นิเทศ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๕ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๒ วิภังคปกรณ์ เอกกนิเทศ
ปญฺจวิญฺญาณํ น เหตุเมว อเหตุกเมว เหตุวิปฺปยุตฺตเมว สปฺปจฺจยเมว สงฺขตเมว อรูปเมว โลกิยเมว สาสวเมว สญฺโญชนิยเมว คนฺถนิยเมว โอฆนิยเมว โยคนิยเมว นีวรณิยเมว ปรามฏฺฐเมว อุปาทานิยเมว สงฺกิเลสิกเมว อพฺยากตเมว สารมฺมณเมว อเจตสิกเมว วิปากเมว อุปาทินฺนุปาทานิยเมว อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกเมว นสวิตกฺกสวิจารเมว นอวิตกฺกวิจารมตฺตเมว อวิตกฺกอวิจารเมว น ปีติสหคตเมว เนวทสฺสเนนนภาวนาย- ปหาตพฺพเมว เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพเหตุกเมว เนวอาจยคามึนอปจยคามิเมว เนวเสกฺขํนาเสกฺขเมว ปริตฺตเมว กามาวจรเมว น รูปาวจรเมว น อรูปาวจรเมว ปริยาปนฺนเมว โน อปริยาปนฺนเมว อนิยตเมว อนิยฺยานิกเมว อุปฺปนฺนํ มโนวิญฺญาณวิญฺเญยฺยเมว อนิจฺจเมว ชราภิภูตเมว ฯ
วิญญาณ ๕ เป็นนเหตุทั้งนั้น เป็นอเหตุกะทั้งนั้น เป็นเหตุ วิปปยุตทั้งนั้น เป็นสัปปัจจยะทั้งนั้น เป็นสังขตะทั้งนั้น เป็นอรูปทั้งนั้น เป็นโลกิยะทั้งนั้น เป็นสาสวะทั้งนั้น เป็นสัญโญชนิยะทั้งนั้น เป็นคันถนิยะทั้งนั้นเป็นโอฆนิยะทั้งนั้น เป็นโยคนิยะทั้งนั้น เป็นนีวรณิยะทั้งนั้น เป็นปรามัฏฐะทั้งนั้นเป็นอุปาทานิยะทั้งนั้น เป็นสังกิเลสิกะทั้งนั้น เป็นอัพยากฤตทั้งนั้น เป็นสารัมมณะทั้งนั้น เป็นอเจตสิกะทั้งนั้น เป็นวิบากทั้งนั้น เป็นอุปาทินนุปาทานิยะทั้งนั้นเป็นอสังกิสิฏฐสังกิเลสิกะทั้งนั้น ไม่เป็นสวิตักกสวิจาระทั้งนั้น ไม่เป็นอวิตักกวิจารมัตตะทั้งนั้น เป็นอวิตักกาวิจาระทั้งนั้น ไม่เป็นปีติสหคตะทั้งนั้น เป็นเนว-*ทัสสนนภาวนาปหาตัพพะทั้งนั้น เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพเหตุกะทั้งนั้น เป็นเนวาจยคามินาปจยคามีทั้งนั้น เป็นเนวเสกขนาเสกขะทั้งนั้น เป็นปริตตะทั้งนั้นเป็นกามาวจรทั้งนั้น ไม่เป็นรูปาวจรทั้งนั้น ไม่เป็นอรูปาวจรทั้งนั้น เป็นปริยา-*ปันนะทั้งนั้น ไม่เป็นอปริยาปันนะทั้งนั้น เป็นอนิยตะทั้งนั้น เป็นอนิยยานิกะทั้งนั้นเป็นอุปปันนมโนวิญญาณวิญเญยยะทั้งนั้น เป็นอนิจจะทั้งนั้น เป็นชราภิภูตะทั้งนั้น
ปญฺจ วิญฺญาณา อุปฺปนฺนวตฺถุกา อุปฺปนฺนารมฺมณาติ อุปฺปนฺนสฺมึ วตฺถุสฺมึ อุปฺปนฺเน อารมฺมเณ อุปฺปชฺชนฺติ ฯ ปุเรชาตวตฺถุกา ปุเรชาตารมฺมณาติ ปุเร ชาตสฺมึ วตฺถุสฺมึ ปุเร ชาเต อารมฺมเณ อุปฺปชฺชนฺติ ฯ อชฺฌตฺติกวตฺถุกา พาหิรารมฺมณาติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ วตฺถู อชฺฌตฺติกา อารมฺมณา พาหิรา ฯ อสมฺภินฺนวตฺถุกา อสมฺภินฺนารมฺมณาติ อสมฺภินฺนสฺมึ วตฺถุสฺมึ อสมฺภินฺเน อารมฺมเณ อุปฺปชฺชนฺติ ฯ นานาวตฺถุกา นานารมฺมณาติ อญฺญํ จกฺขุวิญฺญาณสฺส วตฺถุ จ อารมฺมณญฺจ อญฺญํ โสตวิญฺญาณสฺส วตฺถุ จ อารมฺมณญฺจ อญฺญํ ฆานวิญฺญาณสฺส วตฺถุ จ อารมฺมณญฺจ อญฺญํ ชิวฺหาวิญฺญาณสฺส วตฺถุ จ อารมฺมณญฺจ อญฺญํ กายวิญฺญาณสฺส วตฺถุ จ อารมฺมณญฺจ ฯ {๘๐๒.๑} น อญฺญมญฺญสฺส โคจรวิสยํ ปจฺจนุโภนฺตีติ จกฺขุวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํ โสตวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ โสตวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํปิ จกฺขุวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ จกฺขุวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํ ฆานวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ ฆานวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํปิ จกฺขุวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ จกฺขุวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํ ชิวฺหาวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ ชิวฺหาวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํปิ จกฺขุวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ จกฺขุวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํ กายวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ กายวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํปิ จกฺขุวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ โสตวิญฺญาณสฺส ฯเปฯ ฆานวิญฺญาณสฺส ฯเปฯ ชิวฺหาวิญฺญาณสฺส ฯเปฯ กายวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํ จกฺขุวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ จกฺขุวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํปิ กายวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ กายวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํ โสตวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ โสตวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํปิ กายวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ กายวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํ ฆานวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ ฆานวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํปิ กายวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ กายวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํ ชิวฺหาวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ ชิวฺหาวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํปิ กายวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ ฯ {๘๐๒.๒} น อสมนฺนาหารา อุปฺปชฺชนฺตีติ สมนฺนาหรนฺตสฺส อุปฺปชฺชนฺติ ฯ น อมนสิการา อุปฺปชฺชนฺตีติ มนสิกโรนฺตสฺส อุปฺปชฺชนฺติ ฯ น อพฺโพกิณฺณา อุปฺปชฺชนฺตีติ น ปฏิปาฏิยา อุปฺปชฺชนฺติ ฯ น อปุพฺพํ อจริมํ อุปฺปชฺชนฺตีติ น เอกกฺขเณ อุปฺปชฺชนฺติ ฯ {๘๐๒.๓} น อญฺญมญฺญสฺส สมนนฺตรา อุปฺปชฺชนฺตีติ จกฺขุวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตรา โสตวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ โสตวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตราปิ จกฺขุวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตรา ฆานวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ ฆานวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตราปิ จกฺขุวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตรา ชิวฺหาวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ ชิวฺหาวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตราปิ จกฺขุวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตรา กายวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ กายวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตราปิ จกฺขุวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ โสตวิญฺญาณสฺส ฯเปฯ ฆานวิญฺญาณสฺส ฯเปฯ ชิวฺหาวิญฺญาณสฺส ฯเปฯ กายวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตรา จกฺขุวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตราปิ กายวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ กายวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตรา โสตวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ โสตวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตราปิ กายวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ กายวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตรา ฆานวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ ฆานวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตราปิ กายวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ กายวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตรา ชิวฺหาวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ ชิวฺหาวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตราปิ กายวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ ฯ {๘๐๒.๔} ปญฺจ วิญฺญาณา อนาโภคาติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ นตฺถิ อาวชฺชนา วา อาโภโค วา สมนฺนาหาโร วา มนสิกาโร วา ฯ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น กญฺจิ ธมฺมํ ปฏิวิชานาตีติ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น กญฺจิ ธมฺมํ ปฏิวิชานาติ ฯ อญฺญตฺร อภินิปาตมตฺตาติ อญฺญตฺร อาปาถมตฺตา ฯ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น กญฺจิ ธมฺมํ ปฏิวิชานาตีติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตรา มโนธาตุยาปิ น กญฺจิ ธมฺมํ ปฏิวิชานาติ ฯ {๘๐๒.๕} ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น กญฺจิ อิริยาปถํ กปฺเปตีติ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น กญฺจิ อิริยาปถํ กปฺเปติ คมนํ วา ฐานํ วา นิสชฺชํ วา เสยฺยํ วา ฯ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น กญฺจิ อิริยาปถํ กปฺเปตีติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตรา มโนธาตุยาปิ น กญฺจิ อิริยาปถํ กปฺเปติ คมนํ วา ฐานํ วา นิสชฺชํ วา เสยฺยํ วา ฯ {๘๐๒.๖} ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น กายกมฺมํ น วจีกมฺมํ ปฏฺฐเปตีติ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น กายกมฺมํ วจีกมฺมํ ปฏฺฐเปติ ฯ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น กายกมฺมํ น วจีกมฺมํ ปฏฺฐเปตีติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตรา มโนธาตุยาปิ น กายกมฺมํ วจีกมฺมํ ปฏฺฐเปติ ฯ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น กุสลากุสลํ ธมฺมํ สมาทิยตีติ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น กุสลากุสลํ ธมฺมํ สมาทิยติ ฯ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น กุสลากุสลํ ธมฺมํ สมาทิยตีติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตรา มโนธาตุยาปิ น กุสลากุสลํ ธมฺมํ สมาทิยติ ฯ {๘๐๒.๗} ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น สมาปชฺชติ น วุฏฺฐาตีติ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น สมาปชฺชติ น วุฏฺฐาติ ฯ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น สมาปชฺชติ น วุฏฺฐาตีติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตรา มโนธาตุยาปิ น สมาปชฺชติ น วุฏฺฐาติ ฯ {๘๐๒.๘} ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น จวติ น อุปปชฺชตีติ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น จวติ น อุปปชฺชติ ฯ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น จวติ น อุปปชฺชตีติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตรา มโนธาตุยาปิ น จวติ น อุปปชฺชติ ฯ {๘๐๒.๙} ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น สุปติ น ปฏิพุชฺฌติ น สุปินํ ปสฺสตีติ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น สุปติ น ปฏิพุชฺฌติ น สุปินํ ปสฺสติ ฯ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น สุปติ น ปฏิพุชฺฌติ น สุปินํ ปสฺสตีติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตรา มโนธาตุยาปิ น สุปติ น ปฏิพุชฺฌติ น สุปินํ ปสฺสติ ฯ เอวํ ยาถาวกวตฺถุวิภาวนา ปญฺญา ฯ เอวํ เอกวิเธน ญาณวตฺถุ ฯ
คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุเป็นปัจจุบัน มีอารมณ์เป็น ปัจจุบัน นั้น คือ เมื่อวัตถุเกิดขึ้น เมื่ออารมณ์เกิดขึ้น วิญญาณ ๕ ก็เกิดขึ้น คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุเกิดก่อน มีอารมณ์เกิดก่อน นั้น คือเมื่อวัตถุเกิดก่อน เมื่ออารมณ์เกิดก่อน วิญญาณ ๕ จึงเกิดขึ้น คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุเป็นภายใน มีอารมณ์เป็นภายนอกนั้น คือ วัตถุของวิญญาณ ๕ เป็นภายใน อารมณ์ของวิญญาณ ๕ เป็นภายนอก คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุยังไม่แตกดับ มีอารมณ์ยังไม่แตกดับนั้น คือ วิญญาณ ๕ เกิดขึ้น ในเมื่อวัตถุยังไม่แตกดับ ในเมื่ออารมณ์ยังไม่แตกดับ คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุต่างกัน มีอารมณ์ต่างกัน นั้น มีอธิบายว่า วัตถุและอารมณ์ของจักขุวิญญาณเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุและอารมณ์ของโสตวิญญาณเป็นอีกอย่างหนึ่ง วัตถุและอารมณ์ของฆานวิญญาณเป็นอีกอย่างหนึ่งวัตถุ และ อารมณ์ของชิวหาวิญญาณเป็นอีกอย่างหนึ่ง วัตถุและอารมณ์ ของกายวิญญาณเป็นอีกอย่างหนึ่ง คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เสวยอารมณ์ของกันและกัน นั้น มีอธิบายว่า โสตวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของโสตวิญญาณ ฆานวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณแม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของชิวหาวิญญาณกายวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ จักขุวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของโสตวิญญาณ ฯลฯ จักขุวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของฆานวิญญาณ ฯลฯ จักขุวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของชิวหาวิญญาณ ฯลฯ จักขุวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณแม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของโสตวิญญาณฆานวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของชิวหาวิญญาณ คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เกิด เพราะไม่พิจารณา นั้น คือ เมื่อพิจารณาอารมณ์ วิญญาณ ๕ จึงเกิดขึ้น คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เกิด เพราะไม่ทำไว้ในใจ นั้น คือ เมื่อทำอารมณ์ไว้ในใจ วิญญาณ ๕ จึงเกิดขึ้น คำว่า วิญญาณ ๕ จะเกิดขึ้นโดยไม่สับสนกันก็หาไม่ นั้น คือวิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้นตามลำดับของกันและกัน คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้นพร้อมกัน นั้น คือ วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้นในขณะเดียวกัน คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้นต่อจากลำดับของกันและกัน นั้นมีอธิบายว่า โสตวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด แม้จักขุ-*วิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่โสตวิญญาณเกิด ฆานวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ฆานวิญ-*ญาณเกิด ชิวหาวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ชิวหาวิญญาณเกิด กายวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณเกิดจักขุวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่โสตวิญญาณเกิด ฯลฯ จักขุวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ฆานวิญญาณเกิด ฯลฯ จักขุวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ชิวหาวิญญาณเกิด ฯลฯ จักขุวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณเกิดแม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด โสตวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณเกิด แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่โสตวิญญาณเกิด ฆานวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณเกิด แม้กาย-*วิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ฆานวิญญาณเกิด ชิวหาวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณเกิด แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ชิวหาวิญ-*ญาณเกิด คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่มีความคิดนึก นั้น คือ ความนึก ความคิดความพิจารณา หรือความกระทำไว้ในใจ ย่อมไม่มีแก่วิญญาณ ๕ คำว่า บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ ด้วยวิญญาณ ๕ นั้น คือบุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ ด้วยวิญญาณ ๕ คำว่า วิญญาณ ๕ สักแต่ว่าเป็นที่ตกไปแห่งอารมณ์อันใดอันหนึ่ง นั้น คือ เป็นแต่สักว่าคลองแห่งอารมณ์อันใดอันหนึ่งเท่านั้น คำว่า บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญ-*ญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ แม้ด้วยมโนธาตุ ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ คำว่า บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยวิญ-*ญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ การเดินการยืน การนั่ง การนอน ด้วยวิญญาณ ๕ คำว่า บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่งแม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่งคือ การเดิน การยืน การนั่ง การนอน แม้ด้วยมโนธาตุ ต่อจากลำดับแห่งวิญ-*ญาณ ๕ คำว่า บุคคลย่อมไม่ประกอบกายกรรม ไม่ประกอบวจีกรรมด้วยวิญญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลย่อมไม่ประกอบกายกรรม วจีกรรม ด้วยวิญ-*ญาณ ๕ คำว่า บุคคลย่อมไม่ประกอบกายกรรม ไม่ประกอบวจีกรรมแม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลย่อมไม่ประกอบกายกรรมวจีกรรม แม้ด้วยมโนธาตุ ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ คำว่า บุคคลย่อมไม่สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรม ด้วยวิญญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลมิได้สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรม ด้วยวิญ-*ญาณ ๕ คำว่า บุคคลย่อมไม่สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรม แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลมิได้สมาทานกุศลธรรมและอกุศล-*ธรรม แม้ด้วยมโนธาตุต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ คำว่า บุคคลไม่ได้เข้าสมาบัติ ไม่ได้ออกจากสมาบัติ ด้วยวิญญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลมิได้เข้าสมาบัติ มิได้ออกจากสมาบัติ ด้วยวิญ-*ญาณ ๕ คำว่า บุคคลไม่ได้เข้าสมาบัติ ไม่ได้ออกจากสมาบัติ แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลมิได้เข้าสมาบัติ มิได้ออกจากสมาบัติ แม้ด้วยมโนธาตุ ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ คำว่า บุคคลย่อมไม่จุติ ไม่เกิดด้วยวิญญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลมิได้จุติ มิได้เกิด ด้วยวิญญาณ ๕ คำว่า บุคคลย่อมไม่จุติ ไม่เกิดแม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕นั้น คือ บุคคลมิได้จุติ มิได้เกิด แม้ด้วยมโนธาตุ ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ คำว่า บุคคลย่อมไม่หลับ ไม่ตื่น ไม่ฝัน ด้วยวิญญาณ ๕ นั้นคือ บุคคลมิได้หลับ มิได้ตื่น มิได้ฝัน ด้วยวิญญาณ ๕ คำว่า บุคคลย่อมไม่หลับ ไม่ตื่น ไม่ฝัน แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลมิได้หลับ มิได้ตื่น มิได้ฝัน แม้ด้วยมโนธาตุต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ ความรู้เรื่องวิญญาณ ๕ ดังกล่าวมานี้ ชื่อว่า ปัญญาที่แสดงเรื่องของวิญ-*ญาณ ๕ ตามความเป็นจริง ญาณวัตถุ หมวดละ ๑ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้ทุกนิเทศ
ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา โลกิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา โลกุตฺตรา ปญฺญา ฯ สพฺพาว ปญฺญา เกนจิ วิญฺเญยฺยา เกนจิ น วิญฺเญยฺยา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา สาสวา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อนาสวา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา อาสววิปฺปยุตฺตสาสวา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อาสววิปฺปยุตฺตอนาสวา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา สญฺโญชนิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อสญฺโญชนิยา ปญฺญา ฯ {๘๐๓.๑} ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา สญฺโญชนวิปฺปยุตฺต- สญฺโญชนิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา สญฺโญชน- วิปฺปยุตฺตอสญฺโญชนิยา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา คนฺถนิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อคนฺถนิยา ปญฺญา ฯ {๘๐๓.๒} ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา คนฺถวิปฺปยุตฺตคนฺถนิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา คนฺถวิปฺปยุตฺตอคนฺถนิยา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา โอฆนิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อโนฆนิยา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา โอฆวิปฺปยุตฺตโอฆนิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา โอฆวิปฺปยุตฺตอโนฆนิยา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา โยคนิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อโยคนิยา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา โยควิปฺปยุตฺตโยคนิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา โยควิปฺปยุตฺตอโยคนิยา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา นีวรณิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อนีวรณิยา ปญฺญา ฯ {๘๐๓.๓} ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา นีวรณวิปฺปยุตฺตนีวรณิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา นีวรณวิปฺปยุตฺตอนีวรณิยา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา ปรามฏฺฐา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อปรามฏฺฐา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา ปรามาสวิปฺปยุตฺตปรามฏฺฐา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา ปรามาสวิปฺปยุตฺตอปรามฏฺฐา ปญฺญา ฯ {๘๐๓.๔} ตีสุ ภูมีสุ วิปาเก ปญฺญา อุปาทินฺนา ปญฺญา ตีสุ ภูมีสุ กุสเล ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากเต จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อนุปาทินฺนา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา อุปาทานิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อนุปาทานิยา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา อุปาทานวิปฺปยุตฺต- อุปาทานิยา ปญฺญา จตุสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อุปาทาน- วิปฺปยุตฺตอนุปาทานิยา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา สงฺกิเลสิกา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อสงฺกิเลสิกา ปญฺญา ฯ {๘๐๓.๕} ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา กิเลสวิปฺปยุตฺตสงฺกิเลสิกา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา กิเลสวิปฺปยุตฺตอสงฺกิเลสิกา ปญฺญา ฯ วิตกฺกสมฺปยุตฺตา ปญฺญา สวิตกฺกา ปญฺญา วิตกฺกวิปฺปยุตฺตา ปญฺญา อวิตกฺกา ปญฺญา ฯ วิจารสมฺปยุตฺตา ปญฺญา สวิจารา ปญฺญา วิจารวิปฺปยุตฺตา ปญฺญา อวิจารา ปญฺญา ฯ ปีติสมฺปยุตฺตา ปญฺญา สปฺปีติกา ปญฺญา ปีติวิปฺปยุตฺตา ปญฺญา อปฺปีติกา ปญฺญา ฯ ปีติสมฺปยุตฺตา ปญฺญา ปีติสหคตา ปญฺญา ปีติวิปฺปยุตฺตา ปญฺญา น ปีติสหคตา ปญฺญา ฯ สุขสมฺปยุตฺตา ปญฺญา สุขสหคตา ปญฺญา สุขวิปฺปยุตฺตา ปญฺญา น สุขสหคตา ปญฺญา ฯ อุเปกฺขาสมฺปยุตฺตา ปญฺญา อุเปกฺขาสหคตา ปญฺญา อุเปกฺขาวิปฺปยุตฺตา ปญฺญา น อุเปกฺขาสหคตา ปญฺญา ฯ {๘๐๓.๖} กามาวจรกุสลาพฺยากเต ปญฺญา กามาวจรา ปญฺญา รูปาวจรา ปญฺญา อรูปาวจรา ปญฺญา อปริยาปนฺนา ปญฺญา น กามาวจรา ปญฺญา ฯ รูปาวจรกุสลาพฺยากเต ปญฺญา รูปาวจรา ปญฺญา กามาวจรา ปญฺญา อรูปาวจรา ปญฺญา อปริยาปนฺนา ปญฺญา น รูปาวจรา ปญฺญา ฯ อรูปาวจรกุสลาพฺยากเต ปญฺญา อรูปาวจรา ปญฺญา กามาวจรา ปญฺญา รูปาวจรา ปญฺญา อปริยาปนฺนา ปญฺญา น อรูปาวจรา ปญฺญา ฯ {๘๐๓.๗} ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา ปริยาปนฺนา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อปริยาปนฺนา ปญฺญา ฯ จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา นิยฺยานิกา ปญฺญา ตีสุ ภูมีสุ กุสเล จตูสุ ภูมีสุ วิปาเก ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากเต ปญฺญา อนิยฺยานิกา ปญฺญา ฯ จตูสุ มคฺเคสุ ปญฺญา นิยตา ปญฺญา ตีสุ ภูมีสุ กุสเล จตูสุ ภูมีสุ วิปาเก ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากเต ปญฺญา อนิยตา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา สอุตฺตรา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อนุตฺตรา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา อตฺถชาปิกา ปญฺญา จตูสุ ภูมีสุ กุสเล อรหโต อภิญฺญํ อุปฺปาเทนฺตสฺส สมาปตฺตึ อุปฺปาเทนฺตสฺส กิริยาพฺยากตา ปญฺญา อตฺถชาปิกา ปญฺญา จตูสุ ภูมีสุ วิปาเก อรหโต อุปฺปนฺนาย อภิญฺญาย อุปฺปนฺนาย สมาปตฺติยา กิริยาพฺยากตา ปญฺญา ชาปิตตฺถา ปญฺญา ฯ เอวํ ทุวิเธน ญาณวตฺถุ ฯ
ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า โลกิย- *ปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า โลกุตตรปัญญา ปัญญาทั้งหมด ชื่อว่า เกนจิวิญเญยยปัญญา และเกนจินวิญเญยย-*ปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า สาสวปัญญาปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนาสวปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อาสววิปปยุตต-*สาสวปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อาสววิปปยุตตอนาสว-*ปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ นั้น ชื่อว่า สัญโญ-*ชนิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อสัญโญชนิยปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า สัญโญชนวิปป-*ยุตตสัญโญชนิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า สัญโญชนวิปป-*ยุตตอสัญโญชนิยปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า คันถนิยปัญญาปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อคันถนิยปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า คันถวิปปยุตต-*คันถนิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า คันถวิปปยุตตอคันถนิย-*ปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า โอฆนิยปัญญาปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อโนฆนิยปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า โอฆวิปปยุตต-*โอฆนิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า โอฆวิปปยุตตอโนฆนิย-*ปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า โยคนิยปัญญาปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อโยคนิยปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า โยควิปปยุตต-*โยคนิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า โยควิปปยุตตอโยคนิย-*ปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า นีวรณิยปัญญาปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนีวรณิยปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า นีวรณวิปป-*ยุตตนีวรณิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า นีวรณวิปปยุตตอนีวร-*ณิยปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า ปรามัฏฐปัญญาปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อปรามัฏฐปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า ปรามาสวิปป-*ยุตตปรามัฏฐปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า ปรามาสวิปปยุตต-*อปรามัฏฐปัญญา ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อุปาทินนปัญญา ปัญญาในกุศล-*ธรรมในภูมิ ๓ ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนุปา-*ทินนปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อุปาทานิยปัญญาปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนุปาทานิยปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อุปาทานวิปป-*ยุตตอุปาทานิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อุปาทานวิปปยุตต-*อนุปาทานิยปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า สังกิเลสิก-*ปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อสังกิเลสิกปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า กิเลสวิปปยุตต-*สังกิเลสิกปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า กิเลสวิปปยุตตอสังกิเล-*สิกปัญญา ปัญญาอันสัมปยุตด้วยวิตก ชื่อว่า สวิตักกปัญญา ปัญญาอันปราศจากวิตก ชื่อว่า อวิตักกปัญญา ปัญญาอันสัมปยุตด้วยวิจาร ชื่อว่า สวิจารปัญญา ปัญญาอันปราศจากวิจาร ชื่อว่า อวิจารปัญญา ปัญญาอันสัมปยุตด้วยปีติ ชื่อว่า สัปปีติกปัญญา ปัญญาอันปราศจากปีติ ชื่อว่า อัปปีติกปัญญา ปัญญาอันสัมปยุตด้วยปีติ ชื่อว่า ปิติสหคตปัญญา ปัญญาอันปราศจากปิติ ชื่อว่า นปีติสหคตปัญญา ปัญญาอันสัมปยุตด้วยสุข ชื่อว่า สุขสหคตปัญญา ปัญญาอันปราศจากสุข ชื่อว่า นสุขสหคตปัญญา ปัญญาอันสัมปยุตด้วยอุเบกขา ชื่อว่า อุเปกขาสหคตปัญญา ปัญญาอันปราศจากอุเบกขา ชื่อว่า นอุเปกขาสหคตปัญญา ปัญญาในกามาวจรกุศลธรรมและกามาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า กามา-*วจรปัญญา รูปาวจรปัญญา อรูปาวจรปัญญา อปริยาปันนปัญญา ชื่อว่า นกา-*มาวจรปัญญา ปัญญาในรูปาวจรกุศลธรรมและรูปาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า รูปาวจร-*ปัญญา กามาวจรปัญญา อรูปาวจรปัญญา อปริยาปันนปัญญา ชื่อว่า นรูปา-*วจรปัญญา ปัญญาในอรูปาวจรกุศลธรรมและอรูปาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า อรูปา-*วจรปัญญา กามาวจรปัญญา รูปาวจรปัญญา อปริยาปันนปัญญา ชื่อว่า นอรูปา-*วจรปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า ปริยาปันน-*ปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อปริยาปันนปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า นิยยานิกปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ ในวิปากธรรมในภูมิ ๔ ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อนิยยา-*นิกปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่า นิยตปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ ในวิปากธรรมในภูมิ ๔ ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อนิยตปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า สอุตตรปัญญาปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนุตตรปัญญา ในปัญญาเหล่านั้น อัตถชาปิกปัญญา เป็นไฉน ปัญญาที่เป็นกิริยาอัพยากฤตในกุศลธรรมในภูมิ ๔ ของพระอรหันต์ ผู้กำลังยังอภิญญาให้เกิดขึ้น ผู้กำลังยังสมาบัติให้เกิดขึ้น ชื่อว่า อัตถชาปิกปัญญา ปัญญาที่เป็นกิริยาอัพยากฤตในวิปากธรรมในภูมิ ๔ ของพระอรหันต์ เมื่อขณะที่อภิญญาเกิดขึ้นแล้ว เมื่อขณะที่สมาบัติเกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่า ชาปิตัตถปัญญา ญาณวัตถุหมวดละ ๒ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้ ติกนิเทศ
ตตฺถ กตมา จินฺตามยา ปญฺญา โยควิหิเตสุ วา กมฺมายตเนสุ โยควิหิเตสุ วา สิปฺปายตเนสุ โยควิหิเตสุ วา วิชฺชฏฺฐาเนสุ กมฺมสฺสกตํ วา สจฺจานุโลมิกํ วา รูปํ อนิจฺจนฺติ วา เวทนา อนิจฺจาติ วา สญฺญา อนิจฺจาติ วา สงฺขารา อนิจฺจาติ วา วิญฺญาณํ อนิจฺจนฺติ วา ยํ เอวรูปึ อนุโลมิกํ ขนฺตึ ทิฏฺฐึ รุจึ มุตึ เปกฺขํ ธมฺมนิชฺฌานกฺขนฺตึ ปรโต อสฺสุตฺวา ปฏิลภติ อยํ วุจฺจติ จินฺตามยา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา สุตมยา ปญฺญา โยควิหิเตสุ วา กมฺมายตเนสุ โยควิหิเตสุ วา สิปฺปายตเนสุ โยควิหิเตสุ วา วิชฺชฏฺฐาเนสุ กมฺมสฺสกตํ วา สจฺจานุโลมิกํ วา รูปํ อนิจฺจนฺติ วา เวทนา อนิจฺจาติ วา สญฺญา อนิจฺจาติ วา สงฺขารา อนิจฺจาติ วา วิญฺญาณํ อนิจฺจนฺติ วา ยํ เอวรูปึ อนุโลมิกํ ขนฺตึ ทิฏฺฐึ รุจึ มุตึ เปกฺขํ ธมฺมนิชฺฌานกฺขนฺตึ ปรโต สุตฺวา ปฏิลภติ อยํ วุจฺจติ สุตมยา ปญฺญา ฯ สพฺพาปิ สมาปนฺนสฺส ปญฺญา ภาวนามยา ปญฺญา ฯ
ในญาณวัตถุหมวดละ ๓ นั้น จินตามยปัญญา เป็นไฉน ในการงานทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี ในศิลปะทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี ในวิชาทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี บุคคลมิได้ฟังจากผู้อื่น ย่อมได้กัมมัสสกตาญาณ หรือย่อมได้สัจจานุโลมิกญาณ ว่ารูปไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าเวทนาไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าสัญญาไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าวิญญาณไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ย่อมได้อนุโลมิกญาณขันติญาณ ทิฏฐิญาณ รุจิญาณ มุติญาณ เปกขญาณ ธัมมนิชฌานขันติญาณอันใด ซึ่งมีลักษณะอย่างนั้น นี้เรียกว่า จินตามยปัญญา สุตมยปัญญา เป็นไฉน ในการงานทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี ในศิลปะทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี ในวิชาทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี บุคคลได้ฟังจากผู้อื่นแล้ว จึงได้กัมมัสสกตาญาณ หรือได้สัจจานุโลมิกญาณ ว่ารูปไม่เที่ยงดังนี้บ้าง ว่าเวทนาไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าสัญญาไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าวิญญาณไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ได้อนุโลมิกญาณ ขันติญาณทิฏฐิญาณ รุจิญาณ มุติญาณ เปกขญาณ ธัมมนิชฌานขันติญาณ อันใด ซึ่งมีลักษณะอย่างนั้น นี้เรียกว่า สุตมยปัญญา ปัญญาของผู้เข้าสมาบัติแม้ทั้งหมด เรียกว่า ภาวนามยปัญญา
ตตฺถ กตมา ทานมยา ปญฺญา ทานํ อารพฺภ ทานาธิคจฺฉ คจฺฉ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ ทานมยา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา สีลมยา ปญฺญา สีลํ อารพฺภ สีลาธิคจฺฉ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ สีลมยา ปญฺญา ฯ สพฺพาปิ สมาปนฺนสฺส ปญฺญา ภาวนามยา ปญฺญา ฯ
ทานมยปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภทานเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ให้ทาน นี้เรียกว่า ทานมยปัญญา สีลมยปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภศีลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้รักษาศีล นี้เรียกว่า สีลมยปัญญา ปัญญาของผู้เข้าสมาบัติแม้ทั้งหมด เรียกว่า ภาวนามยปัญญา
ตตฺถ กตมา อธิสีเล ปญฺญา ปาติโมกฺขสํวรสํวุตสฺส ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ อธิสีเล ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา อธิจิตฺเต ปญฺญา รูปาวจรอรูปาวจรสมาปตฺตึ สมาปชฺชนฺตสฺส ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ อธิจิตฺเต ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา อธิปญฺญาย ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อยํ วุจฺจติ อธิปญฺญาย ปญฺญา ฯ
อธิสีลปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด เกิดขึ้นแก่ผู้สำรวมด้วยปาฏิโมกขสังวรศีล นี้เรียกว่า อธิสีลปัญญา อธิจิตปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคลผู้เข้ารูปาวจรสมาบัติ และอรูปาวจรสมาบัติ นี้เรียกว่า อธิจิตตปัญญา อธิปัญญาปัญญา เป็นไฉน ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ นี้เรียกว่า อธิปัญญาปัญญา
ตตฺถ กตมํ อายโกสลฺลํ อิเม ธมฺเม มนสิกโรโต อนุปฺปนฺนา เจว อกุสลา ธมฺมา น อุปฺปชฺชนฺติ อุปฺปนฺนา จ อกุสลา ธมฺมา ปหียนฺติ อิเม วา ปนิเม ธมฺเม มนสิกโรโต อนุปฺปนฺนา เจว กุสลา ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ อุปฺปนฺนา จ กุสลา ธมฺมา ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา สํวตฺตนฺตีติ ยา ตตฺถ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ อายโกสลฺลํ ฯ ตตฺถ กตมํ อปายโกสลฺลํ อิเม ธมฺเม มนสิกโรโต อนุปฺปนฺนา เจว กุสลา ธมฺมา น อุปฺปชฺชนฺติ อุปฺปนฺนา จ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ อิเม วา ปนิเม ธมฺเม มนสิกโรโต อนุปฺปนฺนา เจว อกุสลา ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ อุปฺปนฺนา จ อกุสลา ธมฺมา ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย สํวตฺตนฺตีติ ยา ตตฺถ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ อปายโกสลฺลํ ฯ สพฺพาปิ ตตฺรุปายา ปญฺญา อุปายโกสลฺลํ ฯ
อายโกศล เป็นไฉน บุคคลผู้มีปัญญาย่อมรู้ชัดว่า เมื่อเราพิจารณาธรรมเหล่านี้ อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็จะไม่เกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็จะละได้ หรือเมื่อเราพิจารณาธรรมเหล่านี้ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็จะเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็จะเป็นไปเพื่อความภิยโยยิ่ง เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิในความข้อนั้น อันใด นี้เรียกว่า อายโกศล อปายโกศล เป็นไฉน บุคคลผู้มีปัญญาย่อมรู้ชัดว่า เมื่อเราพิจารณาธรรมเหล่านี้ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็จะไม่เกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็จะดับไป หรือเมื่อเราพิจารณาธรรมเหล่านี้ อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็จะเกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็จะเป็นไปเพื่อความภิยโยยิ่ง เพื่อความไพบูลย์ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ในความข้อนั้น อันใด นี้เรียกว่าอปายโกศล ปัญญาแม้ทั้งหมด ที่เป็นอุบาย แก้ไขในกิจรีบด่วนหรือภัยที่เกิดขึ้นแล้วนั้นเรียกว่า อุปายโกศล
จตูสุ ภูมีสุ วิปาเก ปญฺญา วิปากา ปญฺญา จตูสุ ภูมีสุ กุสเล ปญฺญา วิปากธมฺมธมฺมา ปญฺญา ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากเต ปญฺญา เนว วิปากนวิปากธมฺมธมฺมา ปญฺญา ฯ
ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ ๔ ชื่อว่า วิปากปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๔ ชื่อว่า วิปากธัมมธัมมปัญญา ปัญญาในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า เนววิปากนวิปากธัมมธัมมปัญญา
ตีสุ ภูมีสุ วิปาเก ปญฺญา อุปาทินฺนุปาทานิยา ปญฺญา ตีสุ ภูมีสุ กุสเล ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากเต ปญฺญา อนุปาทินฺนุปาทานิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อนุปาทินฺนอนุปาทานิยา ปญฺญา ฯ
ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อุปาทินนุปาทานิยปัญญาปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อนุปาทิน-*นุปาทานิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนุปาทินนานุปาทานิย-*ปัญญา
วิตกฺกวิจารสมฺปยุตฺตา ปญฺญา สวิตกฺกสวิจารา ปญฺญา วิตกฺกวิปฺปยุตฺตา วิจารสมฺปยุตฺตา ปญฺญา อวิตกฺกวิจารมตฺตา ปญฺญา วิตกฺกวิจารวิปฺปยุตฺตา ปญฺญา อวิตกฺกอวิจารา ปญฺญา ฯ
ปัญญาอันสัมปยุตด้วยวิตกวิจาร ชื่อว่า สวิตักกสวิจารปัญญาปัญญาอันปราศจากวิตกแต่สัมปยุตด้วยวิจาร ชื่อว่า อวิตักกวิจารมัตตปัญญาปัญญาอันปราศจากวิตกวิจาร ชื่อว่า อวิตักกาวิจารปัญญา
ปีติสมฺปยุตฺตา ปญฺญา ปีติสหคตา ปญฺญา สุขสมฺปยุตฺตา ปญฺญา สุขสหคตา ปญฺญา อุเปกฺขาสมฺปยุตฺตา ปญฺญา อุเปกฺขาสหคตา ปญฺญา ฯ
ปัญญาอันสัมปยุตด้วยปีติ ชื่อว่า ปีติสหคตปัญญา ปัญญาอันสัมปยุตด้วยสุข ชื่อว่า สุขสหคตปัญญา ปัญญาอันสัมปยุตด้วยอุเบกขา ชื่อว่าอุเปกขาสหคตปัญญา
ตีสุ ภูมีสุ กุสเล ปญฺญา อาจยคามินี ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ ปญฺญา อปจยคามินี ปญฺญา จตูสุ ภูมีสุ วิปาเก ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากเต ปญฺญา เนวอาจยคามินีนอปจยคามินี ปญฺญา ฯ
ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อาจยคามินีปัญญาปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่า อปจยคามินีปัญญา ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ ๔ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า เนวาจยคามินีนาปจยคามินีปัญญา
จตูสุ มคฺเคสุ ตีสุ ผเลสุ ปญฺญา เสกฺขา ปญฺญา อุปริฏฺฐิเม อรหตฺตผเล ปญฺญา อเสกฺขา ปญฺญา ตีสุ ภูมีสุ กุสเล ตีสุ ภูมีสุ วิปาเก ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากเต ปญฺญา เนวเสกฺขานาเสกฺขา ปญฺญา ฯ
ปัญญาในมรรค ๔ ในผล ๓ ชื่อว่า เสกขปัญญา ปัญญาในอรหัตตผลอันเป็นส่วนเบื้องสูง ชื่อว่า อเสกขปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ในวิปากธรรมในภูมิ ๓ ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า เนวเสกขนา-*เสกขปัญญา
กามาวจรกุสลาพฺยากเต ปญฺญา ปริตฺตา ปญฺญา รูปาวจรารูปาวจรกุสลาพฺยากเต ปญฺญา มหคฺคตา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อปฺปมาณา ปญฺญา ฯ
ปัญญาในกามาวจรกุศลธรรมและกามาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่าปริตตปัญญา ปัญญาในรูปาวจรกุศลธรรม รูปาวจรอัพยากตธรรม อรูปาวจร-*กุศลธรรม และอรูปาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า มหัคคตปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ผล ๔ ชื่อว่า อัปปมาณปัญญา
ตตฺถ กตมา ปริตฺตารมฺมณา ปญฺญา ปริตฺเต ธมฺเม อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ ปริตฺตารมฺมณา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา มหคฺคตารมฺมณา ปญฺญา มหคฺคเต ธมฺเม อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ มหคฺคตารมฺมณา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา อปฺปมาณารมฺมณา ปญฺญา อปฺปมาเณ ธมฺเม อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ อปฺปมาณารมฺมณา ปญฺญา ฯ
ปริตตารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภปริตตธรรมเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปริตตารัมมณปัญญา มหัคคตารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภมหัคคตธรรมเกิดขึ้น นี้เรียกว่า มหัคคตารัมมณปัญญา อัปปมาณารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด ปรารภอัปปมาณธรรมเกิดขึ้น นี้เรียกว่า อัปปมาณารัมมณปัญญา
ตตฺถ กตมา มคฺคารมฺมณา ปญฺญา อริยมคฺคํ อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ มคฺคารมฺมณา ปญฺญา ฯ จตูสุ มคฺเคสุ ปญฺญา มคฺคเหตุกา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา มคฺคาธิปตินี ปญฺญา อริยมคฺคํ อธิปตึ กริตฺวา ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ มคฺคาธิปตินี ปญฺญา ฯ
มัคคารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภอริยมรรคเกิดขึ้น นี้เรียกว่า มัคคารัมมณปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ชื่อมัคคเหตุกปัญญา มัคคาธิปตินีปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด กระทำอริยมรรคให้เป็นอธิบดีเกิดขึ้น นี้เรียกว่า มัคคาธิปตินีปัญญา
จตูสุ ภูมีสุ วิปาเก ปญฺญา สิยา อุปฺปนฺนา สิยา อุปฺปาทินี น วตฺตพฺพา อนุปฺปนฺนาติ จตูสุ ภูมีสุ กุสเล ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากเต ปญฺญา สิยา อุปฺปนฺนา สิยา อนุปฺปนฺนา น วตฺตพฺพา อุปฺปาทินีติ ฯ
ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ ๔ เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอุปปาทินีก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอนุปปันนะ ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๔ ในกิริยาอัพยา-*กตธรรมในภูมิ ๓ เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปปันนะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปปาทินี
สพฺพาว ปญฺญา สิยา อตีตา สิยา อนาคตา สิยา ปจฺจุปฺปนฺนา ฯ
ปัญญาทั้งหมดนั้นแล เป็นอดีตปัญญาก็มี เป็นอนาคตปัญญา ก็มี เป็นปัจจุปันนปัญญาก็มี
ตตฺถ กตมา อตีตารมฺมณา ปญฺญา อตีเต ธมฺเม อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ อตีตารมฺมณา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา อนาคตารมฺมณา ปญฺญา อนาคเต ธมฺเม อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ อนาคตารมฺมณา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา ปญฺญา ปจฺจุปฺปนฺเน ธมฺเม อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา ปญฺญา ฯ
อตีตารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภธรรมอันเป็นอดีตเกิดขึ้น นี้เรียกว่า อตีตารัมมณปัญญา อนาคตารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภธรรมอันเป็นอนาคตเกิดขึ้น นี้เรียกว่า อนาคตารัมมณปัญญา ปัจจุปันนารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภธรรมอันเป็นปัจจุบันเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปัจจุปปันนารัมมณปัญญา
สพฺพาว ปญฺญา สิยา อชฺฌตฺตา สิยา พหิทฺธา สิยา อชฺฌตฺตพหิทฺธา ฯ
ปัญญาทั้งหมดนั้นแลเป็นอัชฌัตตปัญญาก็มี เป็นพหิทธาปัญญา ก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธาปัญญาก็มี
ตตฺถ กตมา อชฺฌตฺตารมฺมณา ปญฺญา อชฺฌตฺเต ธมฺเม อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ อชฺฌตฺตารมฺมณา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา พหิทฺธารมฺมณา ปญฺญา พหิทฺธา ธมฺเม อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ พหิทฺธารมฺมณา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา อชฺฌตฺต- พหิทฺธารมฺมณา ปญฺญา อชฺฌตฺตพหิทฺธา ธมฺเม อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณา ปญฺญา ฯ เอวํ ติวิเธน ญาณวตฺถุ ฯ
อัชฌัตตารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภธรรมอันเป็นไปภายในเกิดขึ้น นี้เรียกว่า อัชฌัตตารัมมณปัญญา พหิทธารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภธรรมอันเป็นภายนอกเกิดขึ้น นี้เรียกว่า พหิทธารัมมณปัญญา อัชฌัตตพหิทธารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภธรรมทั้งภายในและภายนอกเกิดขึ้น นี้เรียกว่า อัชฌัตตพหิทธา-*รัมมณปัญญา ญาณวัตถุ หมวดละ ๓ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้จตุกกนิเทส
ตตฺถ กตมํ กมฺมสฺสกตํ ญาณํ อตฺถิ ทินฺนํ อตฺถิ ยิฏฺฐํ อตฺถิ หุตํ อตฺถิ สุกฏทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลวิปาโก อตฺถิ อยํ โลโก อตฺถิ ปโร โลโก อตฺถิ มาตา อตฺถิ ปิตา อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา อตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ ยา เอวรูปา ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ กมฺมสฺสกตํ ญาณํ ฐเปตฺวา สจฺจานุโลมิกํ ญาณํ สพฺพาปิ สาสวา กุสลา ปญฺญา กมฺมสฺสกตํ ญาณํ ฯ ตตฺถ กตมํ สจฺจานุโลมิกํ ญาณํ รูปํ อนิจฺจนฺติ วา เวทนา อนิจฺจาติ วา สญฺญา อนิจฺจาติ วา สงฺขารา อนิจฺจาติ วา วิญฺญาณํ อนิจฺจนฺติ วา ยา เอวรูปี อนุโลมิกา ขนฺติ ทิฏฺฐิ รุจิ มุติ เปกฺขา ธมฺมนิชฺฌานกฺขนฺติ อิทํ วุจฺจติ สจฺจานุโลมิกํ ญาณํ ฯ จตูสุ มคฺเคสุ ปญฺญา มคฺคสมงฺคิสฺส ญาณํ ฯ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา ผลสมงฺคิสฺส ญาณํ ฯ
ในญาณวัตถุ หมวดละ ๔ นั้น กัมมัสสกตาญาณ เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด มีลักษณะรู้อย่างนี้ว่า ทานที่ให้แล้วมีผล การบูชาพระรัตนตรัยมีผล โลกนี้มีอยู่ โลกหน้ามีอยู่ มารดามีคุณ บิดามีคุณ สัตว์ผู้จุติและปฏิสนธิมีอยู่ สมณ-*พราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ รู้ยิ่งเห็นจริงประจักษ์ซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วยตนเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ทั่วกัน มีอยู่ในโลกนี้ ดังนี้ นี้เรียกว่า กัมมัสส-*กตาญาณ ยกเว้นสัจจานุโลมิกญาณ กุศลปัญญาที่เป็นสาสวะแม้ทั้งหมด ชื่อว่ากัมมัสสกตาญาณ สัจจานุโลมิกญาณ เป็นไฉน อนุโลมิกญาณ ขันติญาณ ทิฏฐิญาณ รุจิญาณ มุติญาณ เปกขญาณธัมมนิชฌาน ขันติญาณ อันใด มีลักษณะรู้อย่างนี้ ว่ารูปไม่เที่ยงดังนี้บ้าง ว่าเวทนาไม่เที่ยงดังนี้บ้าง ว่าสัญญาไม่เที่ยงดังนี้บ้าง ว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยงดังนี้บ้างว่าวิญญาณไม่เที่ยงดังนี้บ้าง นี้เรียกว่า สัจจานุโลมิกญาณ ปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่า มัคคสมังคิญาณ ปัญญาในผล ๔ ชื่อว่า ผลสมังคิญาณ
มคฺคสมงฺคิสฺส ญาณํ ทุกฺเขเปตํ ญาณํ ทุกฺขสมุทเยเปตํ ญาณํ ทุกฺขนิโรเธเปตํ ญาณํ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทายเปตํ ญาณํ ฯ ตตฺถ กตมํ ทุกฺเข ญาณํ ทุกฺขํ อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ ทุกฺเข ญาณํ ฯ ทุกฺขสมุทยํ อารพฺภ ฯเปฯ ทุกฺขนิโรธํ อารพฺภ ฯเปฯ ทุกฺขนิโรธคามินึ ปฏิปทํ อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ ฯ
มัคคสมังคิญาณ ได้แก่ ความรู้แม้ในทุกข์นี้ ความรู้แม้ใน ทุกขสมุทัยนี้ ความรู้แม้ในทุกขนิโรธนี้ ความรู้แม้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทานี้ ทุกขญาณ เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภทุกข์เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ทุกขญาณ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภทุกขสมุทัยเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ทุกขสมุทยญาณ ฯลฯ ปรารภ-*ทุกขนิโรธเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ทุกขนิโรธญาณ ฯลฯ ปรารภทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
กามาวจรกุสลาพฺยากเต ปญฺญา กามาวจรา ปญฺญา รูปาวจรกุสลาพฺยากเต ปญฺญา รูปาวจรา ปญฺญา อรูปาวจรกุสลาพฺยากเต ปญฺญา อรูปาวจรา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อปริยาปนฺนา ปญฺญา ฯ
ปัญญาในกามาวจรกุศลธรรมและกามาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่ากามาวจรปัญญา ปัญญาในรูปาวจรกุศลธรรมและรูปาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่ารูปาวจรปัญญา ปัญญาในอรูปาวจรกุศลธรรมและอรูปาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่าอรูปาวจรปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อปริยาปันนปัญญา
ตตฺถ กตมํ ธมฺเม ญาณํ จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา ธมฺเม ญาณํ ฯ โส อิมินา ธมฺเมน ญาเตน ทิฏฺเฐน ปตฺเตน วิทิเตน ปริโยคาฬฺเหน อตีตานาคเต นยํ เนติ เย หิ เกจิ อตีตมทฺธานํ สมณา วา พฺราหฺมณา วา ทุกฺขํ อพฺภญฺญึสุ ทุกฺขสมุทยํ อพฺภญฺญึสุ ทุกฺขนิโรธํ อพฺภญฺญึสุ ทุกฺขนิโรธคามินึ ปฏิปทํ อพฺภญฺญึสุ อิมญฺเญว เต ทุกฺขํ อพฺภญฺญึสุ อิมญฺเญว เต ทุกฺขสมุทยํ อพฺภญฺญึสุ อิมญฺเญว เต ทุกฺขนิโรธํ อพฺภญฺญึสุ อิมญฺเญว เต ทุกฺขนิโรธคามินึ ปฏิปทํ อพฺภญฺญึสุ เย หิ เกจิ อนาคตมทฺธานํ สมณา วา พฺราหฺมณา วา ทุกฺขํ อภิชานิสฺสนฺติ ทุกฺขสมุทยํ อภิชานิสฺสนฺติ ทุกฺขนิโรธํ อภิชานิสฺสนฺติ ทุกฺขนิโรธคามินึ ปฏิปทํ อภิชานิสฺสนฺติ อิมญฺเญว เต ทุกฺขํ อภิชานิสฺสนฺติ อิมญฺเญว เต ทุกฺขสมุทยํ อภิชานิสฺสนฺติ อิมญฺเญว เต ทุกฺขนิโรธํ อภิชานิสฺสนฺติ อิมญฺเญว เต ทุกฺขนิโรธคามินึ ปฏิปทํ อภิชานิสฺสนฺตีติ ยา ตตฺถ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ อนฺวเย ญาณํ ฯ {๘๒๕.๑} ตตฺถ กตมํ ปริจฺเจ ญาณํ อิธ ภิกฺขุ ปรสตฺตานํ ปรปุคฺคลานํ เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานาติ สราคํ วา จิตฺตํ สราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ วีตราคํ วา จิตฺตํ วีตราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ สโทสํ วา จิตฺตํ สโทสํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ วีตโทสํ วา จิตฺตํ วีตโทสํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ สโมหํ วา จิตฺตํ สโมหํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ วีตโมหํ วา จิตฺตํ วีตโมหํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ สงฺขิตฺตํ วา จิตฺตํ สงฺขิตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ วิกฺขิตฺตํ วา จิตฺตํ วิกฺขิตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ มหคฺคตํ วา จิตฺตํ มหคฺคตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ อมหคฺคตํ วา จิตฺตํ อมหคฺคตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ สอุตฺตรํ วา จิตฺตํ สอุตฺตรํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ อนุตฺตรํ วา จิตฺตํ อนุตฺตรํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ สมาหิตํ วา จิตฺตํ สมาหิตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ อสมาหิตํ วา จิตฺตํ อสมาหิตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ วิมุตฺตํ วา จิตฺตํ วิมุตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ อวิมุตฺตํ วา จิตฺตํ อวิมุตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาตีติ ยา ตตฺถ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ ปริจฺเจ ญาณํ ฯ ฐเปตฺวา ธมฺเม ญาณํ อนฺวเย ญาณํ ปริจฺเจ ญาณํ อวเสสา ปญฺญา สมฺมติญาณํ ฯ
ธัมมญาณเป็นไฉน ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า ธัมมญาณ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงส่งนัยคือปัจจเวกขณญาณไปในอดีตและอนาคตด้วยธรรมนี้ที่พระองค์ทรงรู้แล้ว ทรงเห็นแล้ว ทรงบรรลุแล้ว ทรงรู้แจ้งแล้วทรงหยั่งถึงแล้วว่า ในอดีตกาล สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งได้รู้ทุกข์แล้วได้รู้ทุกขสมุทัยแล้ว ได้รู้ทุกขนิโรธแล้ว ได้รู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็ได้รู้ทุกข์นี้เอง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็ได้รู้ทุกข-*สมุทัยนี้เอง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็ได้รู้ทุกขนิโรธนี้เอง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็ได้รู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทานี้เอง ในอนาคตกาล สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง จักรู้ทุกข์ จักรู้ทุกขสมุทัย จักรู้ทุกขนิโรธ จักรู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็จักรู้ทุกข์นี้เอง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็จักรู้ทุกขสมุทัยนี้เอง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็จักรู้ทุกขนิโรธนี้เอง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็จักรู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทานี้เองปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ในการส่งนัยคือปัจจเวกขณญาณไปนั้น อันใด นี้เรียกว่า อันวยญาณ ปริจจญาณ เป็นไฉน ภิกษุในศาสนานี้ กำหนดรู้จิตของสัตว์เหล่าอื่นของบุคคลเหล่าอื่นด้วยจิต(ของตน) คือ จิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่า จิตมีราคะ จิตปราศจากราคะก็รู้ชัดว่า จิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะก็รู้ชัดว่า จิตมีโทสะ จิตปราศจากโทสะก็รู้ชัดว่า จิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะก็รู้ชัดว่า จิตมีโมหะ จิตปราศจากโมหะก็รู้ชัดว่า จิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ก็รู้ชัดว่า จิตหดหู่ จิตฟุ้งซ่านก็รู้ชัดว่า จิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหัคคตะก็รู้ชัดว่า จิตเป็นมหัคคตะ จิตไม่เป็นมหัคคตะก็รู้ชัดว่า จิตไม่เป็นมหัคคตะ จิตเป็นสอุตตระก็รู้ชัดว่า จิตเป็นสอุตตระ จิตเป็นอนุตตระก็รู้ชัดว่า จิตเป็นอนุตตระ จิตตั้งมั่นก็รู้ชัดว่า จิตตั้งมั่น จิตไม่ตั้งมั่นก็รู้ชัดว่า จิตไม่ตั้งมั่น จิตหลุดพ้นก็รู้ชัดว่า จิตหลุดพ้น จิตยังไม่หลุดพ้นก็รู้ชัดว่า จิตยังไม่หลุดพ้น ปัญญากิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ในจิตของสัตว์เหล่าอื่นของบุคคลเหล่าอื่นนั้น อันใด นี้เรียกว่า ปริจจญาณ ยกเว้นธัมมญาณ อันวยญาณ ปริจจญาณ ปัญญาที่เหลือ เรียกว่าสัมมติญาณ
ตตฺถ กตมา ปญฺญา อาจยาย โน อปจยาย กามาวจรกุสเล ปญฺญา อาจยาย โน อปจยาย ฯ จตูสุ มคฺเคสุ ปญฺญา อปจยาย โน อาจยาย ฯ รูปาวจรารูปาวจรกุสเล ปญฺญา อาจยาย เจว อปจยาย จ ฯ อวเสสา ปญฺญา เนว อาจยาย โน อปจยาย ฯ
อาจย โนอปจยปัญญา เป็นไฉน ปัญญาในกามาวจรกุศลธรรม ชื่อว่า อาจย โนอปจยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่า อปจยโนอาจยปัญญา ปัญญาในรูปาวจรกุศลธรรมและอรูปาวจรกุศลธรรม ชื่อว่า อาจยอปจย-*ปัญญา ปัญญาที่เหลือชื่อว่า เนวาจยโนอปจยปัญญา
ตตฺถ กตมา ปญฺญา นิพฺพิทาย โน ปฏิเวธาย ยาย ปญฺญาย กาเมสุ วีตราโค โหติ น จ อภิญฺญาโย ปฏิวิชฺฌติ น จ สจฺจานิ อยํ วุจฺจติ ปญฺญา นิพฺพิทาย โน ปฏิเวธาย ฯ เสฺวว ปญฺญาย กาเมสุ วีตราโค สมาโน อภิญฺญาโย ปฏิวิชฺฌติ น จ สจฺจานิ อยํ วุจฺจติ ปญฺญา ปฏิเวธาย โน นิพฺพิทาย ฯ จตูสุ มคฺเคสุ ปญฺญา นิพฺพิทาย เจว ปฏิเวธาย จ ฯ อวเสสา ปญฺญา เนว นิพฺพิทาย โน ปฏิเวธาย ฯ
นิพพิทาโนปฏิเวธปัญญา เป็นไฉน บุคคลเป็นผู้ปราศจากความยินดีในกามทั้งหลาย ด้วยปัญญาใด แต่ไม่ได้แทงตลอดอภิญญาและสัจจธรรมทั้งหลาย นี้เรียกว่า นิพพิทาโนปฏิเวธปัญญา บุคคลเป็นผู้ปราศจากความยินดีในกามทั้งหลายนั้นแล ได้แทงตลอดอภิญญา ด้วยปัญญา แต่ไม่ได้แทงตลอดสัจจธรรมทั้งหลาย นี้เรียกว่า ปฏิเวธ-*โนนิพพิทาปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่า นิพพิทาปฏิเวธปัญญา ปัญญาที่เหลือชื่อว่า เนวนิพพิทาโนปฏิเวธปัญญา
ตตฺถ กตมา หานภาคินี ปญฺญา ปฐมสฺส ฌานสฺส ลาภึ กามสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคินี ปญฺญา ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคินี ปญฺญา อวิตกฺกสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคินี ปญฺญา นิพฺพิทาสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคินี ปญฺญา ฯ {๘๒๘.๑} ทุติยสฺส ฌานสฺส ลาภึ วิตกฺกสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคินี ปญฺญา ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคินี ปญฺญา อุเปกฺขาสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคินี ปญฺญา นิพฺพิทาสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคินี ปญฺญา ฯ {๘๒๘.๒} ตติยสฺส ฌานสฺส ลาภึ ปีติสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคินี ปญฺญา ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคินี ปญฺญา อทุกฺขมสุขสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคินี ปญฺญา นิพฺพิทาสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคินี ปญฺญา ฯ {๘๒๘.๓} จตุตฺถสฺส ฌานสฺส ลาภึ สุขสหคตา สญฺญา- มนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคินี ปญฺญา ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคินี ปญฺญา อากาสานญฺจายตนสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคินี ปญฺญา นิพฺพิทา- สหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคินี ปญฺญา {๘๒๘.๔} ฯ อากาสานญฺจายตนสฺส ลาภึ รูปสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคินี ปญฺญา ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคินี ปญฺญา วิญฺญานญฺจายตนสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคินี ปญฺญา นิพฺพิทา- สหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคินี ปญฺญา ฯ {๘๒๘.๕} วิญฺญาณญฺจายตนสฺส ลาภึ อากาสานญฺจายตนสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคินี ปญฺญา ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคินี ปญฺญา อากิญฺจญฺญายตนสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคินี ปญฺญา นิพฺพิทา- สหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคินี ปญฺญา ฯ {๘๒๘.๖} อากิญฺจญฺญายตนสฺส ลาภึ วิญฺญาณญฺจายตนสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคินี ปญฺญา ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคินี ปญฺญา เนวสญฺญานาสญฺญายตนสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคินี ปญฺญา นิพฺพิทา- สหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคินี ปญฺญา ฯ
หานภาคินีปัญญา เป็นไฉน สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยกาม ซ่านไปยังโยคาวจรบุคคล ผู้ได้ปฐมฌาน ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้นชื่อว่า หานภาคินี สติอันสมควรแก่ธรรมนั้น ตั้งมั่น ปัญญา ชื่อว่า ฐิติภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยฌานที่ไม่มีวิตกซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า วิเสสภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทา-*ญาณ ประกอบด้วยวิราคะ ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า นิพเพธภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยวิตก ซ่านไปยังโยคาวจรบุคคลผู้ได้ทุติย-*ฌาน ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้น ชื่อว่า หานภาคินี สติอันสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่น ปัญญา ชื่อว่า ฐิติภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยอุเบกขาซ่านไปปัญญา ชื่อว่า วิเสสภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทาญาณ ประกอบด้วยวิราคะ ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า นิพเพธภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยปีติ ซ่านไปยังโยคาวจรบุคคลผู้ได้ตติย-*ฌาน ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้น ชื่อว่า หานภาคินี สติอันสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่น ปัญญา ชื่อว่า ฐิติภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยอทุกขมสุขเวทนาซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า วิเสสภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทาญาณประกอบด้วยวิราคะ ซ่านไป ปัญญาชื่อว่า นิพเพธภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยสุข ซ่านไปยังโยคาวจรบุคคลผู้ได้จตุตถ-*ฌาน ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้น ชื่อว่า หานภาคินี สติอันสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่น ปัญญา ชื่อว่า ฐิติภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยอากาสานัญจายตน-*ฌาน ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า วิเสสภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทา-*ญาณ ประกอบด้วยวิราคะ ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า นิพเพธภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยรูป ซ่านไปยังโยคาวจรบุคคลผู้ได้อากาสา-*นัญจายตนฌาน ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้น ชื่อว่า หานภาคินี สติอันสมควรแก่ธรรมนั้น ตั้งมั่น ปัญญาชื่อว่า ฐิติภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยวิญญาณัญจายตนฌาน ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า วิเสสภาคินี สัญญามนสิการอันสห-*รคตด้วยนิพพิทาญาณ ประกอบด้วยวิราคะ ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า นิพเพธภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยอากาสานัญจายตนฌาน ซ่านไปยังโยคา-*วจรบุคคลผู้ได้วิญญาณัญจายตนฌาน ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้น ชื่อว่า หาน-*ภาคินี สติอันสมควรแก่ธรรมนั้น ตั้งมั่น ปัญญา ชื่อว่า ฐิติภาคินี สัญญามน-*สิการอันสหรคตด้วยอากิญจัญญายตนฌาน ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า วิเสสภาคินีสัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทาญาณ ประกอบด้วยวิราคะ ซ่านไป ปัญญาชื่อว่า นิพเพธภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยวิญญาณัญจายตนฌาน ซ่านไป ยังโยคา-*วจรบุคคลผู้ได้อากิญจัญญายตนฌาน ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้น ชื่อว่า หาน-*ภาคินี สติอันสมควรแก่ธรรมนั้น ตั้งมั่น ปัญญา ชื่อว่า ฐิติภาคินี สัญญามน-*สิการอันสหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า วิเสส-*ภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทาญาณ ประกอบด้วยวิราคะ ซ่านไปปัญญา ชื่อว่า นิพเพธภาคินี
ตตฺถ กตมา จตสฺโส ปฏิสมฺภิทา อตฺถปฏิสมฺภิทา ธมฺมปฏิสมฺภิทา นิรุตฺติปฏิสมฺภิทา ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา อตฺเถ ญาณํ อตฺถปฏิสมฺภิทา ธมฺเม ญาณํ ธมฺมปฏิสมฺภิทา ตตฺร ธมฺมนิรุตฺตาภิลาเป ญาณํ นิรุตฺติปฏิสมฺภิทา ญาเณสุ ญาณํ ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา ฯ อิมา จตสฺโส ปฏิสมฺภิทา ฯ
ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นไฉน ปฏิสัมภิทา ๔ คือ ๑. อัตถปฏิสัมภิทา ๒. ธัมมปฏิสัมภิทา ๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา ๔. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ความรู้แตกฉานในอรรถ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา ความรู้แตกฉานในธรรม ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่านิรุตติปฏิสัมภิทา ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลาย ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทาเหล่านี้ชื่อว่า ปฏิสัมภิทา ๔
ตตฺถ กตมา จตสฺโส ปฏิปทา ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา ปญฺญา ทุกฺขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา ปญฺญา สุขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา ปญฺญา สุขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา ปญฺญา กิจฺเฉน กสิเรน สมาธึ อุปฺปาเทนฺตสฺส ทนฺธํ ตณฺฐานํ อภิชานนฺตสฺส ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา ปญฺญา ฯ {๘๓๐.๑} ตตฺถ กตมา ทุกฺขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา ปญฺญา กิจฺเฉน กสิเรน สมาธึ อุปฺปาเทนฺตสฺส ขิปฺปํ ตณฺฐานํ อภิชานนฺตสฺส ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ ทุกฺขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา สุขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา ปญฺญา อกิจฺเฉน อกสิเรน สมาธึ อุปฺปาเทนฺตสฺส ทนฺธํ ตณฺฐานํ อภิชานนฺตสฺส ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ สุขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา สุขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา ปญฺญา อกิจฺเฉน อกสิเรน สมาธึ อุปฺปาเทนฺตสฺส ขิปฺปํ ตณฺฐานํ อภิชานนฺตสฺส ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ สุขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา ปญฺญา ฯ อิมา จตสฺโส ปฏิปทา ฯ
ปฏิปทาปัญญา ๔ เป็นไฉน ปฏิปทาปัญญา ๔ คือ ๑. ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญาปัญญา ๒. ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญาปัญญา ๓. สุขาปฏิปทาทันธาภิญญาปัญญา ๔. สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญาปัญญา ในปฏิปทาปัญญา ๔ นั้น ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญาปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคล ผู้ยังสมาธิให้เกิดขึ้นโดยยากลำบาก รู้ฐานะนั้นก็ช้า นี้เรียกว่า ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญาปัญญา ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญาปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคล ผู้ยังสมาธิให้เกิดขึ้นโดยยากลำบาก แต่รู้ฐานะนั้นเร็ว นี้เรียกว่า ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญาปัญญา สุขาปฏิปทาทันธาภิญญาปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคล ผู้ยังสมาธิให้เกิดขึ้นโดยไม่ยากลำบาก แต่รู้ฐานะนั้นช้า นี้เรียกว่า สุขาปฏิปทาทันธาภิญญาปัญญา สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญาปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคล ผู้ยังสมาธิให้เกิดขึ้นโดยไม่ยากไม่ลำบาก รู้ฐานะนั้นก็เร็ว นี้เรียกว่า สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญาปัญญา เหล่านี้ชื่อว่า ปฏิปทาปัญญา
ตตฺถ กตมานิ จตฺตาริ อารมฺมณานิ ปริตฺตา ปริตฺตารมฺมณา ปญฺญา ปริตฺตา อปฺปมาณารมฺมณา ปญฺญา อปฺปมาณา ปริตฺตารมฺมณา ปญฺญา อปฺปมาณา อปฺปมาณารมฺมณา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา ปริตฺตา ปริตฺตารมฺมณา ปญฺญา สมาธิสฺส น นิกามลาภิสฺส อารมฺมณํ โถกํ ผรนฺตสฺส ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ ปริตฺตา ปริตฺตารมฺมณา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา ปริตฺตา อปฺปมาณารมฺมณา ปญฺญา สมาธิสฺส น นิกามลาภิสฺส อารมฺมณํ วิปุลํ ผรนฺตสฺส ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ ปริตฺตา อปฺปมาณารมฺมณา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา อปฺปมาณา ปริตฺตารมฺมณา ปญฺญา สมาธิสฺส นิกามลาภิสฺส อารมฺมณํ โถกํ ผรนฺตสฺส ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ อปฺปมาณา ปริตฺตารมฺมณา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา อปฺปมาณา อปฺปมาณารมฺมณา ปญฺญา สมาธิสฺส นิกามลาภิสฺส อารมฺมณํ วิปุลํ ผรนฺตสฺส ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ อปฺปมาณา อปฺปมาณารมฺมณา ปญฺญา ฯ อิมานิ จตฺตาริ อารมฺมณานิ ฯ
อารัมมณปัญญา ๔ เป็นไฉน อารัมมณปัญญา ๔ คือ ๑. ปริตตปริตตารัมมณปัญญา ๒. ปริตตอัปปมาณารัมมณปัญญา ๓. อัปปมาณปริตตารัมมณปัญญา ๔. อัปปมาณอัปปมาณารัมมณปัญญา ในอารัมมณปัญญา ๔ นั้น ปริตตปริตตารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคล ผู้ได้สมาธิยังไม่ชำนาญคล่องแคล่ว แผ่อารมณ์ไปเล็กน้อย นี้เรียกว่า ปริตตปริตตารัมมณปัญญา ปริตตอัปปมาณารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคล ผู้ได้สมาธิยังไม่ชำนาญคล่องแคล่ว แผ่อารมณ์ไปหาประมาณมิได้ นี้เรียกว่า ปริตตอัปปมาณารัมมณปัญญา อัปปมาณปริตตารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคล ผู้ได้สมาธิชำนาญคล่องแคล่ว แผ่อารมณ์ไปเล็กน้อย นี้เรียกว่า อัปปมาณปริตตารัมมณปัญญา อัปปมาณอัปปมาณารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคล ผู้ได้สมาธิชำนาญคล่องแคล่ว แผ่อารมณ์ไปหาประมาณมิได้ นี้เรียกว่า อัปปมาณอัปปมาณารัมมณปัญญา เหล่านี้เรียกว่า อารัมมณปัญญา ๔
มคฺคสมงฺคิสฺส ญาณํ ชรามรเณเปตํ ญาณํ ชรามรณสมุทเยเปตํ ญาณํ ชรามรณนิโรเธเปตํ ญาณํ ชรามรณนิโรธคามินิยา ปฏิปทายเปตํ ญาณํ ฯ ตตฺถ กตมํ ชรามรเณ ญาณํ ชรามรณํ อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ ชรามรเณ ญาณํ ฯ ชรามรณสมุทยํ อารพฺภ ฯเปฯ ชรามรณนิโรธํ อารพฺภ ฯเปฯ ชรามรณนิโรธคามินึ ปฏิปทํ อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ ชรามรณนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ ฯ มคฺคสมงฺคิสฺส ญาณํ ชาติยาเปตํ ญาณํ ฯเปฯ ภเวเปตํ ญาณํ ฯเปฯ อุปาทาเนเปตํ ญาณํ ฯเปฯ ตณฺหายเปตํ ญาณํ ฯเปฯ เวทนายเปตํ ญาณํ ฯเปฯ ผสฺเสเปตํ ญาณํ ฯเปฯ สฬายตเนเปตํ ญาณํ ฯเปฯ นามรูเปเปตํ ญาณํ ฯเปฯ วิญฺญาเณเปตํ ญาณํ ฯเปฯ สงฺขาเรสุเปตํ ญาณํ สงฺขารสมุทเยเปตํ ญาณํ สงฺขารนิโรเธเปตํ ญาณํ สงฺขารนิโรธคามินิยา ปฏิปทายเปตํ ญาณํ ฯ ตตฺถ กตมํ สงฺขาเรสุ ญาณํ สงฺขาเร อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ สงฺขาเรสุ ญาณํ ฯ สงฺขารสมุทยํ อารพฺภ ฯเปฯ สงฺขารนิโรธํ อารพฺภ ฯเปฯ สงฺขารนิโรธคามินึ ปฏิปทํ อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ สงฺขารนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ ฯ เอวํ จตุพฺพิเธน ญาณวตฺถุ ฯ
มัคคสมังคิญาณ ได้แก่ ญาณแม้ในชรามรณะนี้ ญาณแม้ ในชรามรณสมุทัยนี้ ญาณแม้ในชรามรณนิโรธนี้ ญาณแม้ในชรามรณนิโรธคา-*มินีปฏิปทานี้ ชรามรณญาณ เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภชรามรณะเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ชรามรณญาณ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภชรามรณสมุทัยเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ชรามรณสมุทยญาณ ฯลฯ ปรารภชรามรณนิโรธเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ชรามรณนิโรธญาณ ฯลฯ ปรารภชรา-*มรณนิโรธคามินีปฏิปทาเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ มัคคสมังคิญาณ ได้แก่ ญาณแม้ในชาตินี้ ฯลฯ ญาณแม้ในภพนี้ฯลฯ ญาณแม้ในอุปาทานนี้ ฯลฯ ญาณแม้ในตัณหานี้ ฯลฯ ญาณแม้ในเวทนานี้ ฯลฯ ญาณแม้ในผัสสะนี้ ฯลฯ ญาณแม้ในสฬายตนะนี้ ฯลฯ ญาณแม้ในนามรูปนี้ ฯลฯ ญาณแม้ในวิญญาณนี้ ฯลฯ ญาณแม้ในสังขารนี้ญาณแม้ในสังขารนี้สมุทัยนี้ ญาณแม้ในสังขารนี้โรธนี้ ญาณแม้ในสังขารนิโรธ-*คามินีปฏิปทานี้ ในญาณเหล่านั้น สังขารญาณ เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภสังขารทั้งหลายเกิดขึ้น นี้เรียกว่า สังขารญาณ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภสังขารสมุทัยเกิดขึ้น นี้เรียกว่า สังขารสมุทยญาณ ฯลฯ ปรารภสังขารนิโรธเกิดขึ้น นี้เรียกว่า สังขารนิโรธญาณ ฯลฯ ปรารภสังขารนิโรธคามินีปฏิปทาเกิดขึ้น นี้เรียกว่า สังขารนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ ญาณวัตถุ หมวดละ ๔ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้ ปัญจกนิเทศ
ตตฺถ กตโม ปญฺจงฺคิโก สมฺมาสมาธิ ปีติผรณตา สุขผรณตา เจโตผรณตา อาโลกผรณตา ปจฺจเวกฺขณานิมิตฺตํ ฯ ทฺวีสุ ฌาเนสุ ปญฺญา ปีติผรณตา ตีสุ ฌาเนสุ ปญฺญา สุขผรณตา ปรจิตฺเต ญาณํ เจโตผรณตา ทิพฺพจกฺขุ อาโลกผรณตา ตมฺหา ตมฺหา สมาธิมฺหา วุฏฺฐิตสฺส ปจฺจเวกฺขณาญาณํ ปจฺจเวกฺขณานิมิตฺตํ ฯ อยํ วุจฺจติ ปญฺจงฺคิโก สมฺมาสมาธิ ฯ
ในญาณวัตถุ หมวดละ ๕ นั้น สัมมาสมาธิมีองค์ ๕ เป็นไฉน ปัญญาที่แผ่ปีติไป ปัญญาที่แผ่สุขไป ปัญญาที่แผ่จิตไป ปัญญาที่แผ่แสงสว่างไป และปัจจเวกขณนิมิต ปัญญาในฌาน ๒ ชื่อว่า ปัญญาที่แผ่ปีติไป ปัญญาในฌาน ๓ ชื่อว่า ปัญญาที่แผ่สุขไป ญาณกำหนดรู้จิตของผู้อื่น ชื่อว่า ปัญญาที่แผ่จิตไปทิพพจักขุ ชื่อว่า ปัญญาที่แผ่แสงสว่างไป ปัจจเวกขณญาณของโยคาวจรบุคคลผู้ออกจากสมาธินั้นๆ ชื่อว่า ปัจจเวกขณนิมิต นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิมีองค์ ๕
ตตฺถ กตโม ปญฺจญาณิโก สมฺมาสมาธิ อยํ สมาธิ ปจฺจุปฺปนฺนสุโข เจว อายตึ จ สุขวิปาโกติ ปจฺจตฺตญฺเญว ญาณํ อุปฺปชฺชติ อยํ สมาธิ อริโย นิรามิโสติ ปจฺจตฺตญฺเญว ญาณํ อุปฺปชฺชติ อยํ สมาธิ อกาปุริสเสวิโตติ ปจฺจตฺตญฺเญว ญาณํ อุปฺปชฺชติ อยํ สมาธิ สนฺโต ปณีโต ปฏิปฺปสฺสทฺธิลทฺโธ เอโกทิภาวาธิคโต น จ สสงฺขารนิคยฺหวาริตวโตติ ปจฺจตฺตญฺเญว ญาณํ อุปฺปชฺชติ โส โข ปนาหํ อิมํ สมาธึ สโตว สมาปชฺชามึ สโตว วุฏฺฐหามีติ ปจฺจตฺตญฺเญว ญาณํ อุปฺปชฺชติ อยํ ปญฺจญาณิโก สมฺมาสมาธิ ฯ เอวํ ปญฺจวิเธน ญาณวตฺถุ ฯ
สัมมาสมาธิมีญาณ ๕ เป็นไฉน ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้มีสุขในปัจจุบันด้วย มีสุขเป็นวิบากต่อไปด้วย ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้ไกลจากกิเลส หาอามิสมิได้ ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้ อันบุรุษมีปัญญาทราม เสพไม่ได้ ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้สงบ ประณีต ได้ความสงบระงับ ได้บรรลุแล้วโดยความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่บรรลุโดยการข่มนิวรณ์ ห้ามกิเลสด้วยจิตที่เป็นสสังขาริกญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า ก็เรานั้นแลมีสติเข้าสมาธินี้ มีสติออกจากสมาธินี้ นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิมีญาณ ๕ ญาณวัตถุหมวดละ ๕ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑. เอกกนิทเทส
วิญญาณ ๕ ไม่เป็นเหตุ ไม่มีเหตุ วิปปยุตจากเหตุ มีปัจจัยปรุงแต่งถูกปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เป็นรูป เป็นโลกิยะ เป็นอารมณ์ของอาสวะ เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ เป็นอารมณ์ของคันถะ เป็นอารมณ์ของโอฆะ เป็นอารมณ์ของโยคะ เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ เป็นอารมณ์ของปรามาส เป็นอารมณ์ของอุปาทาน เป็นอารมณ์ของกิเลส เป็นอัพยากฤต รับรู้อารมณ์ได้ ไม่เป็นเจตสิก เป็นวิบาก กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือ และเป็นอารมณ์ของอุปาทาน กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลส ไม่ใช่มีทั้งวิตกและวิจาร ไม่ใช่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร ไม่สหรคตด้วยปีติ ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน๓ ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพาน ไม่เป็นของเสขบุคคลและอเสขบุคคลเป็นปริตตะ เป็นกามาวจร ไม่เป็นรูปาวจร เป็นอรูปาวจร นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ไม่ใช่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ ให้ผลไม่แน่นอน ไม่เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์เป็นสภาวะที่เกิดขึ้น มโนวิญญาณรู้ได้ ไม่เที่ยง ถูกชราครอบงำ (๑)
คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุเกิดขึ้น มีอารมณ์เกิดขึ้น อธิบายว่า เมื่อวัตถุเกิดขึ้น เมื่ออารมณ์เกิดขึ้น วิญญาณ ๕ ก็เกิดขึ้น (๒) คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุเกิดก่อน มีอารมณ์เกิดก่อน อธิบายว่า เมื่อ วัตถุเกิดก่อน เมื่ออารมณ์เกิดก่อน วิญญาณ ๕ ก็เกิดขึ้น (๓) คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุเป็นภายใน มีอารมณ์เป็นภายนอก อธิบายว่า วัตถุของวิญญาณ ๕ เป็นภายใน อารมณ์ของวิญญาณ ๕ เป็นภายนอก (๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๔๙๖}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๑. เอกกนิทเทส คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุไม่แตกดับ มีอารมณ์ไม่แตกดับ อธิบายว่า เมื่อวัตถุยังไม่แตกดับ เมื่ออารมณ์ยังไม่แตกดับ วิญญาณ ๕ ก็เกิดขึ้น (๕) คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุต่างกัน มีอารมณ์ต่างกัน อธิบายว่า วัตถุและ อารมณ์ของจักขุวิญญาณเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุและอารมณ์ของโสตวิญญาณก็เป็นอย่างหนึ่ง วัตถุและอารมณ์ของฆานวิญญาณก็เป็นอย่างหนึ่ง วัตถุและอารมณ์ของชิวหา-วิญญาณก็เป็นอย่างหนึ่ง วัตถุและอารมณ์ของกายวิญญาณก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง (๖)
คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เสวยอารมณ์ของกันและกัน อธิบายว่าโสตวิญญาณไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ จักขุวิญญาณก็ไม่เสวยอารมณ์ของโสตวิญญาณ ฆานวิญญาณไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ จักขุวิญญาณก็ไม่เสวยอารมณ์ของฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณจักขุวิญญาณก็ไม่เสวยอารมณ์ของชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ จักขุวิญญาณก็ไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ จักขุวิญญาณไม่เสวยอารมณ์ของโสตวิญญาณ ฯลฯ จักขุวิญญาณไม่เสวยอารมณ์ของฆานวิญญาณ ฯลฯ จักขุวิญญาณไม่เสวยอารมณ์ของชิวหาวิญญาณ ฯลฯ จักขุวิญญาณไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ แม้กายวิญญาณก็ไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ แม้กายวิญญาณก็ไม่เสวยอารมณ์ของโสตวิญญาณฆานวิญญาณไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ แม้กายวิญญาณก็ไม่เสวยอารมณ์ของฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ แม้กายวิญญาณก็ไม่เสวยอารมณ์ของชิวหาวิญญาณ (๗)
คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้นเพราะไม่ใส่ใจ อธิบายว่า เมื่อใส่ใจอยู่ วิญญาณ ๕ ก็เกิดขึ้น (๘) คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้นเพราะไม่มนสิการ อธิบายว่า เมื่อมนสิการอยู่วิญญาณ ๕ ก็เกิดขึ้น (๙) คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้นโดยไม่สับลำดับกัน อธิบายว่า วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้นตามลำดับของกันและกัน (๑๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๔๙๗}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๑. เอกกนิทเทส คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้นพร้อมกัน อธิบายว่า วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้น ในขณะเดียวกัน (๑๑)
คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้นในลำดับของกันและกัน อธิบายว่าโสตวิญญาณไม่เกิดขึ้นในลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด แม้จักขุวิญญาณก็ไม่เกิดขึ้นในลำดับที่โสตวิญญาณเกิด ฆานวิญญาณไม่เกิดขึ้นในลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด แม้จักขุวิญญาณก็ไม่เกิดขึ้นในลำดับที่ฆานวิญญาณเกิด ชิวหาวิญญาณไม่เกิดขึ้นในลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด แม้จักขุวิญญาณก็ไม่เกิดขึ้นในลำดับที่ชิวหาวิญญาณเกิดกายวิญญาณไม่เกิดขึ้นในลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด แม้จักขุวิญญาณก็ไม่เกิดขึ้นในลำดับที่กายวิญญาณเกิด จักขุวิญญาณไม่เกิดขึ้นในลำดับโสตวิญญาณเกิด ฯลฯ จักขุวิญญาณไม่เกิดขึ้นในลำดับที่ฆานวิญญาณเกิด ฯลฯ จักขุวิญญาณไม่เกิดในลำดับชิวหาวิญญาณเกิด ฯลฯ จักขุวิญญาณไม่เกิดขึ้นในลำดับที่กายวิญญาณเกิดแม้กายวิญญาณก็ไม่เกิดขึ้นในลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด โสตวิญญาณไม่เกิดขึ้นในลำดับที่กายวิญญาณเกิด แม้กายวิญญาณก็ไม่เกิดขึ้นในลำดับโสตวิญญาณเกิดฆานวิญญาณไม่เกิดขึ้นในลำดับที่กายวิญญาณเกิด แม้กายวิญญาณก็ไม่เกิดขึ้นในลำดับที่ฆานวิญญาณเกิด ชิวหาวิญญาณไม่เกิดขึ้นในลำดับที่กายวิญญาณเกิด แม้กายวิญญาณก็ไม่เกิดขึ้นในลำดับที่ชิวหาวิญญาณเกิด (๑๒)
คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่มีความผูกใจ อธิบายว่า ความนึก ความคิด ความพิจารณา หรือความทำไว้ในใจไม่มีแก่วิญญาณ ๕ (๑๓) คำว่า บุคคลไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ ด้วยวิญญาณ ๕ อธิบายว่า บุคคลไม่ รู้แจ้งธรรมอะไรๆ ด้วยวิญญาณ ๕ (๑๔) คำว่า เว้นแต่อารมณ์ที่ตกไป อธิบายว่า เว้นแต่เพียงอารมณ์ที่มาปรากฏ คำว่า บุคคลไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ อธิบาย ว่า บุคคลไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ แม้ด้วยมโนธาตุในลำดับต่อจากวิญญาณ ๕ (๑๕) คำว่า บุคคลไม่สำเร็จอิริยาบถอะไรๆ ด้วยวิญญาณ ๕ อธิบายว่า บุคคล ไม่สำเร็จอิริยาบถอะไรๆ คือ การเดิน ยืน นั่ง หรือนอน ด้วยวิญญาณ ๕ (๑๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๔๙๘}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๑. เอกกนิทเทส คำว่า บุคคลไม่สำเร็จอิริยาบถอะไรๆ แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ อธิบายว่า บุคคลไม่สำเร็จอิริยาบถอะไรๆ คือ การเดิน ยืน นั่ง หรือนอนแม้ด้วยมโนธาตุในลำดับต่อจากวิญญาณ ๕ (๑๗) คำว่า บุคคลไม่ประกอบกายกรรมและวจีกรรมด้วยวิญญาณ ๕ อธิบายว่า บุคคลไม่ประกอบกายกรรม ไม่ประกอบวจีกรรมด้วยวิญญาณ ๕ (๑๘) คำว่า บุคคลไม่ประกอบกายกรรมและวจีกรรมแม้ต่อจากลำดับแห่ง วิญญาณ ๕ อธิบายว่า บุคคลไม่ประกอบกายกรรม ไม่ประกอบวจีกรรมแม้ด้วยมโนธาตุในลำดับต่อจากวิญญาณ ๕ (๑๙) คำว่า บุคคลไม่สมาทานสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศลด้วยวิญญาณ ๕ อธิบายว่า บุคคลไม่สมาทานสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศลด้วยวิญญาณ ๕ (๒๐) คำว่า บุคคลไม่สมาทานสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศลแม้ต่อจากลำดับ แห่งวิญญาณ ๕ อธิบายว่า บุคคลไม่สมาทานสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศลแม้ด้วยมโนธาตุในลำดับต่อจากวิญญาณ ๕ (๒๑) คำว่า บุคคลไม่ได้เข้าสมาบัติ ไม่ได้ออกจากสมาบัติด้วยวิญญาณ ๕ อธิบายว่า บุคคลไม่ได้เข้าสมาบัติ ไม่ได้ออกจากสมาบัติด้วยวิญญาณ ๕ (๒๒) คำว่า บุคคลไม่ได้เข้าสมาบัติ ไม่ได้ออกจากสมาบัติแม้ต่อจากลำดับแห่ง วิญญาณ ๕ อธิบายว่า บุคคลไม่ได้เข้าสมาบัติ ไม่ได้ออกจากสมาบัติแม้ด้วยมโนธาตุในลำดับต่อจากวิญญาณ ๕ (๒๓) คำว่า บุคคลไม่จุติ ไม่ปฏิสนธิด้วยวิญญาณ ๕ อธิบายว่า บุคคลไม่จุติ ไม่ปฏิสนธิด้วยวิญญาณ ๕ (๒๔) คำว่า บุคคลไม่จุติ ไม่ปฏิสนธิแม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ อธิบายว่า บุคคลไม่จุติ ไม่ปฏิสนธิแม้ด้วยมโนธาตุในลำดับต่อจากวิญญาณ ๕ (๒๕) คำว่า บุคคลไม่หลับ ไม่ตื่น ไม่ฝันด้วยวิญญาณ ๕ อธิบายว่า บุคคลไม่หลับไม่ตื่น ไม่ฝันด้วยวิญญาณ ๕ (๒๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๔๙๙}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๒. ทุกนิทเทส คำว่า บุคคลไม่หลับ ไม่ตื่น ไม่ฝันแม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ อธิบาย ว่า บุคคลไม่หลับ ไม่ตื่น ไม่ฝันแม้ด้วยมโนธาตุในลำดับต่อจากวิญญาณ ๕ (๒๗) ความรู้เรื่องวิญญาณ ๕ ดังกล่าวมานี้ชื่อว่า ปัญญาที่แสดงเรื่องของวิญญาณ ๕ตามที่เป็นจริง ญาณวัตถุหมวดละ ๑ มีด้วยประการฉะนี้ เอกกนิทเทส จบ ๒. ทุกนิทเทส
ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตในภูมิ ๓ ชื่อว่า โลกิย- ปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า โลกุตตรปัญญา (๑) ปัญญาทั้งหมดชื่อว่า เกนจิวิญเญยยปัญญา และชื่อว่า นเกนจิวิญเญยย- ปัญญา (๒) ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตในภูมิ ๓ ชื่อว่า สาสวปัญญาปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนาสวปัญญา (๓) ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตในภูมิ ๓ ชื่อว่า อาสววิปปยุตต-สาสวปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อาสววิปปยุตตอนาสวปัญญา (๔) ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตในภูมิ ๓ ชื่อว่า สัญโญชนิย-ปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อสัญโญชนิยปัญญา (๕) ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตในภูมิ ๓ ชื่อว่า สัญโญชน- วิปปยุตตสัญโญชนิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า สัญโญชน- วิปปยุตตอสัญโญชนิยปัญญา (๖) ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตในภูมิ ๓ ชื่อว่า คันถนิยปัญญาปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อคันถนิยปัญญา (๗) ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตในภูมิ ๓ ชื่อว่า คันถวิปปยุตต-คันถนิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า คันถวิปปยุตตอคันถนิยปัญญา (๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๐๐}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๒. ทุกนิทเทส ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตในภูมิ ๓ ชื่อว่า โอฆนิยปัญญาปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อโนฆนิยปัญญา (๙) ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตในภูมิ ๓ ชื่อว่า โอฆวิปปยุตต-โอฆนิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า โอฆวิปปยุตตอโนฆนิยปัญญา (๑๐) ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตในภูมิ ๓ ชื่อว่า โยคนิยปัญญาปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อโยคนิยปัญญา (๑๑) ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตในภูมิ ๓ ชื่อว่า โยควิปปยุตต-โยคนิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า โยควิปปยุตตอโยคนิยปัญญา (๑๒) ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตในภูมิ ๓ ชื่อว่า นีวรณิยปัญญาปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนีวรณิยปัญญา (๑๓) ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตในภูมิ ๓ ชื่อว่า นีวรณ- วิปปยุตตนีวรณิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า นีวรณวิปปยุตต- อนีวรณิยปัญญา (๑๔) ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตในภูมิ ๓ ชื่อว่า ปรามัฏฐปัญญาปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อปรามัฏฐปัญญา (๑๕) ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตในภูมิ ๓ ชื่อว่า ปรามาส- วิปปยุตตปรามัฏฐปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า ปรามาสวิปปยุตต-อปรามัฏฐปัญญา (๑๖) ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นวิบากในภูมิ ๓ ชื่อว่า อุปาทินนปัญญา ปัญญา ในสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากตกิริยาในภูมิ ๓ และในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่าอนุปาทินนปัญญา (๑๗) ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตในภูมิ ๓ ชื่อว่า อุปาทานิยปัญญาปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนุปาทานิยปัญญา (๑๘) ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตในภูมิ ๓ ชื่อว่า อุปาทาน- วิปปยุตตอุปาทานิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อุปาทานวิปปยุตต-อนุปาทานิยปัญญา (๑๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๐๑}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๒. ทุกนิทเทส ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตในภูมิ ๓ ชื่อว่า สังกิเลสิกปัญญาปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อสังกิเลสิกปัญญา (๒๐) ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตในภูมิ ๓ ชื่อว่า กิเลสวิปปยุตต-สังกิเลสิกปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า กิเลสวิปปยุตตอสังกิเลสิก-ปัญญา (๒๑) ปัญญาที่สัมปยุตด้วยวิตกชื่อว่า สวิตักกปัญญา ปัญญาที่วิปปยุตจากวิตกชื่อว่าอวิตักกปัญญา (๒๒) ปัญญาที่สัมปยุตด้วยวิจารชื่อว่า สวิจารปัญญา ปัญญาที่วิปปยุตจากวิจาร ชื่อว่า อวิจารปัญญา (๒๓) ปัญญาที่สัมปยุตด้วยปีติชื่อว่า สัปปีติกปัญญา ปัญญาที่วิปปยุตจากปีติชื่อว่า อัปปีติกปัญญา (๒๔) ปัญญาที่สัมปยุตด้วยปีติชื่อว่า ปีติสหคตปัญญา ปัญญาที่วิปปยุตจากปีติ ชื่อว่า นปีติสหคตปัญญา (๒๕) ปัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขชื่อว่า สุขสหคตปัญญา ปัญญาที่วิปปยุตจากสุขชื่อว่า นสุขสหคตปัญญา (๒๖) ปัญญาที่สัมปยุตด้วยอุเบกขาชื่อว่า อุเปกขาสหคตปัญญา ปัญญาที่วิปปยุต จากอุเบกขาชื่อว่า นอุเปกขาสหคตปัญญา (๒๗) ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกามาวจรกุศลและกามาวจรอัพยากฤตชื่อว่า กามาวจรปัญญา ปัญญาที่เป็นรูปาวจร ปัญญาที่เป็นอรูปาวจร ปัญญาที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ชื่อว่า นกามาวจรปัญญา (๒๘) ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นรูปาวจรกุศลและรูปาวจรอัพยากฤตชื่อว่า รูปาวจร-ปัญญา ปัญญาที่เป็นกามาวจร ปัญญาที่เป็นอรูปาวจรและปัญญาที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ชื่อว่า นรูปาวจรปัญญา (๒๙) ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นอรูปาวจรกุศลและอรูปาวจรอัพยากฤตชื่อว่า อรูปาวจรปัญญา ปัญญาที่เป็นกามาวจร ปัญญาที่เป็นรูปาวจร และปัญญาที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ชื่อว่า นอรูปาวจรปัญญา (๓๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๐๒}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๓. ติกนิทเทส ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตในภูมิ ๓ ชื่อว่า ปริยาปันน-ปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อปริยาปันนปัญญา (๓๑) ปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่า นิยยานิกปัญญา ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมิ ๓ ที่เป็นวิบากในภูมิ ๔ และที่เป็นอัพยากตกิริยาในภูมิ ๓ ชื่อว่า อนิยยานิก-ปัญญา (๓๒) ปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่า นิยตปัญญา ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมิ ๓ที่เป็นวิบากในภูมิ ๔ และที่เป็นอัพยากตกิริยาในภูมิ ๓ ชื่อว่า อนิยตปัญญา (๓๓) ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตในภูมิ ๓ ชื่อว่า สอุตตรปัญญาปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนุตตรปัญญา (๓๔) บรรดาปัญญาเหล่านั้น อัตถชาปิกปัญญา เป็นไฉน ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมิ ๔ และที่เป็นอัพยากตกิริยาของพระอรหันต์ผู้กำลังทำอภิญญาให้เกิดขึ้น ผู้กำลังทำสมาบัติให้เกิดขึ้น ชื่อว่า อัตถชาปิก-ปัญญา ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นวิบากในภูมิ ๔ และที่เป็นอัพยากตกิริยาของพระอรหันต์ ในเมื่ออภิญญาและสมาบัติเกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่า ชาปิตัตถปัญญา (๓๕) ญาณวัตถุหมวดละ ๒ มีด้วยประการฉะนี้ ทุกนิทเทส จบ ๓. ติกนิทเทส
บรรดาญาณวัตถุหมวดละ ๓ นั้น จินตามยปัญญา เป็นไฉน ในการงานทั้งหลายที่ต้องจัดการด้วยปัญญา ในศิลปะทั้งหลาย ที่ต้องจัดการด้วยปัญญา หรือในวิชาทั้งหลายที่ต้องจัดการด้วยปัญญา บุคคลมิได้ฟังจากผู้อื่น ได้กัมมัสสกตาญาณ หรือได้สัจจานุโลมิกญาณ ว่า รูปไม่เที่ยง ฯลฯ เวทนาไม่เที่ยง@เชิงอรรถ : @ อภิ.วิ.อ. ๗๖๘/๔๓๘ @ ญาณรู้ว่าสัตว์มีกรรมเป็นของๆ ตน คือ ทำดีได้ดี ทำชัวได้ชั่ว (อภิ.วิ.อ. ๗๖๘/๔๔๐)@ สัจจานุโลมิกญาณ คือ วิปัสสนาญาณ ท่านเรียกว่า สัจจานุโลมิกญาณ เพราะอนุโลมตามสัจจะ ๔ ประการ@มีรูปไม่เที่ยงเป็นต้น (อภิ.วิ.อ. ๗๖๘/๔๔๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๐๓}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๓. ติกนิทเทส ฯลฯ สัญญาไม่เที่ยง ฯลฯ สังขารไม่เที่ยง ฯลฯ วิญญาณไม่เที่ยงดังนี้บ้าง ได้ ความสามารถ ความคิดอ่าน ความพอใจ ความกระจ่าง ความเพ่งพินิจ และได้ปัญญาที่สามารถไตร่ตรองสภาวธรรมอันเหมาะสม มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่าจินตามยปัญญา สุตมยปัญญา เป็นไฉน ในการงานทั้งหลายที่ต้องจัดการด้วยปัญญา ในศิลปะทั้งหลายที่ต้องจัดการ ด้วยปัญญา ในวิชาทั้งหลายที่ต้องจัดการด้วยปัญญา บุคคลได้ฟังจากผู้อื่น ได้ กัมมัสสกตาญาณ หรือได้สัจจานุโลมิกญาณว่า รูปไม่เที่ยง ฯลฯ เวทนาไม่เที่ยงฯลฯ สัญญาไม่เที่ยง ฯลฯ สังขารไม่เที่ยง ฯลฯ วิญญาณไม่เที่ยงดังนี้บ้าง ได้ความสามารถ ความคิดอ่าน ความพอใจ ความกระจ่าง ความเพ่งพินิจ และได้ปัญญาที่สามารถไตร่ตรองสภาวธรรมอันเหมาะสม มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่าสุตมยปัญญา ปัญญาของผู้เข้าสมาบัติแม้ทั้งหมดชื่อว่า ภาวนามยปัญญา (๑)
ทานมยปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรมสัมมาทิฏฐิ ปรารภทานเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ให้ทาน นี้เรียกว่า ทานมยปัญญา สีลมยปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรมสัมมาทิฏฐิ ปรารภศีลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้รักษาศีล นี้เรียกว่า สีลมยปัญญาปัญญาของผู้เข้าสมาบัติแม้ทั้งหมดชื่อว่า ภาวนามยปัญญา (๒)
อธิสีลปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ เกิดขึ้นแก่ผู้สำรวมปาติโมกขสังวร นี้เรียกว่า อธิสีลปัญญา (๓)@เชิงอรรถ : @ ตรงกับคำบาลีว่า ขนฺตึ ทิฏฺฐึ รุจึ มุทึ เปกฺขํ ธมฺมนิชฺฌานกฺขนฺตึ (อภิ.วิ.อ. ๗๖๘/๔๔๐)@ ศีล คือความสำรวมในพระปาฏิโมกข์ เว้นจากข้อห้ามทำตามข้ออนุญาต ประพฤติเคร่งครัดในสิกขาบท@ทั้งหลาย (วิสุทฺธิ. ๑/๑๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๐๔}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๓. ติกนิทเทส อธิจิตตปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมา-ทิฏฐิเกิดขึ้นแก่ผู้เข้ารูปาวจรสมาบัติและอรูปาวจรสมาบัติ นี้เรียกว่า อธิจิตตปัญญา อธิปัญญปัญญา เป็นไฉน ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ นี้เรียกว่า อธิปัญญปัญญา (๓)
อายโกศล เป็นไฉน เมื่อบุคคลพิจารณาธรรมเหล่านี้อยู่ ธรรมที่เป็นอกุศลซึ่งยังไม่เกิดก็ไม่เกิด ที่เกิดแล้วก็เสึ่อมไป หรือเมื่อบุคคลพิจารณาธรรมเหล่านี้อยู่ ธรรมที่เป็นกุศลซึ่งยังไม่เกิดก็เกิด และที่เกิดแล้วก็เป็นไปเพื่อภิยโยภาพ ไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์ ปัญญากิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิในข้อนั้นนี้เรียกว่า อายโกศล อปายโกศล เป็นไฉน เมื่อบุคคลพิจารณาธรรมเหล่านี้อยู่ ธรรมที่เป็นกุศลซึ่งยังไม่เกิดก็ไม่เกิด ที่เกิดแล้วก็ดับไป หรือเมื่อบุคคลพิจารณาธรรมเหล่านี้อยู่ ธรรมที่เป็นอกุศลซึ่งยังไม่เกิดก็เกิด และที่เกิดแล้วก็เป็นไปเพื่อภิยโยภาพ ไพบูลย์ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัดฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิในข้อนั้น นี้เรียกว่าอปายโกศล ปัญญาแม้ทั้งหมดที่เป็นอุบายสำหรับแก้ไขในเมื่อกิจรีบด่วนหรือภัยที่เกิด แล้วนั้นชื่อว่า อุปายโกศล (๔)
ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นวิบากในภูมิ ๔ ชื่อว่า วิปากปัญญา ปัญญา ในสภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมิ ๔ ชื่อว่า วิปากธัมมธัมมปัญญา ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นอัพยากตกิริยาในภูมิ ๓ ชื่อว่า เนววิปากนวิปากธัมมธัมมปัญญา (๕)@เชิงอรรถ : @ หมายถึงวิปัสสนาปัญญาและมรรคปัญญา (อภิ.วิ.อ. ๗๗๐/๔๔๓) @ อภิ.วิ.อ. ๗๗๑/๔๔๓
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๐๕}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๓. ติกนิทเทส
ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นวิบากในภูมิ ๓ ชื่อว่า อุปาทินนุปาทานิย-ปัญญา ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมิ ๓ และที่เป็นอัพยากตกิริยาในภูมิ ๓ชื่อว่า อนุปาทินนุปาทานิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนุปาทินน-อนุปาทานิยปัญญา (๖)
ปัญญาที่สัมปยุตด้วยวิตกและวิจารชื่อว่า สวิตักกสวิจารปัญญาปัญญาที่วิปปยุตจากวิตกแต่สัมปยุตด้วยวิจารชื่อว่า อวิตักกวิจารมัตตปัญญา ปัญญาที่วิปปยุตจากวิตกและวิจารชื่อว่า อวิตักกอวิจารปัญญา (๗)
ปัญญาที่สัมปยุตด้วยปีติชื่อว่า ปีติสหคตปัญญา ปัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขชื่อว่า สุขสหคตปัญญา ปัญญาที่สัมปยุตด้วยอุเบกขาชื่อว่า อุเปกขา-สหคตปัญญา (๘)
ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมิ ๓ ชื่อว่า อาจยคามินีปัญญาปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่า อปจยคามินีปัญญา ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นวิบากในภูมิ ๔ และที่เป็นอัพยากตกิริยาในภูมิ ๓ ชื่อว่า เนวาจยคามินาปจยคามินี-ปัญญา (๙)
ปัญญาในมรรค ๔ และในผล ๓ ชื่อว่า เสกขปัญญา ปัญญาในอรหัตตผลอันเป็นผลเบื้องบนชื่อว่า อเสกขปัญญา ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมิ ๓ ที่เป็นวิบากในภูมิ ๓ และที่เป็นอัพยากตกิริยาในภูมิ ๓ ชื่อว่าเนวเสกขนาเสกขปัญญา (๑๐)
ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตซึ่งเป็นกามาวจรชื่อว่า ปริตตปัญญา ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตซึ่งเป็นรูปาวจรและอรูปาวจรชื่อว่า มหัคคตปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อัปปมาณ-ปัญญา (๑๑)
บรรดาปัญญาเหล่านั้น ปริตตารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมา-ทิฏฐิ ปรารภสภาวธรรมที่เป็นปริตตะเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปริตตารัมมณปัญญา (๑๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๐๖}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๓. ติกนิทเทส
มหัคคตารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรมสัมมาทิฏฐิ ปรารภสภาวธรรมที่เป็นมหัคตะเกิดขึ้น นี้เรียกว่า มหัคคตารัมมณ-ปัญญา (๑๒)
อัปปมาณารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรมสัมมาทิฏฐิ ปรารภสภาวธรรมที่เป็นอัปปมาณะเกิดขึ้น นี้เรียกว่า อัปปมาณา-รัมมณปัญญา (๑๒)
มัคคารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรมสัมมาทิฏฐิ ปรารภอริยมรรคเกิดขึ้น นี้เรียกว่า มัคคารัมมณปัญญาปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่า มัคคเหตุกปัญญา (๑๓)
มัคคาธิปตินีปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรมสัมมาทิฏฐิ ทำอริยมรรคให้เป็นอธิบดีเกิดขึ้น นี้เรียกว่า มัคคาธิปตินีปัญญา (๑๓)
ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นวิบากในภูมิ ๔ ที่เกิดขึ้นก็มี ที่จักเกิดขึ้นแน่นอนก็มี แต่กล่าวไม่ได้ว่า ยังไม่เกิดขึ้น ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมิ ๔และที่เป็นอัพยากตกิริยาในภูมิ ๓ ที่เกิดขึ้นก็มี ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็มี แต่กล่าวไม่ได้ว่าจักเกิดขึ้นแน่นอน (๑๔)
ปัญญาทั้งหมดที่เป็นอดีตก็มี ที่เป็นอนาคตก็มี ที่เป็นปัจจุบันก็มี (๑๕)
อตีตารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมา-ทิฏฐิ ปรารภสภาวธรรมที่เป็นอดีตเกิดขึ้น นี้เรียกว่า อตีตารัมมณปัญญา (๑๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๐๗}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๓. ติกนิทเทส
อนาคตารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรมสัมมาทิฏฐิ ปรารภสภาวธรรมที่เป็นอนาคตเกิดขึ้น นี้เรียกว่า อนาคตารัมมณ-ปัญญา (๑๖)
ปัจจุปปันนารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรมสัมมาทิฏฐิ ปรารภสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปัจจุปปันนารัมมณ-ปัญญา (๑๖)
ปัญญาทั้งหมดนั่นแหละที่เป็นภายในตนก็มี ที่เป็นภายนอกตนก็มี ที่เป็นภายในตนและภายนอกตนก็มี (๑๗)
อัชฌัตตารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรมสัมมาทิฏฐิ ปรารภสภาวธรรมที่เป็นภายในตนเกิดขึ้น นี้เรียกว่า อัชฌัตตารัมมณ-ปัญญา (๑๘)
พหิทธารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรมสัมมาทิฏฐิ ปรารภสภาวธรรมที่เป็นภายนอกตนเกิดขึ้น นี้เรียกว่า พหิทธารัมมณ-ปัญญา (๑๘)
อัชฌัตตพหิทธารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ ปรารภสภาวธรรมที่เป็นภายในตนและภายนอกตนเกิดขึ้น นี้เรียกว่าอัชฌัตตพหิทธารัมมณปัญญา (๑๘) ญาณวัตถุหมวดละ ๓ มีด้วยประการฉะนี้ ติกนิทเทส จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๐๘}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๔. จตุกกนิทเทส ๔. จตุกกนิทเทส
บรรดาญาณวัตถุหมวดละ ๔ นั้น กัมมัสสกตาญาณ เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมา-ทิฏฐิซึ่งมีลักษณะว่า “ทานที่ให้แล้วมีผล ยัญที่บูชาแล้วมีผล การเซ่นสรวงมีผลผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วมีอยู่ โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามีคุณ บิดามีคุณสัตว์ผู้เกิดผุดขึ้นมีอยู่ สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบรู้แจ้งโลกนี้และโลกหน้าด้วยตนเองแล้วสอนให้ผู้อื่นรู้แจ้งมีอยู่ในโลก” ดังนี้ นี้เรียกว่า กัมมัสสกตาญาณเว้นสัจจานุโลมิกญาณเสีย ปัญญาที่เป็นกุศลซึ่งเป็นอารมณ์ของอาสวะแม้ทั้งหมดชื่อว่ากัมมัสสกตาญาณ สัจจานุโลมิกญาณ เป็นไฉน ความสามารถ ความคิดอ่าน ความพอใจ ความกระจ่าง ความเพ่งพินิจปัญญาที่สามารถไตร่ตรองสภาวธรรมอันเหมาะสมซึ่งมีลักษณะหรือว่า “รูปไม่เที่ยงเวทนาไม่เที่ยง ฯลฯ สัญญาไม่เที่ยง ฯลฯ สังขารไม่เที่ยง ฯลฯ หรือวิญญาณไม่เที่ยง” ดังนี้บ้าง นี้เรียกว่า สัจจานุโลมิกญาณ ปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่า มัคคสมังคิญาณ ปัญญาในผล ๔ ชื่อว่า ผลสมังคิญาณ (๑)
มัคคสมังคิญาณ ได้แก่ ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในทุกขสมุทัย ความรู้ในทุกขนิโรธ ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บรรดาความรู้เหล่านั้น ความรู้ในทุกข์ เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ ปรารภทุกข์เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ความรู้ในทุกข์ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ ปรารภทุกขสมุทัย ฯลฯ ปรารภทุกขนิโรธ ฯลฯ ปรารภทุกขนิโรธ-คามินีปฏิปทาเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๐๙}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๔. จตุกกนิทเทส
ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตที่เป็นกามาวจรชื่อว่ากามาวจรปัญญา ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตที่เป็นรูปาวจรชื่อว่ารูปาวจรปัญญา ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตที่เป็นอรูปาวจรชื่อว่าอรูปาวจรปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อปริยาปันนปัญญา (๓)
ธัมมญาณ เป็นไฉน ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า ธัมมญาณ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงนำนัย(คือปัจจเวกขณญาณ)ไปในอดีตและ อนาคตด้วยธรรมนี้ซึ่งทรงรู้ ทรงเห็น ทรงบรรลุ ทรงรู้แจ้ง และทรงหยั่งถึงแล้วว่า ในอดีตกาล สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งได้รู้ทุกข์ รู้ทุกขสมุทัย รู้ทุกขนิโรธ และรู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็ได้รู้ทุกข์นี้รู้ทุกขสมุทัยนี้ รู้ทุกขนิโรธนี้ รู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทานี้ ในอนาคตกาล สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งจักรู้ทุกข์ รู้ทุกขสมุทัยรู้ทุกขนิโรธ รู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็จักรู้ทุกข์นี้รู้ทุกขสมุทัยนี้ รู้ทุกขนิโรธนี้ รู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทานี้ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิในการนำนัยคือปัจจเวกขณญาณไปนั้น นี้เรียกว่า อันวยญาณ ปริจจญาณ เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้กำหนดรู้จิตของสัตว์เหล่าอื่น ของบุคคลเหล่าอื่นด้วยจิตคือ รู้จิตมีราคะว่า จิตมีราคะ รู้จิตปราศจากราคะว่าจิตปราศจากราคะ รู้จิตมีโทสะว่าจิตมีโทสะ รู้จิตปราศจากโทสะว่า จิตปราศจากโทสะ รู้จิตมีโมหะว่า จิตมีโมหะรู้จิตปราศจากโมหะว่า จิตปราศจากโมหะ รู้จิตหดหู่ว่า จิตหดหู่ รู้จิตฟุ้งซ่านว่าจิตฟุ้งซ่าน รู้จิตที่เป็นมหัคคตะว่า จิตเป็นมหัคคตะ รู้จิตที่ไม่เป็นมหัคคตะว่า จิตไม่เป็นมหัคคตะ รู้จิตเป็นสอุตตระว่า จิตเป็นสอุตตระ รู้จิตอนุตตระว่าจิตอนุตตระรู้จิตที่เป็นสมาธิว่า จิตเป็นสมาธิ หรือรู้จิตไม่เป็นสมาธิว่า จิตไม่เป็นสมาธิ รู้จิตหลุดพ้นว่า จิตหลุดพ้น หรือรู้จิตไม่หลุดพ้นว่า จิตไม่หลุดพ้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๑๐}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๔. จตุกกนิทเทส ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิในจิตของสัตว์เหล่าอื่น ของบุคคลเหล่าอื่นนั้น นี้เรียกว่า ปริจจญาณ เว้นธัมมญาณ อันวยญาณ ปริจจญาณแล้ว ปัญญาที่เหลือชื่อว่า สมมติ- ญาณ (๔)
อาจยโนอปจยปัญญา เป็นไฉน ปัญญาในกามาวจรกุศลชื่อว่า อาจยโนอปจยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่าอปจยโนอาจยปัญญา ปัญญาในรูปาวจรกุศลและอรูปาวจรกุศลชื่อว่า อาจย-อปจยปัญญา ปัญญาที่เหลือชื่อว่า อาจยโนอปจยปัญญา (๕)
นิพพิทาโนปฏิเวธปัญญา เป็นไฉน บุคคลเป็นผู้ปราศราคะในกามทั้งหลาย แต่ไม่ได้แทงตลอดอภิญญาและสัจจะทั้งหลายด้วยปัญญาใด นี้เรียกว่า นิพพิทาโนปฏิเวธปัญญา บุคคลนั้นเป็นผู้ปราศจากราคะในกามทั้งหลายนั่นแหละได้แทงตลอดอภิญญาแต่ไม่ได้แทงตลอดสัจจะทั้งหลายด้วยปัญญา นี้เรียกว่า ปฏิเวธโนนิพพิทาปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่า นิพพิทาปฏิเวธปัญญา ปัญญาที่เหลือ ชื่อว่า เนวนิพพิทาโนปฏิเวธปัญญา (๖)
หานภาคินีปัญญา เป็นไฉน สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยกามครอบงำโยคาวจรบุคคลผู้ได้ปฐมฌานชื่อว่าหานภาคินีปัญญา สติที่มีสภาวะสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่นชื่อว่า ฐิติภาคินีปัญญาสัญญามนสิการที่ไม่สหรคตด้วยวิตกครอบงำ...ชื่อว่า วิเสสภาคินีปัญญา สัญญา-มนสิการที่สหรคตด้วยนิพพิทาประกอบด้วยวิราคะครอบงำ... ชื่อว่า นิพเพธภาคินี-ปัญญา สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยวิตกครอบงำโยคาวจรบุคคลผู้ได้ทุติยฌานชื่อว่าหานภาคินีปัญญา สติที่มีสภาวะสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่น ชื่อว่า ฐิติภาคินีปัญญาสัญญามนสิการที่สหรคตด้วยอุเบกขาครอบงำ...ชื่อว่า วิเสสภาคินีปัญญา สัญญา-มนสิการที่สหรคตด้วยนิพพิทาประกอบด้วยวิราคะครอบงำ...ชื่อว่า นิพเพธภาคินี-ปัญญา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๑๑}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๔. จตุกกนิทเทส สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยปีติและสุขครอบงำโยคาวจรบุคคลผู้ได้ตติยฌานชื่อว่า หานภาคินีปัญญา สติที่มีสภาวะสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่นชื่อว่า ฐิติภาคินีปัญญาสัญญามนสิการที่สหรคตด้วยอทุกขมสุขเวทนาครอบงำ...ชื่อว่า วิเสสภาคินีปัญญาสัญญามนสิการที่สหรคตด้วยนิพพิทาประกอบด้วยวิราคะครอบงำ...ชื่อว่า นิพเพธ-ภาคินีปัญญา สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยอุเบกขาครอบงำโยคาวจรบุคคลผู้ได้จตุตถฌาน ชื่อว่า หานภาคินีปัญญา สติที่มีสภาวะสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่นชื่อว่า ฐิติภาคินีปัญญาสัญญามนสิการที่สหรคตด้วยอากาสานัญจายตนะครอบงำ...ชื่อว่า วิเสสภาคินีปัญญาสัญญามนสิการที่สหรคตด้วยนิพพิทาประกอบด้วยวิราคะครอบงำ...ชื่อว่า นิพเพธ-ภาคินีปัญญา สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยรูปครอบงำโยคาวจรบุคคลผู้ได้อากาสานัญจายตนะชื่อว่า หานภาคินีปัญญา สติที่มีสภาวะสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่นชื่อว่า ฐิติภาคินี-ปัญญา สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยวิญญาณัญจายตนะครอบงำ...ชื่อว่า วิเสส-ภาคินีปัญญา สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยนิพพิทาประกอบด้วยวิราคะครอบงำ ... ชื่อว่า นิพเพธภาคินีปัญญา สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยอากาสานัญจายตนะครอบงำโยคาวจรบุคคล ผู้ได้วิญญาณัญจายตนะชื่อว่า หานภาคินีปัญญา สติที่มีสภาวะสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่นชื่อว่า ฐิติภาคินีปัญญา สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยอากิญจัญญายตนะ ครอบงำ...ชื่อว่า วิเสสภาคินีปัญญา สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยนิพพิทาประกอบด้วยวิราคะ...ชื่อว่า นิพเพธภาคินีปัญญา สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยวิญญาณัญจายตนะครอบงำโยคาวจรบุคคลผู้ได้ อากิญจัญญายตนะชื่อว่า หานภาคินีปัญญา สติที่มีสภาวะสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่นชื่อว่า ฐิติภาคินีปัญญา สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนะครอบงำ...ชื่อว่า วิเสสภาคินีปัญญา สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยนิพพิทา ประกอบด้วยวิราคะครอบงำ...ชื่อว่า นิพเพธภาคินีปัญญา (๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๑๒}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๔. จตุกกนิทเทส
ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นไฉน ปฏิสัมภิทา ๔ คือ ๑. อัตถปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในอรรถ) ๒. ธัมมปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในธรรม) ๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในนิรุตติ) ๔. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ) ความรู้ในอรรถชื่อว่าอัตถปฏิสัมภิทา ความรู้ในธรรมชื่อว่าธัมมปฏิสัมภิทาความรู้ในการกล่าวธัมมนิรุตตินั้นชื่อว่านิรุตติปฏิสัมภิทา ความรู้ในญาณทั้งหลายชื่อว่าปฏิภาณปฏิสัมภิทา เหล่านี้ชื่อว่าปฏิสัมภิทา (๘)
ปฏิปทา ๔ เป็นไฉน ปฏิปทา ๔ คือ ๑. ปัญญาที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา (ปฏิบัติลำบากทั้งรู้ได้ช้า) ๒. ปัญญาที่เป็นทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา (ปฏิบัติลำบากแต่รู้ได้เร็ว) ๓. ปัญญาที่เป็นสุขาปฏิปทาทันธาภิญญา (ปฏิบัติสะดวกแต่รู้ได้ช้า) ๔. ปัญญาที่เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา (ปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็ว) บรรดาปฏิปทา ๔ เหล่านั้น ปัญญาที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมา-ทิฏฐิเกิด ขึ้นแก่โยคาวจรบุคคลผู้ทำสมาธิให้เกิดขึ้นโดยยากโดยลำบากทั้งรู้ฐานะนั้นช้า นี้เรียกว่า ปัญญาที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ปัญญาที่เป็นทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมา-ทิฏฐิ เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคลผู้ทำสมาธิให้เกิดขึ้นโดยยากโดยลำบาก แต่รู้ฐานะนั้นได้เร็ว นี้เรียกว่า ปัญญาที่เป็นทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๑๓}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๔. จตุกกนิทเทส ปัญญาที่เป็นสุขาปฏิปทาทันธาภิญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมา-ทิฏฐิ เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคลผู้ทำสมาธิให้เกิดขึ้นโดยไม่ยาก โดยไม่ลำบาก แต่รู้ฐานะนั้นช้า นี้เรียกว่า ปัญญาที่เป็นสุขาปฏิปทาทันธาภิญญา ปัญญาที่เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมา-ทิฏฐิ เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคลผู้ทำสมาธิให้เกิดขึ้นโดยไม่ยาก โดยไม่ลำบาก ทั้งรู้ฐานะนั้นเร็ว นี้เรียกว่า ปัญญาที่เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา เหล่านี้ชื่อว่าปฏิปทา ๔ (๙)
อารัมมณปัญญา ๔ เป็นไฉน อารัมมณปัญญา ๔ คือ ๑. ปัญญาที่เป็นปริตตะและมีปริตตะเป็นอารมณ์ ๒. ปัญญาที่เป็นปริตตะแต่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ ๓. ปัญญาที่เป็นอัปปมาณะแต่มีปริตตะเป็นอารมณ์ ๔. ปัญญาที่เป็นอัปปมาณะและมีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ บรรดาอารัมมณปัญญา ๔ นั้น ปัญญาที่เป็นปริตตะและมีปริตตะเป็นอารมณ์เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมา-ทิฏฐิ เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคลผู้ได้สมาธิที่ยังไม่ชำนาญคล่องแคล่ว แผ่อารมณ์ไปได้เล็กน้อย นี้เรียกว่า ปัญญาที่เป็นปริตตะและมีปริตตะเป็นอารมณ์ ปัญญาที่เป็นปริตตะแต่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมา-ทิฏฐิ เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคลผู้ได้สมาธิที่ยังไม่ชำนาญคล่องแคล่ว แผ่อารมณ์ไปได้กว้างขวางจนหาประมาณมิได้ นี้เรียกว่า ปัญญาที่เป็นปริตตะแต่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๑๔}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๔. จตุกกนิทเทส ปัญญาที่เป็นอัปปมาณะแต่มีปริตตะเป็นอารมณ์ เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมา-ทิฏฐิ เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคลผู้ได้สมาธิที่ชำนาญคล่องแคล่ว แผ่อารมณ์ไปได้เล็กน้อย นี้เรียกว่า ปัญญาที่เป็นอัปปมาณะแต่มีปริตตะเป็นอารมณ์ ปัญญาที่เป็นอัปปมาณะและมีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมา-ทิฏฐิ เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคลผู้ได้สมาธิที่ชำนาญคล่องแคล่ว แผ่อารมณ์ไปได้กว้างขวางจนหาประมาณมิได้ นี้เรียกว่า ปัญญาที่เป็นอัปปมาณะและมีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ เหล่านี้เรียกว่า อารัมมณปัญญา ๔ (๑๐) มัคคสมังคิญาณ ได้แก่ นี้ความรู้ในชรามรณะ นี้ความรู้ในชรามรณสมุทัย นี้ความรู้ในชรามรณนิโรธ นี้ความรู้ในชรามรณนิโรธคามินีปฏิปทา ความรู้ในชรามรณะ เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมา-ทิฏฐิ ปรารภชรามรณะเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ความรู้ในชรามรณะ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมา-ทิฏฐิ ปรารภชรามรณสมุทัยเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ความรู้ในชรามรณสมุทัย ฯลฯ ปรารภชรามรณนิโรธเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ความรู้ในชรามรณนิโรธ ฯลฯ ปรารภชรามรณ-นิโรธคามินีปฏิปทาเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ความรู้ในชรามรณนิโรธคามินีปฏิปทา (๑๑)
มัคคสมังคิญาณ ได้แก่ ความรู้ในชาติ ฯลฯ ความรู้ในภพ ฯลฯ ความรู้ในอุปาทาน ฯลฯ ความรู้ในตัณหา ฯลฯ ความรู้ในเวทนา ฯลฯ ความรู้ในผัสสะ ฯลฯ ความรู้ในสฬายตนะ ฯลฯ ความรู้ในนาม ฯลฯ ความรู้ในวิญญาณฯลฯ ความรู้ในสังขาร ฯลฯ ความรู้ในสังขารสมุทัย ความรู้ในสังขารนิโรธ และความรู้ในสังขารนิโรธคามินีปฏิปทา (๑๒-๒๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๑๕}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๕. ปัญจกนิทเทส บรรดาความรู้เหล่านั้น ความรู้ในสังขาร เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมา-ทิฏฐิ ปรารภสังขารทั้งหลายเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ความรู้ในสังขาร ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมา-ทิฏฐิ ปรารภสังขารสมุทัย ฯลฯ ปรารภสังขารนิโรธ ฯลฯ ปรารภสังขารนิโรธ-คามินีปฏิปทาเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ความรู้ในสังขารนิโรธคามินีปฏิปทา (๒๒-๒๔) ญาณวัตถุหมวดละ ๔ มีด้วยประการฉะนี้ จตุกกนิทเทส จบ ๕. ปัญจกนิทเทส
บรรดาญาณวัตถุหมวดละ ๕ นั้น สัมมาสมาธิมีองค์ ๕ เป็นไฉน ปัญญาที่แผ่ปีติไป ปัญญาที่แผ่สุขไป ปัญญาที่แผ่จิตไป ปัญญาที่แผ่แสง สว่างไป และปัจจเวกขณนิมิต (ปัจจเวกขณญาณ) ปัญญาในฌาน ๒ ชื่อว่า ปัญญาที่แผ่ปีติไป ปัญญาในฌาน ๓ ชื่อว่า ปัญญา ที่แผ่สุขไป ญาณในการกำหนดรู้จิตของผู้อื่นชื่อว่า ปัญญาที่แผ่จิตไป ทิพยจักษุชื่อว่า ปัญญาที่แผ่แสงสว่างไป ปัจจเวกขณญาณของโยคาวจรบุคคลผู้ออกจากสมาธินั้นๆ ชื่อว่า ปัจจเวกขณนิมิต นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิมีองค์ ๕ (๑) สัมมาสมาธิมีญาณ ๕ เป็นไฉน ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้มีสุขในปัจจุบัน และมีสุขเป็นวิบากในอนาคตญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้ไกลจากกิเลส หาอามิสมิได้ ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้อันบุรุษผู้มีปัญญาทรามเสพไม่ได้ ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธิ@เชิงอรรถ : @ ญาณที่เกิดแก่ผู้บำเพ็ญวิปัสสนาโดยลำดับตั้งแต่ต้นจนถึงจุดหมาย คือ มรรค ผล นิพพาน@(อภิ.วิ.อ. ๘๐๔/๔๔๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๑๖}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๗. สัตตกนิทเทส นี้สงบ ประณีต ได้ความสงบระงับ ได้บรรลุแล้วโดยความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น และไม่ได้บรรลุโดยการข่มนิวรณ์ ห้ามกิเลสด้วยจิตที่เป็นสสังขาริก ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า ก็เรานั้นแลมีสติเข้าสมาธินี้ มีสติออกจากสมาธินี้ นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิมีญาณ ๕ (๒) ญาณวัตถุหมวดละ ๕ มีด้วยประการฉะนี้ ปัญจกนิทเทส จบ ๖. ฉักกนิทเทส
บรรดาญาณวัตถุหมวดละ ๖ นั้น ปัญญาในอภิญญา ๖ เป็นไฉน ปัญญาในอภิญญา ๖ คือ ๑. อิทธิวิธญาณ (ความรู้ที่ทำให้แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้) ๒. โสตธาตุวิสุทธิญาณ (ความรู้ที่ทำให้มีหูทิพย์) ๓. ปรจิตตญาณ (ความรู้ที่ทำให้รู้ใจผู้อื่น) ๔. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ความรู้ที่ทำให้ระลึกชาติได้) ๕. จุตูปปาตญาณ (ความรู้การจุติและเกิด) ๖. อาสวักขยญาณ (ความรู้ที่ทำให้อาสวะสิ้นไป) เหล่านี้ชื่อว่าปัญญาในอภิญญา ๖ ญาณวัตถุหมวดละ ๖ มีด้วยประการฉะนี้ (๑)๗. สัตตกนิทเทส
ในญาณวัตถุหมวดละ ๗ นั้น ญาณวัตถุ ๗๗ เป็นไฉน ความรู้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี เมื่อชาติไม่มี ก็รู้ว่าชรามรณะไม่มี @เชิงอรรถ : @ จิตที่มีสิ่งกระตุ้นเตือน (อภิ.สงฺ.อ. ๑๔๖/๒๐๖) @ อภิญญา ๖ นั้น ห้าข้อแรกเป็นโลกิยะ ข้อสุดท้ายเป็นโลกุตตระ (อภิ.วิ.อ. ๘๐๕/๔๕๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๑๗}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาเอกกนิทเทส อธิบายญาณวัตถุหมวด ๑
บัดนี้ เป็นการปฏิเสธการแสดงสาธารณเหตุ ในคำว่า เป็น น เหตุ ทั้งนั้น ในนิทเทสวาระที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่มไว้ในมาติกาตามที่ทรงตั้งไว้ว่า ปญฺจวิญฺญาณา น เหตุเมว เป็นต้น.
ในคำเหล่านั้น คำใดที่จะพึงกล่าวโดยนัยว่า จตุพฺพิโธ เหตุ เป็นต้น (แปลว่า เหตุมี ๔ อย่าง) คือ.
๑. เหตุเหตุ
๒. ปัจจยเหตุ
๓. อุตตมเหตุ
๔. สาธารณเหตุ.
คำนั้นทั้งหมด ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วในการวรรณนาเนื้อความแห่งคำทั้งหลายในรูปกัณฑ์ว่า สพฺพํ รูปํ น เหตุเมว เป็นต้น (แปลว่า รูปทั้งหมดเป็นนเหตุทั้งนั้น) นั่นแหละ.
ในคำว่า อเหตุกเมว เป็นต้น บัณฑิตพึงทราบ ม อักษร ด้วยสามารถแห่งพยัญชนะสนธิ. คือเป็น อเหตุกาเอว (แปลว่า เป็นอเหตุกะทั้งนั้น). แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้แหละ.
อีกอย่างหนึ่ง ในหมวดแห่งธรรมมีคำว่า เหตู ธมฺมา น เหตู ธมฺมา เป็นต้น วิญญาณ ๕ เป็นเหตุธรรม หรือไม่เป็นดังนี้ บัณฑิตพึงทราบเนื้อความของบททั้งปวงในที่นี้โดยส่วนเดียวว่า ก็วิญญาณ ๕ เป็นนเหตุทั้งนั้น เป็นอเหตุกะทั้งนั้น ดังนี้.
บทว่า อพฺยากตเมว (แปลว่า เป็นอัพยากตะทั้งนั้น) นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยสามารถแห่งวิบากอัพยากตะ.
บทว่า สารมฺมณเมว นี้ ตรัสด้วยสามารถแห่งอารมณ์เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว (โอลุพฺภารมฺมณวเสน).
จริงอยู่ อารมณ์มี ๒ อย่าง คือปัจจยารัมมณะได้แก่อารมณ์อันเป็นปัจจัย โอลุพภารัมมณะได้แก่อารมณ์อันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว. แต่ในที่นี้เป็นหน้าที่ของโอลุพภารัมมณะนั่นแหละ.
แม้ปัจจยารัมมณะก็ย่อมได้เหมือนกัน.
บทว่า อเจตสิกเมว แปลว่า ธรรมอันไม่ประกอบจิต. ในอเจตสิกธรรม (ธรรมที่ไม่ใช่เจตสิก) ๓ อย่าง คือจิต รูปและพระนิพพาน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอา จิต เท่านั้น.
บทว่า โน อปริยาปนฺนเมว ได้แก่ ธรรมอันนับเนื่องแล้วโดยความเป็นธรรมอันนับเนื่องด้วยคติ จุติและภพในสังสารวัฏ ชื่อว่าโน อปริยาปันนะ. สภาวธรรมใดย่อมไม่นำออกจากโลก คือจากวัฏฏะ เพราะเหตุนั้น สภาวธรรมนั้น จึงชื่อว่าเป็นอนิยยานิกะ.
คำว่า อุปฺปนฺนํมโนวิญฺญาณวิญเญยฺยเมว นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในรูปกัณฑ์ว่า ธรรมที่เกิดขึ้นแล้วอันวิญญาณ ๖ พึงรู้ได้ เพราะกระทำแม้มโนวิญญาณอันเป็นวิสัยแห่งอดีตเป็นต้น เพราะปรารภรูปเป็นต้นอันกำลังเกิดขึ้นให้เป็นไปแก่จักขุวิญญาณเป็นต้น. ก็วิญญาณ ๕ แม้กำลังเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่เป็นอารมณ์แก่จักขุวิญญาณเป็นต้น ย่อมเป็นไปแก่มโนวิญญาณเท่านั้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า มโนวิญฺญาณวิญฺเญยฺย (แปลว่า วิญญาณ ๕ เป็นธรรมที่รู้ได้ด้วยมโนวิญญาณ) ดังนี้.
คำว่า อนิจฺจเมว ได้แก่ วิญญาณ ๕ ชื่อว่าเป็นอนิจจะทั้งนั้น เพราะอรรถว่ามีแล้วหามีไม่ (เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป).
คำว่า ชราภิภูตเมว ได้แก่ วิญญาณ ๕ ชื่อว่าชราภิภูตะ เพราะอันชราครอบงำแล้ว.
คำว่า อุปฺปนฺนวตฺถุกา อุปฺปนฺนารมฺมณา (แปลว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุอันเกิดแล้ว มีอารมณ์อันเกิดขึ้นแล้ว) บัณฑิตพึงทราบว่า ท่านปฏิเสธอนาคต.
จริงอยู่ วิญญาณ ๕ นั้นย่อมไม่เกิดขึ้นในเพราะอารมณ์และวัตถุที่เป็นอนาคตทั้งหลาย.
คำว่า ปุเรชาตวตฺถุกา ปุเรชาตารมฺมณา (แปลว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุเกิดก่อน มีอารมณ์เกิดก่อน) ได้แก่ เป็นการปฏิเสธการเกิดขึ้นพร้อมกัน.
จริงอยู่ วิญญาณ ๕ นั้นย่อมไม่เกิดขึ้นเพราะอาศัยวัตถุ หรืออารมณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน. ก็วิญญาณ ๕ นั้นเป็นธรรมชาติเกิดภายหลัง ย่อมเกิดขึ้นในเพราะวัตถุและอารมณ์ที่เกิดก่อน.
คำว่า อชฺฌตฺติกวตฺถุกา (แปลว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุเป็นภายใน) นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยสามารถแห่งวัตถุภายในอันเป็นของตน.
จริงอยู่ วิญญาณ ๕ นั้นย่อมเกิดขึ้นเพราะกระทำปสาทรูป ๕ อันเป็นภายในให้เป็นวัตถุที่อาศัยเกิด.
คำว่า พาหิรารมฺมณา (แปลว่า มีอารมณ์ภายนอก) ได้แก่ มีอารมณ์มีรูปเป็นต้นภายนอกเป็นอารมณ์. ในข้อนั้นบัณฑิตพึงทราบธรรมหมวด ๔.
จริงอยู่ วิญญาณ ๕ นั้น ชื่อว่าเป็นภายใน มีวัตถุเป็นภายใน เพราะกระทำปสาทะให้เป็นวัตถุ ที่อาศัยเกิด.
มโนวิญญาณ ชื่อว่าเป็นภายใน มีวัตถุภายนอก เพราะเวลาเกิดขึ้น กระทำหทัยรูปให้เป็นวัตถุที่อาศัยเกิด. ขันธ์ ๓ อันสัมปยุตด้วยวิญญาณ ๕ เป็นภายนอก มีวัตถุเป็นภายใน. ขันธ์ ๓ อันสัมปยุตด้วยมโนวิญญาณเป็นภายนอก มีวัตถุเป็นภายนอก เพราะเวลาเกิดขึ้นกระทำหทยรูปให้เป็นที่อาศัย.
คำว่า อสมฺภินฺนวตฺถุกา ได้แก่ มีวัตถุอันยังไม่แตกดับ. จริงอยู่ วิญญาณ ๕ เหล่านั้นย่อมไม่เกิดขึ้น เพราะอาศัยวัตถุอันเป็นอดีตซึ่งดับไปแล้ว. แม้เพราะความที่วิญญาณ ๕ มีอารมณ์อันยังไม่แตกดับ ก็นัยนี้.
ในคำว่า อญฺญํ จกฺขุวิญฺญาณสฺส วตฺถุ จ อารมฺมณญฺจ เป็นต้น ก็วัตถุและอารมณ์ของจักขุวิญญาณเป็นอย่างหนึ่ง ของโสตวิญญาณเป็นต้นก็เป็นอย่างหนึ่ง. จักขุวิญญาณแม้ถึงความสำเร็จแล้ว ย่อมไม่เกิดต่อจากความสำเร็จโดยกระทำวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งในโสตปสาทเป็นต้นให้เป็นวัตถุ หรือทำรูปอย่างใดอย่างหนึ่งในเสียงเป็นต้นให้เป็นอารมณ์. แต่จักขุวิญญาณย่อมเกิดขึ้น เพราะทำจักขุปสาทเท่านั้นให้เป็นวัตถุและทำรูปให้เป็นอารมณ์. วัตถุก็ดี ทวารก็ดี อารมณ์ก็ดีของจักขุวิญญาณ ย่อมไม่ก้าวไปสู่วัตถุอื่น หรือไปสู่ทวารอื่น หรืออารมณ์อื่น อันเนื่องกันด้วยประการอย่างนี้.
จักขุวิญญาณมีวัตถุที่เนื่องกัน มีทวารที่เนื่องกัน มีอารมณ์ที่เนื่องกันเท่านั้น จึงเกิดขึ้น.
แม้ในโสตวิญญาณเป็นต้น ก็นัยนี้นั่นแหละ.
ในข้อว่า น อญฺญมญฺญสฺส โคจรวิสยํ ปจฺจานุโภนฺติ นี้ (แปลว่า วิญญาณ ๕ ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกันและกัน)
อธิบายว่า วิญญาณเหล่านั้นย่อมไม่เสวยอารมณ์สักอย่างหนึ่งของกันและกันอย่างนี้ คือจักขุวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของโสตวิญญาณ หรือว่าโสตวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ เป็นต้น.
จริงอยู่ ถ้าจักขุวิญญาณประมวลมาซึ่งสีอันต่างด้วยสีเขียวเป็นต้นเป็นอารมณ์แล้วพึงมอบให้แก่โสตินทรีย์ว่า "เชิญเถิด ท่านจงกำหนดสีนั้น จงชี้แจงว่าอารมณ์นั้นชื่ออะไร" ดังนี้.
แม้เว้นจักขุวิญญาณเสียแล้ว พึงกล่าวตามธรรมดาของตนเฉพาะหน้าอย่างนี้ว่า แน่ะอันธพาล ท่านค้นหาอยู่สักร้อยปีก็ตาม สักพันปีก็ตาม เว้นจากเรา (จักขุวิญญาณ) ท่าน (โสตวิญญาณ) จักทราบสีนั้นได้ที่ไหน ท่านจงนำสีนั้นมา จงน้อมไปที่จักขุปสาทเราจักรู้ซึ่งอารมณ์นั้นจะเป็นสีเขียวหรือสีเหลืองก็ตามที ก็เพราะนั่นมิใช่วิสัยของธรรมอื่น นั่นเป็นวิสัยของเราเท่านั้น.
แม้ในวิญญาณที่เหลือก็นัยนี้. ด้วยอาการอย่างนี้ วิญญาณ ๕ จึงชื่อว่าย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกันและกัน.
คำว่า สมนฺนาหรนฺตสฺส ได้แก่ เมื่อนำอาวัชชนะมาอยู่นั่นแหละ ปัญจวิญญาณจึงเกิดขึ้น.
คำว่า มนสิกโรนฺตสฺส ได้แก่ เมื่อทำไว้ในใจโดยการคำนึงถึงนั่นแหละ ปัญจวิญญาณจึงเกิด.
จริงอยู่ จิตเหล่านี้ (ปัญจวิญญาณ) ย่อมเกิดขึ้นในเวลานึกถึง หรือในเวลากระทำไว้ในใจด้วยอาวัชชนะ.
คำว่า น อพฺโพกิณฺณา (แปลว่า ไม่สับสนกันก็หาไม่) ได้แก่ ไม่ถูกแทรกแซงด้วยวิญญาณอื่นย่อมเกิดติดต่อกันไปก็หาไม่. การเกิดร่วมกันแม้แห่งจิตทั้งปวง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปฏิเสธแล้วด้วยบทว่า น อปุพฺพํ อจริมํ นี้ และทรงปฏิเสธการเกิดขึ้นโดยลำดับแห่งกันและกันด้วยบทว่า น อญฺญมญฺญสฺส สมนนฺตรา นี้. ชื่อทั้งหลายของอาวัชชนะมี ๔ เท่านั้น ซึ่งมีคำว่า อาวัฏฏนา (แปลว่า ความสนใจ).
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกอาวัชชนะนั้นว่าอาวัฏฏนา เพราะการหมุนเวียนเปลี่ยนไปแห่งภวังค์ ตรัสเรียกว่าอาโภคะ (แปลว่า ความคำนึง)เพราะความคำนึงของจิตนั้นนั่นแหละ ตรัสเรียกว่าสมันนาหรณะ เพราะประมวลมาซึ่งรูปเป็นต้น ตรัสเรียกว่ามนสิการ เพราะการทำไว้ในใจของจิตเหล่านั้นแหละ. ความสามารถเพื่อทำหน้าที่ (กิจ) แห่งอาวัฏฏนา (ความสนใจ) พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งไว้ในฐานะแห่งอาวัชชนะของวิญญาณ ๕ โดยสังเขปในที่นี้ และทรงปฏิเสธจิตแต่ละดวงเกิดร่วมกันด้วยอาการอย่างนี้.
คำว่า น กิญฺจิ ธมฺมํ ปฏิวิชานาติ (แปลว่า บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งซึ่งธรรมอะไรๆ ด้วยวิญญาณ ๕) อธิบายว่า บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งซึ่งกุศลหรืออกุศลแม้สักอย่างหนึ่ง ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วอย่างนี้ว่า "ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า" เป็นต้น.
คำว่า อญฺญตฺร อภินิปาตมตฺตา (แปลว่า สักแต่ว่าเป็นที่ตกไปแห่งอารมณ์อันใดอันหนึ่ง)
อธิบายว่า วิญญาณ ๕ สักแต่ว่าเป็นที่ตกไป โดยเว้นรูปเป็นต้นแล้วย่อมไม่รู้อะไรๆ ข้อนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิบายไว้ว่า บุรุษแม้เป็นผู้ฉลาดดีแล้วก็ย่อมไม่รู้ธรรมอื่นสักอย่างหนึ่งในบรรดากุศลและอกุศลด้วยวิญญาณ ๕ เว้นรูปที่มาสู่คลอง. อนึ่ง จักขุวิญญาณในที่นี้ ย่อมเป็นสักแต่ว่าการเห็นเท่านั้น. แม้โสตวิญญาณเป็นต้น ก็ย่อมสักแต่ว่า การฟัง... การดม... การลิ้ม และการสัมผัสเท่านั้น. ก็การรับรู้อารมณ์โดยสักแต่ว่าการเห็นเป็นต้น ชื่อว่าการรายงาน (หรือการบอกกล่าว) ซึ่งธรรมเหล่านั้นอย่างอื่นมีกุศลเป็นต้น หามีไม่.
คำว่า มโนธาตุยาปิ (แปลว่า แม้ด้วยมโนธาตุ) ได้แก่ แม้ด้วยมโนธาตุ คือสัมปฏิจฉนจิต.
อนึ่ง ในคำว่า มโนธาตุยาปิ นี้ ปิอักษร เป็นคำประมวลมาซึ่งเนื้อความ เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในที่นี้ อย่างนี้ว่า บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งซึ่งธรรมอะไรๆ อันเป็นกุศลได้ ด้วยวิญญาณอันเป็นไปทางทวาร ๕ แม้ทั้งหมด คือแม้ด้วยมโนธาตุ แม้ด้วยมโนวิญญาณธาตุซึ่งต่อจากมโนธาตุนั้น.
แม้ในคำว่า น กิญฺจิ อิริยาปถํ กปฺเปติ เป็นต้น (แปลว่า บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยวิญญาณ ๕) ก็นัยนี้. จริงอยู่ บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอะไรๆ ในการเดินเป็นต้นได้ด้วยวิญญาณอันเป็นไปทางทวาร ๕.
บุคคลย่อมไม่ตั้งกายกรรม ไม่ตั้งวจีกรรมด้วยวิญญาณ ๕ ย่อมไม่สมาทานธรรมอันเป็นกุศลอกุศลด้วยวิญญาณ ๕ ย่อมไม่เข้าสมาธิ (สมาบัติ) อันเป็นโลกิยะหรือโลกุตตระ ย่อมไม่ออกจากสมาธิ อันเป็นโลกิยะ หรือโลกุตตระด้วยวิญญาณ ๕ ย่อมไม่จุติ (เคลื่อน) จากภพ ย่อมไม่เกิดขึ้นในภพด้วยวิญญาณ ๕.
จริงอยู่ กิจ (หน้าที่ของจิต) มีการรู้แจ้งซึ่งธรรมอันเป็นกุศลและอกุศลเป็นต้น มีการจุติเป็นปริโยสาน แม้ทั้งหมดนั้น ย่อมมีได้ด้วยจิตทางมโนทวารเท่านั้น ย่อมไม่มีด้วยจิตอันเป็นไปทางทวาร ๕ เพราะฉะนั้น วิถีจิตแม้ทั้งปวงอันเป็นไปกับด้วยชวนะในเพราะการทำซึ่งกิจนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงปฏิเสธแล้วในวิญญาณ ๕ นี้.
อนึ่ง กิจทั้งหลายที่กล่าวแล้วเหล่านี้ย่อมไม่มีแก่จิตอันประกอบด้วยวิญญาณ ๕ นี้ ฉันใด แม้การก้าวลงสู่นิยามธรรมก็ฉันนั้น. คือว่าบุคคลย่อมไม่ก้าวลงสู่มิจฉัตตนิยาม หรือสัมมัตตนิยาม ได้ด้วยวิญญาณ ๕.
____________________________
อภิ.สํ. ๓๔/ข้อ ๖๘๑ ได้แก่อนันตริยกรรม ๕ และนิยตมิจฉาทิฏฐิ.
ได้แก่โลกุตตรมรรค ๔.
จริงอยู่ ชวนะ (ของปัญจทวาร) ย่อมไม่แล่นไป (เสพอารมณ์) เพราะปรารภนามและโคตร ย่อมไม่แล่นไปเพราะปรารภบัญญัติอันมีกสิณเป็นต้น ย่อมไม่เป็นไปด้วยสามารถแห่งวิปัสสนาอันมีไตรลักษณ์เป็นอารมณ์ย่อมไม่เป็นไปด้วยสามารถแห่งวิปัสสนาอันมีกำลังคือวุฏฐานคามินี ย่อมไม่แล่นไปเพราะปรารภรูปและอรูปธรรม ย่อมไม่แล่นไปสู่พระนิพพาน.
อนึ่ง ปฏิสัมภิทาญาณย่อมไม่เกิดด้วยชวนะ (ในปัญจทวาร) นั้น อภิญญาญาณ สาวกปารมีญาณ ปัจเจกโพธิญาณ สัพพัญญุตญาณ ก็ย่อมไม่เกิดด้วยชวนะนั้น. ก็แต่ว่า ธรรมมีประเภทต่างๆ แม้ทั้งหมด ย่อมมีได้ในชวนะทางมโนทวารเท่านั้น.
คำว่า น สุปติ น ปฏิพุชฺฌติ น สุปินํ ปสฺสติ (แปลว่า บุคคลย่อมไม่หลับ ไม่ตื่น ไม่ฝัน ด้วยวิญญาณ ๕) อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปฏิเสธวิถีจิตพร้อมด้วยชวนะในฐานะทั้ง ๓ เหล่านี้ว่า บุคคลย่อมไม่ก้าวลงสู่ความหลับ ย่อมไม่หลับ ย่อมไม่ตื่น ย่อมไม่เห็นสุบิน (ฝัน) อะไรๆ ด้วยจิตอันเป็นไปทางปัญจทวารแม้ทั้งหมด.
จริงอยู่ เมื่อบุคคลกำลังหลับสนิท ถึงจะยังไส้เทียนใหญ่ให้ติดไฟลุกโพลงแล้วน้อมแสงสว่างนั้นเข้าไปใกล้นัยน์ตาของบุคคลนั้น ปฐมภวังค์ย่อมไม่หมุนไป (ยังไม่เปลี่ยนไป) สู่อาวัชชนะอันเป็นไปทางจักขุทวาร ก่อน.
ก็จิตอันประกอบด้วยมโนทวารเท่านั้นย่อมหมุนไป ลำดับนั้น ชวนจิตเสพอารมณ์แล้วก็หยั่งลงสู่ภวังค์.
ในวาระที่ ๒ ภวังคจิตย่อมหมุนไปสู่อาวัชชนจิตอันเป็นจักขุทวาร. ต่อจากนั้น จักขุวิญญาณเป็นต้น มีชวนะเป็นปริโยสาน ย่อมเป็นไป. ลำดับนั้น ภวังคจิต จึงเป็นไปอีก.
ในวาระที่ ๓ เมื่อภวังค์หมุนไปสู่อาวัชชนะอันเป็นมโนทวารแล้ว ชวนะอันเป็นมโนทวารวิถี จึงแล่นไป. ท่านกล่าวว่า เพราะรู้ด้วยจิต (ชวนจิตทางมโนทวาร) นั้น บุคคลจึงแลดู จึงทราบอะไรๆ ได้ในที่นี้.
โดยทำนองเดียวกัน เมื่อบุคคลกำลังหลับสนิท ใครๆ ประโคมดนตรีที่ใกล้หูหรือน้อมดอกไม้ซึ่งมีกลิ่นหอมก็ตาม เหม็นก็ตามไปใกล้จมูก หรือใส่เนยใส หรือใส่น้ำอ้อยเข้าไปในปาก หรือเอาฝ่ามือประหารที่หลังก็ตาม. ปฐมภวังค์ก็ยังไม่หมุนไปสู่อาวัชชนะอันเป็นไปทางโสตทวารเป็นต้นก่อน.
จิตอันเป็นมโนทวารเท่านั้นย่อมหมุนไป ลำดับนั้น ชวนะเสพอารมณ์แล้วก็หยั่งลงสู่ภวังค์.
ในวาระที่ ๒ ภวังค์จึงหมุนไปสู่อาวัชชนะทั้งหลายอันเป็นไปทางโสตทวารเป็นต้น จากนั้น โสตะ ฆานะ ชิวหา กายวิญญาณเป็นต้นมีชวนะเป็นปริโยสาน ย่อมเป็นไป. ต่อจากนั้น ภวังค์ก็เป็นไปอีก.
ในวาระที่ ๓ ครั้นเมื่อภวังค์หมุนไปสู่อาวัชชนะอันเป็นมโนทวารแล้ว ชวนะอันเป็นมโนทวาร ก็แล่นไป. เพราะรู้ด้วยจิต (ชวนจิตอันเป็นมโนทวารวิถี) นั้น บุคคลจึงรู้เสียงอะไรๆ ในที่นี้ว่า เป็นเสียงสังข์ เป็นเสียงกลอง. หรือรู้กลิ่นอะไรๆ ในที่นี้ว่า เป็นกลิ่นเกิดแต่ราก กลิ่นเกิดแต่แก่น. หรือรู้รสอะไรๆ ที่เขาใส่เข้าไปในปากของตน ว่าเป็นเนยใส น้ำอ้อย หรือรู้ว่าการประหารนี้ ใครตี ใครทุบ ใครประหารที่หลัง ดังนี้บุคคลจึงชื่อว่าย่อมตื่นด้วยชวนจิตอันเป็นไปทางมโนทวารเท่านั้น ด้วยอาการอย่างนี้ บุคคลจึงมิได้ตื่นขึ้นด้วยจิตอันเป็นไปทางปัญจทวาร.
บุคคลย่อมเห็นแม้สุบิน (ฝัน) ด้วยชวนจิตทางมโนทวารนั้นนั่นแหละ มิได้ฝันเห็นจิตอันเป็นไปทางปัญจทวาร.
เหตุแห่งการฝัน ๔
ก็แล บุคคลเมื่อเห็นสุบิน (ฝัน) นั้นๆ ย่อมฝันเห็นด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ
โดยธาตุกำเริบ
โดยเคยประสพมา
โดยเทวดาดลใจ
โดยบุพนิมิต
ใน ๔ อย่างนั้น บุคคลมีธาตุกำเริบ เพราะประกอบด้วยปัจจัยทำให้ผิดปกติของน้ำดีเป็นต้น จึงชื่อว่าย่อมฝันไปเพราะธาตุกำเริบ. จริงอยู่ เมื่อฝันไปต่างๆ ย่อมเป็นราวกะว่า กำลังตกลงไปจากภูเขา ราวกะว่ากำลังเดินไปทางอากาศ และเป็นราวกะว่าถูกเนื้อร้าย ช้างร้ายและโจรเป็นต้นติดตามแล้ว.
ว่าโดยเคยประสพมา บุคคลเมื่อฝัน ย่อมฝันเห็นอารมณ์อันตนเคยประสพมาแล้วในกาลก่อน.
ว่าโดยเทวดาดลใจ เทวดาย่อมน้อมอารมณ์มีอย่างต่างๆ เข้าไป เพราะความเป็นผู้ใคร่จะให้ประโยชน์ หรือเพราะความประสงค์จะให้เกิดความเสื่อม หรือเพื่อให้เกิดความเจริญ หรือเพื่อให้เกิดความพินาศแก่บุคคลผู้ฝันนั้น. บุคคลนั้นย่อมฝันเห็นอารมณ์เหล่านั้น ด้วยอานุภาพแห่งเทวดาเหล่านั้น.
ว่าโดยบุพนิมิต บุคคลเมื่อฝันเห็น ย่อมฝันเห็นสุบินอันเป็นบุพนิมิต (ลางที่บอกเหตุขึ้นก่อน) แห่งความเจริญ หรือความพินาศด้วยสามารถแห่งบุญและบาปย่อมเป็นดุจพระมารดาของพระโพธิสัตว์ ทรงสุบินนิมิตในการได้เฉพาะซึ่งพระราชบุตรย่อมเป็นดุจพระโพธิสัตว์ทรงมหาสุบินนิมิต ๕ ข้อ และย่อมเป็นดุจพระเจ้าโกศลทรงสุบินนิมิต ๑๖ ข้อ.
ในเหตุ ๔ เหล่านั้น บุคคลย่อมฝันเห็นสิ่งใดโดยธาตุกำเริบและโดยการกินก่อนนอน สิ่งนั้นมิใช่ความจริง. บุคคลย่อมฝันเห็นสิ่งใดโดยเทวดาดลใจ สิ่งนั้นเป็นจริงก็ได้ ไม่จริงก็ได้ เพราะว่า เทวดาโกรธแล้ว ใคร่เพื่อจะให้ถึงความพินาศด้วยอุบายของตน จึงกระทำการดลใจแสดงสิ่งนั้นให้วิปริตไปก็ได้.
ได้ยินว่า ในมหาวิหารอันประเสริฐในพระนครโรหนะ พระมหาเถระไม่ขออนุญาตพระภิกษุสงฆ์ สั่งให้ตัดต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เทวดาผู้สิงอยู่ที่ต้นไม้โกรธพระเถระแล้ว ครั้งแรกนั่นแหละทำประเล้าประโลม (ชื่นชม) พระเถระ. ภายหลังบอกในสุบินนิมิตว่า "พระราชาผู้เป็นอุปัฏฐากของท่านจักสวรรคตภายใน ๗ วัน นับแต่วันนี้" ดังนี้. พระเถระนำเรื่องนั้นไปบอกแก่นางสนมของพระราชา. เทวดานั้นก็แกล้งร้องเสียงดังราวกะว่าถูกประหารครั้งหนึ่ง. พระราชาทรงถามว่า "นั่นอะไรกัน". เทวดานั้นทูลว่า พระเถระกล่าวอย่างนี้. พระราชาให้ราชบุรุษนับจำนวนวัน ครั้นพระชนม์ชีพของพระองค์เกิน ๗ วันแล้ว ทรงกริ้วจึงให้ราชบุรุษตัดมือและเท้าของพระเถระเสีย.
ก็บุคคลย่อมเห็นสิ่งใดโดยบุพนิมิต สิ่งนั้นย่อมเป็นจริงโดยส่วนเดียว. และประเภทแห่งความฝันย่อมมีแม้เพราะความแตกต่างกันไปตามการเกี่ยวข้องด้วยมูลเหตุทั้ง ๔ เหล่านี้ทีเดียว.
อนึ่ง พระเสกขะและปุถุชนเท่านั้น ย่อมฝันเห็นสุบินนิมิตแม้ทั้ง ๔ อย่าง เพราะความที่ตนยังมิได้ละวิปัลลาส ๔.
สำหรับพระอเสกขบุคคล ย่อมไม่ฝัน เพราะท่านมีวิปัลลาส ๔ อันละได้แล้ว.
ถามว่า ก็บุคคลเมื่อจะฝัน หลับแล้วย่อมฝัน หรือตื่นแล้วย่อมฝัน หรือว่าทั้งมิใช่หลับแล้วทั้งมิใช่ตื่นแล้ว ย่อมฝัน ดังนี้.
ตอบว่า ก็ในที่นี้ ความฝันจะเป็นอย่างไร พึงทราบดังนี้
ถ้าว่า บุคคลหลับแล้วย่อมฝันไซร้ ข้อนี้ย่อมไม่ตรงตามพระอภิธรรม เพราะว่า (ในพระอภิธรรม) บุคคลย่อมหลับด้วยภวังคจิต และภวังคจิตซึ่งมีรูปนิมิตเป็นต้นเป็นอารมณ์นั้น มิได้สัมปยุตด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้น. ส่วนบุคคลฝันอยู่ จิตทั้งหลายเช่นนี้ (คือจิตที่สัมปยุตด้วยราคะเป็นต้น) ย่อมเกิดได้.
ถ้าบุคคลตื่นแล้วย่อมฝันได้ ข้อนี้ ก็ไม่ตรงตามพระวินัย เพราะว่า บุคคลตื่นแล้วย่อมฝันเห็นสิ่งใดนั้นย่อมเห็นด้วยจิตอันเป็นไปกับด้วยอัพโพหาริก (คือสิ่งที่กล่าวอ้างไม่ได้)ด้วยว่า ชื่อว่าอนาบัติในเพราะการก้าวล่วงพระบัญญัติที่ภิกษุทำแล้วด้วยจิตอันเป็นไปกับด้วยสิ่งที่กล่าวอ้างไม่ได้ มิได้มี. อนึ่ง เมื่อบุคคลทำกรรมด้วยจิตที่กำลังฝันซึ่งเป็นการล่วงพระบัญญัติ ย่อมเป็นอนาบัติโดยส่วนเดียว. กปิมิทฺธปเรโต ท่านประกอบไว้ด้วยการนอนของวานร.
เหมือนอย่างว่า การนอนหลับของลิง ย่อมเป็นไปเร็ว ฉันใด ชื่อว่าการนอนหลับของบุคคล เพราะความเกลื่อนกล่นแล้วด้วยกุศลจิตเป็นต้นซึ่งเป็นไปรวดเร็วบ่อยๆ อันใดก็ฉันนั้น. การข้ามไปจากภวังค์บ่อยๆ เพราะความเป็นไปของการหลับอันใด การประกอบด้วยการหลับนั้น ย่อมเห็นสุบิน เพราะเหตุนั้นการฝันนี้ ย่อมเป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง เป็นอัพยากตะบ้าง. 12:26 19/2/2566 --!>
ถ้าบุคคลไม่หลับ ไม่ตื่น ย่อมฝันได้ เขาย่อมจะชื่อว่า ไม่ฝันเห็นซึ่งสุบิน (ในที่นี้) ก็ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้นมีอยู่ ความไม่มีแห่งสุบินเทียวย่อมปรากฏ ความมีแห่งสุบินก็ย่อมไม่ปรากฏ ข้อนี้เป็นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลถูกความง่วงดุจลิงหลับครอบงำแล้วย่อมฝัน. สมจริงดังที่กล่าวไว้ว่า ดูก่อนมหาราช บุคคลถูกความง่วงดุจลิงหลับครอบงำแล้วย่อมฝัน ดังนี้.
คำว่า กปิมิทฺธปเรโต ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยการหลับดุจลิง.
เหมือนอย่างว่า การนอนหลับของลิงย่อมเป็นไปเร็ว ฉันใด ชื่อว่าการนอนหลับของบุคคลเพราะความเกลื่อนกล่นแล้วด้วยกุศลจิตเป็นต้นซึ่งเป็นไปรวดเร็วบ่อยๆ อันใดก็ฉันนั้น. การถอนขึ้นจากภวังค์บ่อยๆ ในเพราะความเป็นไปของการหลับอันใด บุคคลผู้ประกอบด้วยการหลับนั้นย่อมฝัน เพราะเหตุนั้น การฝันนี้ย่อมเป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง เป็นอัพยากตะบ้าง.
ในการฝันเหล่านั้น เมื่อบุคคลฝันว่าทำการไหว้พระเจดีย์ การฟังธรรม การแสดงธรรมเป็นต้น ย่อมเป็นกุศล เมื่อฝันว่าทำปาณาติบาตเป็นต้น ย่อมเป็นอกุศล พ้นจากจิตทั้งสองนี้ ในขณะแห่งอาวัชชนะและตทารัมมณะ พึงทราบว่าเป็นอัพยากตะ. แม้ในเวลาที่กล่าวว่า สิ่งนี้เราเห็นแล้ว สิ่งนี้เราได้ยินแล้ว สิ่งที่ปรากฏแล้วนั่นแหละ ก็เป็นอัพยากตะเช่นกัน.
____________________________
บาลีใช้ ทิฏฐํวิย เม สุตํวิย เม เช่นเดียวกับคำว่า รูปอันเราเห็นแล้ว เสียงอันเราได้ยินแล้ว ซึ่งจัดเป็นอัพยากตะ เพราะเป็นรูป.
ถามว่า กุศลธรรมและอกุศลธรรมที่บุคคลทำในขณะฝันเป็นธรรมมีวิบากหรือไม่?
ตอบว่า มีวิบาก แต่กรรมที่ทำในเวลาฝันนั้นไม่อาจให้ปฏิสนธิได้ เพราะความที่วิบากนั้นมีกำลังทราม. แต่ครั้นเมื่อปฏิสนธิเป็นไปแล้วด้วยกรรมอย่างอื่นให้ผลแล้ว (กรรมที่ทำในเวลาฝัน) ย่อมให้ผล.
-----------------------------------------------------
เอวํ ยาถาวกวตฺถุวิภาวนา ปญฺญาติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ น เหตฺวฏฺโฐ
ยาถาวฏฺโฐ, ตํ ยาถาววตฺถุํ วิภาเวตีติ ยาถาวกวตฺถุวิภาวนา. ตถา ปญฺจนฺนํ
วิญฺญาณานํ อเหตุกฏฺโฐ ชราภิภูตฏฺโฐ น สุปินํ ปสฺสนฏฺโฐ ยาถาวฏฺโฐ ตํ
ยาถาววตฺถุํ วิภาเวตีติ ยาถาวกวตฺถุวิภาวนา. อิติ ยา เหฏฺฐา "ยาถาวกวตฺถุวิภาวนา
ปญฺญา"ติ มาติกาย นิกฺขิตฺตา. สา เอวํ ยาถาวกวตฺถุวิภาวนา ปญฺญาติ เวทิตพฺพา.
ตสฺสาเอว จ วเสน เอวํ เอกวิเธน ญาณวตฺถูติ เอวํ เอเกกโกฏฺฐาเสน
ญาณคณนา เอเกน วา อากาเรน ญาณปริจฺเฉโท โหตีติ.
@เชิงอรรถ: ม. ยถาวฏฺฐํ, ฉ. ยาถาวฏฺฐํ วตฺถุํ ฉ.ม. อยํ ปาโฐ น ทิสฺสติ ฉ.ม. โหติ
---------------------------
คำว่า เอวํ ยาถาวกวตฺถุวิภาวนาปญฺญา (แปลว่า ความรู้เรื่องวิญญาณ ๕ ดังกล่าวมานี้ ชื่อว่าปัญญา) บัณฑิตพึงทราบว่า มิใช่เป็นการอธิบายถึงเหตุของวิญญาณ ๕ แต่เป็นการอธิบายความเป็นจริงของวิญญาณ ๕ เท่านั้น.
คำว่า ตํ ยาถาวกวตฺถุํ วิภาเวติ ได้แก่ เป็นการชี้แจงถึงเรื่องวิญญาณ ๕ ตามความเป็นจริง. บัณฑิตพึงทราบคำอธิบาย ความรู้เรื่องวิญญาณ ๕ ตามความเป็นจริงอันนั้นชื่อว่าปัญญา เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งไว้ในมาติกาว่า ความรู้เรื่องวิญญาณ ๕ ตามความเป็นจริงอันใด ชื่อว่าปัญญาในหนหลัง ดังพรรณนามาฉะนี้. และพึงทราบว่า การนับญาณด้วยสามารถแห่งธรรมหมวดหนึ่ง หรือการนับญาณด้วยอาการอย่างหนึ่ง อย่างนี้ว่า เอกวิเธน ญาณวตฺถุ ดังวรรณนามาฉะนี้.
---------------------------
คำว่า เอวํ ยาถาวกวตฺถุวิภาวนา ปญฺญา (ความรู้เรื่องวิญญาณ ๕ ดังกล่าวมานี้ ชื่อว่าปัญญา) ได้แก่ การอธิบายวิญญาณ ๕ ว่าเป็น นเหตุ เป็นการอธิบายตามความเป็นจริง. ปัญญาชื่อว่าเป็นเครื่องแสดงเรื่องของวิญญาณ ๕ ตามความเป็นจริง เพราะอรรถว่า ยังเรื่องตามความเป็นจริงนั้นให้แจ่มแจ้ง. เหมือนอย่างนั้น การอธิบายวิญญาณ ๕ ว่าเป็น อเหตุกะ ว่าถูกชราครอบงำ ว่าไม่ฝัน เป็นการอธิบายตามความเป็นจริง.
ปัญญาชื่อว่าเป็นเครื่องแสดงเรื่องของวิญญาณ ๕ ตามความเป็นจริง เพราะอรรถว่า ยังเรื่องตามความเป็นจริงนั้นให้แจ่มแจ้ง. ปัญญาใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งไว้ในมาติกาในหนหลังว่า "เป็นเครื่องแสดงเรื่องของวิญญาณ ๕ ตามความเป็นจริง"
ปัญญานั้นพึงทราบว่า "ความรู้เรื่องของวิญญาณ ๕ ดังกล่าวมานี้ ชื่อว่า ปัญญาเป็นเครื่องแสดงเรื่องวิญญาณ ๕ ตามความเป็นจริง" ดังพรรณนามาฉะนี้. ก็การนับญาณด้วยธรรมหมวดหนึ่ง หรือการนับญาณด้วยอาการอย่างหนึ่ง อย่างนี้ว่า เอวํ เอกวิเธน ญาณวตฺถุ (ญาณวัตถุหมวดละ ๑ ย่อมมี ด้วยประการฉะนี้) ย่อมมีด้วยอำนาจแห่งปัญญานั้นนั่นแหละ.
----------------------------------------------------- ญาณวัตถุหมวดหนึ่ง จบ.
อธิบายญาณวัตถุหมวด ๒
คำว่า จตูสุ ภูมีสุ กุสเล (แปลว่า ในกุศลธรรมในภูมิ ๔) ได้แก่ ปัญญาเป็นกุศลอันเป็นไปในภูมิ ๔ ของพระเสกขะและปุถุชนทั้งหลายพึงทราบวินิจฉัยในที่นี้ว่า ปัญญาใดย่อมยังประโยชน์กล่าวคือวิบากอันนับเนื่องแล้วด้วยภูมิของตน ให้เกิดขึ้น ให้ผลิตผล คือให้เป็นไปทั่วในประโยชน์ ๕ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในปฏิสัมภิทาวิภังค์ เพราะเหตุนั้น ปัญญานั้นจึงชื่อว่าอัตถชาปิกา.
คำว่า อรหโต อภิญฺญํ อุปฺปาเทนฺตสฺส สมาปตฺตึ อุปฺปาเทนฺตสฺส กิริยาพฺยากตา (แปลว่า ปัญญาที่เป็นกิริยาอัพยากตะของพระอรหันต์ผู้กำลังยังอภิญญาให้เกิดขึ้น ผู้กำลังยังสมาบัติให้เกิดขึ้น) ได้แก่ ปัญญาอันเป็นกิริยาในกามาวจร ในเวลาทำบริกรรมแห่งอภิญญาและสมาบัติ.
จริงอยู่ ปัญญานั้นย่อมยังประโยชน์กล่าวคือกิริยาอันต่างด้วยอภิญญาและสมาบัติให้เกิด ให้ผลิตผล ให้เป็นไปทั่ว เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่า อัตถชาปิกปัญญา.
____________________________
คือ ๑. สัจจวาระ ๒. เหตุวาระ ๓. ธรรมวาระ ๔. ปัจจยาการวาระ ๕. ปริยัตติธรรมวาระ.
นัยแห่งอรรถกถาอันเป็นบาลีมุตตกะ นัยหนึ่ง
ก็ปัญญาแม้ใด เป็นกามาวจรกิริยาซึ่งเกิดขึ้นก่อน ย่อมเป็นปัจจัยแก่กามาวจรกิริยาที่เกิดภายหลังด้วยอำนาจอนันตรปัจจัย. ปัญญาแม้นั้นชื่อว่าอัตถชาปิกปัญญา เพราะย่อมยังประโยชน์กล่าวคือกิริยานั้นให้เกิดขึ้น. แม้ปัญญาในรูปาวจรทั้งหลาย ก็นัยนี้.
พึงทราบในนิทเทสแห่งบทที่ ๒ มีคำว่า จตูสุ ภูมีสุ วิปาเก (แปลว่า ในวิบากธรรมในภูมิ ๔) ได้แก่ ปัญญาในกามาวจรวิบาก ชื่อว่าชาปิตัตถา เพราะยังประโยชน์ในกามาวจรวิบากให้เกิดแล้วดำรงอยู่ ด้วยสามารถแห่งปัจจัยมีสหชาตปัจจัยเป็นต้น. แม้ปัญญาในวิบากมีรูปาวจรปัญญาเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
อีกอย่างหนึ่ง ปัญญานี้ แม้ทั้งหมด ชื่อว่า ชาปิตัตถา เพราะให้เกิด ให้ผลิตผลให้เป็นไปทั่วด้วยเหตุทั้งหลายของตนๆ และแม้ตัวเองก็เป็นประโยชน์ ดังนี้บ้าง. แม้ในปัญญาอันเป็นกิริยาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ปัญญาของพระอรหันต์เมื่อขณะที่อภิญญาเกิดแล้ว เมื่อขณะที่สมาบัติเกิดแล้วดังนี้ ก็นัยนี้แหละ.
นัยแห่งอรรถกถาอันเป็นบาลีมุตตกะ นัยหนึ่ง
ก็แม้ปัญญาในกิริยาอันเป็นกามาวจร ชื่อว่าชาปิตัตถา เพราะยังประโยชน์กล่าวคือกามาวจรกิริยาให้เกิดแล้วดำรงอยู่ด้วยอำนาจแห่งสหชาตปัจจัยเป็นต้น.
แม้ในปัญญาอันเป็นกิริยาในรูปาวจรและอรูปาวจร ก็นัยนี้แหละ.
อีกอย่างหนึ่ง ปัญญานี้แม้ทั้งหมด ชื่อว่าชาปิตัตถา เพราะให้เกิด ให้ผลิตผล ให้เป็นไปทั่ว ด้วยเหตุทั้งหลายของตนๆ และแม้ตัวเองก็เป็นประโยชน์ดังนี้บ้าง. คำที่เหลือทั้งหมดในที่นี้ ปรากฏชัดแล้วทั้งนั้น เพราะมีนัยดังที่กล่าวแล้วในอรรถกถาแห่งธัมมสังคหะ ฉะนี้แล. ญาณวัตถุหมวด ๒ จบ.
อธิบายญาณวัตถุหมวด ๓ จินตามยปัญญา
ปัญญาอันพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกว่า โยคะ ในคำว่า โยควิหิเตสุ นี้ มีอธิบายว่า ในการจัดแจงด้วยปัญญา ชื่อว่าน้อมนำไปด้วยปัญญา. อายตนะคือบ่อเกิดแห่งการงานในคำว่า กมฺมายตเนสุ นี้ ชื่อว่าการงานนั่นแหละ.
อีกอย่างหนึ่ง แม้แต่คำว่า การงานนั้นด้วย อายตนะนั้นด้วย มีอยู่แก่บุคคลผู้มีอาชีพเป็นต้น ดังนี้ ก็ชื่อว่าบ่อเกิดแห่งการงาน. แม้ในคำว่า สิปฺปายตเนสุ ก็นัยนี้.
ในคำเหล่านั้น การงานมี ๒ อย่าง คือ หีนกรรมและอุกกัฏฐกรรม (ชนิดเลวและดี).
ใน ๒ อย่างนั้น การงานของช่างไม้ การงานของผู้เทดอกไม้เป็นต้น ชื่อว่าหีนกรรม (ชนิดเลว). กสิกรรม วาณิชกรรม โครักขกรรมเป็นต้น ชื่อว่าอุกกัฏฐกรรม (ชนิดดี).
แม้ในศิลปะก็มี ๒ อย่าง คือ ชนิดเลวและดี.
ใน ๒ อย่างนั้น ศิลปะของช่างสาน ศิลปะของช่างหูก ศิลปะของช่างหม้อ ศิลปะของช่างหนังและศิลปะของช่างตัดผมเป็นต้น ชื่อว่าชนิดเลว. ศิลปะที่ใช้ปัญญา (มุทฺธา) ศิลปะการคำนวณ (คณนา) ศิลปะขีดเขียน (เลขํ) เป็นต้น ชื่อว่าชนิดดี. ฐานะแห่งวิชชา ชื่อว่าวิชชาเทียว. ฐานะแห่งวิชชานั้นต้องประกอบโดยธรรม ท่านจึงถือเอา. ก็หมอ พ่อค้าซึ่งมีวิชชาเช่นกับมนต์เครื่องคุ้มครอง คือทำให้นาคงงงวย เช่นกับมนต์ของบุคคลผู้เป่าไม้เลาแม่น จักษุวิทยา ศัลยกรรมเป็นต้น ท่านไม่ถือเอาเพราะความที่ศิลปะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้นั้นไม่เข้าไปรวมอยู่ในศิลปะอันมีคำว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ กระผมปรารถนาเพื่อศึกษาศิลปะ ดังนี้.
นัยแห่งหีนกรรม
พึงทราบในข้อนี้ว่า บุรุษผู้ฉลาดคนหนึ่งสร้างบ้าน ปราสาท ยาน เรือเป็นต้นโดยธรรมดาของตนเองเพื่อต้องการอยู่เป็นสุขของมนุษย์ทั้งหลาย เพราะว่า บุรุษผู้ฉลาดคนนั้นดำรงอยู่ด้วยการกระทำประโยชน์เกื้อกูล โดยคิดว่า มนุษย์เหล่านี้เป็นทุกข์เพราะไม่มีที่เป็นที่อยู่อาศัย จึงสร้างบ้านอันต่างด้วยบ้านมีรูปยาวและสี่เหลี่ยมเป็นต้นขึ้นและเพื่อป้องกันความหนาวและร้อนก็สร้างปราสาทอันต่างด้วยปราสาทมีชั้นเดียวและสองชั้นเป็นต้น เมื่อยานพาหนะไม่มีอยู่ ก็คิดว่า ชื่อว่าการสัญจรไปมาเป็นทุกข์เพื่อต้องการบรรเทาความปวดเมื่อยแข้งเป็นต้น ก็สร้างพาหนะเป็นเครื่องนำไปมีเกวียนและรถเป็นต้น ครั้นเมื่อเรือไม่มีอยู่ ก็คิดว่า ชื่อว่าเครื่องสัญจรไปในสมุทรเป็นต้นไม่มี จึงสร้างเรือมีประการต่างๆ.
บุรุษผู้ฉลาดนั้น ย่อมไม่เห็นวัตถุทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมดที่บุคคลอื่นกระทำอยู่ มิได้เก็บเอาของที่บุคคลอื่นทำแล้วมา ย่อมไม่ได้ฟังจากผู้อื่น ก็แต่ว่า เขาย่อมกระทำด้วยความคิดตามธรรมดาของตน.
จริงอยู่ การงานอันบุคคลผู้มีปัญญา แม้กระทำตามธรรมดาของตน ย่อมเป็นเช่นกับการงานทั้งหลาย อันชนเหล่าอื่นเรียนมากระทำให้สำเร็จนั่นแหละ. นี้เป็นนัยในหีนกรรม (การงานอันต่ำ) ก่อน.
นัยแห่งอุกกัฏฐกรรม
แม้ในอุกกัฏฐกรรม (การงานอันสูง) บัณฑิตคนหนึ่งคิดว่า เมื่อกสิกรรมไม่มีอยู่ ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายย่อมไม่เป็นไป ดังนี้ เพื่อต้องการให้อยู่เป็นสุขของมนุษย์ทั้งหลาย จึงสร้างอุปกรณ์การทำนามีแอกและไถเป็นต้น. โดยทำนองนั้น ย่อมสร้างวาณิชยกรรมและโครักขกรรมขึ้น. เขาย่อมไม่เห็นการงานเหล่านั้นทั้งหมดที่บุคคลอื่นทำอยู่ ฯลฯ ย่อมเป็นเช่นกับการงานที่บุคคลอื่นเรียนมา ทำให้สำเร็จแล้วนั่นแหละ. นี้เป็นนัยในอุกกัฏฐกรรม (การงานอันสูง).
นัยแห่งศิลปะทั้ง ๒ อย่าง
ในบ่อเกิดแห่งศิลปะแม้ทั้งสอง บัณฑิตคนหนึ่งประสงค์จะให้มนุษย์ทั้งหลายมีความผาสุก จึงจัดสร้างหีนศิลปะมีศิลปะของช่างสานเป็นต้นขึ้นและสร้างศิลปะอันสูงสุดกล่าวคือเพื่อให้ได้จำนวนโดยสูงสุดแห่งหัตถกรรม สร้างอุปกรณ์คำนวณกล่าวคือเพื่อมิให้ขาดปริมาณ สร้างเครื่องขีดเขียนอันเป็นแบบอย่างต่างๆ เป็นต้น. บัณฑิตนั้นมิได้เห็นสิ่งเหล่านั้นแม้ทั้งหมดที่บุคคลอื่นทำอยู่ ฯลฯ ย่อมเป็นเช่นกับศิลปะที่บุคคลอื่นเรียนมาแล้วทำให้สำเร็จนั่นแหละ. ข้อนี้เป็นนัยในบ่อเกิดแห่งศิลปะ.
อนึ่ง บัณฑิตบางพวกยังฐานะแห่งวิชาทั้งหลาย มีมนต์อันยังนาคให้งง (ให้หมุนไป) เป็นต้นให้เกิดขึ้น เพื่อต้องการเยียวยามนุษย์ทั้งหลายผู้เข้าไปเล่นกับอมนุษย์มีงูเป็นต้น. บัณฑิตนั้น ย่อมไม่เห็นฐานะแห่งวิชาเหล่านั้นซึ่งบุคคลอื่นทำอยู่ ไม่ได้เรียนฐานะแห่งวิชาที่บุคคลอื่นเรียนแล้ว ทั้งมิได้ฟังต่อบุคคลอื่น แต่ว่า เขาย่อมกระทำด้วยความคิดตามธรรมดาของตน.
จริงอยู่ ฐานะแห่งวิชานั้นอันบุคคลผู้มีปัญญา แม้ทำตามธรรมดาของตน ก็ย่อมเป็นเช่นกับบุคคลอื่นที่เรียนมากระทำอยู่ให้สำเร็จนั่นแหละ.
คำว่า กมฺมสฺสกตํ วา (แปลว่า กัมมัสสกตาญาณ) ได้แก่ ญาณ คือการรู้อย่างนี้ว่า นี้เป็นกรรมของสัตว์ทั้งหลาย นี้เป็นกรรมของตน นี้มิใช่กรรมของตน ดังนี้.
คำว่า สจฺจานุโลมิกํ วา (แปลว่า สัจจานุโลมิกญาณ) ได้แก่ วิปัสสนาญาณ.
จริงอยู่ วิปัสสนาญาณนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า สัจจานุโลมิกญาณ ก็เพราะคล้อยตามสัจจะ ๔.
บัดนี้ เพื่อแสดงซึ่งอาการ คือความเป็นไปแห่งสัจจานุโลมิกญาณที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า รูปํ อนิจฺจนฺติ วา เป็นอาทินั้น (แปลว่า รูปไม่เที่ยง). ก็รูปมีความไม่เที่ยงเป็นลักษณะนั่นแหละ มาแล้วในข้อว่า รูปํ อนิจฺจํ นี้ มิใช่มีทุกข์เป็นลักษณะ หรือมีอนัตตะเป็นลักษณะ. แต่พึงทราบว่า เมื่อว่าโดยอำนาจแห่งอรรถ (เนื้อความ) แล้ว สภาวะเหล่านั้นพึงเป็นอย่างเดียวกัน เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่ายญฺหิ อนิจฺจํ ตํ ทุกฺขํ ยํ ทุกฺขํ ตํ อนตฺตา (แปลว่า สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา) ดังนี้.
คำว่า ยํ เอวรูปึ (แปลว่า อันใด ซึ่งมีลักษณะอย่างนั้น) ได้แก่ ญาณใดเป็นสภาวะอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิบายไว้ตอนหลังอย่างนี้ ญาณนั้นชื่อว่าอนุโลมิกญาณ.
คำว่า ขนฺตึ เป็นต้น เป็นไวพจน์ของปัญญาทั้งนั้น.
จริงอยู่ ปัญญานั้นชื่อว่าอนุโลมิกะ เพราะอรรถว่าย่อมอนุโลม (คือ คล้อยตาม) ซึ่งเหตุอันเป็นการกระทำ ๕ อย่าง มีบ่อเกิดแห่งการงานเป็นต้น ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในหนหลัง โดยการเห็นซึ่งธรรมอันไม่เป็นข้าศึก ดังนี้. อนึ่ง ปัญญาชื่อว่าอนุโลมิกะ เพราะอรรถว่าย่อมคล้อยตามประโยชน์แห่งสัตว์ทั้งหลาย ดังนี้ด้วย ย่อมคล้อยตามมัคคสัจจะดังนี้ด้วย ย่อมคล้อยตาม เพราะการคล้อยตามพระนิพพานอันเป็นปรมัตถสัจจะ ดังนี้ก็ได้.
ญาณใดย่อมอดทน ย่อมสามารถ ย่อมอาจเพื่อเห็นซึ่งเหตุเป็นที่กระทำ (การณะ) แม้ทั้งหมดเหล่านี้ เพราะเหตุนั้น ญาณนั้น จึงชื่อว่าขันติ.
คำว่า ปสฺสติ ได้แก่ ทิฏฐิญาณ.
คำว่า โรเจติ ได้แก่ รุจิญาณ.
คำว่า มุจติ ได้แก่ มุติญาณ.
พระบาลีว่า มุทตีติ มุทีติ ชื่อว่า มุติญาณ ดังนี้ก็มี.
คำว่า เปกฺขติ ชื่อว่า เปกขญาณ.
ธรรมทั้งหลายมีบ่อเกิดแห่งการงานเป็นต้นแม้ทั้งหมดเหล่านั้น ย่อมเข้าไปประจักษ์แจ้ง แก่ญาณนั้น จึงชื่อว่าธัมมนิชฌานขันติญาณ.
อนึ่ง เมื่อว่าโดยพิเศษ ธรรมทั้งหลายกล่าวคือ ขันธ์ ๕ เมื่อเข้าไปเพ่งพิจารณา ย่อมให้ประจักษ์แจ้งด้วยสามารถแห่งความเป็นสิ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาบ่อยๆ เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้น จึงชื่อว่าธัมมนิชฌานขันติญาณ.
____________________________
คือ ขันติญาณ ทิฏฐิญาณ รุจิญาณ มุติญาณ เปกขญาณ ธัมมนิชฌานขันติญาณ.
การณะ คือ กัมมะ ศิลปะ วิชา กัมมัสสกตาญาณ สัจจานุโลมิกญาณ.
คำว่า ปรโต อสุตฺวา ปฏิลภติ (แปลว่า บุคคลมิได้ฟังจากผู้อื่นย่อมได้...) ได้แก่ มิได้ฟังคำแนะนำของผู้อื่น คิดอยู่เองนั่นแหละ ย่อมได้...
คำว่า อยํ วุจฺจติ (แปลว่า นี้เรียกว่า) ได้แก่ ปัญญานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า จินตามยปัญญา.
ก็จินตามยปัญญานั้น ย่อมไม่เกิดแก่บุคคลพวกใดพวกหนึ่ง ย่อมเกิดขึ้นแก่พระมหาสัตว์ทั้งหลาย ผู้รู้ยิ่งเท่านั้น.
สัจจานุโลมิกญาณแม้ในที่นี้ ก็ย่อมเกิดแก่พระโพธิสัตว์ทั้งสอง (ทฺวินฺนํเยว โพธิสตฺตานํ) เท่านั้น.
ปัญญาที่เหลือ บัณฑิตพึงทราบว่า ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้มีปัญญามากแม้ทั้งหมดซึ่งมีบารมีเต็มแล้ว.
อธิบายสุตมยปัญญา
ในคำว่า ปรโต สุตฺวา ปฏิลภติ นี้ บัณฑิตพึงทราบว่า ปัญญาทั้งหมดที่บุคคลได้แล้ว เพราะเห็นบ่อเกิดแห่งการงานเป็นต้นอันบุคคลอื่นกำลังทำอยู่ หรือทำเสร็จแล้วก็ดี ฟังถ้อยคำของใครๆ ผู้บอกอยู่ก็ดี เรียนเอาในสำนักของอาจารย์ก็ดี ชื่อว่าบุคคลฟังจากผู้อื่นแล้วนั่นแหละ.
อธิบายภาวนามยปัญญา
คำว่า สมาปนฺนสฺส (แปลว่า ผู้เข้าสมาบัติ) อธิบายว่า ปัญญาในภายในสมาบัติของบุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยสมาบัติ ชื่อว่าภาวนามยปัญญา.
อธิบายทานมยปัญญา
คำว่า ทานํ อารพฺภ (แปลว่า ปรารภทาน) ได้แก่ อาศัยทาน. อธิบายว่า มีเจตนาในทานเป็นปัจจัย. คำว่า ทานาธิคจฺฉ (แปลว่า บุคคลผู้ให้ทาน) อธิบายว่า บุคคลผู้กำลังน้อมเข้าไปให้อยู่ซึ่งทาน ชื่อว่าผู้ให้ทาน. คำว่า ยา อุปฺปชฺชติ (แปลว่า ย่อมเกิดขึ้น) ได้แก่ ปัญญาใดอันสัมปยุตด้วยเจตนาในทาน ย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้ ปัญญานี้ ชื่อว่าทานมยปัญญา. ก็เมื่อบุคคลคิดว่า เราจักให้ทานดังนี้ ก็ให้ทานอยู่ ครั้นให้ทานแล้ว ก็พิจารณาอยู่ซึ่งทานนั้น.
ทานมยปัญญานั้น ย่อมเกิดขึ้นโดยอาการ ๓ อย่าง คือ
ปุพพเจตนา
มุญจนเจตนา
อปรเจตนา.
อธิบายสีลมยปัญญา
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาปัญญาอันสัมปยุตด้วยเจตนาในศีล แม้ในคำว่า สีลํ อารพฺภ สีลาธิคจฺฉ นี้ว่าเป็นสีลมยปัญญา. ก็เมื่อคิดว่า เราจักยังศีลให้บริบูรณ์ ดังนี้ แล้วก็ยังศีลนั้นให้บริบูรณ์อยู่ ครั้นยังศีลให้บริบูรณ์แล้ว ก็พิจารณาศีลนั้นอยู่ สีลมยปัญญานี้จึงเกิดขึ้นโดยอาการ ๓ อย่างคือปุพพเจตนา มุญจนเจตนา อปรเจตนา. สำหรับภาวนามยปัญญา ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแหละ.
อธิบายอธิสีลปัญญาเป็นต้น
ในอธิสีลปัญญาเป็นต้น บัณฑิตพึงทราบศีลเป็นต้น โดยเป็นไปอย่างละ ๒ คือ ศีล อธิศีล, จิต อธิจิต, ปัญญา อธิปัญญา. ในคำเหล่านั้น ศีล ๕ ก็ดี ศีล ๑๐ ก็ดี ชื่อว่าศีล ด้วยสามารถแห่งการสงเคราะห์ลงในแบบแผนนี้ว่า ความอุบัติขึ้นแห่งพระตถาคตทั้งหลาย หรือไม่ทรงอุบัติขึ้นก็ตามทีธาตุ ธัมมฐิติ ธัมมนิยามเหล่านั้นก็ดำรงอยู่แล้วเทียว. จริงอยู่ เมื่อพระตถาคตทรงอุบัติขึ้นก็ดี ยังไม่ทรงอุบัติขึ้นก็ดี ศีลนั้นก็มีอยู่.
ถามว่า เมื่อพระตถาคตยังมิได้ทรงอุบัติขึ้น ใครเล่าย่อมบัญญัติศีล (คือย่อมประกาศให้รู้).
ตอบว่า ดาบส ปริพาชก สัพพัญญูโพธิสัตว์ และพระเจ้าจักรพรรดิราชย่อมบัญญัติศีล.
เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้ว ภิกษุสงฆ์ ภิกษุณีสงฆ์ อุบาสกและอุบาสิกา ย่อมประกาศให้รู้ซึ่งศีลนั้น. อนึ่ง เมื่อพระตถาคตทรงอุบัติขึ้นแล้วนั่นแหละ ปาฏิโมกขสังวรศีลอันเป็นศีลยิ่งกว่าศีลทั้งหมดจึงปรากฏขึ้น เมื่อพระตถาคตยังมิได้ทรงอุบัติ ปาฏิโมกขสังวรศีลนั้นก็มิได้ปรากฏด้วยว่า พระสัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้น ย่อมบัญญัติประกาศซึ่งปาฏิโมกขสังวรศีลนั้น หาใช่เป็นวิสัยของชนเหล่าอื่นที่จะบัญญัติว่า ชื่อว่าศีลข้อนี้ย่อมมีเพราะการก้าวล่วงในเรื่องนี้ ดังนี้. อันนี้เป็นวิสัยแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้น และเป็นกำลังของพระพุทธเจ้าทั้งหลายด้วยประการฉะนี้. ปาฏิโมกขสังวรศีลนี้เป็นอธิศีล เหตุใด เพราะเหตุนั้นเพื่อทรงแสดงอธิสีลปัญญา พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ปาฏิโมกฺขสํวรํ สํวรนฺตสฺส เป็นต้น (แปลว่า ปัญญาเกิดแก่ผู้สำรวมด้วยปาฏิโมกขสังวรศีล).
อนึ่ง สมาบัติ ๘ อันเป็นเครื่องดำเนินไปในวัฏฏะ ชื่อว่าจิต ด้วยสามารถแห่งการสงเคราะห์ไว้ด้วยแบบแผนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในหนหลัง. จริงอยู่ จิตอันเป็นไปในสมาบัติ ๘ เหล่านั้น เมื่อพระตถาคตทรงอุบัติแล้วก็ตาม ไม่ทรงอุบัติก็ตาม จิตเช่นนั้นย่อมเกิดขึ้นได้.
ถามว่า เมื่อพระตถาคตยังมิได้ทรงอุบัติขึ้น ใครเล่า ย่อมยังจิตอันเป็นไปในสมาบัติเหล่านั้นให้เกิดขึ้น.
ตอบว่า ดาบส ปริพาชก พระสัพพัญญูโพธิสัตว์และพระเจ้าจักรพรรดิราช.
ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอุบัติแล้ว ชนทั้งหลายผู้ปรารถนาคุณวิเศษแม้มีภิกษุเป็นต้น ย่อมยังจิตเช่นนั้นให้เกิดขึ้นได้. แต่ว่า สมาบัติ ๘ อันเป็นบาทให้วิปัสสนาอันยิ่งกว่าจิตทั้งปวงเกิดขึ้นนั้น เมื่อพระตถาคตทรงอุบัติแล้วเท่านั้นจึงมีได้ ยังมิได้ทรงอุบัติขึ้น จิตเช่นนั้นหามีได้ไม่. พระสัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้น ย่อมทรงบัญญัติประกาศจิตอันเป็นไปในสมาบัติ ๘ อันเป็นบาทแห่งวิปัสสนาเหล่านั้นไว้ ด้วยประการฉะนี้สมาบัติ ๘ เป็นอธิจิตได้ เหตุใด เพราะเหตุนั้นเพื่อแสดงปัญญาอันบรรลุเป็นอธิจิตนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า รูปาวจรารูปาวจรสมาปตฺตึ สมาปชฺชนฺตสฺส เป็นต้น(แปลว่า ปัญญา...อันใด เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคลผู้เข้ารูปาวจรสมาบัติและอรูปาวจรสมาบัติ).
ก็กัมมัสสกตาญาณ ชื่อว่าปัญญา ด้วยสามารถแห่งการสงเคราะห์ไว้ในแบบแผนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วในหนหลังนั่นแหละ.
จริงอยู่ เมื่อพระตถาคตทรงอุบัติแล้วก็ดี ยังมิทรงอุบัติก็ดี กัมมัสสกตาญาณนั้น ก็มีได้ คือ เมื่อพระตถาคตยังมิทรงอุบัติขึ้น กัมมัสสกตาญาณนั้นย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจของการให้ทานของเวลามพราหมณ์และของพระเวสสันดร เป็นต้น. ครั้นเมื่อพระตถาคตทรงอุบัติแล้ว ประมาณบุคคลผู้ยังมหาทานให้เป็นไปด้วยญาณนั้นหาได้ไม่.
ปัญญาในมรรคและผลเป็นสภาพยิ่งกว่าปัญญาทั้งหมด เมื่อพระตถาคตทรงอุบัติแล้วเท่านั้น จึงเป็นสภาวะแผ่ออกไป เมื่อยังมิได้ทรงอุบัติขึ้น หาเป็นเช่นนั้นไม่. ด้วยประการฉะนี้ ปัญญาในมรรคและผล ชื่อว่าอธิปัญญา เหตุใด เพราะเหตุนั้น เพื่อแสดงซึ่งปัญญา ด้วยอธิปัญญา จึงตรัสคำว่า จตูสุ มคฺเคสุ เป็นต้น.
ถามว่า ในส่วนทั้ง ๖ เหล่านี้ คือ ศีล อธิศีล จิต อธิจิต ปัญญา อธิปัญญา พึงมีไซร้ วิปัสสนาปัญญา อาศัยธรรมอันไหนเป็นไป.
ตอบว่า อาศัยอธิปัญญา.
ในข้อนี้ เปรียบเหมือนบุคคลเรียกว่า อธิฉัตรและอธิธัชซึ่งมีปริมาณมาก เพราะอาศัยฉัตร (ร่ม) หรือธัช (ธง) ซึ่งมีปริมาณน้อย ฉันใด แม้ข้อนี้ก็ฉันนั้น ชื่อว่าปาฏิโมกขสังวรศีลอันเป็นอธิศีลก็เพราะอาศัยศีล ๕ และศีล ๑๐ อันเป็นเบื้องต้น.
สมาบัติ ๘ อันเป็นบาทให้วิปัสสนาเกิดขึ้น ชื่อว่าอธิจิต เพราะอาศัยสมาบัติ ๘ อันเป็นไปในวัฏฏะ.
และพึงทราบว่า วิปัสสนาปัญญาและปัญญาในมรรคในผล ชื่อว่าอธิปัญญา ดังนี้ ก็เพราะอาศัยกัมมัสสกตาปัญญา ดังนี้.
อธิบายอายโกศลเป็นต้น
ในนิทเทสแห่งอายโกศลเป็นต้น คำว่า อาโย ได้แก่ ความเจริญอายะ คือความเจริญนั้นมี ๒ อย่าง คืออนัตถหานิ (การละความพินาศคืออกุศลธรรม) และอัตถุปปัตติ (การยังประโยชน์คือกุศลธรรมให้เกิดขึ้น).
คำว่า อปาโย ได้แก่ ความไม่เจริญ. ความไม่เจริญแม้นั้น ก็มี ๒ คืออัตถหานิ (การละสิ่งเป็นประโยชน์คือกุศลธรรม) และอนัตถุปปัตติ (การยังสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์คืออกุศลธรรม ให้เกิดขึ้น) ย่อมมี เหตุใด เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อิเม ธมฺเม มนสิกโรโต เป็นต้น.
คำว่า อิทํ วุจฺจติ อธิบายว่า ปัญญาอันใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกชื่อว่า อายโกศล ก็เพราะเป็นไปในการละ คือไม่ให้อกุศลธรรมเหล่านี้เกิดขึ้น และเพราะการดำรงอยู่ในการเกิดขึ้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย. ก็แลปัญญานี้ใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า นี้ชื่อว่าอปายโกศล ดังนี้ปัญญานั้น เมื่อพิจารณาอยู่ ย่อมรู้ในการยังไม่เกิดขึ้นและการดับไปแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย ย่อมรู้ในการเกิดขึ้นและความตั้งอยู่แห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย ดังนี้.
ถามว่า ความเป็นคนฉลาดในอายะ คือ ความเจริญนั้นจงยกไว้ก่อน ความเป็นคนฉลาดในอปายะ คือความไม่เจริญ ชื่อว่าปัญญานั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร.
ตอบว่า เพราะว่า เมื่อบุคคลพิจารณาด้วยปัญญาของตนอย่างนี้ ย่อมรู้ชัดว่า กุศลธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิดขึ้น ย่อมไม่เกิดขึ้นกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป และย่อมรู้ชัดว่า อกุศลธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้น อกุศลกรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเจริญ ดังนี้บุคคลนั้น ครั้นทราบอย่างนี้แล้ว ย่อมไม่ให้เพื่อการเกิดขึ้นแห่งอกุศลธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิดขึ้น ย่อมละอกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้วและย่อมยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ย่อมยังกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ให้ถึงความบริบูรณ์ ด้วยการเจริญปัญญา. แม้ความเป็นผู้ฉลาดในอปายะด้วยอาการอย่างนี้ บัณฑิตพึงทราบว่าเป็นปัญญา ดังพรรณนามาฉะนี้.
ก็ในคำว่า สพฺพาปิ ตตฺรุปายาปญฺญา อุปายโกสลฺลํ นี้ (แปลว่า ปัญญาแม้ทั้งหมดที่เป็นอุบายแก้ไขในกิจรีบด่วน หรือภัยที่เกิดขึ้นแล้วนั้น ชื่อว่าอุปายโกศล) บัณฑิตพึงทราบด้วยสามารถแห่งการรู้ถึงเหตุในการเกิดขึ้นแห่งฐานะ เพื่อแก้ไขในกิจการที่รีบด่วน หรือภัยที่เกิดขึ้นนั่นแหละ.
คำที่เหลือในที่ทั้งปวง มีอรรถตื้นทั้งนั้นแล. ญาณวัตถุหมวด ๓ จบ.
อธิบายญาณวัตถุหมวด ๔
ในคำว่า อตฺถิ ทินฺนํ เป็นต้น (แปลว่า ทานที่ให้แล้วมีผล) บัณฑิตพึงทราบเนื้อความโดยอุบายนี้ว่า ผลมีอยู่เพราะทานอันตนให้แล้วเป็นปัจจัย ดังนี้.
คำว่า อิทํ วุจฺจติ (แปลว่า นี้เรียกว่ากัมมัสสกตาญาณ) อธิบายว่า ญาณใดย่อมรู้ว่า นี้เป็นกรรมของตน นี้มิใช่ของตน ดังนี้ ญาณนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกชื่อว่ากัมมัสสกตาญาณ.
ในบรรดากรรมทั้งสอง (คือทั้งของตนและมิใช่นั้น)
กรรม คือ กายทุจจริต ๓ วจีทุจจริต ๔ มโนทุจจริต ๓ เหล่านี้ ไม่ชื่อว่าเป็นกรรมของตน.
สุจริตกรรมแม้ทั้ง ๑๐ อย่างในทวารทั้ง ๓ ชื่อว่าเป็นกรรมของตน.
อกุศลแม้ทั้งหมดจะเป็นของตน หรือของบุคคลอื่นก็ตาม ไม่ชื่อว่าเป็นกรรมของตน.
ถามว่า เพราะเหตุไร?
ตอบว่า เพราะทำลายซึ่งประโยชน์ และเพราะการเกิดขึ้นแห่งความเสื่อม.
กุศลแม้ทั้งหมดจะเป็นของตนเอง หรือของผู้อื่นก็ตาม ชื่อว่าเป็นกรรมของตน.
ถามว่า เพราะเหตุไร?
ตอบว่า เพราะการทำลายสิ่งซึ่งมิใช่ประโยชน์ และเพราะให้ประโยชน์เกิดขึ้น.
ครั้นเมื่อกุศลสามารถเพื่ออันยังประโยชน์ (ความเจริญ) ให้เกิดขึ้นอย่างนี้ การกำหนดจำนวนบุคคลผู้ตั้งอยู่ในกัมมัสสกตาญาณนั้นว่า
กัมมัสสกตาญาณนี้ คือผู้ให้ทานมากแล้วยังศีลให้บริบูรณ์ สมาทานอุโบสถ แล้วเสวยความสุขด้วยความสุข เสวยสมบัติด้วยสมบัติ แล้วบรรลุพระนิพพาน นับประมาณมิได้.
เหมือนอย่างว่า บุรุษมีทรัพย์ยังบุคคลให้ยกวัตถุทั้งหลายมีเนยใส น้ำผึ้ง น้ำอ้อยเป็นต้น และเกลือ เมล็ดงา ข้าวสารเป็นต้นใส่เกวียน ๕ เล่ม ดำเนินไปสู่ทางกันดาร (ท่องเที่ยวไปในวัฏฏะ) ครั้นเมื่อความต้องการด้วยกิจอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นเขาย่อมไม่คิด คือไม่สะดุ้ง ย่อมดำเนินไปจนถึงที่อันเกษมนั้น เพราะความที่อุปกรณ์ทั้งปวงเป็นของอันเขาครอบครองแล้วฉันใดบุคคลผู้ตั้งอยู่ในกัมมัสสกตาญาณแม้นี้ ให้ทานเป็นอันมาก ฯลฯ ย่อมดำเนินไปจนถึงพระนิพพาน จะนับจะประมาณหาได้ไม่.
คำว่า ฐเปตฺวา สจฺจานุโลมิกํ ญาณํ (แปลว่า ยกเว้นสัจจานุโลมิกญาณ) อธิบายว่า ยกเว้นวิปัสสนาญาณซึ่งมีชื่อว่า สัจจานุโลมิกญาณ เพราะการคล้อยตามมัคคสัจจะและปรมัตถสัจจะแล้ว กุศลปัญญาที่เหลือเป็นไปกับด้วยอาสวะ ชื่อว่ากัมมัสสกตาญาณทั้งนั้น.
อธิบายมัคคสมังคิญาณ
ในคำว่า มคฺคสมงฺคิสฺส ญาณํ ทุกฺเขเปตํ ญาณํ (แปลว่า มัคคสมังคิญาณ คือความรู้แม้ในทุกข์นี้) ได้แก่ มัคคสัจจะหนึ่งเท่านั้นที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาในฐานะ ๔ ด้วยสามารถแห่งการแทงตลอดสัจจะหนึ่งในสัจจะ ๔.
อธิบายธัมมญาณเป็นต้น
คำว่า ธมฺเม ญาณํ (แปลว่า ธัมมญาณ) นี้ ปัญญาในมรรค ชื่อว่าธัมมญาณ ด้วยสามารถแห่งการแทงตลอดสัจจะหนึ่งในสัจจะ ๔ จงยกไว้ก่อน ปัญญาในผล ชื่อว่าธัมมญาณได้อย่างไร ปัญญาในผลชื่อว่าธัมมญาณได้ด้วยสามารถแห่งนิโรธสัจจะ.
จริงอยู่ ปัญญาแม้ทั้งสองนั้น (คือในมรรคในผล) พึงทราบว่า ชื่อว่าธัมมญาณ เพราะความที่ญาณนั้นเป็นไปในธรรม คืออริยสัจ ๔ อันเป็นปัจจัยอื่นอีก ซึ่งยังอรรถให้แจ่มแจ้งโดยกิจและโดยอารมณ์.
ในคำว่า โส อิมินา ธมฺเมน นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า ธรรมโดยโวหารกล่าวว่าเป็นโคจร เพราะความที่มัคคญาณทั้งหลายเป็นธัมมโคจร. อีกอย่างหนึ่ง คำนี้เป็นตติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้ซึ่งธรรมนี้ และทรงอธิบายว่า มัคคญาณอันรู้ซึ่งสัจธรรม ๔ แล้วดำรงอยู่.
คำว่า ทิฏฺเฐน (แปลว่า ทรงเห็นแล้ว) อธิบายว่า ทรงเห็น คือทรงเห็นธรรมแล้วดำรงอยู่.
คำว่า ปตฺเตน (แปลว่า ทรงบรรลุแล้ว) คือ ทรงบรรลุซึ่งธรรม เพราะความที่พระองค์ทรงบรรลุอริยสัจ ๔ แล้วดำรงอยู่.
คำว่า วิทิเตน (แปลว่า ทรงรู้แจ้งแล้ว) ได้แก่ สัจจะ ๔ เป็นธรรมอันพระองค์รู้แจ้งแล้ว จึงกระทำให้ปรากฏด้วยมัคคญาณ. เพราะฉะนั้น อริยสัจ ๔ นั้นจึงชื่อว่าเป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้แจ้งแล้ว ด้วยเหตุนั้น จึงชื่อว่ามีธรรมอันทรงรู้แจ้งแล้ว.
คำว่า ปริโยคาฬฺหา (แปลว่า ทรงหยั่งถึงแล้ว) ได้แก่ ทรงหยั่งลงสู่สัจธรรมทั้ง ๔ แล้วดำรงอยู่.
คำว่า นยํ เนติ (แปลว่า ส่งนัยไป) ได้แก่ ทรงน้อมไป ทรงนำไป ชื่อว่าทรงส่งนัยไปในอดีตและอนาคต. อนึ่ง ในที่นี้เป็นกิจ (หน้าที่) ของปัจจเวกขณญาณ หาใช่เป็นกิจของมัคคญาณไม่. ก็นัย คือมัคคญาณอันพระศาสดากระทำแล้วให้เป็นเช่นกับการน้อมไปในอดีตและอนาคต. เพราะเหตุไร เพราะความที่เป็นปัจจเวกขณะนั้น มีมรรคเป็นเหตุ. จริงอยู่ ปัจจเวกขณะนั้น ย่อมมีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีมรรคอันเจริญแล้ว. เพราะฉะนั้นพระศาสดาจึงทรงทำนัย คือมัคคญาณนั้นให้เป็นเช่นกับการน้อมไป. อีกนัยหนึ่ง พึงทราบอธิบายในข้อนี้ อย่างนี้ว่า
มัคคญาณนี้ใดอันมีสัจจะ ๔ เป็นโคจร อันทรงรู้แล้วมีอยู่ เพราะญาณนี้นั้นเป็นเหตุ พระองค์จึงทรงน้อมไปซึ่งนัยกล่าวคือปัจจเวกขณญาณในอดีตและอนาคต.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงน้อมไปซึ่งนัยด้วยญาณนั้นโดยประการใด เพื่อแสดงซึ่งอาการนั้นจึงตรัสคำว่า เย หิ เกจิ อตีตมทฺธานํ เป็นอาทิ.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า อพฺภญฺญึสุ (แปลว่า ได้รู้แล้ว) ได้แก่ สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งแทงตลอดแล้วในความรู้ทั้งหลาย. คำว่า อิมํเยว (แปลว่า นี้เอง) ได้แก่ สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งได้รู้ทุกข์ใดในอดีต จักไม่รู้แจ้งทุกข์นี้นั่นแหละหามิได้.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิบายไว้เช่นนี้ ก็เพราะอรรถเป็นอย่างเดียวกัน.
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วแม้ในอดีตว่า เว้นตัณหาสมณพราหมณ์ทั้งหลายรู้แล้วซึ่งขันธ์อันเป็นไปในภูมิ ๓ นั่นแหละเป็นทุกขสัจจะ รู้แล้วซึ่งสมุทัย คือตัณหานั่นแหละ รู้แล้วซึ่งนิโรธสัจจะ คือพระนิพพานนั่นแหละ รู้แล้วซึ่งมัคคสัจจะ คืออริยมรรคนั่นแหละแม้ในอนาคตก็จักแทงตลอดอย่างนี้เทียว แม้ในปัจจุบันก็จักแทงตลอดอย่างนี้แหละ. ชื่อว่านัยทั้งหลายอื่นก็ตรัสไว้แล้วด้วยอรรถคล้ายกันทั้งนั้นแล.
คำว่า อิทํ วุจฺจติ อนฺวเย ญาณํ (แปลว่า นี้เรียกว่าอันวยญาณ) นี้ ย่อมตรัสว่า นี้เป็นญาณเครื่องนำไป นี้เป็นญาณเครื่องน้อมไป นี้ญาณเป็นเหตุ.
คำว่า ปริจฺเฉทญาณํ ได้แก่ ญาณเป็นเครื่องกำหนดจิต.
คำว่า ปรสตฺตานํ (แปลว่า ของสัตว์อื่น) ได้แก่ สัตว์ที่เหลือเว้นตนเอง. คำว่า ปรสตฺตานํ นี้เป็นไวพจน์ของคำว่า สัตว์ที่เหลือ.
คำว่า เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานาติ (แปลว่า กำหนดรู้จิตของสัตว์เหล่าอื่นด้วยจิต) อธิบายว่า กำหนดจิตของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นด้วยจิตของตน แล้วรู้ได้โดยประการต่างๆ ด้วยสามารถแห่งจิตมีจิตมีราคะเป็นต้น. คำใดที่พึงกล่าวในบรรดาคำว่า จิตมีราคะเป็นต้น คำนั้น ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วในสติปัฏฐานวิภังค์ในหนหลังแล้วแล.
ก็นัยพิเศษ ในปริจจญาณนี้ แม้โลกุตตรจิตก็ย่อมได้ในคำว่า อนุตฺตรํ วา จิตฺตํ วิมุตฺตํ วา จิตฺตํ (แปลว่า จิตเป็นอนุตตระ หรือ จิตหลุดพ้น) นี้. จริงอยู่ จิตของผู้อื่น แม้ปัญญายังไม่เข้าไปเห็น ก็ชื่อว่าเป็นวิสัยของญาณนั่นแหละ.
คำว่า อวเสสาปญฺญา (แปลว่า ปัญญาที่เหลือ) ได้แก่ เว้นปัญญา ๓ อย่างมีธัมมญาณเป็นต้น (คือเว้นธัมมญาณ อันวยญาณและปริจจญาณ) ที่เหลือแม้ทั้งหมด ชื่อว่าญาณ เพราะฉะนั้น ญาณนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่าสัมมติญาณ. อนึ่ง พึงทราบวจนัตถะว่า ชื่อว่าสัมมติญาณ เพราะอรรถว่าความรู้ในสมมติ.
คำว่า กามาวจรกุสเลปญฺญา (แปลว่า ปัญญาในกามาวจรกุศล) อธิบายว่า ปัญญานี้ย่อมสั่งสมซึ่งจุติและปฏิสนธิในวัฏฏะโดยส่วนเดียวเท่านั้นเพราะฉะนั้นปัญญานั้น จึงชื่อว่าอาจยโนอาจยปัญญา เพราะสั่งสมอันหาความสิ้นสุดมิได้. แต่ปัญญาในโลกุตตรมรรค ไม่สั่งสมซึ่งจุติและปฏิสนธิ ฉะนั้น จึงตรัสเรียกว่าอปจยโนอาจยปัญญา. ปัญญาในรูปาวจร ย่อมสั่งสมจุติปฏิสนธิ ย่อมทำลายซึ่งกิเลสทั้งหลาย และธรรมทั้งหลายอันมีกิเลสเป็นมูลด้วย ด้วยสามารถแห่งการข่มไว้. ปัญญาที่เหลือย่อมสั่งสมจุติและปฏิสนธิก็ไม่ใช่ ไม่สั่งสมก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้น จึงตรัสเรียกว่า เนวาจยโนอปจยปัญญา ดังนี้.
คำว่า น จ อภิญฺญาโย ปฏิวิชฺฌติ (แปลว่า แต่ไม่ได้แทงตลอดอภิญญา) นี้ ตรัสหมายเอาปัญญาในปฐมฌาน. จริงอยู่ ปัญญานั้นย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความเบื่อหน่ายต่อกิเลส เพราะความที่ปฐมฌานนั้นเป็นธรรมอันพระโยคาวจรพึงบรรลุด้วยความสงัดจากกาม ก็บุคคลผู้มีราคะไปปราศแล้วในกามทั้งหลาย ย่อมมีด้วยปัญญาในปฐมฌานนั้น. อนึ่ง บุคคลผู้ปราศจากความยินดี เพราะปฐมฌานนั้น ย่อมไม่ชื่อว่า แทงตลอดซึ่งอภิญญาทั้ง ๕ เพราะมิได้บรรลุฌานอันเป็นบาทแห่งอภิญญา และชื่อว่าไม่แทงตลอดสัจจะทั้งหลาย เพราะความที่ปฐมฌานนั้นมีนิมิตเป็นอารมณ์ ด้วยอาการอย่างนี้ ปัญญานั้นจึงชื่อว่าย่อมมีเพื่อความเบื่อหน่ายต่อกิเลสอย่างเดียว ย่อมไม่มีเพื่อการแทงตลอดสัจจะทั้งหลาย.
____________________________
อภิญญาทั้ง ๕ คือ ๑. อิทธิวิธญาณ ๒. ทิพโสตธาตุญาณ ๓. เจโตปริยญาณ ๔. บุพเพนิวาสานุสสติญาณ ๕. จุตูปปาตญาณ.
คำว่า เสฺวว (แปลว่า บุคคลนั้น...นั่นแล) ได้แก่ บุคคลผู้บรรลุปฐมฌานแล้วดำรงอยู่.
คำว่า กาเมสุ วีตราโค สมาโน (แปลว่า ผู้ปราศจากความยินดีในกามทั้งหลาย) ได้แก่ ผู้มีราคะไปปราศแล้วด้วยอำนาจกามทั้งหลายอันตนข่มไว้แล้วอย่างนั้นนั่นแหละ.
คำว่า อภิญฺญาโย ปฏิวิชฺฌติ (แปลว่า แทงตลอดอภิญญา) นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาปัญญาในจตุตถฌาน.
จริงอยู่ ปัญญาในจตุตถฌาน ย่อมแทงตลอดอภิญญา ๕ เพราะเป็นบาทแห่งอภิญญาบ้าง ย่อมแทงตลอดอย่างนั้นแหละเพราะบรรลุความเป็นอภิญญาบ้าง ฉะนั้น ปัญญานั้นย่อมมีเพื่อการแทงตลอด แต่ไม่มีเพื่อความเบื่อหน่าย ก็เพราะความที่ปัญญาในปฐมฌานเท่านั้นเป็นธรรมเพื่อความเบื่อหน่ายแม้ในกิเลสทั้งหลาย.
ถามว่า ปัญญาในทุติยฌานและตติยฌานนี้ใด ปัญญานี้นั้น ย่อมเสพส่วนไหน (หมายความว่าปัญญาในฌานทั้งสองนี้พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสไว้ เมื่อเป็นเช่นนี้จะสงเคราะห์ในฌานที่ ๑ หรือที่ ๔)
ตอบว่า ปัญญาในทุติยฌานและตติยฌาน ย่อมเสพ (คือจัดเข้าในประเภทปฐมฌาน) ด้วยอำนาจแห่งโสมนัสก็ได้ และย่อมเสพจตุตถฌานด้วยอำนาจแห่งความไม่มีวิตกก็ได้ ปัญญาในทุติยฌานและตติยฌานนั้น บัณฑิตพึงทำอธิบายให้เป็นปัญญาเพราะอาศัยปฐมฌาน หรือว่า อาศัยจตุตถฌานด้วยอาการอย่างนี้.
คำว่า นิพฺพิทาย เจว ปฏิเวธาย จ (แปลว่า เพราะความเบื่อหน่ายและเพราะการแทงตลอด) ได้แก่ มัคคปัญญา ย่อมเกิดความเบื่อหน่าย เพราะความเบื่อหน่ายในวัฏฏะแม้ทั้งหมด และด้วยการแทงตลอด เพราะการแทงตลอดซึ่งอภิญญา ๖.
อธิบาย หานคามินีปัญญา เป็นต้น
ในคำว่า ปฐมสฺส ฌานสฺส ลาภึ (แปลว่า พระโยคาวจรผู้ได้ปฐมฌาน) เป็นต้น อธิบายว่า บุคคลนี้ใดได้ปฐมฌานซึ่งมีคุณอันน้อยมีอยู่สัญญามนสิการเป็นธรรมสหรคตด้วยสามารถแห่งอารมณ์ ย่อมปรากฏ ย่อมท้วง ย่อมรบกวนพระโยคาวจรให้เสื่อมจากฌานนั้นเพราะฉะนั้น ปัญญาในปฐมฌานนั้นจึงเสื่อม เสื่อมรอบด้วยสามารถแห่งสัญญามนสิการอันเข้าไปเพ่งกามของบุคคลนั้นด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเรียกปัญญานั้นว่า หานภาคินี ดังนี้.
คำว่า ตทนุธมฺมตา (แปลว่า สมควรแก่ธรรมนั้น) ได้แก่ เป็นสภาพสมควรแก่ปัญญานั้น.
คำว่า สติ สนฺติฏฺฐติ (แปลว่า สติ...ย่อมตั้งมั่น) นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอามิจฉาสติ มิได้หมายเอาสัมมาสติ.
จริงอยู่ สภาพอนุรูปแห่งปฐมฌานอันไม่น่ายินดี ก็ยินดีอยู่ เพราะเห็นปฐมฌานโดยเป็นธรรมประณีตแล้ว ความใคร่ (ตัณหา) ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลใดปัญญาในปฐมฌานนั้นของบุคคลนั้น ย่อมไม่เสื่อม และก็ย่อมไม่เจริญด้วยอำนาจแห่งความใคร่ (นิกันติ) ย่อมเป็นปัญญาอันมีส่วนแห่งการดำรงอยู่ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกปัญญานั้นว่า ฐิติภาคินี ดังนี้.
คำว่า อวิตกฺกสหคตา (แปลว่า สหรคตด้วยฌานอันไม่มีวิตก) ได้แก่ ชื่อว่าสหรคตด้วยฌานอันไม่มีวิตก เพราะมนสิการทุติยฌานอันไม่มีวิตก ด้วยสามารถแห่งอารมณ์อันสงบประณีต. คำว่า สมุทาจรนฺติ ได้แก่ ย่อมรบกวน ย่อมเตือนซึ่งพระโยคาวจรผู้ออกจากปฐมฌานอันคล่องแคล่วนั้น เพื่อต้องการบรรลุทุติยฌาน. อธิบายว่า ปัญญาในปฐมฌานนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า วิเสสภาคินี เพราะความเป็นฐานะ คือการเกิดขึ้นแห่งทุติยฌานอันเป็นของวิเศษ ด้วยสามารถแห่งสัญญามนสิการทั้งหลาย อันเข้าไปเพ่งซึ่งทุติยฌานอันมีในเบื้องบนแห่งปฐมฌานนั้น.
คำว่า นิพฺพิทาสหคตา (แปลว่า สหรคตด้วยนิพพิทาญาณ) ได้แก่ บุคคลผู้ได้ปฐมฌานนั้นออกจากฌานแล้ว สหรคตด้วยวิปัสสนาญาณ กล่าวว่านิพพิทา
จริงอยู่ ครั้นเมื่อการแตกไปแห่งองค์ของฌานกำลังเป็นไป วิปัสสนาญาณ ย่อมเบื่อหน่าย ย่อมเดือดร้อน เพราะฉะนั้น จึงตรัสเรียกว่า นิพพิทาญาณ ดังนี้.
คำว่า สมุทาจรนฺติ ได้แก่ ย่อมเดือดร้อน ย่อมรบกวน เพื่อต้องการกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน.
คำว่า วิราคูปสญฺหิตา (แปลว่า ประกอบด้วยวิราคะ) ได้แก่ ประกอบด้วยพระนิพพาน กล่าวคือวิราคะ.
จริงอยู่ วิปัสสนาญาณอันมรรคนี้สามารถทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานคือวิราคะ เพราะฉะนั้น จึงตรัสเรียกว่า ประกอบด้วยวิราคะ เพราะความเป็นไป. แม้สัญญามนสิการอันสัมปยุตด้วยวิราคะนั้น ก็ชื่อว่าประกอบด้วยวิราคะนั่นแหละ ว่าด้วยอำนาจแห่งสัญญามนสิการทั้งหลายของวิปัสสนานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า นิพเพธภาคินี เพราะความเป็นปทัฏฐาน (คือเป็นเหตุเกิดขึ้น) แห่งการแทงตลอดในฐานะทั้ง ๔ ด้วยประการฉะนี้. แม้ปัญญาในทุติยฌานเป็นต้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อความโดยนัยนี้แหละ.
อธิบายปฏิปทาปัญญา ๔
คำว่า กิจฺเฉน กสิเรน สมาธึ อุปฺปาเทนฺตสฺส (แปลว่า ผู้ยังสมาธิให้เกิดขึ้นโดยยากลำบาก) ได้แก่ ผู้ยังโลกุตตรสมาธิให้เกิดขึ้นลำบาก อยู่ด้วยสัมปโยคะอันเป็นไปกับสังขาร ยากลำบาก เป็นทุกข์ คือว่า ข่มกิเลสทั้งหลายแล้วมาถึงได้โดยยากลำบากเป็นทุกข์ในกาลที่เข้าถึงบุพภาค.
คำว่า ทนฺธํ ตณฺฐานํ อภิชานนฺตสฺส (แปลว่า รู้ฐานะนั้นก็ช้า) อธิบายว่า ในการอาศัยวิปัสสนาในกิเลสทั้งหลายที่ตนข่มไว้แล้วสิ้นกาลนาน จึงรู้ จึงบรรลุ จึงถึงฐานะ กล่าวคือโลกุตตรสมาธินั้นช้า ค่อยๆ เป็นไป.
คำว่า อยํ วุจฺจติ (แปลว่า นี้เรียกว่า) ได้แก่ ปัญญานี้ใดย่อมเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ คือปัญญานี้แม้เกิดขึ้นแล้วในขณะแห่งจิตดวงหนึ่งในกาลแห่งมรรค เพราะความที่ปฏิปทาซึ่งข่มกิเลสได้โดยยาก และเพราะความที่ปัญญาที่อาศัยอยู่ในวิปัสสนาดำเนินไปช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่า ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา (ปฏิบัติลำบากตรัสรู้ได้ช้า) ด้วยสามารถแห่งการบรรลุ ดังนี้.
แม้ในบททั้ง ๓ ข้างหน้าบัณฑิตพึงทราบเนื้อความโดยนัยนี้แหละ.
อธิบายอารัมมณปัญญา ๔
คำว่า สมาธิสฺส น นิกามลาภิสฺส (แปลว่า พระโยคาวจรผู้ได้สมาธิยังไม่ชำนาญคล่องแคล่ว) ได้แก่ พระโยคาวจรใดไม่ได้สมาธิตามความต้องการพระโยคาวจรนั้น ชื่อว่าได้สมาธินั้นยังไม่ชำนาญคล่องแคล่ว. อธิบายว่า สมาธิของบุคคลใด ไม่เป็นปัจจัยเพื่อความพยายาม คือเพื่อประโยชน์ในการเข้าสมาธิในเบื้องบนๆ สมาธิของบุคคลนั้นมีปกติในฌานอันมีคุณน้อย.
คำว่า อารมฺมณํ โถกํ ผรนฺตสฺส (แปลว่า แผ่อารมณ์ไปเล็กน้อย) อธิบายว่า อารมณ์นั้น ชื่อว่าไม่เจริญแล้ว เพราะทำบริกรรมในปริตตารมณ์มีประมาณเท่ากระด้งหรือถ้วยเป็นประมาณ (หมายถึงนิมิต) แล้วบรรลุอัปปนาในอารมณ์นั้นนั่นแหละ จึงชื่อว่าแผ่อารมณ์ไปเล็กน้อย ดังนี้.
ในบทที่เหลือทั้งหลายก็นัยนี้.
จริงอยู่ พระโยคาวจรผู้ได้ฌานอันคล่องแคล่ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ชื่อว่าผู้ได้สมาธิอันชำนาญคล่องแคล่ว ดังนี้ เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อบุคคลผู้ได้สมาธิอันยังไม่ชำนาญคล่องแคล่ว. ก็คำว่า แผ่อารมณ์ไปหาประมาณมิได้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยเป็นปฏิปักษ์ต่อการแผ่อารมณ์ไปเล็กน้อย.
คำที่เหลือเช่นกับที่กล่าวมาแล้วนั่นแหละ.
อธิบาย มัคคสมังคิญาณ เป็นต้น
คำว่า ชรามรเณเปตํ ญาณํ (แปลว่า ญาณแม้ในชราและมรณะ) นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งการแทงตลอดเป็นอันเดียวกันแห่งสัจจะทั้ง ๔ เพราะกระทำพระนิพพานนั่นแหละให้เป็นอารมณ์.
ก็คำว่า ชรามรณํ อารพฺภ (แปลว่า ปรารภชราและมรณะ) เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งการกำหนดสัจจะในบุพภาคในเวลาที่ปรารภวัตถุ (วัตถุสัจจะ) หนึ่งๆ เป็นไป.
คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล. ญาณวัตถุหมวด ๔ จบ.
อรรถกถาปัญจกนิทเทส อธิบายญาณวัตถุหมวด ๕
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ปัญญาที่แผ่ปีติไป เป็นต้น. ปัญญาใดเกิดขึ้นแผ่ไปซึ่งปีติ เพราะเหตุนั้น ปัญญาในฌานทั้งสองนั้น จึงชื่อว่าแผ่ปีติไป. ปัญญาใดเกิดขึ้นแผ่ไปซึ่งความสุข เพราะเหตุนั้น ปัญญาในฌานทั้ง ๓ นั้น จึงชื่อว่าแผ่ความสุขไป. ปัญญาใดเกิดขึ้นแผ่จิตไปสู่บุคคลอื่น เพราะเหตุนั้น ปัญญากำหนดจิตบุคคลอื่นนั้น จึงชื่อว่าแผ่จิตไป. ปัญญาใดเกิดขึ้นแผ่อาโลกะ คือแสงสว่างไป เพราะเหตุนั้น ปัญญาอันเป็นทิพยจักษุนั้น จึงชื่อว่าแผ่แสงสว่างไป. ปัจจเวกขณญาณ ชื่อว่าปัจจเวกขณนิมิต. คำว่า ปญฺญา ปีติผรณตา เป็นต้น ในฌาน ๒ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ โดยคำเช่นกับที่กล่าวแล้วนั่นแหละ.
ก็ในคำเหล่านั้น การแผ่ปีติไป การแผ่สุขไป เป็นดุจเท้าทั้งสอง การแผ่จิตไป การแผ่อาโลกะ คือแสงสว่างไปเป็นราวกะมือทั้งสอง ฌานอันเป็นบาทแห่งอภิญญาเป็นราวกะกายในท่ามกลาง ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงสัมมาสมาธิมีองค์ ๕ ราวกะบุรุษผู้ถึงพร้อมแล้ว ด้วยส่วนประกอบแห่งร่างกาย (คืออวัยวะน้อยใหญ่) ด้วยประการฉะนี้. คำว่า อยํ ปญฺจงฺคิโก สมฺมาทิฏฐิ (แปลว่า นี้เรียกว่าสัมมาสมาธิมีองค์ ๕) อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสมาธิแห่งฌานอันเป็นบาทว่า พระโยคาวจรนี้ประกอบแล้วด้วยองค์ ๕ เช่นกับด้วยมือ เท้าและศีรษะ ว่าเป็นสัมมาสมาธิ ดังนี้.
อธิบายสัมมาสมาธิมีฌาน ๕
สมาธิในอรหัตตผล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาในคำว่า อยํ สมาธิ ปจฺจุปฺปนฺนสุโข เจว เป็นต้น (แปลว่า สมาธินี้มีสุขในปัจจุบันด้วย) ก็สมาธินั้น ชื่อว่ามีสุขในปัจจุบัน เพราะความเป็นสุขในขณะแห่งสมาธินั้นแน่วแน่แล้วๆ สมาธิที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่สมาธิที่เกิดหลังๆ จึงชื่อว่ามีสุขเป็นวิบากต่อไป เพราะความที่สุขนั้นเป็นปัจจัย. สมาธินั้นย่อมยังผลจิตอันสงบ อันสุขุม อันประณีต อันเป็นมธุรรูป (รูปที่ดี) ให้ตั้งขึ้น.
จริงอยู่ เมื่อบุคคลออกจากผลสมาบัติแล้ว กายวิญญาณที่สหรคตด้วยความสุขอาศัยโผฏฐัพพะมีสัมผัสเป็นสุขอันเข้าถึงกายทั้งปวง ย่อมเกิดขึ้น ชื่อว่ามีสุขเป็นวิบากต่อไปโดยปริยายแม้นี้. สมาธินี้ ชื่อว่าอริยะ (ไกล) เพราะไกลจากกิเลสทั้งหลาย. ชื่อว่าหาอามิสมิได้ เพราะความไม่มีอามิส คือกาม วัฏฏะและโลก. ชื่อว่าบุรุษผู้มีปัญญาทรามเสพไม่ได้ เพราะความที่มหาบุรุษทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นเสพแล้ว. ชื่อว่าสงบแล้ว เพราะสงบจากองค์ (คือส่วนประกอบหรือเหตุ) เพราะสงบจากอารมณ์ และเพราะสงบแล้วจากความกระวนกระวายจากกิเลสทั้งปวงชื่อว่าประณีต เพราะอรรถว่าไม่เดือดร้อน. ชื่อว่าได้ความสงบระงับ เพราะได้ความสงบระงับกิเลส หรือว่า เพราะความที่ภาวะคือความสงบระงับจากกิเลสอันตนได้แล้ว.
จริงอยู่ คำว่า ความสงบระงับ ชื่อว่า ปฏิปัสสัทธิ นี้ ย่อมชื่อว่าเป็นธรรมเอกโดยอรรถ.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าได้ความสงบระงับ แม้เพราะความเป็นพระอรหันต์อันตนได้แล้ว และเพราะกิเลสสงบระงับไปแล้ว. ชื่อว่าบรรลุแล้วโดยความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะความที่ตนบรรลุแล้วโดยความเป็นธรรมแน่วแน่ หรือเพราะความที่บรรลุแล้วซึ่งความเป็นสมาธิ. ชื่อว่า ไม่ได้บรรลุโดยการข่มนิวรณ์ ห้ามกิเลสที่เป็นสสังขาริก เพราะความที่สมาธินั้นไม่ได้ข่มปัจจนิกธรรม (ธรรมอันเป็นข้าศึก)แล้วห้ามกิเลสทั้งหลายด้วยจิตอันประกอบพร้อมเป็นไปกับสังขารแล้วจึงบรรลุ เหมือนสมาธิอันเป็นไปกับด้วยอาสวะซึ่งมีคุณอันน้อย. ก็เมื่อพระโยคาวจรเข้าสมาธินั้น (สัมมาสมาธิ) หรือว่า ออกจากสมาธินั้น ย่อมเป็นผู้มีสติเข้าสมาธิ และมีสติออกจากสมาธิ.
อีกอย่างหนึ่ง มีสติอยู่ย่อมเข้าสมาธิ และมีสติอยู่ย่อมออกจากสมาธิด้วยสามารถแห่งกาลตามที่กำหนดไว้ได้ เพราะฉะนั้น ในข้อนี้ ญาณใดอันไม่มีสิ่งอื่นเป็นของเฉพาะตนเท่านั้น ย่อมเกิดแก่ผู้พิจารณาอยู่อย่างนี้ว่า สมาธินี้ มีความสุขในปัจจุบันด้วย มีสุขเป็นวิบากต่อไปด้วย ดังนี้นี้เป็นองค์หนึ่ง (ในบรรดาองค์ ๕) แม้ในองค์ที่เหลือก็นัยนี้. สมาธินี้ ชื่อว่าสัมมาสมาธิ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วด้วยปัจจเวกขณญาณ ๕ เหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้. ญาณวัตถุหมวด ๕ จบ. -----------------------------------------------------