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ ฯเปฯ สทฺธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ สุทฺธาวาสานํ อุปปตฺติจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ มนินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ ชีวิตินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ
๘๓๓ยสฺส ยตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ ฯเปฯ สทฺธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: สุทฺธาวาสานํ ทุติเย จิตฺเต วตฺตมาเน เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ สุทฺธาวาสานํ อุปปชฺชนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ มนินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๘๓๔ยสฺส ยตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๘๓๕ยสฺส ยตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ ฯเปฯ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๘๓๖ยสฺส ยตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ -----------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๒. อตีตวาร ปัจจนีกบุคคล จักขุนทรียมูลกนัย
อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดไม่เคยเกิด โสตินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ ไม่เคยเกิดมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. โสตินทรีย์ของบุคคลใดไม่เคยเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดมีไหม วิ. ไม่มี อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดไม่เคยเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดไม่เคยเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดมีไหม วิ. ไม่มี อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดไม่เคยเกิด อิตถินทรีย์ ฯลฯ ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดไม่เคยเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดมีไหม วิ. ไม่มี อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดไม่เคยเกิด ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดมีไหม วิ. ไม่มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๓๖๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๒. อตีตวาร ปฏิ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดไม่เคยเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดมีไหม วิ. ไม่มี อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดไม่เคยเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดไม่เคยเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดมีไหม วิ. ไม่มี อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดไม่เคยเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดไม่เคยเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดมีไหม วิ. ไม่มี อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดไม่เคยเกิด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดไม่เคยเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดมีไหม วิ. ไม่มี จักขุนทรียมูลกนัย จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๓๖๓}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๒. อตีตวาร ฆานินทรียมูลกนัย
อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดไม่เคยเกิด อิตถินทรีย์ ฯลฯ ปุริสินทรีย์ฯลฯ ชีวิตินทรีย์ ฯลฯ โสมนัสสินทรีย์ ฯลฯ อุเปกขินทรีย์ ฯลฯ สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดไม่เคยเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดมีไหม วิ. ไม่มี ฯลฯ ฆานินทรียมูลกนัย จบ ปัญญินทรียมูลกนัย
อนุ. ปัญญินทรีย์ของบุคคลใดไม่เคยเกิด มนินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดไม่เคยเกิด ปัญญินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดมีไหม วิ. ไม่มี ปัญญินทรียมูลกนัย จบ ปัจจนีกโอกาส จักขุนทรียมูลกนัย
อนุ. จักขุนทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด โสตินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิด ใช่ไหม วิ. ไม่มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๓๖๔}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๒. อตีตวาร ปฏิ. โสตินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด จักขุนทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. จักขุนทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด ฆานินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ฆานินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด จักขุนทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ในรูปาวจรภูมิ ฆานินทรีย์ในภูมินั้นไม่เคยเกิด แต่จักขุนทรีย์มิใช่ไม่เคยเกิดในอสัญญสัตตภูมิและอรูปภูมิ ในภูมินั้นฆานินทรีย์ไม่เคยเกิดและจักขุนทรีย์ก็ไม่เคยเกิด อนุ. จักขุนทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด อิตถินทรีย์ ฯลฯ ปุริสินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ปุริสินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด จักขุนทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ในรูปาวจรภูมิ ในภูมินั้นปุริสินทรีย์ไม่เคยเกิด แต่จักขุนทรีย์มิใช่ไม่เคยเกิด ในอสัญญสัตตภูมิและอรูปภูมิ ในภูมินั้นปุริสินทรีย์ไม่เคยเกิดและจักขุนทรีย์ก็ไม่เคยเกิด อนุ. จักขุนทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด ชีวิตินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. เคยเกิด ปฏิ. ชีวิตินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด จักขุนทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดมีไหม วิ. ไม่มี อนุ. จักขุนทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด โสมนัสสินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด จักขุนทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. จักขุนทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด อุเปกขินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ในอรูปภูมิ ในภูมินั้นจักขุนทรีย์ไม่เคยเกิด แต่อุเปกขินทรีย์มิใช่ไม่เคยเกิด ในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นจักขุนทรีย์ไม่เคยเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็ไม่เคยเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๓๖๕}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๒. อตีตวาร ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด จักขุนทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. จักขุนทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ในอรูปภูมิ ในภูมินั้นจักขุนทรีย์ไม่เคยเกิด แต่มนินทรีย์มิใช่ไม่เคยเกิดในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นจักขุนทรีย์ไม่เคยเกิดและมนินทรีย์ก็ไม่เคยเกิด ปฏิ. มนินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด จักขุนทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ จักขุนทรียมูลกนัย จบ ฆานินทรียมูลกนัย
อนุ. ฆานินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด อิตถินทรีย์ ฯลฯ ปุริสินทรีย์ ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ปุริสินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด ฆานินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. ฆานินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด ชีวิตินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. เคยเกิด ปฏิ. ชีวิตินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด ฆานินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดมีไหม วิ. ไม่มี อนุ. ฆานินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด โสมนัสสินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ในรูปาวจรภูมิ ในภูมินั้นฆานินทรีย์ไม่เคยเกิด แต่โสมนัสสินทรีย์มิใช่ไม่เคยเกิด ในอสัญญสัตตภูมิและอรูปภูมิ ในภูมินั้นฆานินทรีย์ไม่เคยเกิดและโสมนัสสินทรีย์ก็ไม่เคยเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๓๖๖}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๒. อตีตวาร ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด ฆานินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. ฆานินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด อุเปกขินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ ในภูมินั้นฆานินทรีย์ไม่เคยเกิด แต่ อุเปกขินทรีย์มิใช่ไม่เคยเกิด ในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นฆานินทรีย์ไม่เคยเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็ไม่เคยเกิด ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด ฆานินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. ฆานินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ ในภูมินั้นฆานินทรีย์ไม่เคยเกิด แต่ มนินทรีย์มิใช่ไม่เคยเกิด ในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นฆานินทรีย์ไม่เคยเกิดและมนินทรีย์ก็ไม่เคยเกิด ปฏิ. มนินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด ฆานินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ฆานินทรียมูลกนัย จบ อิตถินทรียมูลกนัย
อนุ. อิตถินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด ปุริสินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคย เกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ปุริสินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด อิตถินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ฯลฯ อิตถินทรียมูลกนัย จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๓๖๗}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๒. อตีตวาร ปุริสินทรียมูลกนัย
อนุ. ปุริสินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด ชีวิตินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิด ใช่ไหม วิ. เคยเกิด ปฏิ. ชีวิตินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด ปุริสินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดมีไหม วิ. ไม่มี อนุ. ปุริสินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด โสมนัสสินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ในรูปาวจรภูมิ ในภูมินั้นปุริสินทรีย์ไม่เคยเกิด แต่โสมนัสสินทรีย์มิใช่ไม่เคยเกิด ในอสัญญสัตตภูมิและอรูปภูมิ ในภูมินั้นปุริสินทรีย์ไม่เคยเกิดและโสมนัสสินทรีย์ก็ไม่เคยเกิด ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด ปุริสินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. ปุริสินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด อุเปกขินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ ในภูมินั้นปุริสินทรีย์ไม่เคยเกิด แต่ อุเปกขินทรีย์มิใช่ไม่เคยเกิด ในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นปุริสินทรีย์ไม่เคยเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็ไม่เคยเกิด ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด ปุริสินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. ปุริสินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ ในภูมินั้นปุริสินทรีย์ไม่เคยเกิด แต่ มนินทรีย์มิใช่ไม่เคยเกิด ในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นปุริสินทรีย์ไม่เคยเกิดและมนินทรีย์ก็ไม่เคยเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๓๖๘}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๒. อตีตวาร ปฏิ. มนินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด ปุริสินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปุริสินทรียมูลกนัย จบ ชีวิตินทรียมูลกนัย
อนุ. ชีวิตินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด โสมนัสสินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด ชีวิตินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. เคยเกิด อนุ. ชีวิตินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด อุเปกขินทรีย์ ฯลฯ สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. มนินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด ชีวิตินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. เคยเกิด ชีวิตินทรียมูลกนัย จบ โสมนัสสินทรียมูลกนัย
อนุ. โสมนัสสินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด อุเปกขินทรีย์ในภูมินั้นก็ ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด โสมนัสสินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๓๖๙}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๒. อตีตวาร อนุ. โสมนัสสินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด โสมนัสสินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ โสมนัสสินทรียมูลกนัย จบ อุเปกขินทรียมูลกนัย
อนุ. อุเปกขินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ฯลฯ มนินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด อุเปกขินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อุเปกขินทรียมูลกนัย จบ สัทธินทรียมูลกนัย
อนุ. สัทธินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด สัทธินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ สัทธินทรียมูลกนัย จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๓๗๐}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๒. อตีตวาร ปัญญินทรียมูลกนัย
อนุ. ปัญญินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด มนินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ในภูมิใดไม่เคยเกิด ปัญญินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปัญญินทรียมูลกนัย จบ ปัจจนีกปุคคโลกาส จักขุนทรียมูลกนัย
อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด โสตินทรีย์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. โสตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดเคยเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดเคยเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิ ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้น ไม่เคยเกิด แต่จักขุนทรีย์มิใช่ไม่เคยเกิด บุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิ อสัญญสัตตภูมิและในอรูปภูมิ ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิดและจักขุนทรีย์ก็ไม่เคยเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๓๗๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๒. อตีตวาร อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด อิตถินทรีย์ ฯลฯ ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิ ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้น ไม่เคยเกิด แต่จักขุนทรีย์มิใช่ไม่เคยเกิด บุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิ อสัญญสัตตภูมิและในอรูปภูมิ ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิดและจักขุนทรีย์ก็ไม่เคยเกิด อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิและอรูปภูมิ จักขุนทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิด แต่ชีวิตินทรีย์มิใช่ไม่เคยเกิด บุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธา-วาสภูมิ จักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิดและชีวิตินทรีย์ก็ไม่เคยเกิด ปฏิ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๓๗๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๒. อตีตวาร วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิ จักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิด แต่อุเปกขินทรีย์มิใช่ไม่เคยเกิด บุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิและอสัญญสัตตภูมิจักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็ไม่เคยเกิด ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ฯลฯ มนินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิ จักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ เคยเกิด แต่มนินทรีย์มิใช่ไม่เคยเกิด บุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิและอสัญญสัตตภูมิจักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิดและมนินทรีย์ก็ไม่เคยเกิด ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ จักขุนทรียมูลกนัย จบ ฆานินทรียมูลกนัย
อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด อิตถินทรีย์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๓๗๓}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๒. อตีตวาร ปฏิ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ ฆานินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิด แต่ชีวิตินทรีย์มิใช่ไม่เคยเกิด บุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธา-วาสภูมิ ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิดและชีวิตินทรีย์ก็ไม่เคยเกิด ปฏิ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิ ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้น ไม่เคยเกิด แต่โสมนัสสินทรีย์มิใช่ไม่เคยเกิด บุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิอสัญญสัตตภูมิและอรูปภูมิ ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิดและโสมนัสสินทรีย์ก็ไม่เคยเกิด ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ ฆานินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิด แต่อุเปกขินทรีย์มิใช่ไม่เคยเกิด บุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิและอสัญญสัตตภูมิ ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็ไม่เคยเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๓๗๔}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๒. อตีตวาร ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใชไหม วิ. ใช่ อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ฯลฯ มนินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ ฆานินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิด แต่มนินทรีย์มิใช่ไม่เคยเกิด บุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธา-วาสภูมิและอสัญญสัตตภูมิ ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิดและมนินทรีย์ก็ไม่เคยเกิด ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ฆานินทรียมูลกนัย จบ อิตถินทรียมูลกนัย
อนุ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด ปุริสินทรีย์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด อิตถินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ฯลฯ อิตถินทรียมูลกนัย จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๓๗๕}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๒. อตีตวาร ปุริสินทรียมูลกนัย
อนุ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด ชีวิตินทรีย์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ ปุริสินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิด แต่ชีวิตินทรีย์มิใช่ไม่เคยเกิด บุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธา-วาสภูมิ ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิดและชีวิตินทรีย์ก็ไม่เคยเกิด ปฏิ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิ ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิด แต่โสมนัสสินทรีย์มิใช่ไม่เคยเกิด บุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิ อสัญญสัตต-ภูมิและอรูปภูมิ ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิดและโสมนัสสินทรีย์ก็ไม่เคยเกิด ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ ปุริสินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิด แต่อุเปกขินทรีย์มิใช่ไม่เคยเกิด บุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิและอสัญญสัตตภูมิ ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็ไม่เคยเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๓๗๖}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๒. อตีตวาร ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ฯลฯ มนินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ ปุริสินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิด แต่มนินทรีย์มิใช่ไม่เคยเกิด บุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธา-วาสภูมิและอสัญญสัตตภูมิ ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิดและมนินทรีย์ก็ไม่เคยเกิด ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปุริสินทรียมูลกนัย จบ ชีวิตินทรียมูลกนัย
อนุ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด โสมนัสสินทรีย์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. เมื่อจิตดวงที่ ๒ ของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิเป็นไปอยู่ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิดแต่ชีวิตินทรีย์มิใช่ไม่เคยเกิด ในอุปปาทขณะแห่งอุปปัตติจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิ โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิดและชีวิตินทรีย์ก็ไม่เคยเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๓๗๗}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๒. อตีตวาร อนุ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยกิด อุเปกขินทรีย์ ฯลฯ สัทธินทรีย์ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ มนินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมิ นั้นไม่เคยเกิด แต่ชีวิตินทรีย์มิใช่ไม่เคยเกิด ในอุปปาทขณะแห่งอุปปัตติจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิ มนินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิดและชีวิตินทรีย์ก็ไม่เคยเกิด ชีวิตินทรียมูลกนัย จบ โสมนัสสินทรียมูลกนัย
อนุ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด อุเปกขินทรีย์ ฯลฯ สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. เมื่อจิตดวงที่ ๒ ของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิเป็นไปอยู่ โสมนัส-สินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิด แต่มนินทรีย์มิใช่ไม่เคยเกิด บุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิและอสัญญสัตตภูมิ โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิดและมนินทรีย์ก็ไม่เคยเกิด ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ โสมนัสสินทรียมูลกนัย จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๓๗๘}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๒. อตีตวาร อุเปกขินทรียมูลนัย
อนุ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อุเปกขินทรียมูลกนัย จบ สัทธินทรียมูลกนัย
อนุ. สัทธินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด สัทธินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ สัทธินทรียมูลกนัย จบ ปัญญินทรียมูลกนัย
อนุ. ปัญญินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด มนินทรีย์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด ปัญญินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปัญญินทรียมูลกนัย จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๓๗๙}
อรรถกถา
ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกอรรถกถายึดที่ข้อ ๓๗๙ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอินทริยยมก
บัดนี้เป็นการพรรณนาอินทริยยมก ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงในลำดับต่อจากธรรมยมก เพราะทรงรวบรวมธรรมทั้งหลายมีกุศลธรรมเป็นต้น ที่พระองค์ทรงแสดงแล้วในมูลยมกเหล่านั้นให้เป็นส่วนหนึ่ง ด้วยอำนาจแห่งธรรมที่ได้อยู่ ในอินทริยยมกนั้นพึงทราบการกำหนดพระบาลี โดยนัยที่กล่าวแล้วในขันธยมกเป็นต้น.
ก็แม้ในอินทริยยมกนี้ มหาวาระ ๓ มีปัณณัตติวาระเป็นต้น และอนันตรวาระ ที่เหลือก็เป็นเช่นกับที่มาแล้วในยมกทั้งหลายมีขันธยมกเป็นต้นพร้อมด้วยประเภทแห่งกาลเป็นต้น แต่ว่ายมกทั้งหลายมีมากกว่าธาตุยมกเพราะความที่แห่งอินทรีย์ทั้งหลายมีมาก ก็ท่านไม่ประกอบ ชิวหายตนะและกายายตนะกับด้วยจักขวายตนะและจักขุธาตุ ในนัยอันมีจักขวายตนะและจักขุธาตุเป็นมูล ในปุคคลวาระเป็นต้น ในหนหลัง และไม่ถือเอายมกทั้งหลาย มีชิวหายตนะและกายายตนะเป็นมูล ฉันใดแม้ในอินทริยยมกนี้ ท่านก็ไม่ประกอบชิวหินทรีย์และกายินทรีย์ ในนัยอันมีจักขุนทรีย์เป็นมูล และไม่ถือเอายมกทั้งหลายที่มีชิวหินทรีย์และกายินทรีย์เป็นมูล ฉันนั้น
พึงทราบเหตุในการไม่ถือเอายมกทั้งหลายเหล่านั้น ตามนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้วในยมกนั้นนั่นแหละ.
ส่วนมนินทรีย์ พึงทราบว่า ท่านประกอบแล้วด้วยมูลทั้งหลายมีจักขุนทรีย์เป็นมูลเป็นต้น ฉันใด แม้กับมูลทั้งหลายมีอิตถินทรีย์เป็นมูล ก็ฉันนั้นนั่นแหละ มนินทรีย์ย่อมถึงการประกอบ เพราะเหตุใด เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า ท่านไม่ประกอบแล้ว โดยลำดับ บทที่วางไว้ (แต่) ประกอบไว้ในที่สุดกับมูลทั้งหลายมีจักขนุทรีย์เป็นต้น แม้ทั้งหมด.
ท่านประกอบอิตถินทรีย์กับจักขุนทริย์, ปุริสินทรีย์กับจักขุนทรีย์, ชีวิตินทรีย์กับจักขุนทรีย์, สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ไม่มีในปฏิสนธิ เพราะเหตุนั้นท่านจึงไม่ถือเอา.
โสมนัสสินทริย์ อุเบกขินทรีย์ ท่านถือเอาแล้วในปฏิสนธิ เพราะเกิดมีพร้อมกับการเกิดขึ้น อินทรีย์ ๕ อย่างมีสัทธินทรีย์เป็นต้นก็เหมือนอย่างนั้นอินทรีย์ที่เป็นโลกุตตร ๓ อย่าง ท่านก็ไม่ถือเอา เพราะไม่มีในปฏิสนธิ อินทรีย์เหล่าใดท่านถือเอาแล้วด้วยอำนาจแห่งอินทรีย์เหล่านั้นพึงทราบการนับยมกในนัยอันมีจักขุนทรีย์เป็นมูลในอินทริยยมกนี้ ด้วยประการฉะนี้ ก็ในที่มี้พึงทราบการนับยมกในนัยอันมีจักขุทรีย์เป็นมูลในที่นี้ฉันใด ในที่ทั้งปวงก็ฉันนั้นพึงทราบการกำหนดพระบาลีในวาระทั้งหลายอย่างนี้ก่อนว่า ก็ยมกเหล่าใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาแล้วควรนับยมกทั้งหลายด้วยสามารถแห่งยมกเหล่านั้น.
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อนับ พึงนับด้วยสามารถแห่งโมฆะปุจฉา.
ก็ในการวินิจฉัยเนื้อความนี้ พึงทราบนัยมุขนี้ดังต่อไปนี้.
คำว่า สจกฺขุกานํ น อิตฺถีนํ ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งสัตว์ทั้งหลายที่มีรูป มีพรหมปาริสัชชาเป็นต้น และด้วยสามารถแห่งบุรุษเพศและผู้ไม่มีเพศ เพราะว่าอิตถินทรีย์ย่อมไม่เกิดแก่พรหม บุรุษเพศ และผู้ไม่มีเพศเหล่านั้น.
คำว่า สจกฺขุกานํ น ปุริสานํ ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งรูปพรหมด้วย แห่งสตรีเพศและบุคคลผู้ไม่มีเพศด้วย เพราะว่า ปุริสินทรีย์ย่อมไม่เกิดแก่รูปพรหม สตรีและผู้ไม่มีเพศเหล่านั้น.
คำว่า อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ชีวิตินฺทริยํ อุปฺปชฺชติ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ทั้งหลายในเอกโวการภพ จตุโวการภพและในกามธาตุ.
คำว่า สจกฺขุกานํ วินา โสมนสฺเสน ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้ปฏิสนธิด้วยมหาวิบากปฏิสนธิ ๔ ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขา.
คำว่า สจกฺขุกานํ วินา อุเปกฺขาย ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้ปฏิสนธิพร้อมด้วยโสมนัส.
คำว่า อุเปกฺขาย อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งอเหตุกปฏิสนธิ.
คำว่า อเหตุกานํ ท่านกล่าวแล้วเพราะความไม่มีแห่งอินทรีย์ทั้งหลายมีสัทธินทรีย์เป็นต้น กับด้วยอเหตุกปฏิสนธิ.
จริงอยู่ ในอเหตุกปฏิสนธิ ย่อมไม่มีศรัทธา สติ ปัญญาแน่นอน แต่สมาธิและวิริยะ ย่อมไม่ถึงความเป็นอินทรีย์.
คำว่า สเหตุกานํ อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวแล้วด้วยอำนาจคัพภเสยยกสัตว์ และพรหมที่ไม่มีรูป ก็พวกสเหตุกะอื่นชื่อว่า อจกฺขุโก = ไม่มีจักขุ ย่อมไม่มี.
คำว่า สจกฺขุกานํ อเหตุกานํ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ในอบายด้วยสามารถแห่งโอปปาติกะ.
คำว่า สจกฺขุกานํ ญาณวิปฺปยุตฺตานํ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ที่ปฏิสนธิด้วยเหตุสอง ในกามธาตุ.
คำว่า สจกฺขุกานํ ญาณสมฺปยุตฺตานํ กล่าวหมายเอารูปพรหมด้วย เทวดาและมนุษย์ในกามาวจรด้วย.
คำว่า ญาณสมฺปยุตฺตานํ อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวหมายเอาอรูปพรหม และติเหตุกสัตว์ผู้เกิดในครรภ์.
ในชีวิตินทรีย์มูล คำว่า วินา โสมนสฺเสน อุปฺปชฺชนฺตานํ ท่านกล่าวหมายเอาชีวิตินทรีย์แม้ทั้งสองอย่าง.
คำว่า ปวตฺเต โสมนสฺสวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ท่านกล่าวหมายเอาอรูปชีวิตินทรีย์.
พึงทราบการประกอบ ชีวิตินทรีย์ด้วยสามารถปฏิสนธิและปวัตติ แม้ในที่ทั้งปวงโดยนัยนี้แม้ในมูลทั้งหลายมีโสมนัสสินทรีย์เป็นมูลเป็นต้น พึงถือเอาเนื้อความด้วยสามารถแห่งปฏิสนธิและปวัตตินั่นแหละแต่ในปฏิโลมนัย ในนิโรธวาระ พึงทราบการเกิด การไม่เกิด การดับและการไม่ดับ ในจุติ ปฏิสนธิและปวัตติแม้ทั้ง ๓ กาลด้วยสามารถแห่งธรรมทั้งหลายเหล่านั้นด้วย เหล่าอื่นด้วยตามที่ได้.
ในอนาคตวาระ คำว่า เอเตเนว ภาเวน ดังนี้ อธิบายว่า ด้วยการถือเอาปุริสปฏิสนธินั่นแหละ เพราะไม่ถึงซึ่งอิตถีภาวะ ในลำดับด้วยปุริสภาวะนั้นนั่นแหละ.
คำวิสัชนาว่า กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ อธิบายว่า บุรุษใดถือเอาแล้วซึ่งปฏิสนธิในภพไรๆ ไม่ถึงแล้วซึ่งอิตถีภาวะ จักปรินิพพานเทียว (หมายความว่าเกิดในภพใดด้วยเพศใด จักปรินิพพานด้วยเพศนั้นในภพนั้น)
แม้ในปัญหาที่สองก็นัยนี้ ก็บทว่า มนินทรีย์ด้วยไม่เกิดในภังคขณะแห่งอุปัตติจิตของสุทธาวาสพรหม ดังนี้ในอดีตวาระด้วยปัจจุบันวาระ (ปัจจุปันนาตีตวาระ) อธิบายว่า บัณฑิตไม่ถือเอาเนื้อความด้วยอำนาจการก้าวล่วงอุปาทขณะเหมือนกับในจิตตยมกแต่ควรถือเอาด้วยอำนาจแห่งการไม่เคยเกิดขึ้นในภพนั้น พึงทราบการวินิจฉัยเนื้อความในปวัตติวาระ แม้ทั้งหมดโดยนัยมุขนี้.
ก็ในปริญญาวาระ ท่านแสดงจักขุโสตยมกอย่างเดียวเท่านั้น ในมูลทั้งหลายมีจักขุมูลเป็นต้น ก็เพราะท่านแสดงอินทรีย์ทั้งหลายที่บุคคลไม่ควรกำหนดรู้ ที่เป็นโลกิยอัพยากตะด้วย ที่เจือด้วยโลกิยอัพยากตะด้วย แม้ที่เหลือเหตุนั้นท่านจึงแสดงอินทรีย์ ที่ท่านไม่แสดงเหล่านั้น โดยนัยนี้นั่นเทียว ก็เพราะอกุศลเป็นธรรมอันบุคคลพึงละโดยส่วนเดียวกุศลพึงเจริญโดยส่วนเดียว โลกุตตระอันเป็นอัพยากตะอันบุคคลพึงทำให้แจ้ง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมละโทมนัสสินทรีย์ ย่อมเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ก็อัญญินทรีย์บุคคลควรเจริญก็มี ควรทำให้แจ้งก็มี อัญญินทรีย์นั้น ท่านถือเอาด้วยอำนาจการภาวนา (การทำให้เจริญ).
ในคำทั้งหลายเหล่านั้น คำว่า เทฺว ปุคฺคลา ได้แก่ ผู้พร้อมเพรียงด้วยสกทาคามี และผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในบุคคลทั้งสองนั้น คนหนึ่งชื่อว่า ย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ เพราะไม่สามารถตัดขาดได้ คนหนึ่งชื่อว่า ย่อมไม่ละโทมนัส เพราะความที่ท่านละโทมนัสสินทรีย์แล้ว.
บทว่า จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ ได้แก่ย่อมไม่รู้ทั่ว เพราะความที่แห่งท่านไม่สามารถยังมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นได้บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในคำวิสัชนาทั้งปวงโดยนัยนี้. อรรถกถาอินทริยยมก จบ.
นิคมคาถา
ก็หญิงชายผู้ใดถึงพร้อมด้วยกิจดำรงอยู่ในโอวาทของพระศาสดาสัมมาสัมพุทธะพระองค์ใดผู้ทำกิจเสร็จแล้วหญิงชายผู้นั้น กำหนดตั้งมั่นในโอวาทของพระจอมมุนีไว้ดีแล้ว ย่อมเป็นผู้ก้าวล่วงอำนาจของพระยายม. พระสัมมาสัมพุทธะผู้ทรงเป็นเทพยิ่งกว่าเทพทั้งปวง ผู้ไม่มีมลทินอันจะนำไปสู่อำนาจของพระยายมเสด็จประทับอยู่ท่ามกลางเทวบริษัทหมู่ใหญ่ในเทวบุรี ทรงประกาศปกรณ์ชื่อว่ายมก ฉันใด ข้าพเจ้า (พระพุทธโฆษาจารย์) ปรารภอรรถกถาแห่งปกรณ์ยมกนั้น เพื่อแสดงวิธีกำหนดพระบาลีและนัยแห่งอรรถในคำปุจฉาวิสัชนา.
บัดนี้ อรรถกถาแห่งปกรณ์นี้นั้นถึงความสำเร็จแล้วด้วยแบบแผนมีประมาณ ๕ ภาณวาร โดยปราศจากอันตรายในโลกที่มีอันตรายมากฉันใด ขอสัตว์ทั้งหลายจงเป็นผู้มีความสำเร็จในหิตานุหิตประโยชน์ พรั่งพร้อมด้วยความสุข และขอมโนรถแม้ทั้งปวงของสรรพสัตว์ทั้งหลายจงถึงความสำเร็จฉันนั้น เทอญ.
อรรถกถาแห่งยมก จบ. -----------------------------------------------------