ปัญหาปุจฉกะ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๕ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๒ วิภังคปกรณ์ ปัญหาปุจฉกะ
จตฺตาริ ฌานานิ อิธ ภิกฺขุ วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สวิตกฺกํ สวิจารํ วิเวกชํ ปีติสุขํ ปฐมํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา อชฺฌตฺตํ สมฺปสาทนํ เจตโส เอโกทิภาวํ อวิตกฺกํ อวิจารํ สมาธิชํ ปีติสุขํ ทุติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ปีติยา จ วิราคา อุเปกฺขโก จ วิหรติ สโต จ สมฺปชาโน สุขญฺจ กาเยน ปฏิสํเวเทติ ยนฺตํ อริยา อาจิกฺขนฺติ อุเปกฺขโก สติมา สุขวิหารีติ ตติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา ปุพฺเพว โสมนสฺสโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมา อทุกฺขมสุขํ อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ จตุนฺนํ ฌานานํ กติ กุสลา กติ อกุสลา กติ อพฺยากตา ฯเปฯ กติ สรณา กติ อรณา ฯ
ฌาน ๔ คือ ๑. ภิกษุ ในศาสนานี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้วบรรลุปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ๒. บรรลุทุติยฌาน อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตกวิจารสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ อยู่ ๓. เพราะคลายปีติได้อีกด้วย จึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌาน ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยะเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ ๔. บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้เพราะโสมนัสและโทมนัสดับสนิทในก่อน มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา อยู่ติกมาติกาปุจฉา-ทุกมาติกาปุจฉา บรรดาฌาน ๔ ฌานไหนเป็นกุศล ฌานไหนเป็นอกุศล ฌานไหนเป็นอัพยากฤต ฯลฯ ฌานไหนเป็นสรณะ ฌานไหนเป็นอรณะ ติกมาติกาวิสัชนา
สิยา กุสลา สิยา อพฺยากตา ฯ ตีณิ ฌานา เอตฺถุปฺปนฺนํ สุขํ เวทนํ ฐเปตฺวา สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา จตุตฺถํ ฌานํ เอตฺถุปฺปนฺนํ อทุกฺขมสุขํ เวทนํ ฐเปตฺวา อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ ฯ สิยา วิปากา สิยา วิปากธมฺมธมฺมา สิยา เนววิปากนวิปากธมฺมธมฺมา สิยา อุปาทินฺนุปาทานิยา สิยา อนุปาทินฺนุปาทานิยา สิยา อนุปาทินฺนอนุปาทานิยา สิยา อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา สิยา อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกา ฯ {๗๓๘.๑} ปฐมํ ฌานํ เอตฺถุปฺปนฺเน วิตกฺกวิจาเร ฐเปตฺวา สวิตกฺกสวิจารํ ตีณิ ฌานา อวิตกฺกอวิจารา ฯ เทฺว ฌานา เอตฺถุปฺปนฺนํ ปีตึ ฐเปตฺวา ปีติสหคตา ตีณิ ฌานา เอตฺถุปฺปนฺนํ สุขํ ฐเปตฺวา สุขสหคตา จตุตฺถํ ฌานํ เอตฺถุปฺปนฺนํ อุเปกฺขํ ฐเปตฺวา อุเปกฺขาสหคตํ ฯ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพา เนวทสฺสเนน- นภาวนายปหาตพฺพเหตุกา สิยา อาจยคามิโน สิยา อปจยคามิโน สิยา เนวอาจยคามิโนนอปจยคามิโน สิยา เสกฺขา สิยา อเสกฺขา สิยา เนวเสกฺขานาเสกฺขา สิยา มหคฺคตา สิยา อปฺปมาณา ฯ {๗๓๘.๒} ตีณิ ฌานา น วตฺตพฺพา ปริตฺตารมฺมณาติปิ มหคฺคตารมฺมณาติปิ สิยา อปฺปมาณารมฺมณา สิยา น วตฺตพฺพา อปฺปมาณารมฺมณาติ จตุตฺถํ ฌานํ สิยา ปริตฺตารมฺมณํ สิยา มหคฺคตารมฺมณํ สิยา อปฺปมาณารมฺมณํ สิยา น วตฺตพฺพํ ปริตฺตารมฺมณนฺติปิ มหคฺคตารมฺมณนฺติปิ อปฺปมาณารมฺมณนฺติปิ ฯ สิยา มชฺฌิมา สิยา ปณีตา สิยา สมฺมตฺตนิยตา สิยา อนิยตา ฯ ตีณิ ฌานา น มคฺคารมฺมณา สิยา มคฺคเหตุกา สิยา มคฺคาธิปติโน สิยา น วตฺตพฺพา มคฺคเหตุกาติปิ มคฺคาธิปติโนติปิ จตุตฺถํ ฌานํ สิยา มคฺคารมฺมณํ สิยา มคฺคเหตุกํ สิยา มคฺคาธิปติ สิยา น วตฺตพฺพํ มคฺคารมฺมณนฺติปิ มคฺคเหตุกนฺติปิ มคฺคาธิปตีติปิ ฯ สิยา อุปฺปนฺนา สิยา อนุปฺปนฺนา สิยา อุปฺปาทิโน สิยา อตีตา สิยา อนาคตา สิยา ปจฺจุปฺปนฺนา ฯ {๗๓๘.๓} ตีณิ ฌานา น วตฺตพฺพา อตีตารมฺมณาติปิ อนาคตารมฺมณาติปิ ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณาติปิ จตุตฺถํ ฌานํ สิยา อตีตารมฺมณํ สิยา อนาคตารมฺมณํ สิยา ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณํ สิยา น วตฺตพฺพํ อตีตารมฺมณนฺติปิ อนาคตารมฺมณนฺติปิ ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณนฺติปิ ฯ สิยา อชฺฌตฺตา สิยา พหิทฺธา สิยา อชฺฌตฺตพหิทฺธา ฯ ตีณิ ฌานา พหิทฺธารมฺมณา จตุตฺถํ ฌานํ สิยา อชฺฌตฺตารมฺมณํ สิยา พหิทฺธารมฺมณํ สิยา อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณํ สิยา น วตฺตพฺพํ อชฺฌตฺตารมฺมณนฺติปิ พหิทฺธารมฺมณนฺติปิ อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณนฺติปิ ฯ อนิทสฺสนอปฺปฏิฆา ฯ
ฌาน ๔ เป็นกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี ฌาน ๓ เว้นสุข- *เวทนาที่เกิดขึ้นในฌานนี้เสีย เป็นสุขเวทนาสัมปยุต จตุตถฌาน เว้นอทุกขม-*สุขเวทนาที่เกิดขึ้นในฌานนี้เสีย เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต ฌาน ๔ เป็นวิปากก็มี เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี ฌาน ๔ เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มีฌาน ๔ เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะก็มี เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกะก็มี ปฐมฌานเว้นวิตกวิจารที่เกิดขึ้นในฌานนี้เสีย เป็นสวิตักกสวิจาระ ฌาน ๓ เป็นอวิตักกอวิจาระฌาน ๒ เว้นปีติที่เกิดขึ้นในฌานนี้เสีย เป็นปีติสหคตะ ฌาน ๓ เว้นสุขที่เกิดขึ้นในฌานนี้เสีย เป็นสุขสหคตะ จตุตถฌาน เว้นอุเบกขาที่เกิดขึ้นในฌานนี้เสียเป็นอุเบกขาสหคตะ ฌาน ๔ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพะ ฌาน ๔ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพเหตุกะ ฌาน ๔ เป็นอาจยคามีก็มี เป็นอปจยคามีก็มีเป็นเนวาจยคามินาปจยคามีก็มี ฌาน ๔ เป็นเสกขะก็มี เป็นอเสกขะก็มี เป็นเนวเสกขนาเสกขะก็มี ฌาน ๔ เป็นมหัคคตะก็มี เป็นอัปปมาณะก็มี ฌาน ๓กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปริตตารัมมณะ แม้เป็นมหัคคตารัมมณะ เป็นอัปปมาณา-*รัมมณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี จตุตถฌาน เป็นปริตตารัมมณะก็มี เป็นมหัคคตารัมมณะก็มี เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปริตตารัมมณะ แม้เป็นมหัคคตารัมมณะ แม้เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี ฌาน ๔เป็นมัชฌิมะก็มี เป็นปณีตะก็มี ฌาน ๔ เป็นสัมมัตตนิยตะก็มี เป็นอนิยตะก็มีฌาน ๓ ไม่เป็นมัคคารัมมณะ เป็นมัคคเหตุกะก็มี เป็นมัคคาธิปติก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นมัคคเหตุกะ แม้เป็นมัคคาธิปติก็มี จตุตถฌาน เป็นมัคคา-*รัมมณะก็มี เป็นมัคคเหตุกะก็มี เป็นมัคคาธิปติก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นมัคคา-*รัมมณะ แม้เป็นมัคคเหตุกะ แม้เป็นมัคคาธิปติก็มี ฌาน ๔ เป็นอุปปันนะก็มีเป็นอนุปปันนะก็มี เป็นอุปปาทีก็มี ฌาน ๔ เป็นอดีตก็มี เป็นอนาคตก็มี เป็นปัจจุบันก็มี ฌาน ๓ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอตีตารัมมณะ แม้เป็นอนาคตา-*รัมมณะ แม้เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ จตุตถฌาน เป็นอตีตารัมมณะก็มี เป็นอนาคตารัมมณะก็มี เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอตีตา-*รัมมณะ แม้เป็นอนาคตารัมมณะ แม้เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี ฌาน ๔ เป็นอัชฌัตตะก็มี เป็นพหิทธาก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี ฌาน ๓ เป็นพหิทธา-*รัมมณะ จตุตถฌาน เป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มี เป็นพหิทธารัมมณะก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอัชฌัตตารัมมณะ แม้เป็นพหิทธารัมมณะ แม้เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี ฌาน ๔ เป็นอนิทัสสน-*อัปปฏิฆะ ทุกมาติกาวิสัชนา ๑. เหตุโคจฉกวิสัชนา
น เหตู สเหตุกา เหตุสมฺปยุตฺตา น วตฺตพฺพา เหตู เจว สเหตุกา จาติ สเหตุกา เจว น จ เหตู น วตฺตพฺพา เหตู เจว เหตุสมฺปยุตฺตา จาติ เหตุสมฺปยุตฺตา เจว น จ เหตู น เหตู สเหตุกา ฯ สปฺปจฺจยา สงฺขตา อนิทสฺสนา อปฺปฏิฆา อรูปา สิยา โลกิยา สิยา โลกุตฺตรา เกนจิ วิญฺเญยฺยา เกนจิ น วิญฺเญยฺยา ฯ โน อาสวา สิยา สาสวา สิยา อนาสวา อาสววิปฺปยุตฺตา น วตฺตพฺพา อาสวา เจว สาสวา จาติ สิยา สาสวา เจว โน จ อาสวา สิยา น วตฺตพฺพา สาสวา เจว โน จ อาสวาติ น วตฺตพฺพา อาสวา เจว อาสวสมฺปยุตฺตา จาติปิ อาสวสมฺปยุตฺตา เจว โน จ อาสวาติปิ สิยา อาสววิปฺปยุตฺตสาสวา สิยา อาสววิปฺปยุตฺตอนาสวา ฯ {๗๓๙.๑} โน สญฺโญชนา ฯเปฯ โน คนฺถา ฯเปฯ โน โอฆา ฯเปฯ โน โยคา ฯเปฯ โน นีวรณา ฯเปฯ โน ปรามาสา ฯเปฯ สารมฺมณา โน จิตฺตา เจตสิกา จิตฺตสมฺปยุตฺตา จิตฺตสํสฏฺฐา จิตฺตสมุฏฺฐานา จิตฺตสหภุโน จิตฺตานุปริวตฺติโน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานา จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานสหภุโน จิตฺตสํสฏฺฐานานุปริวตฺติโน พาหิรา นุปาทา สิยา อุปาทินฺนา สิยา อนุปาทินฺนา ฯ นุปาทานา ฯเปฯ โน กิเลสา ฯเปฯ
ฌาน ๔ เป็นเหตุ ฌาน ๔ เป็นสเหตุกะ ฌาน ๔ เป็นเหตุ- *สัมปยุต ฌาน ๔ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุสเหตุกะ เป็นแต่สเหตุกนเหตุ ฌาน ๔กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุเหตุสัมปยุต เป็นแต่เหตุสัมปยุตตนเหตุ ฌาน ๔ เป็นนเหตุสเหตุกะ ๒. จูฬันตรทุกวิสัชนา ฌาน ๔ เป็นสัปปัจจยะ ฌาน ๔ เป็นสังขตะ ฌาน ๔ เป็นอนิทัสสนะฌาน ๔ เป็นอัปปฏิฆะ ฌาน ๔ เป็นอรูป ฌาน ๔ เป็นโลกิยะก็มี เป็นโลกุตตระก็มี ฌาน ๔ เป็นเกนจิวิญเญยยะ เป็นเกนจินวิญเญยยะ ๓. อาสวโคจฉกวิสัชนา ฌาน ๔ เป็นโนอาสวะ ฌาน ๔ เป็นสาสวะก็มี เป็นอนาสวะก็มี ฌาน ๔เป็นอาสววิปปยุต ฌาน ๔ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวสาสวะ ฌาน ๔ เป็นสาสว-*โนอาสวะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสาสวโนอาสวะก็มี ฌาน ๔ กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็นอาสวอาสวสัมปยุต แม้เป็นอาสวสัมปยุตตโนอาสวะ ฌาน ๔ เป็นอาสว-*วิปปยุตตสาสวะก็มี เป็นอาสววิปปยุตตอนาสวะก็มี ๔,๕,๖,๗,๘,๙,๑๐,๑๑,๑๒. สัญโญชนโคจฉกาทิวิสัชนา ฌาน ๔ เป็นโนสัญโญชนะ ฯลฯ ฌาน ๔ เป็นโนคันถะ ฯลฯ ฌาน ๔ เป็นโนโอฆะ ฯลฯ ฌาน ๔ เป็นโนโยคะ ฯลฯ ฌาน ๔ เป็นโน-*นีวรณะ ฯลฯ ฌาน ๔ เป็นโนปรามาสะ ฯลฯ ฌาน ๔ เป็นสารัมมณะ ฌาน ๔เป็นโนจิตตะ ฌาน ๔ เป็นเจตสิกะ ฌาน ๔ เป็นจิตตสัมปยุต ฌาน ๔ เป็นจิตต-*สังสัฏฐะ ฌาน ๔ เป็นจิตตสมุฏฐานะ ฌาน ๔ เป็นจิตตสหภู ฌาน ๔ เป็นจิตตานุปริวัตติ ฌาน ๔ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะ ฌาน ๔ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐาน-*สหภู ฌาน ๔ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติ ฌาน ๔ เป็นพาหิระ ฌาน ๔เป็นนอุปาทา ฌาน ๔ เป็นอุปาทินนะก็มี เป็นอนุปาทินนะก็มี ฌาน ๔ เป็นนอุปาทานะ ฯลฯ ฌาน ๔ เป็นโนกิเลสะ ฯลฯ ๑๓. ปิฏฐิทุกวิสัชนา
น ทสฺสเนน ปหาตพฺพา น ภาวนาย ปหาตพฺพา น ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกา น ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา ฯ ปฐมํ ฌานํ เอตฺถุปฺปนฺนํ วิตกฺกํ ฐเปตฺวา สวิตกฺกํ ตีณิ ฌานา อวิตกฺกา ฯ ปฐมํ ฌานํ เอตฺถุปฺปนฺนํ วิจารํ ฐเปตฺวา สวิจารํ ตีณิ ฌานา อวิจารา ฯ เทฺว ฌานา เอตฺถุปฺปนฺนํ ปีตึ ฐเปตฺวา สปฺปีติกา เทฺว ฌานา อปฺปีติกา ฯ เทฺว ฌานา เอตฺถุปฺปนฺนํ ปีตึ ฐเปตฺวา ปีติสหคตา เทฺว ฌานา น ปีติสหคตา ฯ ตีณิ ฌานา เอตฺถุปฺปนฺนํ สุขํ ฐเปตฺวา สุขสหคตา จตุตฺถํ ฌานํ น สุขสหคตํ ฯ จตุตฺถํ ฌานํ เอตฺถุปฺปนฺนํ อุเปกฺขํ ฐเปตฺวา อุเปกฺขาสหคตํ ตีณิ ฌานา น อุเปกฺขาสหคตา ฯ น กามาวจรา สิยา รูปาวจรา สิยา น รูปาวจรา ฯ ตีณิ ฌานา น อรูปาวจรา จตุตฺถํ ฌานํ สิยา อรูปาวจรํ สิยา น อรูปาวจรํ ฯ สิยา ปริยาปนฺนา สิยา อปริยาปนฺนา สิยา นิยฺยานิกา สิยา อนิยฺยานิกา สิยา นิยตา สิยา อนิยตา สิยา สอุตฺตรา สิยา อนุตฺตรา อรณาติ ฯ ปญฺหาปุจฺฉกํ ฯ ฌานวิภงฺโค สมตฺโต ฯ ----------
ฌาน ๔ เป็นนทัสสนปหาตัพพะ ฌาน ๔ เป็นนภาวนาปหา-*ตัพพะ ฌาน ๔ เป็นนทัสสนปหาตัพพเหตุกะ ฌาน ๔ เป็นนภาวนาปหาตัพพเหตุกะปฐมฌาน เว้นวิตกที่เกิดขึ้นในฌานนี้เสีย เป็นสวิตักกะ ฌาน ๓ เป็นอวิตักกะปฐมฌาน เว้นวิจารที่เกิดขึ้นในฌานนี้เสีย เป็นสวิจาระ ฌาน ๓ เป็นอวิจาระฌาน ๒ เว้นปีติที่เกิดขึ้นในฌานนี้เสียเป็นสัปปีติกะ ฌาน ๒ เป็นอัปปีติกะฌาน ๒ เว้นปีติที่เกิดขึ้นในฌานนี้เสีย เป็นปีติสหคตะ ฌาน ๒ เป็นนปีติสหคตะฌาน ๓ เว้นสุขที่เกิดขึ้นในฌานนี้เสีย เป็นสุขสหคตะ จตุตถฌาน เป็นนสุขสหคตะจตุตถฌาน เว้นอุเบกขาที่เกิดขึ้นในฌานนี้เสีย เป็นอุเปกขาสหคตะ ฌาน ๓ เป็นนอุเปกขาสหคตะ ฌาน ๔ เป็นนกามาวจร ฌาน ๔ เป็นรูปาวจรก็มี เป็นนรูปา-*วจรก็มี ฌาน ๓ เป็นนอรูปาวจร จตุตถฌาน เป็นอรูปาวจรก็มี เป็นนอรูปาวจรก็มี ฌาน ๔ เป็นปริยาปันนะก็มี เป็นอปริยาปันนะก็มี ฌาน ๔ เป็นนิยยานิกะก็มีเป็นอนิยยานิกะก็มี ฌาน ๔ เป็นนิยตะก็มี เป็นอนิยตะก็มี ฌาน ๔ เป็นสอุตตระก็มี เป็นอนุตตระก็มี ฌาน ๔ เป็นอรณะ ฉะนี้แล ปัญหาปุจฉกะ จบ ฌานวิภังค์ จบบริบูรณ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๒. ฌานวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๑. ติกมาติกาวิสัชนา ๓. ปัญหาปุจฉกะ
ฌาน ๔ ได้แก่ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มี วิตก มีวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดจากวิเวกอยู่ ๒. ฯลฯ เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้ว บรรลุทุติยฌานที่มีความ ผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุข อันเกิดจากสมาธิอยู่ ๓. ฯลฯ เพราะปีติจางคลายไป เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายกล่าว สรรเสริญว่า ผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ฯลฯ ๔. ฯลฯ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อนแล้วจึงบรรลุจตุตถฌาน ที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ มีสติบริสุทธิ์เพราะ อุเบกขาอยู่ ติกมาติกาปุจฉา ทุกมาติกาปุจฉา
บรรดาฌาน ๔ ฌานเท่าไรเป็นกุศล เท่าไรเป็นอกุศล เท่าไรเป็นอัพยากฤต ฯลฯ เท่าไรเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ เท่าไรไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้๑. ติกมาติกาวิสัชนา ๑-๒๒. กุสลติกาทิวิสัชนา
ฌาน ๔ ที่เป็นกุศลก็มี ที่เป็นอัพยากฤตก็มี เว้นสุขเวทนาที่เกิดในฌานนี้แล้ว ฌาน ๓ สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เว้น อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดในฌานนี้แล้ว จตุตถฌานสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ฌาน ๔ ที่เป็นวิบากก็มี ที่เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี ที่ไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๔๒๑}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๒. ฌานวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๑. ติกมาติกาวิสัชนา ฌาน ๔ ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของ อุปาทานก็มี ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ฌาน ๔ ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี เว้นวิตกและวิจารที่เกิดในฌานนี้แล้ว ปฐมฌานมีทั้งวิตกและวิจาร ฌาน ๓ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร เว้นปีติที่เกิดในฌานนี้แล้ว ฌาน ๒ สหรคตด้วยปีติ เว้นสุขที่เกิดในฌาน นี้แล้ว ฌาน ๓ สหรคตด้วยสุข เว้นอุเบกขาที่เกิดในฌานนี้แล้ว จตุตถฌานสหรคตด้วยอุเบกขา ฌาน ๔ ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ฌาน ๔ ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ฌาน ๔ ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติก็มี ที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานก็มี ที่ ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานก็มี ฌาน ๔ ที่เป็นของเสขบุคคลก็มี ที่เป็นของอเสขบุคคลก็มี ที่ไม่เป็นของ เสขบุคคลและอเสขบุคคลก็มี ฌาน ๔ ที่เป็นมหัคคตะก็มี ที่เป็นอัปปมาณะก็มี ฌาน ๓ กล่าวไม่ได้ว่า มีปริตตะเป็นอารมณ์ หรือมีมหัคคตะเป็นอารมณ์ ฌาน ๔ ที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีอัปปมาณะเป็น อารมณ์ก็มี จตุตถฌานที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีปริตตะเป็นอารมณ์ มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ หรือมีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มี ฌาน ๔ ที่เป็นชั้นกลางก็มี ที่เป็นชั้นประณีตก็มี ฌาน ๔ ที่มีสภาวะชอบและให้ผลแน่นอนก็มี ที่ให้ผลไม่แน่นอนก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๔๒๒}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๒. ฌานวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๒. ทุกมาติกาวิสัชนา ฌาน ๓ ไม่ใช่มีมรรคเป็นอารมณ์ ที่มีมรรคเป็นเหตุก็มี ที่มีมรรคเป็นอธิบดีก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีมรรคเป็นเหตุ หรือมีมรรคเป็นอธิบดีก็มี จตุตถฌานที่มีมรรคเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีมรรคเป็นเหตุก็มี ที่มีมรรคเป็นอธิบดีก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่ามีมรรคเป็นอารมณ์ มีมรรคเป็นเหตุ หรือมีมรรคเป็นอธิบดีก็มี ฌาน ๔ ที่เกิดขึ้นก็มี ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็มี ที่จักเกิดขึ้นแน่นอนก็มี ฌาน ๔ ที่เป็นอดีตก็มี ที่เป็นอนาคตก็มี ที่เป็นปัจจุบันก็มี ฌาน ๓ กล่าวไม่ได้ว่า มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์ มีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์หรือมีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ จตุตถฌานที่มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์ก็มี ที่มี อนาคตธรรมเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์ มีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์ หรือมีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ก็มี ฌาน ๔ ที่เป็นภายในตนก็มี ที่เป็นภายนอกตนก็มี ที่เป็นภายในตนและ ภายนอกตนก็มี ฌาน ๓ มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์ จตุตถฌานที่มีธรรมภายในตนเป็นอารมณ์ก็มี มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี มีธรรมภายในตนและภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีธรรมภายในตนเป็นอารมณ์ มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์ หรือมีธรรมภายในตนและภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี ฌาน ๔ เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้ ๒. ทุกมาติกาวิสัชนา ๑. เหตุโคจฉกวิสัชนา
ฌาน ๔ ไม่เป็นเหตุ ฌาน ๔ มีเหตุ ฌาน ๔ สัมปยุตด้วยเหตุ ฌาน ๔ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและมีเหตุ ฌาน ๔ มีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ ฌาน ๔ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ ฌาน ๔ สัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ ฌาน ๔ ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๔๒๓}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๒. ฌานวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๒. ทุกมาติกาวิสัชนา ๒. จูฬันตรทุกวิสัชนา ฌาน ๔ มีปัจจัยปรุงแต่ง ฌาน ๔ ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ฌาน ๔ เห็นไม่ได้ ฌาน ๔ กระทบไม่ได้ ฌาน ๔ ไม่เป็นรูป ฌาน ๔ ที่เป็นโลกิยะก็มี ที่เป็นโลกุตตระก็มี ฌาน ๔ จิตบางดวงรู้ได้ ฌาน ๔ จิตบางดวงรู้ไม่ได้ ๓. อาสวโคจฉกวิสัชนา ฌาน ๔ ไม่เป็นอาสวะ ฌาน ๔ ที่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี ที่ไม่เป็น อารมณ์ของอาสวะก็มี ฌาน ๔ วิปปยุตจากอาสวะ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและเป็นอารมณ์ของอาสวะ ฌาน ๔ ที่เป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี ฌาน ๔ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะ หรือสัมปยุต ด้วยอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะ ฌาน ๔ ที่วิปปยุตจากอาสวะแต่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี ที่วิปปยุตจาก อาสวะและไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี ๔-๙. สัญโญชนโคจฉกาทิวิสัชนา ฌาน ๔ ไม่เป็นสังโยชน์ ฯลฯ ไม่เป็นคันถะ ฯลฯ ไม่เป็นโอฆะ ฯลฯ ไม่เป็นโยคะ ฯลฯ ไม่เป็นนิวรณ์ ฯลฯ ไม่เป็นปรามาส ฯลฯ ๑๐. มหันตรทุกวิสัชนา ฌาน ๔ รับรู้อารมณ์ได้ ฌาน ๔ ไม่เป็นจิต ฌาน ๔ เป็นเจตสิก ฌาน ๔ สัมปยุตด้วยจิต ฌาน ๔ ระคนกับจิต ฌาน ๔ มีจิตเป็นสมุฏฐาน ฌาน ๔ เกิดพร้อมกับจิต ฌาน ๔ เป็นไปตามจิต ฌาน ๔ ระคนกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐาน ฌาน ๔ ระคนกับจิตมีจิตเป็น สมุฏฐานและเกิดพร้อมกับจิต
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๔๒๔}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๒. ฌานวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๒. ทุกมาติกาวิสัชนา ฌาน ๔ ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเป็นไปตามจิต ฌาน ๔ เป็น ภายนอก ฌาน ๔ ไม่เป็นอุปาทายรูป ฌาน ๔ ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและ ทิฏฐิยึดถือก็มี ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือก็มี ๑๑-๑๒. อุปาทานโคจฉกาทิวิสัชนา ฌาน ๔ ไม่เป็นอุปาทาน ฯลฯ ไม่เป็นกิเลส ฯลฯ ๑๓. ปิฏฐิทุกวิสัชนา ฌาน ๔ ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ฌาน ๔ ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ เว้นวิตกที่เกิดในฌานนี้แล้ว ปฐมฌานมีวิตก ฌาน ๓ ไม่มีวิตก เว้นวิจารที่เกิดในฌานนี้แล้ว ปฐมฌานมีวิจาร ฌาน ๓ ไม่มีวิจาร เว้นปีติที่เกิดในฌานนี้แล้วฌาน ๒ มีปีติ ฌาน ๒ ไม่มีปีติ เว้นปีติที่เกิดในฌานนี้แล้ว ฌาน ๒ สหรคตด้วยปีติฌาน ๒ ไม่สหรคตด้วยปีติ เว้นสุขที่เกิดในฌานนี้แล้ว ฌาน ๓ สหรคตด้วยสุข จตุตถฌานไม่สหรคตด้วยสุข เว้นอุเบกขาที่เกิดในฌานนี้แล้ว จตุตถฌานสหรคตด้วยอุเบกขา ฌาน ๓ ไม่สหรคตด้วยอุเบกขา ฌาน ๔ ไม่เป็นกามาวจร ฌาน ๔ ที่เป็นรูปาวจรก็มี ที่ไม่เป็นรูปาวจรก็มี ฌาน ๓ ไม่เป็นอรูปาวจร จตุตถฌานที่เป็นอรูปาวจรก็มี ที่ไม่เป็นอรูปาวจรก็มี ฌาน ๔ ที่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ก็มี ที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ก็มี ฌาน ๔ ที่เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ก็มี ที่ไม่เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ก็มี ฌาน ๔ ที่ให้ผลแน่นอนก็มี ที่ให้ผลไม่แน่นอนก็มี ฌาน ๔ ที่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าก็มี ที่ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าก็มี ฌาน ๔ ไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ ปัญหาปุจฉกะ จบ ฌานวิภังค์ จบบริบูรณ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๔๒๕}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
วรรณนาปัญหาปุจฉกะ
ในปัญหาปุจฉกะ บัณฑิตพึงทราบความที่ฌานทั้งหลายเป็นกุศลเป็นต้น โดยทำนองแห่งพระบาลีนั่นแหละ ก็แต่ในอารัมมณติกะ (คือหมวด ๓ แห่งอารมณ์)ฌานเหล่านั้น พึงทราบว่า ไม่พึงกล่าวโดยความเป็นอารมณ์มีปริตตารมณ์เป็นต้น เพราะความที่ฌานทั้ง ๓ มีนิมิตเป็นอารมณ์. ส่วนในปัญหาปุจฉกะนี้ ฌานเหล่านั้นเป็นโลกุตตระ เป็นอัปปมาณารัมมณะ พึงมีในเวลาแห่งมรรค หรือในเวลาแห่งผล. ในข้อว่า จตุตฺถํ ฌานํ สิยา ปริตฺตารมฺมณํ นี้ (แปลว่า ฌานที่ ๔ พึงเป็นปริตตารมณ์)
ว่าโดยกุศลแล้ว จตุตถฌาน มี ๑๓ ประเภท คือ
จตุตถฌาน อันเป็นบาทแห่งฌานทั้งปวง ๑
จตุตถฌาน อันเป็นอิทธิวิธิ ๑
จตุตถฌาน อันเป็นทิพพโสตญาณ ๑
จตุตถฌาน อันเป็นเจโตปริยญาณ ๑
จตุตถฌาน อันเป็นปุพเพนิวาสญาณ ๑
จตุตถฌาน อันเป็นทิพพจักขุญาณ ๑
จตุตถฌาน อันเป็นยถากัมมูปคตญาณ ๑
จตุตถฌาน อันเป็นอนาคตังสญาณ ๑
จตุตถฌาน อันเป็นอากาสานัญจายตนฌานเป็นต้นอีก ๔
และจตุตถฌาน อันเป็นโลกุตตระ ๑
ในฌานเหล่านั้น จตุตถฌานอันเป็นบาทแห่งฌานทั้งปวง เป็นนวัตตัพพารัมมณะอย่างเดียว (คือมีอารมณ์ที่ไม่พึงกล่าว).
เมื่อภิกษุน้อมกายไปสู่ฌานที่ ๔ เพื่อทำอิทธิวิธะ ด้วยอำนาจแห่งจิต (คือให้กายไปพร้อมกับจิต) ชื่อว่าเป็นปริตตารัมมณะ เพราะความที่ภิกษุนั้น มีกายเป็นอารมณ์ ในขณะที่ทำปาฏิหาริย์ด้วยกายอันไม่ปรากฏอยู่ (คือเมื่อกายไปพร้อมกับจิต กายก็จะไม่ปรากฏ เรียกว่าอทิสสมานกาย).
เมื่อภิกษุน้อมจิตไปด้วยอำนาจแห่งกาย (คือให้จิตไปพร้อมกับกาย ย่อมปรากฏเห็นได้) กระทำปาฏิหาริย์ด้วยกายอันปรากฏอยู่ ไปสู่พรหมโลก ชื่อว่าเป็นมหัคคตารัมมณะ เพราะความที่ภิกษุนั้นมีจิตในสมาบัติเป็นอารมณ์.
ฌานที่ ๔ อันให้สำเร็จทิพพโสตญาณ ชื่อว่าปริตตารัมมณะ เพราะความที่ภิกษุนั้นมีเสียงเป็นอารมณ์.
ฌานที่ ๔ อันให้สำเร็จเจโตปริยญาณ เป็นปริตตารัมมณะ ในขณะที่รู้จิตอันเป็นกามาวจร เป็นมหัคคตารัมมณะ ในเวลารู้จิตอันเป็นรูปาวจรและอรูปาวจร เป็นอัปปมาณารัมมณะในเวลารู้จิตอันเป็นโลกุตตระ. ก็ปุถุชนผู้ได้เจโตปริยญาณ ย่อมรู้จิตของปุถุชนทั้งหลายเท่านั้น ย่อมไม่รู้จิตของพระอริยะทั้งหลาย พระโสดาบันย่อมรู้จิตของพระโสดาบันและปุถุชนทั้งหลาย พระสกทาคามีย่อมรู้จิตของพระสกทาคามีและบุคคลผู้มีภูมิต่ำกว่า พระขีณาสพย่อมรู้จิตของชนแม้ทั้งหมด.
ฌานที่ ๔ อันเป็นปุพเพนิวาสญาณ เป็นปริตตารัมมณะในขณะที่ระลึกถึงขันธ์อันเป็นกามาวจร เป็นมหัคคตารัมมณะในขณะที่ตามระลึกถึงขันธ์อันเป็นรูปาวจรและอรูปาวจร เป็นอัปปมาณารัมมณะในเวลาตามระลึกว่า ในอดีตกาล พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระขีณาสพทั้งหลาย เจริญมรรคแล้วกระทำให้แจ้งซึ่งผล ดังนี้ เป็นนวัตตัพพารัมมณะในเวลาที่ตามระลึกถึงชื่อและโคตร.
ฌานที่ ๔ อันเป็นทิพพจักขุญาณ ชื่อว่า เป็นปริตตารัมมณะ เพราะความที่ภิกษุนั้นมี สี เป็นอารมณ์.
ฌานที่ ๔ อันเป็นยถากัมมูปคตญาณ เป็นปริตตารัมมณะในขณะระลึกถึงกรรมอันเป็นกามาวจร เป็นมหัคคตารัมมณะในขณะระลึกถึงกรรมอันเป็นรูปาวจรและอรูปาวจร.
ฌานที่ ๔ อันเป็นอนาคตังสญาณ เป็นปริตตารัมมณะในกาลกำหนดรู้ถึงการเกิดขึ้นแห่งกามธาตุในอนาคตกาล เป็นมหัคคตารัมมณะในเวลาที่รู้การเกิดขึ้นในรูปภพและอรูปภพ เป็นอัปปมาณารัมมณะ ในการรู้ว่า ในอนาคตกาล พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระขีณาสพทั้งหลาย จักเจริญมรรค จักสำเร็จผล ดังนี้ เป็นนวัตตัพพารัมมณะในเวลาที่ระลึกถึงชื่อและโคตร.
ฌานที่ ๔ อันเป็นอากาสานัญจายตนะและอากิญจัญญายตนะ เป็นนวัตตัพพารัมมณะ.
ฌานที่ ๔ อันเป็นวิญญาณัญจายตนะและเนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็นมหัคคตารัมมณะ.
โลกุตตรจตุตถฌาน เป็นอัปปมาณารัมมณะ.
แม้ว่าโดยกิริยา แบบแผนอันเป็นอารมณ์ ดังกล่าวนี้นั่นแหละ ย่อมเป็นไปในฌาน ๑๒ เหล่านั้น.
คำว่า ตีณิ ฌานานิ น มคฺคารมฺมณา ได้แก่ ปัจจเวกขณญาณหรือเจโตปริยญาณเป็นต้น พึงทำมรรคให้เป็นอารมณ์ได้. ฌานทั้ง ๓ ไม่เป็นมัคคารัมมณะ เพราะไม่เป็นไปอย่างนั้น. แต่พึงเป็นมัคคเหตุกะ ด้วยสามารถแห่งสหชาตเหตุ. เป็นมัคคาธิปติ ด้วยการเจริญมรรค อันมีวิริยะเป็นหัวหน้าหรือมีวีมังสาเป็นหัวหน้า. แต่ไม่พึงกล่าวว่า เป็นมัคคาธิปติ ในกาลที่มีฉันทะ จิตตะเป็นหัวหน้า และในกาลแห่งผล.
แม้ในคำว่า จตุตฺถชฺฌานํ นี้ ว่าโดยกุศล ในจตุตถฌาน ๑๓ ไม่พึงกล่าวว่า ฌานที่ ๔ อันเป็นสัพพัตถปาทกะ อิทธิวิธะ ทิพพโสตะ ทิพพจักขุญาณ ยถากัมมูปคตญาณและฌานที่ ๔ อันเป็นอรูป ๔ อย่าง ว่าเป็นมัคคารัมมณะเป็นต้น. ส่วนฌานที่ ๔ อันเป็นเจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสญาณ อนาคตังสญาณ เป็นมัคคารัมมณะ. แต่ไม่พึงกล่าวว่า เป็นมัคคเหตุกะหรือมัคคาธิปติ. โลกุตตรจตุตถฌานไม่เป็นมัคคารัมมณะ. แต่ในกาลแห่งมัค เป็นมัคคเหตุกะ ด้วยสามารถแห่งสหชาตเหตุ. เป็นมัคคาธิปติ ในกาลเจริญมรรคอันมีวิริยะและวีมังสาเป็นหัวหน้า ไม่พึงกล่าวว่าเป็นมัคคาธิปติ ในกาลเจริญมรรคอันมีฉันทะ จิตตะเป็นหัวหน้า และในกาลแห่งผล.
แม้เมื่อว่าโดยกิริยาแล้ว ในฌาน ๑๒ ก็นัยนี้เหมือนกัน.
คำว่า ตีณิ ฌานานิ น วตฺตพฺพา บัณฑิตพึงทราบว่า ไม่พึงกล่าวว่า ฌาน ๓ เป็นปริตตารัมมณะ เป็นต้น เพราะไม่ปรารภธรรมแม้สักอย่างหนึ่งในอดีตเป็นต้นให้เป็นไป.
คำว่า จตุตฺถํ ฌานํ ได้แก่ เมื่อว่าโดยกุศล จตุตถฌานอันเป็นบาทแห่งฌานทั้งหมด ในจตุตถฌาน ๑๓ เป็นนวัตตัพพารัมมณะเท่านั้น.
จตุตถฌานอันเป็นอิทธิวิธะ เป็นอตีตารัมมณะ เพราะความที่ภิกษุนั้นมีจิตในสมาบัติเป็นอารมณ์ในการน้อมจิตไปตามอำนาจกาย เป็นอนาคตารัมมณะ ในกาลอธิษฐาน (ของพระเถระ) ว่า ในอนาคตกาล ขอดอกไม้เหล่านี้จงอย่าเหี่ยวแห้งไป ประทีปทั้งหลายจงอย่าดับไปกองแห่งอัคคีหนึ่งจงตั้งขึ้น บรรพตจงตั้งขึ้นด้วยดี ดังนี้. เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ เพราะความที่ภิกษุนั้นมีกายเป็นอารมณ์ ในกาลน้อมกายไปด้วยอำนาจแห่งจิต (คือให้กายไปพร้อมกับจิต).
จตุตถฌานอันเป็นทิพพโสตญาณ ชื่อว่า เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ เพราะความที่ภิกษุนั้นมีเสียงเป็นอารมณ์.
จตุตถฌาน อันเป็นเจโตปริยญาณ เป็นอตีตารัมมณะ ในกาลที่รู้จิตที่เกิดขึ้นแล้วดับไปภายใน ๗ วัน ที่เป็นอดีตกาล เป็นอนาคตารัมมณะในกาลรู้จิตที่จะเกิดขึ้นภายใน ๗ วัน ในอนาคตกาล. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศเจโตปริยญาณนั่นแหละด้วยพระสูตรนี้ว่า พระองค์จักทายใจแม้มากมาย โดยกำหนดถึงมโนสังขารของบุคคลผู้เจริญผู้นี้ เขาตั้งไว้แล้วโดยประการใด ในระหว่างแห่งจิตดวงนี้เขาจักตรึกไปถึงวิตกชื่อนี้โดยประการนั้น จิตนั้นก็ย่อมมีอย่างนั้นนั่นแหละ หามีอย่างอื่นไม่. เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ ในกาลปรารภปัจจุบันเป็นไปด้วยสามารถแห่งอัทธานปัจจุบัน (ปัจจุบันกาลอันยืดยาว) และสันตติปัจจุบัน คือปัจจุบันอันสืบต่อกันไป. ในข้อนี้พึงทราบเรื่องพิศดาร โดยนัยที่กล่าวแล้วในการพรรณนาอรรถกถากัณฑ์ในหนหลังนั่นแหละ.
จตุตถฌานอันเป็นปุพเพนิวาสญาณ เป็นอตีตารัมมณะ ในกาลตามระลึกถึงอดีตขันธ์ เป็นนวัตตัพพารัมมณะ ในกาลตามระลึกถึงชื่อและโคตร.
จตุตถฌานอันเป็นทิพพจักขุ ชื่อว่าเป็นปัจจุปันนารัมมณะ เพราะความที่ภิกษุนั้น มีสีเป็นอารมณ์.
จตุตถฌานอันเป็นยถากัมมูปคตญาณ ย่อมกระทำอดีตกรรมเท่านั้น ให้เป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้น จตุตถฌานนั้น จึงชื่อว่าเป็นอตีตารัมมณะ.
จตุตถฌานอันเป็นอนาคตังสญาณ เป็นอนาคตารัมมณะ ในกาลตามระลึกถึงขันธ์ อันเป็นอนาคต เป็นนวัตตัพพารัมมณะ ในกาลตามระลึกถึงชื่อและโคตร.
อากาสานัญจายตนะ และอากิญจัญญายตนจตุตถฌาน เป็นนวัตตัพพารัมมณะ.
วิญญาณัญจายตนะ และเนวสัญญานาสัญญายตนจตุตถฌาน เป็นอตีตารัมมณะ.
โลกุตตรจตุตถฌาน เป็นนวัตตัพพารัมมณะ แล.
แม้ว่าโดยกิริยา ในจตุตถฌาน ๑๒ ก็นัยนี้เหมือนกัน.
ข้อว่า ตีณิ ฌานานิ พหิทฺธารมฺมณา ได้แก่ ชื่อว่าเป็นพหิทธารัมมณะ เพราะปรารภนิมิตอันเป็นภายนอกให้ปรากฏอยู่ภายในเป็นไป. แม้ในข้อว่า จตุตฺถํ ฌานํ นี้ เมื่อว่าโดยกุศลแล้ว ได้จตุตถฌาน ๑๓ ดังนี้ คือ
จตุตถฌาน อันเป็นบาทแห่งฌานทั้งปวง เป็นพหิทธารัมมณะ.
จตุตถฌาน อันเป็นอิทธิวิธะ ชื่อว่า เป็นอัชฌัตตารัมมณะ เพราะความที่แห่งภิกษุนั้น มีกายและจิตของตนนั่นแหละเป็นอารมณ์ ในกาลน้อมจิตไปด้วยอำนาจของกายบ้าง ในกาลน้อมกายไปด้วยอำนาจของจิตบ้าง เป็นพหิทธารัมมณะ ในกาลเป็นไปโดยนัยว่า ภิกษุนั้น ย่อมแสดงแม้ซึ่งรูปช้างในภายนอก ดังนี้เป็นต้น.
จตุตถฌานอันเป็นทิพพโสตญาณ เป็นอัชฌัตตารัมมณะ ในกาลที่ภิกษุนั้นมีเสียงอันมีในท้องของตนเป็นอารมณ์ เป็นพหิทธารัมมณะ ในกาลที่ภิกษุนั้นมีเสียงของผู้อื่นเป็นอารมณ์ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ ด้วยสามารถแห่งรูปทั้งของตนและของผู้อื่นเป็นอารมณ์.
จตุตถฌานอันเป็นเจโตปริยญาณ เป็นพหิทธารัมมณะอย่างเดียว.
จตุตถฌานอันเป็นปุพเพนิวาสญาณ เป็นอัชฌัตตารัมมณะ ในกาลตามระลึกถึงขันธ์ของตน เป็นพหิทธารัมมณะในกาลตามระลึกถึงขันธ์ทั้งหลายของบุคคลอื่น และในกาลตามระลึกถึงชื่อและโคตร.
จตุตถฌานอันเป็นทิพพจักขุญาณ เป็นอัชฌัตตารัมมณะในกาลที่มีรูปของตนเป็นอารมณ์ เป็นพหิทธารัมมณะในกาลที่มีรูปของบุคคลอื่นเป็นอารมณ์ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ แม้ด้วยสามารถแห่งกาลที่มีรูปของตนและของผู้อื่นเป็นอารมณ์.
จตุตถฌานอันเป็นยถากัมมูปคตญาณ เป็นอัชฌัตตารัมมณะในกาลรู้กรรมของตน เป็นพหิทธารัมมณะในกาลรู้กรรมของผู้อื่น เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ ด้วยสามารถแห่งกาลรู้กรรมของตนและของผู้อื่น.
จตุตถฌานอันเป็นอนาคตังสญาณ เป็นอัชฌัตตารัมมณะในกาลรู้ธรรมอันเกิดขึ้นในอนาคตของตน เป็นพหิทธารัมมณะในกาลตามระลึกถึงขันธ์ของผู้อื่นและในกาลตามระลึกถึงชื่อและโคตร เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะด้วยอำนาจแห่งกาลตามระลึกทั้งสองนั้น.
อากาสานัญจายตนจตุตถฌาน เป็นพหิทธารัมมณะ.
อากิญจัญญายตนจตุตถฌาน เป็นนวัตตัพพารัมมณะ
วิญญาณัญจายตนะและเนวสัญญานาสัญญายตนจตุตถฌาน เป็นอัชฌัตตารัมมณะ.
โลกุตตรจตุตถฌาน เป็นพหิทธารัมมณะ
แม้ว่าโดยกิริยา ในฌานทั้ง ๑๒ ก็นัยนี้เหมือนกันแล. วรรณนาปัญหาปุจฉกะ จบ.
อนึ่ง ในฌานวิภังค์นี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสฌานทั้งหลายเป็นมิสสกะ คือเป็นโลกิยะและเป็นโลกุตตระสลับกันไป ในการพรรณนาสุตตันตภาชนีย์บ้าง ในการพรรณนาอภิธรรมภาชนีย์บ้าง ในปัญหาปุจฉกะบ้าง.
จริงอยู่ นัยทั้ง ๓ เหล่านั้น ชื่อว่าเอกปริจเฉทนั่นแหละ เพราะนัยทั้ง ๓ เหล่านั้นเป็นธรรมอันเจือกันในภูมิทั้ง ๓. แม้ฌานวิภังค์นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงนำออกจำแนกแสดงแล้ว ๓ ปริวัฏ ดังพรรณนามาฉะนี้.
อรรถกถาฌานวิภังคนิทเทส จบ. -----------------------------------------------------