คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา · พระสุตตันตปิฎก ·

เล่ม ๑๘ · สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค

ข้ออื่นในเล่มนี้

๑. อัชฌัตติกอนิจจสูตร๒. อัชฌัตติกทุกขสูตร๓. อัชฌัตติกอนัตตสูตร๔. พาหิรอนิจจสูตร๕. พาหิรทุกขสูตร๖. พาหิรอนัตตสูตร๗. อตีตานาคตปัจจุปันนานิจจสูตร๘. อตีตานาคตปัจจุปันนทุกขสูตร๙. อตีตานาคตปัจจุปันนานัตตสูตร๑๐. พาหิรสูตร๑. สัมโพธสูตร ที่ ๑๒. สัมโพธสูตร ที่ ๒๓. อัสสาทสูตร ที่ ๑๔. อัสสาทสูตร ที่ ๒๕. โนอัสสาทสูตร ที่ ๑๖. โนอัสสาทสูตร ที่ ๒๗. อภินันทสูตร ที่ ๑๘. อภินันทสูตร ที่ ๒๙. อุปปาทสูตร ที่ ๑๑๐. อุปปาทสูตร ที่ ๒๑. สัพพสูตร๒. ปหานสูตร ที่ ๑๓. ปหานสูตร ที่ ๒๔. ปริชานสูตร ที่ ๑๕. ปริชานสูตร ที่ ๒๖. อาทิตตปริยายสูตร๗. อันธภูตสูตร๘. สารูปสูตร๙. สัปปายสูตร ที่ ๑๑๐. สัปปายสูตร ที่ ๒๔. ชาติธรรมวรรค๕. อนิจจวรรค๑. อวิชชาสูตร๒. สังโยชนสูตร ที่ ๑๓. สังโยชนสูตร ที่ ๒๔. อาสวสูตร ที่ ๑๕. อาสวสูตร ที่ ๒๖. อนุสัยสูตร ที่ ๑๗. อนุสัยสูตร ที่ ๒๘. ปริญญาสูตร๙. ปริยาทานสูตร ที่ ๑๑๐. ปริยาทานสูตร ที่ ๒๑. มิคชาลสูตร ที่ ๑๒. มิคชาลสูตร ที่ ๒๓. สมิทธิสูตร ที่ ๑๔. สมิทธิสูตร ที่ ๒๕. สมิทธิสูตร ที่ ๓๖. สมิทธิสูตร ที่ ๔๗. อุปเสนสูตร๘. อุปวาณสูตร๙. ผัสสายตนสูตร ที่ ๑๑๐. ผัสสายตนสูตร ที่ ๒๑๑. ผัสสายตนสูตร ที่ ๓๑. คิลานสูตร ที่ ๑๒. คิลานสูตร ที่ ๒๓. ราธสูตร ที่ ๑๔. ราธสูตร ที่ ๒๕. ราธสูตร ที่ ๓๖. อวิชชาสูตร ที่ ๑๗. อวิชชาสูตร ที่ ๒๘. ภิกขุสูตร๙. โลกสูตร๑๐. ผัคคุณสูตร๑. ปโลกสูตร๒. สุญญสูตร๓. สังขิตสูตร๔. ฉันนสูตร๕. ปุณณสูตร๖. พาหิยสูตร๗. เอชสูตร ที่ ๑๘. เอชสูตร ที่ ๒๙. ทวยสูตร ที่ ๑๑๐. ทวยสูตร ที่ ๒๑. สังคัยหสูตร ที่ ๑๒. สังคัยหสูตร ที่ ๒๓. ปริหานสูตร๔. ปมาทวิหารีสูตร๕. สังวรสูตร๖. สมาธิสูตร๗. ปฏิสัลลีนสูตร๘. นตุมหากสูตร ที่ ๑๙. นตุมหากสูตร ที่ ๒๑๐. อุทกสูตร๑. โยคักเขมีสูตร๒. อุปาทายสูตร๓. ทุกขสูตร๔. โลกสูตร๕. เสยยสูตร๖. สังโยชนสูตร๗. อุปาทานสูตร๘. อปริชานสูตร ที่ ๑๙. อปริชานสูตร ที่ ๒๑๐. อุปัสสุติสูตร๑. มารปาสสูตร ที่ ๑๒. มารปาสสูตร ที่ ๒๓. โลกกามคุณสูตร ที่ ๑๔. โลกกามคุณสูตร ที่ ๒๕. สักกสูตร๖. ปัญจสิขสูตร๗. สารีปุตตสูตร๘. ราหุลสูตร๙. สังโยชนสูตร๑๐. อุปาทานสูตร๑. เวสาลีสูตร๒. วัชชีสูตร๓. นาฬันทสูตร๔. ภารทวาชสูตร๕. โสณสูตร๖. โฆสิตสูตร๗. หาลิททกานิสูตร๘. นกุลปิตุสูตร๙. โลหิจจสูตร๑๐. เวรหัญจานีสูตร๑. เทวทหสูตร๒. ขณสูตร๓. ปัคคัยหสูตร ที่ ๑๔. ปัคคัยหสูตร ที่ ๒๕. อัคคัยหสูตร ที่ ๑๖. อัคคัยหสูตร ที่ ๒๗. เหตุอัชฌัตตสูตร ที่ ๑๘. เหตุอัชฌัตตสูตร ที่ ๒๙. เหตุพาหิรสูตร ที่ ๑๑๐. เหตุพาหิรสูตร ที่ ๒๑. กรรมสูตร๒. สัปปายสูตร ที่ ๑๓. สัปปายสูตร ที่ ๒๔. สัปปายสูตร ที่ ๓๕. สัปปายสูตร ที่ ๔๖. อนันเตวาสิกานาจริยสูตร๗. ติตถิยสูตร๘. ปริยายสูตร๙. อินทรียสูตร๑๐. ธรรมกถิกสูตร๑. นันทิขยสูตร ที่ ๑๒. นันทิขยสูตร ที่ ๒๓. นันทิขยสูตร ที่ ๓๔. นันทิขยสูตร ที่ ๔๕. ชีวกัมพวนสูตร ที่ ๑๖. ชีวกัมพวนสูตร ที่ ๒๗. มหาโกฏฐิกสูตร ที่ ๑๘. มหาโกฏฐิกสูตร ที่ ๒๙. มหาโกฏฐิกสูตร ที่ ๓๑๐. มิจฉาทิฏฐิสูตร๑๑. สักกายทิฏฐิสูตร๑๒. อัตตานุทิฏฐิสูตร๑. ฉันทสูตร ที่ ๑ ๒. ราคสูตร ที่ ๑ ๓. ฉันทราคสูตร ที่ ๑๔. ฉันทสูตร ที่ ๒ ๕. ราคสูตร ที่ ๒ ๖. ฉันทราคสูตร ที่ ๒๗. ฉันทสูตร ที่ ๓ ๘. ราคสูตร ที่ ๓ ๙. ฉันทราคสูตร ที่ ๓๑๐. ฉันทสูตร ที่ ๔ ๑๑. ราคสูตร ที่ ๔ ๑๒. ฉันทราคสูตร ที่ ๔๑๓. ฉันทสูตร ที่ ๕ ๑๔. ราคสูตร ที่ ๕ ๑๕. ฉันทราคสูตร ที่ ๕๑๖. ฉันทสูตร ที่ ๖ ๑๗. ราคสูตร ที่ ๖ ๑๘. ฉันทราคสูตร ที่ ๖๑๙. อตีตสูตร ที่ ๑๒๐. อนาคตสูตร ที่ ๑๒๑. ปัจจุปันนสูตร ที่ ๑๒๒. อตีตสูตร ที่ ๒ ๒๓. อนาคตสูตร ที่ ๒ ๒๔. ปัจจุปันนสูตร ที่ ๒๒๕. อตีตสูตร ที่ ๓ ๒๖. อนาคตสูตร ที่ ๓ ๒๗. ปัจจุปันนสูตร ที่ ๓๒๘. อตีตสูตร ที่ ๔ ๒๙. อนาคตสูตร ที่ ๔ ๓๐. ปัจจุปันนสูตร ที่ ๔๓๑. อตีตสูตร ที่ ๕ ๓๒. อนาคตสูตร ที่ ๕ ๓๓. ปัจจุปันนสูตร ที่ ๕๓๔. อตีตสูตร ที่ ๖ ๓๕. อนาคตสูตร ที่ ๖ ๓๖. ปัจจุปันนสูตร ที่ ๖๓๗. อนิจจสูตร ที่ ๑๓๘. อนิจจสูตร ที่ ๒๓๙. อนิจจสูตร ที่ ๓๔๐. ทุกขสูตร ที่ ๑ ๔๑. ทุกขสูตร ที่ ๒ ๔๒. ทุกขสูตร ที่ ๓๔๓. อนัตตสูตร ที่ ๑ ๔๔. อนัตตสูตร ที่ ๒ ๔๕. อนัตตสูตร ที่ ๓๔๖. อนิจจสูตร ที่ ๔ ๔๗. อนิจจสูตร ที่ ๕ ๔๘. อนิจจสูตร ที่ ๖๔๙. ทุกขสูตร ที่ ๔ ๕๐. ทุกขสูตร ที่ ๕ ๕๑. ทุกขสูตร ที่ ๖๕๒. อนัตตสูตร ที่ ๔ ๕๓. อนัตตสูตร ที่ ๕ ๕๔. อนัตตสูตร ที่ ๖๕๕. อัชฌัตตายตนสูตร ที่ ๑๕๖. อัชฌัตตายตนสูตร ที่ ๒๕๗. อัชฌัตตายตนสูตร ที่ ๓๕๘. พาหิรายตนสูตร ที่ ๑๕๙. พาหิรายตนสูตร ที่ ๒๖๐. พาหิรายตนสูตร ที่ ๓๑. สมุทรสูตร ที่ ๑๒. สมุทรสูตร ที่ ๒๓. พาลิสิกสูตร๔. ขีรรุกขสูตร๕. โกฏฐิกสูตร๖. กามภูสูตร๗. อุทายีสูตร๘. อาทิตตปริยายสูตร๙. หัตถปาทปัพพสูตร ที่ ๑๑๐. หัตถปาทปัพพสูตร ที่ ๒๑. อาสีวิสสูตร๒. รถสูตร๓. กุมมสูตร๔. ทารุขันธสูตร ที่ ๑๕. ทารุขันธสูตร ที่ ๒๖. อวัสสุตสูตร๗. ทุกขธรรมสูตร๘. กึสุกสูตร๙. วีณาสูตร๑๐. ฉัปปาณสูตร๑๑. ยวกลาปิสูตร ๑๒. เทวาสุรสังคามสูตร๑. สมาธิสูตร๒. สุขสูตร๓. ปหานสูตร๔. ปาตาลสูตร๕. ทัฏฐัพพสูตร๖. สัลลัตถสูตร๗. เคลัญญสูตร ที่ ๑๘. เคลัญญสูตร ที่ ๒๙. อนิจจสูตร๑๐. ผัสสมูลกสูตร๑. รโหคตสูตร๒. วาตสูตร ที่ ๑๓. วาตสูตร ที่ ๒๔. นิวาสสูตร๕. อานันทสูตร ที่ ๑๖. อานันทสูตร ที่ ๒๗. สัมพหุลสูตร ที่ ๑๘. สัมพหุลสูตร ที่ ๒๙. ปัญจกังคสูตร๑๐. ภิกขุสูตร๑. สิวกสูตร๒. อัฏฐสตปริยายสูตร๓. ภิกขุสูตร๔. ปุพพสูตร๕. ญาณสูตร๖. ภิกขุสูตร๗. สมณพราหมณสูตร ที่ ๑๘. สมณพราหมณสูตร ที่ ๒๙. สมณพราหมณสูตร ที่ ๓๑๐. สุทธิกสูตร๑๑. นิรามิสสูตร๑. อมนาปสูตร๒. มนาปสูตร๓. อาเวณิกสูตร๔. มาตุคามสูตร๕. อนุรุทธสูตร๖. อุปนาหีสูตร๗. อิสสุกีสูตร๘. มัจฉรีสูตร๙. อติจารีสูตร๑๐. ทุสสีลสูตร๑๑. อัปปัสสุตสูตร๑๒. กุสีตสูตร๑๓. มุฏฐัสสติสูตร๑๔. ปัญจเวรสูตรอนุรุทธสูตรอนุปนาหีสูตรอนิสสุกีสูตรอมัจฉรีสูตรปัญจสีลสูตร๑. วิสารทสูตร๒. ปัสสัยหสูตร๓. อภิภุยยสูตร๔. อังคสูตร๕. นาสยิตถสูตร๖. เหตุสูตร๗. ฐานสูตร ๘. วิสารทสูตร๙. ปัญจเวรสูตร๑๐. วัฑฒิสูตรชัมพุขาทกสังยุตต์สามัณฑกสังยุตต์โมคคัลลานสังยุตต์๑. สังโยชนสูตร๒. อิสิทัตตสูตร ที่ ๑๓. อิสิทัตตสูตร ที่ ๒๔. มหกสูตร๕. กามภูสูตร ที่ ๑๖. กามภูสูตร ที่ ๒๗. โคทัตตสูตร๘. นิคัณฐสูตร๙. อเจลสูตร๑๐. คิลานสูตร๑. จัณฑสูตร๒. ตาลปุตตสูตร๓. โยธาชีวสูตร๔. หัตถาโรหสูตร๕. อัสสาโรหสูตร๖. ภูมกสูตร๗. เทศนาสูตร๘. อสังขาสูตร๙. กุลสูตร๑๐. มณิจูฬกสูตร๑๑. คันธภกสูตร๑๒. ราสิยสูตร๑๓. ปาฏลิยสูตรวรรคที่ ๑วรรคที่ ๒๑. เขมาเถรีสูตร๒. อนุราธสูตร๓. สาริปุตตโกฏฐิตสูตร ที่ ๑๔. สาริปุตตโกฏฐิตสูตร ที่ ๒๕. สาริปุตตโกฏฐิตสูตร ที่ ๓๖. สาริปุตตโกฏฐิตสูตร ที่ ๔๗. โมคคัลลานสูตร๘. วัจฉสูตร๙. กุตุหลสาลาสูตร๑๐. อานันทสูตร๑๑. สภิยสูตร

อรรถกถา

ศาสนา · พระสุตตันตปิฎก

๑. เขมาเถรีสูตร

ข้อ ๗๕๒–๗๖๑พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค๑๐ ข้อ๒ ฉบับ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · Public domain (term expired) — operator determination

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค อัพยากตสังยุตต์ เขมาเถรีสูตร

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล พระเขมา- *ภิกษุณีเมื่อเที่ยวจาริกไปในแคว้นโกศล เข้าอยู่ ณ ที่โตรณวัตถุ ในระหว่าง พระนครสาวัตถีกับเมืองสาเกต ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จออกจากเมือง สาเกตจะไปยังพระนครสาวัตถี ประทับแรม ๑ ราตรีที่โตรณวัตถุ ระหว่าง พระนครสาวัตถีกับเมืองสาเกต ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสเรียกราช- *บุรุษคนหนึ่งมาตรัสสั่งว่า ดูกรบุรุษผู้เจริญ ท่านจงไปดูให้รู้ว่า ณ ที่โตรณวัตถุ มีสมณะหรือพราหมณ์ซึ่งสมควรที่เราจะพึงเข้าไปหา ณ วันนี้หรือไม่ ราชบุรุษนั้นทูล รับพระดำรัสของพระเจ้าปเสนทิโกศลแล้ว เที่ยวไปยังโตรณวัตถุจนทั่ว ก็ไม่ได้ พบเห็นสมณะหรือพราหมณ์ซึ่งสมควรที่พระเจ้าปเสนทิโกศลจะพึงเสด็จเข้าไปหา ฯ

ราชบุรุษนั้นได้พบพระเขมาภิกษุณี ซึ่งเข้าอาศัยอยู่ ที่โตรณวัตถุ ครั้นพบแล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศลถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูล พระเจ้าปเสนทิโกศลว่า พระพุทธเจ้าข้า ที่โตรณวัตถุ ไม่มีสมณะหรือพราหมณ์ ซึ่งสมควรที่พระองค์จะพึงเสด็จเข้าไปหาเลย มีภิกษุณีนามว่าเขมา เป็นสาวิกาของ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น และพระแม่เจ้านั้นมีกิตติศัพท์ อันงามฟุ้งขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า พระแม่เจ้าเขมาภิกษุณีเป็นบัณฑิต เฉียบแหลม มีปัญญา เป็นพหูสูต มีถ้อยคำไพเราะ มีปฏิภาณเป็นอย่างดี ขอเชิญพระองค์ เสด็จเข้าไปหาพระแม่เจ้านั้นเถิด ขอเดชะ ฯ

ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปหาพระเขมาภิกษุณี ถึงที่อยู่ ทรงไหว้พระเขมาภิกษุณีแล้ว ประทับอยู่ ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง @ โตรณแปลว่าเสาค่าย หรือเสาระเนียค ณ ที่นี้เข้าว่าเป็นค่าย ครั้นแล้วได้ตรัสถามพระเขมาภิกษุณีว่า ข้าแต่แม่เจ้า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดหรือหนอ พระเขมาภิกษุณีถวายพระพรว่า ขอถวายพระพร ปัญหานี้เป็น ปัญหาที่พระผู้มีพระภาคมิได้ทรงพยากรณ์ ฯ ป. ข้าแต่แม่เจ้า ก็สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมไม่เกิดอีกหรือ ฯ ข. ขอถวายพระพร แม้ปัญหานี้ก็เป็นปัญหาที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรง พยากรณ์ ฯ ป. ข้าแต่แม่เจ้า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่ เกิดอีกก็มีหรือหนอ ฯ ข. ขอถวายพระพร ปัญหานี้เป็นปัญหาที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรง พยากรณ์ ฯ ป. ข้าแต่แม่เจ้า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อม ไม่เกิดอีกก็หามิได้หรือ ฯ ข. ขอถวายพระพร แม้ปัญหานี้ก็เป็นปัญหาที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรง พยากรณ์อีกเหมือนกัน ฯ

ป. เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ข้าแต่แม่เจ้า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตาย แล้ว ย่อมเกิดอีกหรือ ท่านก็ตอบว่า ขอถวายพระพร ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ข้าแต่แม่เจ้า สัตว์เบื้องหน้า แต่ตายแล้ว ย่อมไม่เกิดอีกหรือ ท่านก็ตอบว่า ขอถวายพระพร แม้ปัญหานี้ก็ เป็นปัญหาที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ข้าแต่แม่เจ้า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มีหรือ ท่านก็ตอบว่า ขอถวายพระพร ปัญหานี้เป็นปัญหาที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ เมื่อข้าพเจ้า ถามว่า ข้าแต่แม่เจ้า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่ เกิดอีกก็หามิได้หรือ ท่านก็ตอบว่า ขอถวายพระพร แม้ปัญหานี้ก็เป็นปัญหาที่ พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ ข้าแต่แม่เจ้า อะไรเล่าเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ปัญหานี้ ฯ

ข. ขอถวายพระพร ถ้าอย่างนั้น อาตมภาพจักขอย้อนถาม มหาบพิตรในปัญหาข้อนี้บ้าง ปัญหาข้อนั้นพอพระทัยมหาบพิตรอย่างใด มหาบพิตร พึงทรงพยากรณ์ปัญหาข้อนั้นอย่างนั้นเถิด ขอถวายพระพร มหาบพิตรจะสำคัญ ความข้อนั้นเป็นไฉน มหาบพิตรมีนักคำนวณ นักประเมิน หรือนักประมาณไรๆ ซึ่งสามารถจะคำนวณทรายในแม่น้ำคงคาว่า ทรายมีประมาณเท่านี้ หรือว่ามีทราย เท่านี้ร้อยเม็ด หรือว่ามีทรายเท่านี้พันเม็ด หรือว่ามีทรายเท่านี้แสนเม็ด หรือไม่ ฯ ป. ไม่มีเลย แม่เจ้า ฯ ข. และมหาบพิตรมีนักคำนวณ นักประเมิน หรือนักประมาณไรๆ ซึ่งสามารถจะคำนวณน้ำในมหาสมุทรว่า น้ำมีเท่านี้อาฬหกะ หรือว่ามีน้ำเท่านี้ร้อย อาฬหกะ หรือว่ามีน้ำเท่านี้พันอาฬหกะ หรือว่ามีน้ำเท่านี้แสนอาฬหกะ หรือไม่ ขอถวายพระพร ฯ ป. ไม่มีเลย แม่เจ้า ฯ ข. นั่นเพราะเหตุไร ขอถวายพระพร ฯ ป. ข้าแต่แม่เจ้า เพราะว่ามหาสมุทรเป็นของลึก ประมาณไม่ได้ หยั่ง ถึงได้โดยยาก ฯ

ข. ฉันนั้นนั่นแล มหาบพิตร บุคคลเมื่อจะบัญญัติสัตว์ พึง บัญญัติด้วยรูปใด รูปนั้นอันพระตถาคตละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้ไม่ มีที่ตั้ง ดุจตาลยอดด้วน กระทำไม่ให้มีไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา ดูกร มหาบพิตร พระตถาคตพ้นจากการบัญญัติว่าเป็นรูป เป็นของลึก ประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้โดยยาก ดุจมหาสมุทรฉะนั้น คำว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิด อีกก็ดี ย่อมไม่เกิดอีกก็ดี ย่อมเกิดและไม่เกิดอีกก็ดี ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อม ไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี ย่อมไม่ควร เมื่อบุคคลบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติด้วยเวทนา ใด ... เมื่อบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติด้วยสัญญาใด ... เมื่อบุคคลบัญญัติสัตว์ พึง บัญญัติด้วยสังขารเหล่าใด ... เมื่อบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติด้วยวิญญาณใด วิญญาณนั้น อันพระตถาคตละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้ไม่มีที่ตั้ง ดุจตาลยอดด้วน กระทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา ดูกรมหาบพิตร พระตถาคตพ้น แล้วจากการบัญญัติว่าเป็นวิญญาณ เป็นของลึก ประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้โดย ยาก ดุจมหาสมุทรฉะนั้น คำว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดก็ดี ย่อมไม่ เกิดก็ดี ย่อมเกิดอีกและไม่เกิดอีกก็ดี ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หา มิได้ก็ดี ก็ย่อมไม่ควร ฯ ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงยินดี อนุโมทนาภาษิตของพระเขมา ภิกษุณี เสด็จลุกจากอาสนะ ไหว้พระเขมาภิกษุณีทรงกระทำประทักษิณแล้วเสด็จ จากไป ฯ

สมัยต่อมา พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ทรงอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้ว ประทับ ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง ครั้น แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกหรือ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมหาบพิตร ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหา ที่อาตมภาพไม่พยากรณ์ ฯ ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เกิดอีก หรือ ฯ พ. ขอถวายพระพร แม้ปัญหาข้อนี้ก็เป็นปัญหาที่อาตมภาพไม่พยากรณ์ เหมือนกัน ฯ ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็มี ย่อม ไม่เกิดอีกก็มีหรือ ฯ พ. ขอถวายพระพร ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาที่อาตมภาพไม่พยากรณ์ ฯ ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกก็หา มิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้หรือ ฯ พ. ขอถวายพระพร แม้ปัญหาข้อนี้ก็เป็นปัญหาที่อาตมภาพไม่พยากรณ์ อีกนั่นแหละ ฯ ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์ทูลถามว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ ตายแล้วย่อมเกิดอีกหรือ พระองค์ก็ตรัสตอบว่า ขอถวายพระพร ปัญหาข้อนี้ เป็นปัญหาที่อาตมภาพไม่พยากรณ์ ฯลฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์ทูล ถามว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ หรือ พระองค์ก็ตรัสตอบว่า ขอถวายพระพร แม้ปัญหาข้อนี้ก็เป็นปัญหาที่ อาตมภาพไม่พยากรณ์อีกนั่นแหละ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรเล่าเป็นเหตุเป็น ปัจจัยให้พระผู้มีพระภาคไม่พยากรณ์ปัญหาข้อนั้น ฯ

พ. ขอถวายพระพร ถ้าอย่างนั้น อาตมภาพจักย้อนถามมหา- *บพิตรในปัญหาข้อนั้นบ้าง ปัญหาข้อนั้นพอพระทัยมหาบพิตรอย่างใด มหาบพิตร พึงทรงพยากรณ์ปัญหาข้อนั้นอย่างนั้นเถิด ขอถวายพระพร มหาบพิตรจะทรง สำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน มหาบพิตรทรงมีนักคำนวณ นักประเมิน หรือนัก ประมาณไรๆ ซึ่งสามารถจะคำนวณเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาว่า เม็ดทรายมี ประมาณเท่านี้ ฯลฯ หรือว่ามีทรายประมาณเท่านี้แสนเม็ดหรือไม่ ฯ ป. ไม่มีเลย พระเจ้าข้า ฯ พ. และมหาบพิตรทรงมีนักคำนวณ นักประเมิน หรือนักประมาณไรๆ ซึ่งสามารถจะคำนวณน้ำในมหาสมุทรว่า มีน้ำเท่านี้อาฬหกะ ฯลฯ หรือว่ามีน้ำ เท่านี้แสนอาฬหกะหรือไม่ ฯ ป. ไม่มีเลย พระเจ้าข้า ฯ พ. ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร มหาบพิตร ฯ ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะว่ามหาสมุทรเป็นของลึกประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้โดยยาก พระเจ้าข้า ฯ

พ. ฉันนั้นนั่นแล มหาบพิตร บุคคลเมื่อจะบัญญัติสัตว์ พึง บัญญัติด้วยรูปใด รูปนั้นอันตถาคตละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้ไม่มีที่ ตั้ง ดุจตาลยอดด้วน กระทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา ดูกร- *มหาบพิตร ตถาคตพ้นจากการบัญญัติว่าเป็นรูป เป็นของลึก ประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้โดยยากดุจมหาสมุทร ฉะนั้น คำว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อม เกิดอีกก็ดี ย่อมไม่เกิดอีกก็ดี ย่อมเกิดอีกและไม่เกิดอีกก็ดี ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี ย่อมไม่ควร บุคคลเมื่อจะบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติด้วย เวทนาใด ... เมื่อบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติด้วยสัญญาใด ... เมื่อบัญญัติสัตว์ พึง บัญญัติด้วยสังขารเหล่าใด ... เมื่อบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติด้วยวิญญาณใด วิญญาณนั้นอันตถาคตละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้ไม่มีที่ตั้ง ดุจตาล ยอดด้วน กระทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา ดูกรมหาบพิตร ตถาคตพ้นแล้วจากการบัญญัติว่าเป็นวิญญาณ เป็นของลึก ประมาณไม่ได้ หยั่ง ถึงได้โดยยาก ดุจมหาสมุทร ฉะนั้น คำว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิด อีกก็ดี ย่อมไม่เกิดอีกก็ดี ย่อมเกิดอีกและไม่เกิดอีกก็ดี ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี ย่อมไม่ควร ฯ

ป. อัศจรรย์จริง พระเจ้าข้า ไม่เคยมี พระเจ้าข้า ในข้อที่ อรรถกับอรรถ พยัญชนะกับพยัญชนะ ของพระศาสดากับของสาวิกา ย่อมเทียบ กันได้ สมกันได้ ไม่ผิดเพี้ยนในบทที่สำคัญ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สมัยหนึ่ง ข้าพระพุทธเจ้าได้ไปหาพระเขมาภิกษุณี ไต่ถามความข้อนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว แม้แม่ เจ้ารูปนั้นก็ได้พยากรณ์ความข้อนี้ด้วยบทเหล่านี้ ด้วยพยัญชนะเหล่านี้ แก่ข้า- *พระพุทธเจ้า ดุจพระผู้มีพระภาคเหมือนกัน น่าอัศจรรย์ พระเจ้าข้า ไม่เคยมีมา พระเจ้าข้า ในข้อที่อรรถกับอรรถ พยัญชนะกับพยัญชนะ ของพระศาสดากับ ของสาวก ย่อมเทียบกันได้ สมกันได้ ไม่ผิดเพี้ยนในบทที่สำคัญ ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้ามีกิจมาก มีกรณีย์มาก ถ้ากระไร จึงขอทูลลาไปใน บัดนี้ ฯ พ. ขอถวายพระพร บัดนี้ มหาบพิตรทรงทราบกาลอันสมควรเถิด ครั้ง นั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงยินดีอนุโมทนาพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค เสด็จลุกขึ้นจากอาสนะ ทรงอภิวาทพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้วเสด็จ กลับไป ฯ จบสูตรที่ ๑

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย