ข้อ ๙๒๖–๑๐๑๑
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๙๒๖ยสฺส จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส โสตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน โสตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๒๗ยสฺส จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย รูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ฆานินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๙๒๘ยสฺส จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย รูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เย จ ปุริสา เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๙๒๙ยสฺส จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย รูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ ยา จ อิตฺถิโย เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๙๓๐ยสฺส จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เตสํ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ชีวิตินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๓๑ยสฺส จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย สจกฺขุกา อุเปกฺขาย อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๙๓๒ยสฺส จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เตสํ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย สจกฺขุกา โสมนสฺเสน อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เตสํ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสสติ ฯ
๙๓๓ยสฺส จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส สทฺธินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เตสํ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ มนินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๓๔ยสฺส ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย ปุริสา เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ รูปาวจรํ อรูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฆานินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๙๓๕ยสฺส ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยา อิตฺถิโย เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ ตาสํ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตาสํ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ รูปาวจรํ อรูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฆานินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๙๓๖ยสฺส ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย รูปาวจรํ อรูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เตสํ ฆานินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ชีวิตินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๓๗ยสฺส ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย รูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ฆานินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย สฆานกา อุเปกฺขาย อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฆานินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๙๓๘ยสฺส ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย รูปาวจรํ อรูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ โสมนสฺเสน รูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ฆานินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย สฆานกา โสมนสฺเสน อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ โสมนสฺเสน รูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฆานินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๙๓๙ยสฺส ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส สทฺธินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย รูปาวจรํ อรูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เตสํ ฆานินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ มนินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๔๐ยสฺส อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย ปุริสา เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ รูปาวจรํ อรูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยา อิตฺถิโย เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ ตาสํ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตาสํ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ รูปาวจรํ อรูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๙๔๑ยสฺส อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย รูปาวจรํ อรูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เย จ ปุริสา เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เตสํ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ชีวิตินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๔๒ยสฺส อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย รูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เย จ ปุริสา เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา โสมนสฺเสน อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เย จ ปุริสา เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา อุเปกฺขาย อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ {๙๔๒.๑} ยสฺส วา ปน โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยา อิตฺถิโย เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา อุเปกฺขาย อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ ตาสํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตาสํ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เย จ ปุริสา เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา อุเปกฺขาย อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๙๔๓ยสฺส อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย รูปาวจรํ อรูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เย จ ปุริสา เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา อุเปกฺขาย อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ ปุริสา เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา โสมนสฺเสน อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ {๙๔๓.๑} ยสฺส วา ปน อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยา อิตฺถิโย เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา โสมนสฺเสน อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ ตาสํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตาสํ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ ปุริสา เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา โสมนสฺเสน อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๙๔๔ยสฺส อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส สทฺธินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย รูปาวจรํ อรูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เย จ ปุริสา เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เตสํ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ มนินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๔๕ยสฺส ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย รูปาวจรํ อรูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ ยา จ อิตฺถิโย เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เตสํ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ชีวิตินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๔๖ยสฺส ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย รูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ ยา จ อิตฺถิโย เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา โสมนสฺเสน อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ ยา จ อิตฺถิโย เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา อุเปกฺขาย อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย ปุริสา เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา อุเปกฺขาย อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ ยา จ อิตฺถิโย เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา อุเปกฺขาย อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๙๔๗ยสฺส ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย รูปาวจรํ อรูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ ยา จ อิตฺถิโย เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา อุเปกฺขาย อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ ยา จ อิตฺถิโย เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา โสมนสฺเสน อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ {๙๔๗.๑} ยสฺส วา ปน อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย ปุริสา เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา โสมนสฺเสน อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ ยา จ อิตฺถิโย เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา โสมนสฺเสน อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๙๔๘ยสฺส ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส สทฺธินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย รูปาวจรํ อรูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ ยา จ อิตฺถิโย เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เตสํ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ มนินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๔๙ยสฺส ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อุเปกฺขาสมฺปยุตฺตปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ เตสํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ เตสํ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ชีวิตินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๙๕๐ยสฺส ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา โสมนสฺสสมฺปยุตฺตปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ เตสํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ เตสํ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ชีวิตินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๙๕๑ยสฺส ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส สทฺธินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๕๒ยสฺส โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อุเปกฺขาสมฺปยุตฺต- ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ เตสํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ เตสํ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา โสมนสฺสสมฺปยุตฺตปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ เตสํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ เตสํ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๙๕๓ยสฺส โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส สทฺธินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อุเปกฺขาสมฺปยุตฺตปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ เตสํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ มนินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๕๔ยสฺส อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส สทฺธินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา โสมนสฺสสมฺปยุตฺตปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ เตสํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ เตสํ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ มนินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๕๕ยสฺส สทฺธินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ปญฺญินฺทฺริยํ ฯเปฯ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส สทฺธินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๕๖ยสฺส ปญฺญินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ปญฺญินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๕๗ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ โสตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน โสตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๕๘ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: รูปาวจเร ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ อสญฺญสตฺเต อรูเป ตตฺถ ฆานินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๙๕๙ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: รูปาวจเร ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ อสญฺญสตฺเต อรูเป ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๙๖๐ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยตฺถ วา ปน ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: นตฺถิ ฯ
๙๖๑ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๖๒ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อรูเป ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ อสญฺญสตฺเต ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยตฺถ วา ปน อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๖๓ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อรูเป ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ อสญฺญสตฺเต ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ มนินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยตฺถ วา ปน มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๖๔ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๖๕ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยตฺถ วา ปน ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: นตฺถิ ฯ
๙๖๖ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: รูปาวจเร ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ อสญฺญสตฺเต อรูเป ตตฺถ ฆานินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยตฺถ วา ปน โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๖๗ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: รูปาวจเร อรูปาวจเร ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ อสญฺญสตฺเต ตตฺถ ฆานินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยตฺถ วา ปน อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๖๘ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: รูปาวจเร อรูปาวจเร ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ อสญฺญสตฺเต ตตฺถ ฆานินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ มนินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยตฺถ วา ปน มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๖๙ยตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯเปฯ
๙๗๐ยตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยตฺถ วา ปน ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: นตฺถิ ฯ
๙๗๑ยตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: รูปาวจเร ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ อสญฺญสตฺเต อรูเป ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยตฺถ วา ปน โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๗๒ยตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: รูปาวจเร อรูปาวจเร ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ อสญฺญสตฺเต ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยตฺถ วา ปน อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๗๓ยตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: รูปาวจเร อรูปาวจเร ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ อสญฺญสตฺเต ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ มนินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยตฺถ วา ปน มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๗๔ยตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: นตฺถิ ฯ ยตฺถ วา ปน โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๙๗๕ยตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ ฯเปฯ สทฺธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: นตฺถิ ฯ ยตฺถ วา ปน มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๙๗๖ยตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ ฯเปฯ สทฺธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๗๗ยตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๗๘ยตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ ฯเปฯ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๗๙ยตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๘๐ยสฺส ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ ตสฺส ตตฺถ โสตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ โสตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๘๑ยสฺส ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: รูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปญฺจโวกาเร ปจฺฉิมภวิกานํ อสญฺญสตฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๙๘๒ยสฺส ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: รูปาวจรานํ เย จ ปุริสา เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปญฺจโวกาเร ปจฺฉิมภวิกานํ อสญฺญสตฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๙๘๓ยสฺส ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: รูปาวจรานํ ยา จ อิตฺถิโย เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปญฺจโวกาเร ปจฺฉิมภวิกานํ อสญฺญสตฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๙๘๔ยสฺส ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อสญฺญสตฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ชีวิตินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๘๕ยสฺส ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย สจกฺขุกา อุเปกฺขาย อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปญฺจโวกาเร ปจฺฉิมภวิกานํ อสญฺญสตฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๙๘๖ยสฺส ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อรูปานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย สจกฺขุกา โสมนสฺเสน อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๙๘๗ยสฺส ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อรูปานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ มนินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๘๘ยสฺส ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย ปุริสา เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ กามาวจเร ปจฺฉิมภวิกานํ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฆานินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๙๘๙ยสฺส ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยา อิตฺถิโย เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ ตาสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตาสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ กามาวจเร ปจฺฉิมภวิกานํ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฆานินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๙๙๐ยสฺส ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ชีวิตินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๙๑ยสฺส ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: รูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปญฺจโวกาเร ปจฺฉิมภวิกานํ อสญฺญสตฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย สฆานกา อุเปกฺขาย อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปญฺจโวกาเร ปจฺฉิมภวิกานํ อสญฺญสตฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฆานินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๙๙๒ยสฺส ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย สฆานกา โสมนสฺเสน อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฆานินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๙๙๓ยสฺส ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ มนินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๙๔ยสฺส ยตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย ปุริสา เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ กามาวจเร ปจฺฉิมภวิกานํ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยา อิตฺถิโย เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ ตาสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตาสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ กามาวจเร ปจฺฉิมภวิกานํ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๙๙๕ยสฺส ยตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เย จ ปุริสา เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เตสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ชีวิตินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๙๖ยสฺส ยตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: รูปาวจรานํ เย จ ปุริสา เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา โสมนสฺเสน อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปญฺจโวกาเร ปจฺฉิมภวิกานํ อสญฺญสตฺตานํ อรูปานํ เย จ ปุริสา เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา อุเปกฺขาย อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยา อิตฺถิโย เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา อุเปกฺขาย อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ ตาสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตาสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปญฺจโวกาเร ปจฺฉิมภวิกานํ อสญฺญสตฺตานํ อรูปานํ เย จ ปุริสา เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา อุเปกฺขาย อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๙๙๗ยสฺส ยตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เย จ ปุริสา เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา อุเปกฺขาย อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ อสญฺญสตฺตานํ เย จ ปุริสา เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา โสมนสฺเสน อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยา อิตฺถิโย เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา โสมนสฺเสน อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ ตาสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตาสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ อสญฺญสตฺตานํ เย จ ปุริสา เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา โสมนสฺเสน อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๙๙๘ยสฺส ยตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เย จ ปุริสา เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ มนินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๙๙ยสฺส ยตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ ยา จ อิตฺถิโย เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ชีวิตินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๑๐๐๐ยสฺส ยตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: รูปาวจรานํ ยา จ อิตฺถิโย เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา โสมนสฺเสน อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปญฺจโวกาเร ปจฺฉิมภวิกานํ อสญฺญสตฺตานํ อรูปานํ ยา จ อิตฺถิโย เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา อุเปกฺขาย อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ {๑๐๐๐.๑} ยสฺส วา ปน ยตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย ปุริสา เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา อุเปกฺขาย อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปญฺจโวกาเร ปจฺฉิมภวิกานํ อสญฺญสตฺตานํ อรูปานํ ยา จ อิตฺถิโย เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา อุเปกฺขาย อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๑๐๐๑ยสฺส ยตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ ยา จ อิตฺถิโย เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา อุเปกฺขาย อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ อสญฺญสตฺตานํ ยา จ อิตฺถิโย เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา โสมนสฺเสน อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ {๑๐๐๑.๑} ยสฺส วา ปน ยตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย ปุริสา เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา โสมนสฺเสน อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ อสญฺญสตฺตานํ ยา จ อิตฺถิโย เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา โสมนสฺเสน อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๑๐๐๒ยสฺส ยตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ ยา จ อิตฺถิโย เอเตเนว ภาเวน กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ มนินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๑๐๐๓ยสฺส ยตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อุเปกฺขาสมฺปยุตฺตปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ชีวิตินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๑๐๐๔ยสฺส ยตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา โสมนสฺสสมฺปยุตฺตปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ชีวิตินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๑๐๐๕ยสฺส ยตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ เตสํ ตตฺถ มนินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ชีวิตินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๑๐๐๖ยสฺส ยตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อุเปกฺขา- สมฺปยุตฺตปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ {๑๐๐๖.๑} ยสฺส วา ปน ยตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา โสมนสฺสสมฺปยุตฺตปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๑๐๐๗ยสฺส ยตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อุเปกฺขาสมฺปยุตฺตปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ มนินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๑๐๐๘ยสฺส ยตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา โสมนสฺส- สมฺปยุตฺตปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ สทฺธินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๑๐๐๙ยสฺส ยตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ ฯเปฯ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา โสมนสฺสสมฺปยุตฺตปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ มนินฺทฺริยญฺจ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๑๐๑๐ยสฺส ยตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ ฯเปฯ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๑๐๑๑ยสฺส ยตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ --------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปัจจนีกบุคคล จักขุนทรียมูลกนัย
อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด โสตินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. โสตินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๐๙}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพาน ฆานินทรีย์ของ บุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่จักขุนทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลและบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในอรูปภูมิแล้วปรินิพพาน ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและจักขุนทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด อิตถินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพานและบุคคลเหล่าใดมีปุริสะเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละแล้วปรินิพพาน อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและจักขุนทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลและบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในอรูปภูมิแล้วปรินิพพาน อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและจักขุนทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพานและบุคคลเหล่าใดมีอิตถีเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละแล้วปรินิพพาน ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่จักขุนทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลและ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๑๐}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร บุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพาน ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและจักขุนทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดจักอุบัติในอรูปภูมิแล้วปรินิพพาน จักขุนทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่ชีวิตินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคล จักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและชีวิตินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดมีจักขุเกิดได้และมีจิตเป็นอุเบกขาจักอุบัติแล้วปรินิพพานโสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่จักขุนทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิม-ภวิกบุคคลและบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในอรูปภูมิแล้วปรินิพพาน โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและจักขุนทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดจักอุบัติในอรูปภูมิแล้วปรินิพพาน จักขุนทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่อุเปกขินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคล จักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๑๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร วิ. บุคคลเหล่าใดมีจักขุเกิดได้และมีจิตเป็นโสมนัสจักอุบัติแล้วปรินิพพานอุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่จักขุนทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิม-ภวิกบุคคล อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและจักขุนทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดจักอุบัติในอรูปภูมิแล้วปรินิพพาน จักขุนทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่มนินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคล จักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและมนินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่ จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ จักขุนทรียมูลกนัย จบ ฆานินทรียมูลกนัย
อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด อิตถินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดมีปุริสะเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละแล้วปรินิพพาน อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่ฆานินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภิวกบุคคลและบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพาน อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและฆานินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๑๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร ปฏิ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดมีอิตถีเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละแล้วปรินิพพาน ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่ฆานินทรียมิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลและบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพาน ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและฆานินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิ และอรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพานฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่ชีวิตินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิก-บุคคล ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและชีวิตินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพาน ฆานินทรีย์ของ บุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่โสมนัสสินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลและบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในอรูปภูมิแล้วปรินิพพาน ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและโสมนัสสินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดมีฆานะเกิดได้มีอุเบกขาจักอุบัติแล้วปรินิพพาน โสมนัสสิน-ทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่ฆานินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลและบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในอรูปภูมิแล้วปรินิพพาน โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและฆานินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๑๓}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพาน ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่อุเปกขินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิม-ภวิกบุคคล และบุคคลเหล่าใดมีจิตเป็นโสมนัสจักอุบัติในรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพานฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดมีฆานะเกิดได้และมีจิตเป็นโสมนัสจักอุบัติแล้วปรินิพพานอุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่ฆานินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิก-บุคคลและบุคคลเหล่าใดมีจิตเป็นโสมนัสจักอุบัติในรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพานอุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและฆานินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพาน ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่มนินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิก-บุคคล ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและมนินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ฆานินทรียมูลกนัย จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๑๔}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร อิตถีนทรียมูลกนัย
อนุ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดมีปุริสะเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละแล้วปรินิพพาน อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่ปุริสินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลและบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพาน อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและปุริสินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด อิตถินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดมีอิตถีเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละแล้วปรินิพพาน ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่อิตถินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลและบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพาน ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและอิตถินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด อิตถินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพานและบุคคลเหล่าใดมีปุริสะเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละแล้วปรินิพพานอิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่ชีวิตินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิก-บุคคล อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและชีวิตินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด อิตถินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพานและบุคคลเหล่าใดมีปุริสะเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละมีจิตเป็นโสมนัสจักอุบัติแล้ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๑๕}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร ปรินิพพาน อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่โสมนัสสินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลและบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในอรูปภูมิแล้วจักปรินิพพานบุคคลเหล่าใดมีปริสะเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพในภาวะนั้นนั่นแหละมีจิตเป็นอุเบกขาจักอุบัติแล้วปรินิพพาน อิตถินทรีย์ของบุคคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและโสมนัส-สินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด อิตถินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดมีอิตถีเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละมีจิตเป็นอุเบกขาจักอุบัติแล้วปรินิพพาน โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่อิตถินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคล บุคคลเหล่าใดจักอุบัติในอรูปภูมิแล้วปรินิพพาน และบุคคลเหล่าใดมีปุริสะเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละมีจิตเป็นอุเบกขาจักอุบัติแล้วปรินิพพาน โสมนัสสินทรีย์บุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและอิตถินทรีย์ก็จักไม่เกิด อนุ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ และบุคคลเหล่าใดมีปุริสะเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพในภาวะนั้นนั่นแหละมีจิตเป็นอุเบกขาจักอุบัติแล้วปรินิพพาน อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่อุเปกขินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลและบุคคลเหล่าใดมีปุริสะเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละมีจิตเป็นโสมนัสจักอุบัติแล้วปรินิพพาน อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด อิตถินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดมีอิตถีเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละ มีจิตเป็นโสมนัสจักอุบัติแล้วปรินิพพาน อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดแต่อิตถินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลและบุคคลเหล่าใดมีปุริสะเกิดได้ถือ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๑๖}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร ปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละมีจิตเป็นโสมนัสจักอุบัติแล้วปรินิพพานอุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและอิตถินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพาน และบุคคลเหล่าใดมีปุริสะเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละแล้วปรินิพพาน อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่มนินทรีย์มิใช่จักไม่เกิดปัจฉิมภวิกบุคคล อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและมนินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด อิตถินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อิตถินทรียมูลกนัย จบ ปุริสินทรียมูลกนัย
อนุ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพาน และบุคคลเหล่าใดมีอิตถีเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละแล้วปรินิพพาน ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่ชีวิตินทรีย์มิใช่จักไม่เกิดปัจฉิมภวิกบุคคล ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและชีวิตินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๑๗}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร วิ. บุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพานและบุคคลเหล่าใดมีอิตถีเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละมีจิตเป็นโสมนัสจักอุบัติแล้วปรินิพพาน ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่โสมนัสสินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคล บุคคลเหล่าใดจักอุบัติในอรูปภูมิแล้วปรินิพพาน และบุคคลเหล่าใดมีอิตถีเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละมีจิตเป็นอุเบกขาจักอุบัติแล้วปรินิพพาน ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและโสมนัสสินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดมีปุริสะเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละมีจิตเป็นอุเบกขาจักอุบัติแล้วปรินิพพาน โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่ปุริสินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคล บุคคลเหล่าใดจักอุบัติในอรูปภูมิแล้วปรินิพพาน และบุคคลเหล่าใดมีอิตถีเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละมีจิตเป็นอุเบกขาจักอุบัติแล้วปรินิพพาน โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและปุริสินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพานและบุคคลเหล่าใดมีอิตถีเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละมีจิตเป็นอุเบกขาจักอุบัติแล้วปรินิพพาน ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่อุเปกขินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลและบุคคลเหล่าใดมีอิตถีเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละมีจิตเป็นโสมนัสจักอุบัติแล้วปรินิพพาน ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๑๘}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร วิ. บุคคลเหล่าใดมีปุริสะเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละมีจิตเป็นโสมนัสจักอุบัติแล้วปรินิพพาน อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดแต่ปุริสินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลและบุคคลเหล่าใดมีอิตถีเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละมีจิตเป็นโสมนัสจักอุบัติแล้วปรินิพพาน อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและปุริสินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพาน และบุคคลเหล่าใดมีอิตถีเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละแล้วปรินิพพานปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่มนินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิก-บุคคล ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและมนินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปุริสินทรียมูลกนัย จบ ชีวิตินทรียมูลกนัย
อนุ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคล นั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๑๙}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร วิ. ปัจฉิมจิตที่สัมปยุตด้วยอุเบกขาจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับ แห่งจิตนั้น) โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่ชีวิตินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและชีวิตินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมจิตที่สัมปยุตด้วยโสมนัสจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่ง จิตนั้น) อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่ชีวิตินทรีย์มิใช่จักไม่เกิดบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและชีวิตินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ชีวิตินทรียมูลกนัย จบ โสมนัสสินทรียมูลกนัย
อนุ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด อุเปกขินทรีย์ของ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมจิตที่สัมปยุตด้วยอุเบกขาจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่อุเปกขินทรีย์มิใช่จักไม่เกิดบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๒๐}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมจิตที่สัมปยุตด้วยโสมนัสจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่ง จิตนั้น) อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่โสมนัสสินทรีย์มิใช่จักไม่เกิดบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและโสมนัสสินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ฯลฯ มนินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมจิตที่สัมปยุตด้วยอุเบกขาจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับ แห่งจิตนั้น) โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่มนินทรีย์มิใช่จักไม่เกิดบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและมนินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ โสมนัสสินทรียมูลกนัย จบ อุเปกขินทรียมูลกนัย
อนุ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมจิตที่สัมปยุตด้วยโสมนัสจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่มนินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและมนินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อุเปกขินทรียมูลกนัย จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๒๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร สัทธินทรียมูลกนัย
อนุ. สัทธินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด สัทธินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ สัทธินทรียมูลกนัย จบ ปัญญินทรียมูลกนัย
อนุ. ปัญญินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด มนินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด ปัญญินทรีย์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปัญญินทรียมูลกนัย จบ ปัจจนีกโอกาส จักขุนทรียมูลกนัย
อนุ. จักขุนทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด โสตินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จัก เกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. โสตินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด จักขุนทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๒๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร อนุ. จักขุนทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ฆานินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ฆานินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด จักขุนทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ในรูปาวจรภูมิ ในภูมินั้นฆานินทรีย์ไม่ใช่จักเกิด แต่จักขุนทรีย์มิใช่จักไม่เกิดในอสัญญสัตตภูมิและอรูปภูมิ ในภูมินั้นฆานินทรีย์ไม่ใช่จักเกิดและจักขุนทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. จักขุนทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด อิตถินทรีย์ ฯลฯ ปุริสินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ปุริสินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด จักขุนทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ในรูปาวจรภูมิ ในภูมินั้นปุริสินทรีย์ไม่ใช่จักเกิด แต่จักขุนทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ในอสัญญสัตตภูมิและอรูปภูมิ ในภูมินั้นปุริสินทรีย์ไม่ใช่จักเกิดและจักขุนทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. จักขุนทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ชีวิตินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. จักเกิด ปฏิ. ชีวิตินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด จักขุนทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดมีไหม วิ. ไม่มี อนุ. จักขุนทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด โสมนัสสินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด จักขุนทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๒๓}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร อนุ. จักขุนทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด อุเปกขินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ในอรูปภูมิ ในภูมินั้นจักขุนทรีย์ไม่ใช่จักเกิด แต่อุเปกขินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นจักขุนทรีย์ไม่ใช่จักเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด จักขุนทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. จักขุนทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ในอรูปภูมิ ในภูมินั้นจักขุนทรีย์ไม่ใช่จักเกิด แต่มนินทรีย์มิใช่จักไม่เกิดในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นจักขุนทรีย์ไม่ใช่จักเกิดและมนินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. มนินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด จักขุนทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ จักขุนทรียมูลกนัย จบ ฆานินทรียมูลกนัย
อนุ. ฆานินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด อิตถินทรีย์ ฯลฯ ปุริสินทรีย์ ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ปุริสินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ฆานินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. ฆานินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ชีวิตินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. จักเกิด ปฏิ. ชีวิตินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ฆานินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดมีไหม วิ. ไม่มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๒๔}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร อนุ. ฆานินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด โสมนัสสินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ในรูปาวจรภูมิ ในภูมินั้นฆานินทรีย์ไม่ใช่จักเกิด แต่โสมนัสสินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ในอสัญญสัตตภูมิและอรูปภูมิ ในภูมินั้นฆานินทรีย์ไม่ใช่จักเกิดและโสมนัสสินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ฆานินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. ฆานินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด อุเปกขินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ ในภูมินั้นฆานินทรีย์ไม่ใช่จักเกิด แต่อุเปกขินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นฆานินทรีย์ไม่ใช่จักเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ฆานินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. ฆานินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ ในภูมินั้นฆานินทรีย์ไม่ใช่จักเกิด แต่มนินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นฆานินทรีย์ไม่ใช่จักเกิดและมนินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. มนินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ฆานินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ฆานินทรียมูลกนัย จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๒๕}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร อิตถินทรียมูลกนัย
อนุ. อิตถินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ปุริสินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ปุริสินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด อิตถินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ฯลฯ อิตถินทรียมูลกนัย จบ ปุริสินทรียมูลกนัย
อนุ. ปุริสินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ชีวิตินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จัก เกิดใช่ไหม วิ. จักเกิด ปฏิ. ชีวิตินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ปุริสินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดมีไหม วิ. ไม่มี อนุ. ปุริสินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด โสมนัสสินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ในรูปาวจรภูมิ ในภูมินั้นปุริสินทรีย์ไม่ใช่จักเกิด แต่โสมนัสสินทรีย์ มิใช่จักไม่เกิด ในอสัญญสัตตภูมิและอรูปภูมิ ในภูมินั้นปุริสินทรีย์ไม่ใช่จักเกิดและโสมนัสสินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ปุริสินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. ปุริสินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด อุเปกขินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ ในภูมินั้นปุริสินทรีย์ไม่ใช่จักเกิด แต่อุเปกขินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นปุริสินทรีย์ไม่ใช่จักเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๒๖}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ปุริสินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. ปุริสินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ ในภูมินั้นปุริสินทรีย์ไม่ใช่จักเกิด แต่มนินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นปุริสินทรีย์ไม่ใช่จักเกิดและมนินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. มนินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ปุริสินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปุริสินทรียมูลกนัย จบ ชีวิตินทรียมูลกนัย
อนุ. ชีวิตินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด โสมนัสสินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ ใช่จักเกิดมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ชีวิตินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. จักเกิด อนุ. ชีวิตินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด อุเปกขินทรีย์ ฯลฯ สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. มนินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ชีวิตินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. จักเกิด ชีวิตินทรียมูลกนัย จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๒๗}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร โสมนัสสินทรียมูลกนัย
อนุ. โสมนัสสินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด อุเปกขินทรีย์ ฯลฯ สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด โสมนัสสินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ โสมนัสสินทรียมูลกนัย จบ อุเปกขินทรียมูลกนัย
อนุ. อุเปกขินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ฯลฯ มนินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด อุเปกขินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อุเปกขินทรียมูลนัย จบ สัทธินทรียมูลกนัย
อนุ. สัทธินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด สัทธินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ สัทธินทรียมูลกนัย จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๒๘}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร ปัญญินทรียมูลกนัย
อนุ. ปัญญินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด มนินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ปัญญินทรีย์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปัญญินทรียมูลกนัย จบ ปัจจนีกปุคคโลกาส จักขุนทรียมูลกนัย
อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด โสตินทรีย์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. โสตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิ ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้น ไม่ใช่จักเกิด แต่จักขุนทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลในปัญจโวการภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ อรูปภูมิ ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและจักขุนทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๒๙}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด อิตถินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิ และบุคคลเหล่าใดมีปุริสะเกิดได้ถือ ปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละแล้วปรินิพพาน อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่จักขุนทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลในปัญจ-โวการภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ อรูปภูมิ อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและจักขุนทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิ และบุคคลเหล่าใดมีอิตถีเกิดได้ถือ ปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละแล้วปรินิพพาน ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่จักขุนทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลในปัญจ-โวการภูมิ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิและอรูปภูมิ ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและจักขุนทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิและอรูปภูมิ จักขุนทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่ชีวิตินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลจักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและชีวิตินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๓๐}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร ปฏิ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดมีจักขุเกิดได้และมีจิตเป็นอุเบกขาจักอุบัติแล้วปรินิพพานโสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่จักขุนทรีย์มิใช่จักไม่เกิดปัจฉิมภวิกบุคคลในปัญจโวการภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ อรูปภูมิโสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและจักขุนทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิ จักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่อุเปกขินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ จักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดมีจักขุเกิดได้และมีจิตเป็นโสมนัสจักอุบัติแล้วปรินิพพานอุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่จักขุนทรีย์มิใช่จักไม่เกิดปัจฉิมภวิกบุคคลและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและจักขุนทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๓๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิ จักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่มนินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลและบุคคลผู้อุบัติอยู่ใน อสัญญสัตตภูมิ จักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและมนินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ จักขุนทรียมูลกนัย จบ ฆานินทรียมูลกนัย
อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด อิตถินทรีย์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดมีปุริสะเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละแล้วปรินิพพาน อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่ฆานินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลในกามาวจรภูมิ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและฆานินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๓๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร ปฏิ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดมีอิตถีเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละแล้วปรินิพพาน ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่ฆานินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลในกามาวจรภูมิ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและฆานินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ ฆานินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่ชีวิตินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและชีวิตินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิ ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้น ไม่ใช่จักเกิด แต่โสมนัสสินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลในปัญจโวการภูมิและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ อรูปภูมิ ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและโสมนัสสินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดมีฆานะเกิดได้และมีจิตเป็นอุเบกขาจักอุบัติแล้วปรินิพพานโสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่ฆานินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๓๓}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร ปัจฉิมภวิกบุคคลในปัญจโวการภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ อรูปภูมิโสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและฆานินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ ฆานินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่อุเปกขินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดมีฆานะเกิดได้และมีจิตเป็นโสมนัสจักอุบัติแล้วปรินิพพานอุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่ฆานินทรีย์มิใช่จักไม่เกิดปัจฉิมภวิกบุคคลและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและฆานินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ ฆานินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่มนินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและมนินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ฆานินทรียมูลกนัย จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๓๔}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร อิตถินทรียมูลกนัย
อนุ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ปุริสินทรีย์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดมีปุริสะเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละแล้วปรินิพพาน อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่ปุริสินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลในกามาวจรภูมิ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและปุริสินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด อิตถินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดมีอิตถีเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละแล้วปรินิพพาน ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่อิตถินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลในกามาวจรภูมิ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและอิตถินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ และบุคคลเหล่าใดมีปุริสะเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละแล้วปรินิพพาน อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่ชีวิตินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลอิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและชีวิตินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด อิตถินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๓๕}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและบุคคลเหล่าใดมีปุริสะเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละมีจิตเป็นโสมนัสจักอุบัติแล้วปรินิพพาน อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่โสมนัสสินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิก-บุคคลในปัญจโวการภูมิ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ อรูปภูมิ และบุคคลเหล่าใดมีปุริสะเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละมีจิตเป็นอุเบกขาจักอุบัติแล้วปรินิพพาน อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและโสมนัสสินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด อิตถินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดมีอิตถีเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละมีจิตเป็นอุเบกขาจักอุบัติแล้วปรินิพพาน โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่อิตถินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลในปัญจโวการภูมิและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ อรูปภูมิ และบุคคลเหล่าใดมีปุริสะเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละมีจิตเป็นอุเบกขาจักอุบัติแล้วปรินิพพานโสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและอิตถินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ และบุคคลเหล่าใดมี ปุริสะเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละมีจิตเป็นอุเบกขาจักอุบัติแล้วปรินิพพาน อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่อุเปกขินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคล บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ และบุคคลเหล่าใดมีปุริสะเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละมีจิตเป็นโสมนัสจักอุบัติแล้วปรินิพพาน อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด อิตถินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดมีอิตถีเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละมีจิตเป็นโสมนัสจักอุบัติแล้วปรินิพพาน อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๓๖}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร ใช่จักเกิด แต่อิตถินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคล บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ และบุคคลเหล่าใดมีปุริสะเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละมีจิตเป็นโสมนัสจักอุบัติแล้วปรินิพพาน อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและอิตถินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ และบุคคลเหล่าใดมีปุริสะเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละแล้วปรินิพพาน อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่มนินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและมนินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด อิตถินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อิตถินทรียมูลกนัย จบ ปุริสินทรียมูลกนัย
อนุ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ชีวิตินทรีย์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ และบุคคลเหล่าใดมีอิตถีเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละแล้วปรินิพพาน ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่ชีวิตินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและชีวิตินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๓๗}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร อนุ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและบุคคลเหล่าใดมีอิตถีเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละมีจิตเป็นโสมนัสจักอุบัติแล้วปรินิพพาน ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่โสมนัสสินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิม-ภวิกบุคคลในปัญจโวการภูมิ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ อรูปภูมิ และบุคคลเหล่าใดมีอิตถีเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละมีจิตเป็นอุเบกขาจักอุบัติแล้วปรินิพพาน ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและโสมนัสสินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดมีปุริสะเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละมีจิตเป็นอุเบกขาจักอุบัติแล้วปรินิพพาน โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่ปุริสินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลในปัญจโวการภูมิบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ อรูปภูมิ และบุคคลเหล่าใดมีอิตถีเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละมีจิตเป็นอุเบกขาจักอุบัติแล้วปรินิพพานโสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและปุริสินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ และบุคคลเหล่าใดมีอิตถีเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละมีจิตเป็นอุเบกขาจักอุบัติแล้วปรินิพพาน ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่อุเปกขินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคล บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ และบุคคลเหล่าใดมีอิตถีเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละมีจิตเป็นโสมนัสจักอุบัติแล้วปรินิพพาน ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและอุเปก-ขินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๓๘}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร วิ. บุคคลเหล่าใดมีปุริสะเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละมีจิตเป็นโสมนัสจักอุบัติแล้วปรินิพพาน อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่ปุริสินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคล บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิและบุคคลเหล่าใดมีอิตถีเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละมีจิตเป็นโสมนัสจักอุบัติแล้วปรินิพพาน อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและปุริสินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ และบุคคลเหล่าใดมีอิตถีเกิดได้ถือปฏิสนธิในบางภพโดยภาวะนั้นนั่นแหละแล้วปรินิพพาน ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่มนินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคลและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและมนินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปุริสินทรียมูลกนัย จบ ชีวิตินทรียมูลกนัย
อนุ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด โสมนัสสินทรีย์ ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมจิตที่สัมปยุตด้วยอุเบกขาจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับ แห่งจิตนั้น) บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๓๙}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร ในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่ชีวิตินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตโสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและชีวิตินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมจิตที่สัมปยุตด้วยโสมนัสจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่ง จิตนั้น) บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่ชีวิตินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตอุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและชีวิตินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ มนินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมิ นั้นไม่ใช่จักเกิด แต่ชีวิตินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตมนินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและชีวิตินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิดชีวิตินทรียมูลกนัย จบ โสมนัสสินทรียมูลกนัย
อนุ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด อุเปกขินทรีย์ ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมจิตที่สัมปยุตด้วยอุเบกขาจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่อุเปกขินทรีย์มิใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๔๐}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร จักไม่เกิด บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิโสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมจิตที่สัมปยุตด้วยโสมนัสจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่ง จิตนั้น) อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่โสมนัสสินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิอุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและโสมนัสสินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมจิตที่สัมปยุตด้วยอุเบกขาจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่มนินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิโสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและมนินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ โสมนัสสินทรียมูลกนัย จบ อุเปกขินทรียมูลกนัย
อนุ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด สัทธินทรีย์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมจิตที่สัมปยุตด้วยโสมนัสจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่ง จิตนั้น) อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่สัทธินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิอุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและสัทธินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๔๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร ปฏิ. สัทธินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมจิตที่สัมปยุตด้วยโสมนัสจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่ง จิตนั้น) อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่มนินทรีย์มิใช่จักไม่เกิด บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิอุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและมนินทรีย์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อุเปกขินทรียมูลกนัย จบ สัทธินทรียมูลกนัย
อนุ. สัทธินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด สัทธินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ สัทธินทรียมูลกนัย จบ ปัญญินทรียมูลกนัย
อนุ. ปัญญินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด มนินทรีย์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔๔๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ปัญญินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปัญญินทรียมูลกนัย จบ
อรรถกถา
ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกอรรถกถายึดที่ข้อ ๓๗๙ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอินทริยยมก
บัดนี้เป็นการพรรณนาอินทริยยมก ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงในลำดับต่อจากธรรมยมก เพราะทรงรวบรวมธรรมทั้งหลายมีกุศลธรรมเป็นต้น ที่พระองค์ทรงแสดงแล้วในมูลยมกเหล่านั้นให้เป็นส่วนหนึ่ง ด้วยอำนาจแห่งธรรมที่ได้อยู่ ในอินทริยยมกนั้นพึงทราบการกำหนดพระบาลี โดยนัยที่กล่าวแล้วในขันธยมกเป็นต้น.
ก็แม้ในอินทริยยมกนี้ มหาวาระ ๓ มีปัณณัตติวาระเป็นต้น และอนันตรวาระ ที่เหลือก็เป็นเช่นกับที่มาแล้วในยมกทั้งหลายมีขันธยมกเป็นต้นพร้อมด้วยประเภทแห่งกาลเป็นต้น แต่ว่ายมกทั้งหลายมีมากกว่าธาตุยมกเพราะความที่แห่งอินทรีย์ทั้งหลายมีมาก ก็ท่านไม่ประกอบ ชิวหายตนะและกายายตนะกับด้วยจักขวายตนะและจักขุธาตุ ในนัยอันมีจักขวายตนะและจักขุธาตุเป็นมูล ในปุคคลวาระเป็นต้น ในหนหลัง และไม่ถือเอายมกทั้งหลาย มีชิวหายตนะและกายายตนะเป็นมูล ฉันใดแม้ในอินทริยยมกนี้ ท่านก็ไม่ประกอบชิวหินทรีย์และกายินทรีย์ ในนัยอันมีจักขุนทรีย์เป็นมูล และไม่ถือเอายมกทั้งหลายที่มีชิวหินทรีย์และกายินทรีย์เป็นมูล ฉันนั้น
พึงทราบเหตุในการไม่ถือเอายมกทั้งหลายเหล่านั้น ตามนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้วในยมกนั้นนั่นแหละ.
ส่วนมนินทรีย์ พึงทราบว่า ท่านประกอบแล้วด้วยมูลทั้งหลายมีจักขุนทรีย์เป็นมูลเป็นต้น ฉันใด แม้กับมูลทั้งหลายมีอิตถินทรีย์เป็นมูล ก็ฉันนั้นนั่นแหละ มนินทรีย์ย่อมถึงการประกอบ เพราะเหตุใด เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า ท่านไม่ประกอบแล้ว โดยลำดับ บทที่วางไว้ (แต่) ประกอบไว้ในที่สุดกับมูลทั้งหลายมีจักขนุทรีย์เป็นต้น แม้ทั้งหมด.
ท่านประกอบอิตถินทรีย์กับจักขุนทริย์, ปุริสินทรีย์กับจักขุนทรีย์, ชีวิตินทรีย์กับจักขุนทรีย์, สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ไม่มีในปฏิสนธิ เพราะเหตุนั้นท่านจึงไม่ถือเอา.
โสมนัสสินทริย์ อุเบกขินทรีย์ ท่านถือเอาแล้วในปฏิสนธิ เพราะเกิดมีพร้อมกับการเกิดขึ้น อินทรีย์ ๕ อย่างมีสัทธินทรีย์เป็นต้นก็เหมือนอย่างนั้นอินทรีย์ที่เป็นโลกุตตร ๓ อย่าง ท่านก็ไม่ถือเอา เพราะไม่มีในปฏิสนธิ อินทรีย์เหล่าใดท่านถือเอาแล้วด้วยอำนาจแห่งอินทรีย์เหล่านั้นพึงทราบการนับยมกในนัยอันมีจักขุนทรีย์เป็นมูลในอินทริยยมกนี้ ด้วยประการฉะนี้ ก็ในที่มี้พึงทราบการนับยมกในนัยอันมีจักขุทรีย์เป็นมูลในที่นี้ฉันใด ในที่ทั้งปวงก็ฉันนั้นพึงทราบการกำหนดพระบาลีในวาระทั้งหลายอย่างนี้ก่อนว่า ก็ยมกเหล่าใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาแล้วควรนับยมกทั้งหลายด้วยสามารถแห่งยมกเหล่านั้น.
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อนับ พึงนับด้วยสามารถแห่งโมฆะปุจฉา.
ก็ในการวินิจฉัยเนื้อความนี้ พึงทราบนัยมุขนี้ดังต่อไปนี้.
คำว่า สจกฺขุกานํ น อิตฺถีนํ ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งสัตว์ทั้งหลายที่มีรูป มีพรหมปาริสัชชาเป็นต้น และด้วยสามารถแห่งบุรุษเพศและผู้ไม่มีเพศ เพราะว่าอิตถินทรีย์ย่อมไม่เกิดแก่พรหม บุรุษเพศ และผู้ไม่มีเพศเหล่านั้น.
คำว่า สจกฺขุกานํ น ปุริสานํ ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งรูปพรหมด้วย แห่งสตรีเพศและบุคคลผู้ไม่มีเพศด้วย เพราะว่า ปุริสินทรีย์ย่อมไม่เกิดแก่รูปพรหม สตรีและผู้ไม่มีเพศเหล่านั้น.
คำว่า อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ชีวิตินฺทริยํ อุปฺปชฺชติ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ทั้งหลายในเอกโวการภพ จตุโวการภพและในกามธาตุ.
คำว่า สจกฺขุกานํ วินา โสมนสฺเสน ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้ปฏิสนธิด้วยมหาวิบากปฏิสนธิ ๔ ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขา.
คำว่า สจกฺขุกานํ วินา อุเปกฺขาย ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้ปฏิสนธิพร้อมด้วยโสมนัส.
คำว่า อุเปกฺขาย อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งอเหตุกปฏิสนธิ.
คำว่า อเหตุกานํ ท่านกล่าวแล้วเพราะความไม่มีแห่งอินทรีย์ทั้งหลายมีสัทธินทรีย์เป็นต้น กับด้วยอเหตุกปฏิสนธิ.
จริงอยู่ ในอเหตุกปฏิสนธิ ย่อมไม่มีศรัทธา สติ ปัญญาแน่นอน แต่สมาธิและวิริยะ ย่อมไม่ถึงความเป็นอินทรีย์.
คำว่า สเหตุกานํ อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวแล้วด้วยอำนาจคัพภเสยยกสัตว์ และพรหมที่ไม่มีรูป ก็พวกสเหตุกะอื่นชื่อว่า อจกฺขุโก = ไม่มีจักขุ ย่อมไม่มี.
คำว่า สจกฺขุกานํ อเหตุกานํ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ในอบายด้วยสามารถแห่งโอปปาติกะ.
คำว่า สจกฺขุกานํ ญาณวิปฺปยุตฺตานํ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ที่ปฏิสนธิด้วยเหตุสอง ในกามธาตุ.
คำว่า สจกฺขุกานํ ญาณสมฺปยุตฺตานํ กล่าวหมายเอารูปพรหมด้วย เทวดาและมนุษย์ในกามาวจรด้วย.
คำว่า ญาณสมฺปยุตฺตานํ อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวหมายเอาอรูปพรหม และติเหตุกสัตว์ผู้เกิดในครรภ์.
ในชีวิตินทรีย์มูล คำว่า วินา โสมนสฺเสน อุปฺปชฺชนฺตานํ ท่านกล่าวหมายเอาชีวิตินทรีย์แม้ทั้งสองอย่าง.
คำว่า ปวตฺเต โสมนสฺสวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ท่านกล่าวหมายเอาอรูปชีวิตินทรีย์.
พึงทราบการประกอบ ชีวิตินทรีย์ด้วยสามารถปฏิสนธิและปวัตติ แม้ในที่ทั้งปวงโดยนัยนี้แม้ในมูลทั้งหลายมีโสมนัสสินทรีย์เป็นมูลเป็นต้น พึงถือเอาเนื้อความด้วยสามารถแห่งปฏิสนธิและปวัตตินั่นแหละแต่ในปฏิโลมนัย ในนิโรธวาระ พึงทราบการเกิด การไม่เกิด การดับและการไม่ดับ ในจุติ ปฏิสนธิและปวัตติแม้ทั้ง ๓ กาลด้วยสามารถแห่งธรรมทั้งหลายเหล่านั้นด้วย เหล่าอื่นด้วยตามที่ได้.
ในอนาคตวาระ คำว่า เอเตเนว ภาเวน ดังนี้ อธิบายว่า ด้วยการถือเอาปุริสปฏิสนธินั่นแหละ เพราะไม่ถึงซึ่งอิตถีภาวะ ในลำดับด้วยปุริสภาวะนั้นนั่นแหละ.
คำวิสัชนาว่า กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ อธิบายว่า บุรุษใดถือเอาแล้วซึ่งปฏิสนธิในภพไรๆ ไม่ถึงแล้วซึ่งอิตถีภาวะ จักปรินิพพานเทียว (หมายความว่าเกิดในภพใดด้วยเพศใด จักปรินิพพานด้วยเพศนั้นในภพนั้น)
แม้ในปัญหาที่สองก็นัยนี้ ก็บทว่า มนินทรีย์ด้วยไม่เกิดในภังคขณะแห่งอุปัตติจิตของสุทธาวาสพรหม ดังนี้ในอดีตวาระด้วยปัจจุบันวาระ (ปัจจุปันนาตีตวาระ) อธิบายว่า บัณฑิตไม่ถือเอาเนื้อความด้วยอำนาจการก้าวล่วงอุปาทขณะเหมือนกับในจิตตยมกแต่ควรถือเอาด้วยอำนาจแห่งการไม่เคยเกิดขึ้นในภพนั้น พึงทราบการวินิจฉัยเนื้อความในปวัตติวาระ แม้ทั้งหมดโดยนัยมุขนี้.
ก็ในปริญญาวาระ ท่านแสดงจักขุโสตยมกอย่างเดียวเท่านั้น ในมูลทั้งหลายมีจักขุมูลเป็นต้น ก็เพราะท่านแสดงอินทรีย์ทั้งหลายที่บุคคลไม่ควรกำหนดรู้ ที่เป็นโลกิยอัพยากตะด้วย ที่เจือด้วยโลกิยอัพยากตะด้วย แม้ที่เหลือเหตุนั้นท่านจึงแสดงอินทรีย์ ที่ท่านไม่แสดงเหล่านั้น โดยนัยนี้นั่นเทียว ก็เพราะอกุศลเป็นธรรมอันบุคคลพึงละโดยส่วนเดียวกุศลพึงเจริญโดยส่วนเดียว โลกุตตระอันเป็นอัพยากตะอันบุคคลพึงทำให้แจ้ง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมละโทมนัสสินทรีย์ ย่อมเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ก็อัญญินทรีย์บุคคลควรเจริญก็มี ควรทำให้แจ้งก็มี อัญญินทรีย์นั้น ท่านถือเอาด้วยอำนาจการภาวนา (การทำให้เจริญ).
ในคำทั้งหลายเหล่านั้น คำว่า เทฺว ปุคฺคลา ได้แก่ ผู้พร้อมเพรียงด้วยสกทาคามี และผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในบุคคลทั้งสองนั้น คนหนึ่งชื่อว่า ย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ เพราะไม่สามารถตัดขาดได้ คนหนึ่งชื่อว่า ย่อมไม่ละโทมนัส เพราะความที่ท่านละโทมนัสสินทรีย์แล้ว.
บทว่า จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ ได้แก่ย่อมไม่รู้ทั่ว เพราะความที่แห่งท่านไม่สามารถยังมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นได้บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในคำวิสัชนาทั้งปวงโดยนัยนี้. อรรถกถาอินทริยยมก จบ.
นิคมคาถา
ก็หญิงชายผู้ใดถึงพร้อมด้วยกิจดำรงอยู่ในโอวาทของพระศาสดาสัมมาสัมพุทธะพระองค์ใดผู้ทำกิจเสร็จแล้วหญิงชายผู้นั้น กำหนดตั้งมั่นในโอวาทของพระจอมมุนีไว้ดีแล้ว ย่อมเป็นผู้ก้าวล่วงอำนาจของพระยายม. พระสัมมาสัมพุทธะผู้ทรงเป็นเทพยิ่งกว่าเทพทั้งปวง ผู้ไม่มีมลทินอันจะนำไปสู่อำนาจของพระยายมเสด็จประทับอยู่ท่ามกลางเทวบริษัทหมู่ใหญ่ในเทวบุรี ทรงประกาศปกรณ์ชื่อว่ายมก ฉันใด ข้าพเจ้า (พระพุทธโฆษาจารย์) ปรารภอรรถกถาแห่งปกรณ์ยมกนั้น เพื่อแสดงวิธีกำหนดพระบาลีและนัยแห่งอรรถในคำปุจฉาวิสัชนา.
บัดนี้ อรรถกถาแห่งปกรณ์นี้นั้นถึงความสำเร็จแล้วด้วยแบบแผนมีประมาณ ๕ ภาณวาร โดยปราศจากอันตรายในโลกที่มีอันตรายมากฉันใด ขอสัตว์ทั้งหลายจงเป็นผู้มีความสำเร็จในหิตานุหิตประโยชน์ พรั่งพร้อมด้วยความสุข และขอมโนรถแม้ทั้งปวงของสรรพสัตว์ทั้งหลายจงถึงความสำเร็จฉันนั้น เทอญ.
อรรถกถาแห่งยมก จบ. -----------------------------------------------------