ศาสนา · พระสุตตันตปิฎก · ข้ออื่นในเล่มนี้เล่ม ๒๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๒. สรภังคชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · Public domain (term expired) — operator determination
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒ สรภงฺคชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๒. สรภังคชาดก สรภังคดาบสเฉลยปัญหา
อลงฺกตา กุณฺฑลิโน สุวตฺถา เวฬุริยมุตฺตาถรุขคฺคพนฺธา รเถสภา ติฏฺฐถ เก นุ ตุเมฺห กถํ โว ชานนฺติ มนุสฺสโลเก ฯ
ท่านทั้งหลายผู้ประดับแล้ว สอดใส่กุณฑล นุ่งห่มผ้างดงาม เหน็บพระ ขรรค์มีด้ามประดับด้วยแก้วไพฑูรย์ และแก้วมุกดา เป็นจอมพลรถยืนอยู่ เป็นใครกันหนอ ชนทั้งหลายในมนุษยโลกจะรู้จักท่านทั้งหลายอย่างไร?
อหมฏฺฐโก ภีมรโถ ปนายํ กาลิงฺคราชา ปน อุคฺคโตยํ สุสญฺญตานํ อิสีนํ ทสฺสนาย อิธาคตา ปุจฺฉิตาเยมฺห ปเญฺห ฯ
ข้าพเจ้าเป็นกษัตริย์ชื่อว่าอัฏฐกะ ส่วนท่านผู้นี้ คือ พระเจ้าภีมรถะ และท่านผู้นี้ คือพระเจ้ากาลิงคราช มีพระเดช ฟุ้งเฟื่อง ข้าพเจ้า ทั้งหลายมาในที่นี้ เพื่อเยี่ยมท่านฤาษีทั้งหลายผู้สำรวมด้วยดี และเพื่อจะ ขอถามปัญหา.
เวหายสํ ติฏฺฐสิ อนฺตลิกฺเข ปถทฺธุโน ปณฺณรเสว จนฺโท ปุจฺฉามิ ตํ ยกฺข มหานุภาวํ กถนฺตํ ชานนฺติ มนุสฺสโลเก ฯ
ท่านเหาะลอยอยู่ในอากาศเวหา ดังพระจันทร์ลอยเด่นอยู่ท่ามกลางท้อง ฟ้าในวัน ๑๕ ค่ำ ฉะนั้น ดูกรเทพเจ้า อาตมภาพขอถามท่านผู้มีอานุภาพ มาก ชนทั้งหลายในมนุษยโลกจะรู้จักท่านอย่างไร?
ยมาหุ เทเวสุ สุชมฺปตีติ มฆวาติ ตํ อาหุ มนุสฺสโลเก ส เทวราชา อิทมชฺช ปตฺโต สุสญฺญตานํ อิสีนํ ทสฺสนาย ฯ
ในเทวโลกเขาเรียกข้าพเจ้าว่า สุชัมบดี ในมนุษยโลกเขาเรียกข้าพเจ้าว่า ท้าวมฆวา ข้าพเจ้านั้น คือ ท้าวเทวราช วันนี้มาถึงที่นี่ เพื่อขอเยี่ยม ท่านฤาษีทั้งหลายผู้สำรวมแล้วด้วยดี.
ทูเร สุตา โน อิสโย สมาคตา มหิทฺธิกา อิทฺธิคุณูปปนฺนา วนฺทามิ เต อยิเร ปสนฺนจิตฺโต เย ชีวโลเกตฺถ มนุสฺสเสฏฺฐา ฯ
ฤาษีทั้งหลายของข้าพเจ้า ผู้มีฤทธิ์มาก ประกอบด้วยอิทธิคุณ มาประชุม พร้อมกันแล้ว ปรากฏไปในที่ไกล ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส ขอไหว้พระ- คุณเจ้าทั้งหลาย ผู้ประเสริฐกว่ามนุษย์ในชีวโลกนี้.
คนฺโธ อิสีนํ จิรทกฺขิตานํ กายา จุโต คจฺฉติ มาลุเตน อิโต ปฏิกฺกมฺม สหสฺสเนตฺต คนฺโธ อิสีนํ อสุจิ เทวราช ฯ
กลิ่นแห่งฤาษีทั้งหลายผู้บวชมานาน ย่อมออกจากกายฟุ้งไปตามลมได้ ดูกรท้าวสหัสสเนตร เชิญมหาบพิตรถอยไปเสียจากที่นี่ ดูกรท้าวเทวราช กลิ่นของฤาษีทั้งหลายไม่สะอาด.
คนฺโธ อิสีนํ จิรทกฺขิตานํ กายา จุโต คจฺฉตุ มาลุเตน วิจิตฺรปุปฺผํ สุรภึว มาลํ คนฺธญฺจ เอตํ ปฏิกงฺขาม ภนฺเต นเหตฺถ เทวา ปฏิกฺกูลสญฺญิโน ฯ
กลิ่นแห่งฤาษีทั้งหลายผู้บวชมานาน จงออกจากกายฟุ้งไปตามลมเถิด ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายย่อมมุ่งหวังกลิ่นนั้น ดังพวง บุปผาชาติอันวิจิตรมีกลิ่นหอม เพราะว่าเทวดาทั้งหลายมิได้มีความสำคัญ ในกลิ่นนี้ ว่าเป็นปฏิกูล.
ปุรินฺทโท ภูตปตี ยสสฺสี เทวานมินฺโท มฆวา สุชมฺปติ ส เทวราชา อสุร (คณ) ปฺปมทฺทโน โอกาสมากงฺขติ ปญฺห ปุจฺฉิตุํ ฯ โก เนวิเมสํ อิธ ปณฺฑิตานํ ปเญฺห ปุฏฺโฐ นิปุเณ พฺยากริสฺสติ ติณฺณญฺจ รญฺญํ มนุชาธิปานํ เทวานมินฺทสฺส จ วาสวสฺส ฯ
ท้าวมัฆวานสุชัมบดีเทวราช องค์ปุรินททะ ผู้เป็นใหญ่แห่งภูต มีพระ ยศ เป็นจอมแห่งทวยเทพ ทรงย่ำยีหมู่อสูร ทรงรอคอยโอกาส เพื่อ ตรัสถามปัญหา. บรรดาฤาษีผู้เป็นบัณฑิตเหล่านี้ ณ ที่นี้ ใครเล่าหนอ ถูกถามแล้วจักพยากรณ์ปัญหาอันสุขุม ของพระราชา ๓ พระองค์ผู้เป็น ใหญ่ในหมู่มนุษย์ และของท้าววาสวะผู้เป็นจอมแห่งทวยเทพได้?
อยํ อิสิ สรภงฺโค ตปสฺสี ยโต ชาโต วิรโต เมถุนสฺมา อาเจรปุตฺโต สุวินีตรูโป โส เตสํ ปญฺหานิ วิยากริสฺสติ ฯ
ท่านสรภังคฤาษีผู้เรืองตบะนี้ เว้นจากเมถุนธรรมตั้งแต่เกิดมา เป็นบุตร ของปุโรหิตาจารย์ ได้รับฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ท่านจักพยากรณ์ปัญหา ของพระราชาเหล่านั้นได้.
โกณฺฑญฺญ ปญฺหานิ วิยากโรหิ ยาจนฺติ ตํ อิสโย สาธุรูปา โกณฺฑญฺญ เอโส มนุเชสุ ธมฺโม ยํ วุฑฺฒมาคจฺฉติ เอส ภาโร ฯ
ข้าแต่ท่านโกณฑัญญะ ขอท่านได้โปรดพยากรณ์ปัญหา ฤาษีทั้งหลายผู้ยัง ประโยชน์ให้สำเร็จ พากันขอร้องท่าน ข้าแต่ท่านโกณฑัญญะ ภาระนี้ ย่อมมาถึงท่านผู้เจริญด้วยปัญญา นี่เป็นธรรมดาในหมู่มนุษย์.
กตาวกาสา ปุจฺฉนฺตุ โภนฺโต ยงฺกิญฺจิ ปญฺหํ มนสาภิปตฺถิตํ อหํ หิ ตํ ตํ โว วิยากริสฺสํ ญตฺวา สยํ โลกมิมํ ปรญฺจ ฯ
มหาบพิตรผู้เจริญทั้งหลาย อาตมภาพให้โอกาสแล้ว เชิญตรัสถามปัญหา อย่างใดอย่างหนึ่ง ตามพระหฤทัยปรารถนาเถิด ก็อาตมภาพรู้โลกนี้และ โลกหน้าเองแล้ว จักพยากรณ์ปัญหานั้นๆ แก่มหาบพิตรทั้งหลาย.
ตโต จ มฆวา สกฺโก อตฺถทสฺสี ปุรินฺทโท อปุจฺฉิ ปฐมํ ปญฺหํ ยญฺจาสิ อภิปตฺถิตํ ฯ กึสู วธิตฺวา น กทาจิ โสจติ กิสฺสปฺปหานํ อิสโย วณฺณยนฺติ กสฺสีธ วุตฺตํ ผรุสํ ขเมถ อกฺขาหิ เม โกณฺฑญฺญ เอตมตฺถํ
ลำดับนั้น ท้าวมัฆวานสักกเทวราชปุรินททะ ทรงเห็นประโยชน์ ได้ ตรัสตามปัญหาอันเป็นปฐม ดังที่พระทัยปรารถนาว่า บุคคลฆ่าซึ่งอะไรสิ จึงจะไม่เศร้าโศกในกาลไหนๆ ฤาษีทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญการละ อะไรบุคคลพึงอดทนคำหยาบที่ใครๆ ในโลกนี้กล่าวแล้ว ข้าแต่ท่าน โกณฑัญญะ ขอท่านได้โปรดบอกความข้อนี้แก่โยมเถิด?
โกธํ วธิตฺวา น กทาจิ โสจติ มกฺขปฺปหานํ อิสโย วณฺณยนฺติ สพฺเพสํ วุตฺตํ ผรุสํ ขเมถ เอตํ ขนฺตึ อุตฺตมมาหุ สนฺโต ฯ
บุคคลฆ่าความโกรธได้แล้ว จึงจะไม่เศร้าโศกในกาลไหนๆ ฤาษีทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญการละความลบหลู่ บุคคลควรอดทนคำหยาบที่ชนทั้งปวง กล่าว สัตบุรุษทั้งหลายกล่าวความอดทนนี้ว่าสูงสุด.
สกฺกา อุภินฺนํ วจนํ ติติกฺขิตุํ สทิสสฺส วา เสฏฺฐตรสฺส วาปิ กถํ นุ หีนสฺส วโจ ขเมถ อกฺขาหิ เม โกณฺฑญฺญ เอตมตฺถํ ฯ
บุคคลอาจจะอดทนถ้อยคำของคนทั้ง ๒ พวกได้ คือ คนที่เสมอกัน ๑ คนที่ประเสริฐกว่าตน ๑ จะอดทนถ้อยคำของคนเลวกว่าได้อย่างไรหนอ ข้าแต่ท่านโกณฑัญญะ ขอท่านได้โปรดบอกความข้อนี้แก่โยมเถิด?
ภยา หิ เสฏฺฐสฺส วโจ ขเมถ สารมฺภเหตุ ปน สาทิสสฺส โย จีธ หีนสฺส วโจ ขเมถ เอตํ ขนฺตึ อุตฺตมมาหุ สนฺโต ฯ
บุคคลพึงอดทนถ้อยคำของคนผู้ประเสริฐกว่าได้ เพราะความกลัว พึงอด ทนถ้อยคำของคนที่เสมอกันได้ เพราะการแข่งขันเป็นเหตุ ส่วนผู้ใดใน โลกนี้ พึงอดทนถ้อยคำของคนที่เลวกว่าได้ สัตบุรุษทั้งหลายกล่าวความ อดทนของผู้นั้นว่าสูงสุด.
กถํ วิชญฺญา จตุมฏฺฐรูปํ เสฏฺฐํ สริกฺขํ อถวาปิ หีนํ วิรูปรูเปน จรนฺติ สนฺโต ตสฺมา หิ สพฺเพส วโจ ขเมถ ฯ
ไฉนจึงจะรู้จักคนประเสริฐกว่า คนที่เสมอกัน หรือคนที่เลวกว่า ซึ่งมี สภาพอันอิริยาบถทั้ง ๔ ปกปิดไว้ เพราะว่าสัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมเที่ยว ไปด้วยสภาพของคนชั่วได้ เพราะเหตุนั้นแล จึงควรอดทนถ้อยคำของคน ทั้งปวง.
น เหตมตฺถํ มหตีปิ เสนา สราชิกา ยุชฺฌมานา ลเภถ ยํ ขนฺติมา สปฺปุริโส ลเภถ ขนฺติพลสฺสูปสมนฺติ เวรา ฯ
สัตบุรุษผู้มีความอดทน พึงได้ผลคือความไม่มีการกระทบกระทั่ง เพราะ การสงบระงับเวร เสนาแม้มากพร้อมด้วยพระราชาเมื่อรบอยู่ จะพึงได้ ผลนั้นก็หามิได้ เวรทั้งหลายย่อมระงับด้วยกำลังแห่งขันติ.
สุภาสิตนฺเต อนุโมทิยาน อญฺญนฺตํ ปุจฺฉามิ ตทิงฺฆ พฺรูหิ ยถา อหู ทณฺฑกี นาลิกีโร อถชฺชุโน กลาพุ จาปิ ราชา เตสํ คตึ พฺรูหิ สุปาปกมฺมินํ กตฺถูปปนฺนา อิสีนํ วิเหฐกา ฯ
กระผมขออนุโมทนาคำสุภาษิตของท่าน แต่จะขอถามปัญหาอื่นๆ กะท่าน ขอเชิญท่านกล่าวปัญหานั้น โดยมีพระราชา ๔ พระองค์ คือ พระเจ้า ทัณฑกี ๑ พระเจ้านาลิกีระ ๑ พระเจ้าอัชชุนะ ๑ พระเจ้ากลาพุ ๑ ขอ ท่านได้โปรดบอกคติของพระราชาเหล่านั้น ผู้มีบาปกรรมอันหนัก พระ- ราชาทั้ง ๔ องค์นั้นเบียดเบียนฤาษีทั้งหลาย พากันบังเกิด ณ ที่ไหน?
กีสํ หิ วจฺฉํ อวกฺรีย ทณฺฑกี อุจฺฉินฺนมูโล สชโน สรฏฺโฐ กุกฺกูลนาเม นิรยมฺหิ ปจฺจติ ตสฺส ผุลฺลิงฺคา นิปตนฺติ กาเย ฯ โย สญฺญเต ปพฺพชิเต อเหฐยิ ธมฺมํ ภณนฺเต สมเณ อทูสเก ตํ นาลิกีรํ สุนขา ปรตฺถ สงฺคมฺม ขาทนฺติ วิผนฺทมานํ ฯ อถชฺชุโน นิรเย สตฺติสูเล อวํสิโร ปติโต อุทฺธปาโท องฺคีรสํ โคตมํ เหฐยิตฺวา ขนฺตึ ตปสฺสึ จิรพฺรหฺมจารึ ฯ โย ขณฺฑโส ปพฺพชิตํ อเฉทยิ ขนฺตึ วทนฺตํ สมณํ อทูสกํ กลาพุวีจึ อุปปชฺช ปจฺจติ มหาปตาปํ กฏุกํ ภยานกํ ฯ เอตานิ สุตฺวา นิรยานิ ปณฺฑิโต อญฺญานิ ปาปิฏฺฐตรานิ เจตฺถ ธมฺมญฺจเร สมณพฺราหฺมเณสุ เอวงฺกโร สคฺคมุเปติ ฐานํ ฯ
พระเจ้าทัณฑกี ได้เรี่ยรายโทษลง ณ ท่านกีสวัจฉดาบสแล้ว เป็นผู้มีมูล อันขาดแล้ว พร้อมทั้งบริษัท พร้อมทั้งชาวแว่นแคว้น หมกไหม้อยู่ใน นรกชื่อกุกกูละ ถ่านเพลิงปราศจากเปลว ย่อมตกลงบนพระกายของ พระราชานั้น. พระเจ้านาลิกีระได้เบียดเบียนบรรพชิตทั้งหลายผู้สำรวม แล้ว ผู้กล่าวธรรมสงบระงับ ไม่ประทุษร้ายใคร สุนัขทั้งหลายในโลก หน้า ย่อมรุมกันกัดกินพระเจ้านาลิกีระนั้นผู้ดิ้นรนอยู่. อนึ่ง พระเจ้า อัชชุนะ พระเศียรปักพระบาทขึ้น ตกลงในสัตติสูลนรก เพราะเบียด เบียน อังคีรสฤาษีผู้โคดม ผู้มีขันติ มีตบะ ประพฤติพรหมจรรย์มานาน. พระเจ้ากลาพุได้ทรงเชือดเฉือนฤาษีชื่อขันติวาที ผู้สงบระงับ ไม่ประทุษ ร้ายให้เป็นท่อนๆ พระเจ้ากลาพุนั้น ได้บังเกิดหมกไหม้อยู่ในอเวจีนรก อันร้อนใหญ่ มีเวทนากล้า น่ากลัว. บัณฑิตได้ฟังนรกเหล่านี้ และนรก เหล่าอื่นอันชั่วช้ากว่านี้ในที่นี้แล้ว ควรประพฤติธรรมในสมณพราหมณ์ ทั้งหลาย ผู้กระทำอย่างนี้ ย่อมเข้าถึงแดนสวรรค์.
สุภาสิตนฺเต อนุโมทิยาน อญฺญนฺตํ ปุจฺฉามิ ตทิงฺฆ พฺรูหิ กถํวิธํ สีลวนฺตํ วทนฺติ กถํวิธํ ปญฺญวนฺตํ วทนฺติ กถํวิธํ สปฺปุริสํ วทนฺติ กถํวิธํ โน สิริ โน ชหาติ ฯ
กระผมขออนุโมทนาคำสุภาษิตของท่าน ขอถามปัญหาข้ออื่นกะท่าน ขอ เชิญท่านกล่าวปัญหานั้น บัณฑิตเรียกคนเช่นไรว่ามีศีล เรียกคนเช่นไร ว่ามีปัญญา เรียกคนเช่นไรว่าสัตบุรุษ ศิริย่อมไม่ละคนเช่นไรหนอ?
กาเยน วาจาย จ โยธ สญฺญโต มนสา จ กิญฺจิ น กโรติ ปาปํ น อตฺตเหตุ อลิกํ ภณาติ ตถาวิธํ สีลวนฺตํ วทนฺติ ฯ คมฺภีรปญฺหํ มนสาภิจินฺตยํ นจฺจาหิตํ กมฺม กโรติ ลุทฺทํ กาลาคตํ อตฺถปทํ น ริญฺจติ ตถาวิธํ ปญฺญวนฺตํ วทนฺติ ฯ โย เว กตญฺญู กตเวทิ ธีโร กลฺยาณมิตฺโต ทฬฺหภตฺติ จ โหติ ทุกฺขิตสฺส สกฺกจฺจ กโรติ กิจฺจํ ตถาวิธํ สปฺปุริสํ วทนฺติ ฯ เอเตหิ สพฺเพหิ คุเณหุเปโต สทฺโธ มุทุ สํวิภาคี วทญฺญู สงฺคาหกํ สขิลํ สณฺหวาจํ ตถาวิธํ โน สิริ โน ชหาติ ฯ
ผู้ใดในโลกนี้ เป็นผู้สำรวมด้วยกาย วาจาและใจ ไม่ทำบาปกรรมอะไรๆ ไม่พูดพล่อยๆ เพราะเหตุแห่งตน บัณฑิตเรียกคนเช่นนั้นว่ามีศีล. ผู้ใด คิดปัญหาอันลึกซึ้งได้ด้วยใจ ไม่ทำกรรมอันหยาบช้าอันหาประโยชน์มิได้ ไม่ละทิ้งทางแห่งประโยชน์อันมาถึงตามกาล บัณฑิตเรียกคนเช่นนั้นว่ามี ปัญญา. ผู้ใดแล เป็นคนกตัญญูกตเวที มีปัญญา มีกัลยาณมิตร และมี ความภักดีมั่นคง ช่วยทำกิจของมิตรผู้ตกยากโดยเต็มใจ บัณฑิตเรียก คนเช่นนั้นว่าสัตบุรุษ. ผู้ใดประกอบด้วยคุณธรรมทั้งปวงเหล่านี้ คือ เป็นผู้มีศรัทธา อ่อนโยน แจกทานด้วยดี รู้ความประสงค์ ศิริย่อมไม่ ละคนเช่นนั้น ผู้สงเคราะห์ มีวาจาอ่อนหวาน สละสลวย.
สุภาสิตนฺเต อนุโมทิยาน อญฺญนฺตํ ปุจฺฉามิ ตทิงฺฆ พฺรูหิ สีลํ สิริญฺจาปิ สตญฺจ ธมฺมํ ปญฺญญฺจ กํ เสฏฺฐตรํ วทนฺติ ฯ
กระผมขออนุโมทนาคำสุภาษิตของท่าน ขอถามปัญหาข้ออื่นกะท่าน ขอ เชิญท่านกล่าวปัญหานั้น นักปราชญ์ย่อมกล่าวศีล ศิริ ธรรม ของสัตบุรุษ และปัญญา ว่าข้อไหนประเสริฐกว่ากัน?
ปญฺญา หิ เสฏฺฐา กุสลา วทนฺติ นกฺขตฺตราชาริว ตารกานํ สีลํ สีรี จาปิ สตญฺจ ธมฺโม อนฺวายิกา ปญฺญวโต ภวนฺติ ฯ
ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมกล่าวว่า ปัญญานั่นแหละประเสริฐสุด ดุจ พระจันทร์ประเสริฐกว่าดวงดาวทั้งหลาย ฉะนั้น ศีล ศิริ และธรรมของ สัตบุรุษ ย่อมเป็นไปตามบุคคลผู้มีปัญญา.
สุภาสิตนฺเต อนุโมทิยาน อญฺญนฺตํ ปุจฺฉามิ ตทิงฺฆ พฺรูหิ กถงฺกโร กินฺติกโร กิมาจรํ กึ เสวมาโน ลภตีธ ปญฺญํ ปญฺญายทานิปฺปฏิปทํ วเทหิ กถงฺกโร ปญฺญวา โหติ มจฺโจ ฯ
กระผมขออนุโมทนาคำสุภาษิตของท่าน ขอถามปัญหาข้ออื่นกะท่าน ขอเชิญท่านกล่าวปัญหานั้น บุคคลในโลกนี้ทำอย่างไร ทำด้วยอุบาย อย่างไร ประพฤติอะไร เสพอะไร จึงจะได้ปัญญา ขอท่านได้โปรดบอก ปฏิปทาแห่งปัญญา ณ บัดนี้ว่า นรชนทำอย่างไรจึงจะเป็นผู้มีปัญญา?
เสเวถ พุทฺเธ นิปุเณ พหุสฺสุเต อุคฺคาหโก จปฺปริปุจฺฉโก สิยา สุเณยฺย สกฺกจฺจ สุภาสิตานิ เอวงฺกโร ปญฺญวา โหติ มจฺโจ ฯ ส ปญฺญวา กามคุเณ อเวกฺขติ อนิจฺจโต ทุกฺขโต โรคโต จ เอวํวิปสฺสี ปชหาติ ฉนฺทํ ทุกฺเขสุ กาเมสุ มหพฺภเยสุ ฯ ส วีตราโค ส วิเนยฺย โทสํ เมตฺตจิตฺตํ ภาเวยฺย อปฺปมาณํ สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ อนินฺทิโต พฺรหฺมมุเปติ ฐานํ ฯ
บุคคลควรคบหาท่านผู้รู้ทั้งหลาย ละเอียดละออ เป็นพหูสูต พึงเป็นทั้ง นักเรียน และไต่ถาม พึงตั้งใจฟังคำสุภาษิตโดยเคารพ นรชนทำอย่าง นี้จึงจะเป็นผู้มีปัญญา. ผู้มีปัญญานั้นย่อมพิจารณาเห็นกามคุณทั้งหลาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นโรค ผู้เห็นแจ้งอย่างนี้ ย่อมละความพอใจในกามทั้งหลายอันเป็นทุกข์ มีภัยอันใหญ่หลวงเสียได้. ผู้นั้นปราศจากราคะแล้ว กำจัดโทสะได้ พึงเจริญเมตตาจิตไม่มีประมาณ งดอาชญาในสัตว์ทุกจำพวกแล้ว ไม่ถูกติเตียน ย่อมเข้าถึงแดนพรหม.
มหิทฺธิยํ อาคมนํ อโหสิ ตวมฏฺฐก ภีมรถสฺส จาปิ กาลิงฺคราชสฺส จ อุคฺคตสฺส สพฺเพส โว กามราโค ปหีโน ฯ
การมาของมหาบพิตรผู้มีพระนามว่า อัฏฐกะ ภีมรถะ และกาลิงคราช ผู้มีพระเดชานุภาพฟุ้งเฟื่องไป เป็นการมาที่มีฤทธิ์ใหญ่โต ทุกๆ พระ องค์ทรงละกามราคะได้แล้ว.
เอวเมตํ ปรจิตฺตเวทิ สพฺเพส โน กามราโค ปหีโน กโรหิ โอกาสมนุคฺคหาย ยถา คตินฺเต อภิสมฺภเวม ฯ
ท่านเป็นผู้รู้จิตผู้อื่น ข้อนั้นเป็นอย่างนั้น กระผมทุกคนละกามราคะได้ แล้ว ขอท่านจงให้โอกาสเพื่อความอนุเคราะห์ตามที่กระผมทั้งหลายจะรู้ ถึงคติของท่านได้.
กโรมิ โอกาสมนุคฺคหาย ตถาหิ โว กามราโค ปหีโน ผราถ กายํ วิปุลาย ปีติยา ยถา คตึ เม อภิสมฺภเวถ ฯ
อาตมาให้โอกาสเพื่อความอนุเคราะห์ เพราะมหาบพิตรทั้งหลาย ละกาม ราคะได้อย่างนั้นแล้ว จงยังกายให้ซาบซ่านด้วยปีติอันไพบูลย์ ตามที่ มหาบพิตรทั้งหลายจะทรงทราบถึงคติของอาตมา.
สพฺพํ กริสฺสาม ตวานุสาสนึ ยํ ยํ ตุวํ วกฺขสิ ภูริปญฺญ ผราม กายํ วิปุลาย ปีติยา ยถา คตินฺเต อภิสมฺภเวม ฯ
ข้าแต่ท่านผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน กระผมทั้งหลายจักทำตามคำสั่งสอนที่ ท่านกล่าวทุกอย่าง กระผมทั้งหลายจะยังกายให้ซาบซ่านด้วยปีติอัน ไพบูลย์ ตามที่กระผมทั้งหลายจะรู้ถึงคติของท่าน.
กตาย วจฺฉสฺส กิสสฺส ปูชา คจฺฉนฺตุ โภนฺโต อิสโย สาธุรูปา ฌาเน รตา โหถ สทา สมาหิตา เอสา รตี ปพฺพชิตสฺส เสฏฺฐา ฯ
ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย ฤาษีทั้งหลายผู้มีคุณความดี ทำการบูชานี้แก่ กีสวัจฉดาบสแล้ว จงพากันไปยังที่อยู่ของตนๆ เถิด ท่านทั้งหลายจง เป็นผู้ยินดีในฌาน มีจิตตั้งมั่นทุกเมื่อเถิด ความยินดีนี้ เป็นคุณชาติ ประเสริฐสุดของบรรพชิต.
สุตฺวาน คาถา ปรมตฺถสญฺหิตา สุภาสิตา อิสินา ปณฺฑิเตน เต เวทชาตา อนุโมทมานา ปกฺกามุ เทวา เทวปุรํ ยสสฺสิโน ฯ คาถา อิมา อตฺถวตี สุพฺยญฺชนา สุภาสิตา อิสินา ปณฺฑิเตน โยโกจิมา อฏฺฐิกตฺวา สุเณยฺย ลเภถ ปุพฺพาปริยํ วิเสสํ ลทฺธาน ปุพฺพาปริยํ วิเสสํ อทสฺสนํ มจฺจุราชสฺส คจฺเฉ ฯ
ชนเหล่านั้นได้ฟังคาถาอันประกอบด้วยประโยชน์อย่างยิ่ง ที่ฤาษีผู้เป็น บัณฑิตกล่าวดีแล้ว เกิดปีติโสมนัส พากันอนุโมทนาอยู่ เทวดา ทั้งหลายผู้มียศ ต่างก็พากันกลับไปสู่เทพบุรี. คาถาเหล่านี้มีอรรถ พยัญชนะดี อันฤาษีผู้เป็นบัณฑิตกล่าวดีแล้ว คนใดคนหนึ่งฟังคาถา เหล่านี้ให้มีประโยชน์ พึงได้คุณพิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลาย ครั้น แล้วพึงบรรลุถึงสถานที่อันมัจจุราชมองไม่เห็น.
สาลิสฺสโร สารีปุตฺโต เมณฺฑิสฺสโร จ กสฺสโป ปพฺพโต อนุรุทฺโธ จ กจฺจายโน จ เทวิโล อนุสิสฺโส จ อานนฺโท กีสวจฺโฉ จ โกลิโต (นารโท อุทายี เถโร ปริสา พุทฺธปริสา) สรภงฺโค โพธิสตฺโต เอวํ ธาเรถ ชาตกนฺติ ฯ สรภงฺคชาตกํ ทุติยํ ฯ ---------
สาลิสสรดาบสในกาลนั้น เป็นพระสารีบุตร เมณฑิสสรดาบสในกาลนั้น เป็นพระกัสสปะ ปัพพตดาบสในกาลนั้นเป็นพระอนุรุทธะ เทวิลดาบส ในกาลนั้น เป็นพระกัจจายนะ อนุสิสสดาบสในกาลนั้นเป็นพระอานนท์ กีสวัจฉดาบสในกาลนั้น เป็นโกลิตมหาโมคคัลลานะ นารทดาบสใน กาลนั้น เป็นพระอุทายีเถระ บริษัทในกาลนั้น เป็นพุทธบริษัทในบัดนี้ สรภังคดาบสโพธิสัตว์ในกาลนั้น คือตถาคต ท่านทั้งหลายจงทรงจำชาดก ไว้อย่างนี้แล. จบ สรภังคชาดกที่ ๒.