๔. สรภสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔. สรภสูตร ว่าด้วยปริพาชกชื่อว่าสรภะ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ เขตกรุงราชคฤห์ ก็สมัยนั้น สรภปริพาชกผู้ออกไปจากพระธรรมวินัยนี้ไม่นาน เขากล่าวอย่างนี้ในหมู่ชน ณ กรุงราชคฤห์อย่างนี้ว่า “เรารู้ทั่วถึงธรรมของเหล่าสมณศากยบุตรแล้ว ก็เพราะรู้ทั่วถึงธรรมของเหล่าสมณศากยบุตร เราจึงออกมา ถ้ามิเช่นนั้นแล้ว เราคงไม่ออกมาจากธรรมวินัยนั้น” ครั้งนั้น ในเวลาเช้า ภิกษุจำนวนมากครองอันตรวาสก ถือบาตรจีวร เข้าไปยังกรุงราชคฤห์เพื่อบิณฑบาต ภิกษุเหล่านั้นได้ยินสรภปริพาชกกำลังกล่าวอย่างนี้ในหมู่ชน ณ กรุงราชคฤห์อย่างนี้ว่า “เรารู้ทั่วถึงธรรมของเหล่าสมณศากยบุตรแล้วเพราะรู้ทั่วถึงธรรมของเหล่าสมณศากยบุตร เราจึงออกมา ถ้ามิเช่นนั้นแล้ว เราคงไม่ออกมาจากธรรมวินัยนั้น” @เชิงอรรถ : @ ออกไปจากพระธรรมวินัยไม่นาน หมายถึงบอกคืน(ลา)สิกขาไปได้ไม่นาน (องฺ.ติก.อ. ๒/๖๕/๑๙๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๒๕๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๒. มหาวรรค ๔. สรภสูตร ครั้นต่อมา ภิกษุเหล่านั้นเที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ กลับจากบิณฑบาตหลังจากฉันเสร็จแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สรภปริพาชกผู้ออกไปจากพระธรรมวินัยนี้ได้ไม่นานกล่าวในหมู่ชน ณ กรุงราชคฤห์อย่างนี้ว่า ‘เรารู้ทั่วถึงธรรมของเหล่าสมณศากยบุตรก็เพราะรู้ทั่วถึงธรรมของเหล่าสมณศากยบุตร เราจึงออกมา ถ้ามิเช่นนั้นแล้ว เราคงไม่ออกมาจากธรรมวินัยนั้น’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคเสด็จไปยังอารามของปริพาชก ณ ริมฝั่งแม่น้ำสัปปินิกา ได้โปรดอนุเคราะห์เสด็จไปหาสรภปริพาชกด้วยเถิด” พระผู้มีพระภาคทรงรับโดยดุษณีภาพ ครั้งนั้น ในเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่หลีกเร้น เสด็จไปยังอารามปริพาชก ณ ริมฝั่งแม่น้ำสัปปินิกา เสด็จเข้าไปหาสรภปริพาชกถึงที่อยู่แล้วนั่งบนอาสนะที่ปูไว้ ครั้นแล้วได้ตรัสกับสรภปริพาชกดังนี้ว่า “สรภะ ทราบว่า ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ทั่วถึงธรรมของเหล่าสมณศากย-บุตรแล้ว ก็เพราะรู้ทั่วถึงธรรมของเหล่าสมณศากยบุตร เราจึงออกมา ถ้ามิเช่นนั้นแล้วเราคงไม่ออกมาจากธรรมวินัยนั้น’ จริงหรือ” เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว สรภปริพาชกได้นิ่งเงียบ แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับสรภปริพาชกดังนี้ว่า “(สรภะ เราเองบัญญัติธรรมไว้สำหรับเหล่าสมณศากยบุตร) สรภะ จงกล่าวเถิดท่านรู้ทั่วถึงธรรมของเหล่าสมณศากยบุตรว่าอย่างไร ถ้าความรู้ของท่านยังไม่บริบูรณ์เราจักช่วยทำให้บริบูรณ์ แต่ถ้าความรู้ของท่านบริบูรณ์ เราจักพลอยยินดีด้วย” แม้ครั้งที่ ๓ สรภปริพาชกก็ยังนิ่ง ลำดับนั้น ปริพาชกเหล่านั้นได้กล่าวกับสรภปริพาชกดังนี้ว่า “ท่านสรภะ พระสมณโคดมจะปวารณาพระองค์เองทุกครั้งที่ท่านขอ ท่านสรภะ จงกล่าวเถิด ท่านรู้ทั่วถึงธรรมของเหล่าสมณศากยบุตรว่าอย่างไร ถ้าความรู้ของท่านยังไม่บริบูรณ์ พระสมณโคดมจักช่วยทำให้บริบูรณ์ แต่ถ้าความรู้ของท่านบริบูรณ์ พระสมณโคดมจักพลอยยินดีด้วย”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๒๕๓}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๒. มหาวรรค ๔. สรภสูตร เมื่อปริพาชกเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว สรภปริพาชกนิ่งเงียบ เก้อเขิน นั่งคอตก ก้มหน้า ซบเซา ไม่สามารถจะโต้ตอบได้ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคครั้นทราบว่าสรภปริพาชกนิ่งเงียบ เก้อเขิน นั่งคอตกก้มหน้า ซบเซา ไม่สามารถจะโต้ตอบได้ จึงได้ตรัสกับปริพาชกเหล่านั้นดังนี้ว่า ปริพาชกทั้งหลาย ผู้ใดพึงกล่าวกับเราอย่างนี้ว่า “ท่านผู้เป็นพระสัมมาสัม-พุทธเจ้าปฏิญญาตนอยู่ ยังไม่ได้ตรัสรู้ธรรมเหล่านี้ เราพึงไต่ถามซักไซ้ไล่เลียงผู้นั้นในธรรมนั้นตามหลักเหตุผล” เป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้นั้นเมื่อถูกเราไต่ถามซักไซ้ไล่เลียงตามหลักเหตุผลจะไม่เข้าถึงฐานะอย่างใดอย่างหนึ่งในฐานะ ๓ อย่าง คือ (๑) พูดกลบเกลื่อนหรือพูดนอกเรื่อง (๒) แสดงอาการโกรธ ขัดเคือง และไม่พอใจ (๓) นิ่งเงียบเก้อเขิน นั่งคอตก ก้มหน้า ซบเซา ไม่สามารถจะโต้ตอบได้เหมือนสรภปริพาชก ปริพาชกทั้งหลาย ผู้ใดพึงกล่าวกับเราอย่างนี้ว่า “อาสวะเหล่านี้ของท่านผู้ปฏิญญาตนว่าเป็นพระขีณาสพยังไม่สิ้นไปเลย เราพึงไต่ถามซักไซ้ไล่เลียงผู้นั้นในธรรมนั้นตามหลักเหตุผล” เป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้นั้นเมื่อถูกเราไต่ถามซักไซ้ไล่เลียงตามหลักเหตุผลจะไม่เข้าถึงฐานะอย่างใดอย่างหนึ่งในฐานะ ๓ อย่าง คือ (๑) พูดกลบเกลื่อนหรือพูดนอกเรื่อง (๒) แสดงอาการโกรธ ขัดเคือง และไม่พอใจ (๓) นิ่งเงียบเก้อเขิน นั่งคอตก ก้มหน้า ซบเซา ไม่สามารถจะโต้ตอบได้เหมือนสรภปริพาชก ปริพาชกทั้งหลาย ผู้ใดพึงกล่าวกับเราอย่างนี้ว่า “ท่านแสดงธรรมเพื่อ ประโยชน์ใด ธรรมที่ท่านแสดงนั้นไม่อำนวยประโยชน์นั้นเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบแก่ผู้ปฏิบัติธรรมนั้น เราพึงไต่ถามซักไซ้ไล่เลียงผู้นั้นในธรรมนั้นตามหลักเหตุผล”เป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้นั้นเมื่อถูกเราไต่ถามซักไซ้ไล่เลียงตามหลักเหตุผลจะไม่เข้าถึงฐานะอย่างใดอย่างหนึ่งในฐานะ ๓ อย่าง คือ (๑) พูดกลบเกลื่อนหรือพูดนอกเรื่อง(๒) แสดงอาการโกรธ ขัดเคือง และอาการไม่พอใจ (๓) นิ่งเงียบ เก้อเขิน นั่งคอตกก้มหน้า ซบเซา ไม่สามารถจะโต้ตอบได้เหมือนสรภปริพาชก ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงบันลือสีหนาท ๓ ครั้ง ณ อารามปริพาชก ที่ริมฝั่งแม่น้ำสัปปินิกาแล้วทรงเหาะหลีกไป
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๒๕๔}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๒. มหาวรรค ๕. เกสปุตติสูตร ต่อมา เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จหลีกไปไม่นาน ปริพาชกพากันใช้ปฏักคือวาจาทิ่มแทงสรภปริพาชกรอบด้านว่า “ท่านสรภะ สุนัขจิ้งจอกแก่ในป่าใหญ่คิดว่าจักร้องเหมือนเสียงราชสีห์ แต่ก็ร้องเป็นสุนัขจิ้งจอกอยู่นั่นเอง ร้องไม่ต่างจากสุนัขจิ้งจอกเลยแม้ฉันใด ท่านสรภะ ตัวท่านเองก็ฉันนั้นเหมือนกัน คิดว่า ‘นอกจากพระสมณโคดมแล้ว เราก็บันลือสีหนาทได้’ กลับบันลือได้เหมือนสุนัขจิ้งจอกแก่ บันลือไม่ต่างจากสุนัขจิ้งจอกเลย ท่านสรภะ ลูกไก่ตัวเมียคิดว่าจักขันให้ได้เหมือนพ่อไก่ กลับขันได้อย่างลูกไก่ตัวเมียเท่านั้น แม้ฉันใด ท่านสรภะ ตัวท่านเองก็ฉันนั้นเหมือนกันคิดว่า ‘นอกจากพระสมณโคดมแล้ว เราก็จักขันเหมือนพ่อไก่ได้’ กลับขันได้เหมือนลูกไก่ตัวเมีย ท่านสรภะ โคผู้เข้าใจว่าตนร้องได้อย่างลึกซึ้งในโรงโคที่ว่าง แม้ฉันใดท่านสรภะ ตัวท่านเองก็ฉันนั้นเหมือนกัน เข้าใจว่าตนร้องได้อย่างลึกซึ้ง” ครั้งนั้น ปริพาชกเหล่านั้นพากันใช้ปฏักคือวาจาทิ่มแทงสรภปริพาชกรอบด้านสรภสูตรที่ ๔ จบ
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต สรภสูตร
๖๕ เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ คิชฺฌกูเฏ ปพฺพเต ฯ เตน โข ปน สมเยน สรโภ นาม ปริพฺพาชโก อจิรปกฺกนฺโต โหติ อิมสฺมา ธมฺมวินยา โส ราชคเห ปริสติ เอวํ วาจํ ภาสติ อญฺญาโต มยา สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺโม อญฺญาย จ ปนาหํ สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺมํ เอวาหํ ตสฺมา ธมฺมวินยา อปกฺกนฺโตติ ฯ อถโข สมฺพหุลา ภิกฺขู ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย ราชคหํ ปิณฺฑาย ปวิสึสุ ฯ อสฺโสสุํ โข เต ภิกฺขู สรภสฺส ปริพฺพาชกสฺส ราชคเห ปริสติ เอวํ วาจํ ภาสมานสฺส อญฺญาโต มยา สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺโม อญฺญาย จ ปนาหํ สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺมํ เอวาหํ ตสฺมา ธมฺมวินยา อปกฺกนฺโตติ ฯ อถโข เต ภิกฺขู ราชคเห ปิณฺฑาย จริตฺวา ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺตา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข เต ภิกฺขู ภควนฺตํ เอตทโวจุํ สรโภ นาม ภนฺเต ปริพฺพาชโก อจิรปกฺกนฺโต อิมสฺมา ธมฺมวินยา โส ราชคเห ปริสติ เอวํ วาจํ ภาสติ อญฺญาโต มยา สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺโม อญฺญาย จ ปนาหํ สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺมํ เอวาหํ ตสฺมา ธมฺมวินยา อปกฺกนฺโตติ สาธุ ภนฺเต ภควา เยน สปฺปินิยา ตีรํ ปริพฺพาชการาโม เยน สรโภ ปริพฺพาชโก เตนุปสงฺกมตุ อนุกมฺปํ อุปาทายาติ ฯ อธิวาเสสิ ภควา ตุณฺหีภาเวน ฯ {๕๐๔.๑} อถโข ภควา สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยน สปฺปินิยา ตีรํ ปริพฺพาชการาโม เยน สรโภ ปริพฺพาชโก เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ นิสชฺช โข ภควา สรภํ ปริพฺพาชกํ เอตทโวจ สจฺจํ กิร ตฺวํ สรภ เอวํ วเทสิ อญฺญาโต มยา สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺโม อญฺญาย จ ปนาหํ สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺมํ เอวาหํ ตสฺมา ธมฺมวินยา อปกฺกนฺโตติ ฯ เอวํ วุตฺเต สรโภ ปริพฺพาชโก ตุณฺหี อโหสิ ฯ ทุติยมฺปิ โข ภควา สรภํ ปริพฺพาชกํ เอตทโวจ วเทหิ สรภ กินฺติ เต อญฺญาโต สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺโม สเจ เต อปริปูรํ ภวิสฺสติ อหํ ปริปูเรสฺสามิ สเจ ปน เต ปริปูรํ ภวิสฺสติ อหํ อนุโมทิสฺสามีติ ฯ ทุติยมฺปิ โข สรโภ ปริพฺพาชโก ตุณฺหี อโหสิ ฯ ตติยมฺปิ โข ภควา สรภํ ปริพฺพาชกํ เอตทโวจ มยา โข สรภ ปญฺญายติ สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺโม วเทหิ สรภ กินฺติ เต อญฺญาโต สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺโม สเจ เต อปริปูรํ ภวิสฺสติ อหํ ปริปูเรสฺสามิ สเจ ปน เต ปริปูรํ ภวิสฺสติ อหํ อนุโมทิสฺสามีติ ฯ ตติยมฺปิ โข สรโภ ปริพฺพาชโก ตุณฺหี อโหสิ ฯ อถโข เต ปริพฺพาชกา สรภํ ปริพฺพาชกํ เอตทโวจุํ ยเทว โข ตฺวํ อาวุโส สรภ สมณํ โคตมํ ยาเจยฺยาสิ ตเทว เต สมโณ โคตโม ปวาเรติ วเทหิ อาวุโส สรภ กินฺติ เต อญฺญาโต สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺโม สเจ เต อปริปูรํ ภวิสฺสติ สมโณ โคตโม ปริปูเรสฺสติ สเจ ปน เต ปริปูรํ ภวิสฺสติ สมโณ โคตโม อนุโมทิสฺสตีติ ฯ {๕๐๔.๒} เอวํ วุตฺเต สรโภ ปริพฺพาชโก ตุณฺหีภูโต มงฺกุภูโต ปตฺตกฺขนฺโธ อโธมุโข ปชฺฌายนฺโต อปฺปฏิภาโณ นิสีทิ ฯ อถโข ภควา สรภํ ปริพฺพาชกํ ตุณฺหีภูตํ มงฺกุภูตํ ปตฺตกฺขนฺธํ อโธมุขํ ปชฺฌายนฺตํ อปฺปฏิภาณํ วิทิตฺวา เต ปริพฺพาชเก เอตทโวจ โย โข มํ ปริพฺพาชกา เอวํ วเทยฺย สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส เต ปฏิชานโต อิเม ธมฺมา อนภิสมฺพุทฺธาติ ตมหํ ตตฺถ สาธุกํ สมนุยุญฺเชยฺยํ สมนุคฺคาเหยฺยํ สมนุภาเสยฺยํ โส วต มยา สาธุกํ สมนุยุญฺชิยมาโน สมนุคฺคาหิยมาโน สมนุภาสิยมาโน อฏฺฐานเมตํ อนวกาโส ยํ โส ติณฺณํ ฐานานํ นาญฺญตรํ ฐานํ นิคจฺเฉยฺย อญฺเญน วา อญฺญํ ปฏิจริสฺสติ พหิทฺธา กถํ อปนาเมสฺสติ โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกริสฺสติ ตุณฺหีภูโต วา มงฺกุภูโต ปตฺตกฺขนฺโธ อโธมุโข ปชฺฌายนฺโต อปฺปฏิภาโณ นิสีทิสฺสติ เสยฺยถาปิ สรโภ ปริพฺพาชโก โย โข มํ ปริพฺพาชกา เอวํ วเทยฺย ขีณาสวสฺส เต ปฏิชานโต อิเม อาสวา อปริกฺขีณาติ ตมหํ ตตฺถ สาธุกํ สมนุยุญฺเชยฺยํ สมนุคฺคาเหยฺยํ สมนุภาเสยฺยํ โส วต มยา สาธุกํ สมนุยุญฺชิยมาโน สมนุคฺคาหิยมาโน สมนุภาสิยมาโน อฏฺฐานเมตํ อนวกาโส ยํ โส ติณฺณํ ฐานานํ นาญฺญตรํ ฐานํ นิคจฺเฉยฺย อญฺเญน วา อญฺญํ ปฏิจริสฺสติ พหิทฺธา กถํ อปนาเมสฺสติ โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกริสฺสติ ตุณฺหีภูโต วา มงฺกุภูโต ปตฺตกฺขนฺโธ อโธมุโข ปชฺฌายนฺโต อปฺปฏิภาโณ นิสีทิสฺสติ เสยฺยถาปิ สรโภ ปริพฺพาชโก {๕๐๔.๓} โย โข มํ ปริพฺพาชกา เอวํ วเทยฺย ยสฺส โข ปน เต อตฺถาย ธมฺโม เทสิโต โส น นิยฺยาติ ตกฺกรสฺส สมฺมาทุกฺขกฺขยายาติ ตมหํ ตตฺถ สาธุกํ สมนุยุญฺเชยฺยํ สมนุคฺคาเหยฺยํ สมนุภาเสยฺยํ โส วต มยา สาธุกํ สมนุยุญฺชิยมาโน สมนุคฺคาหิยมาโน สมนุภาสิยมาโน อฏฺฐานเมตํ อนวกาโส ยํ โส ติณฺณํ ฐานานํ นาญฺญตรํ ฐานํ นิคจฺเฉยฺย อญฺเญน วา อญฺญํ ปฏิจริสฺสติ พหิทฺธา กถํ อปนาเมสฺสติ โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกริสฺสติ ตุณฺหีภูโต วา มงฺกุภูโต ปตฺตกฺขนฺโธ อโธมุโข ปชฺฌายนฺโต อปฺปฏิภาโณ นิสีทิสฺสติ เสยฺยถาปิ สรโภ ปริพฺพาชโกติ ฯ {๕๐๔.๔} อถโข ภควา สปฺปินิยา ตีเร ปริพฺพาชการาเม ติกฺขตฺตุํ สีหนาทํ นทิตฺวา เวหาสํ ปกฺกามิ ฯ อถโข เต ปริพฺพาชกา อจิรปกฺกนฺตสฺส ภควโต สรภํ ปริพฺพาชกํ สมนฺตโต วาจาย สนฺนิโตทเกน สญฺชมฺภรึ อกํสุ เสยฺยถาปิ อาวุโส สรภ พฺรหารญฺเญ ชรสิคาโล สีหนาทํ นทิสฺสามีติ เสคาลกํเยว นทติ เภรณฺฑกํเยว นทติ เอวเมว โข ตฺวํ อาวุโส สรภ อญฺญเตฺรว สมเณน โคตเมน สีหนาทํ นทิสฺสามีติ เสคาลกํเยว นทสิ เภรณฺฑกํเยว นทสิ เสยฺยถาปิ อาวุโส สรภ อมฺพกมทฺทรี ปุสฺสกรวิตํ รวิสฺสามีติ อมฺพกมทฺทรีรวิตํเยว รวติ เอวเมว โข ตฺวํ อาวุโส สรภ อญฺญเตฺรว สมเณน โคตเมน ปุสฺสกรวิตํ รวิสฺสามีติ อมฺพกมทฺทรีรวิตํเยว รวสิ เสยฺยถาปิ อาวุโส สรภ อุสโภ สุญฺญาย โคสาลาย คมฺภีรํ นทิตพฺพํ มญฺญติ เอวเมว โข ตฺวํ อาวุโส สรภ อญฺญเตฺรว สมเณน โคตเมน คมฺภีรํ นทิตพฺพํ มญฺญสีติ ฯ อถโข เต ปริพฺพาชกา สรภํ ปริพฺพาชกํ สมนฺตโต วาจาย สนฺนิโตทเกน สญฺชมฺภรึ อกํสูติ ฯ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ เขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์ ก็สมัยนั้นแล ปริพาชกชื่อสรภะหลีกไปจากธรรมวินัยนี้ไม่นาน เขาพูดในบริษัท ณ พระนครราชคฤห์อย่างนี้ว่า ธรรมของพวกสมณศากยบุตรเรารู้ทั่วถึงแล้ว ก็แหละเพราะรู้ธรรมของพวกสมณศากยบุตรทั่วถึงแล้ว เราจึงได้หลีกมาเสีย ถ้ามิเช่นนั้น เราก็จะไม่หลีกมาจากธรรมวินัยนั้นเลย ครั้งนั้นแลเป็นเวลาเช้า ภิกษุมากรูปด้วยกันนุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังพระนครราชคฤห์ ภิกษุเหล่านั้นได้ยินสรภปริพาชกกำลังพูดอยู่ในบริษัทณ นครราชคฤห์อย่างนี้ว่า ธรรมของพวกสมณศากยบุตร เรารู้ทั่วถึงแล้ว ก็แหละเพราะรู้ธรรมของพวกสมณศากยบุตรทั่วถึงแล้ว เราจึงได้หลีกไปเสีย ถ้ามิเช่นนั้นเราก็จะไม่หลีกมาจากธรรมวินัยนั้นเลย ลำดับนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นเที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ เวลาหลังอาหาร กลับจากบิณฑบาตแล้ว ได้พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญปริพาชกชื่อสรภะได้หลีกไปจากธรรมวินัยนี้ไม่นาน เขาพูดในบริษัท ณ พระนครราชคฤห์อย่างนี้ว่า ธรรมของพวกสมณศากยบุตรเรารู้ทั่วถึงแล้ว ก็เพราะรู้ธรรมของพวกสมณศากยบุตรทั่วถึงแล้ว เราจึงได้หลีกมาเสีย ถ้ามิเช่นนั้น เราก็จะไม่หลีกมาจากธรรมวินัยนั้นเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาสขอพระผู้มีพระภาคจงทรงพระกรุณาเสด็จไปหาสรภปริพาชกยังปริพาชการาม ฝั่งแม่น้ำสัปปินีเถิด พระผู้มีพระภาคทรงรับด้วยดุษณีภาพ ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเย็นพระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่พักผ่อน เสด็จไปหาสรภปริพาชกยังปริพาชการามฝั่งแม่น้ำสัปปินี ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูไว้ ครั้นแล้วตรัสถามสรภปริพาชกว่าดูกรสรภะ ท่านพูดว่า ธรรมของพวกสมณศากยบุตรเรารู้ทั่วถึงแล้ว ก็แหละเพราะรู้ธรรมของพวกสมณศากยบุตรทั่วถึงแล้ว เราจึงได้หลีกมาเสีย ถ้ามิเช่นนั้นเราก็จะไม่หลีกมาจากธรรมวินัยนั้น ดังนี้ จริงหรือ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสถามเช่นนั้น สรภปริพาชกได้นิ่งเสีย พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะสรภปริพาชกเป็นครั้งที่ ๒ ว่า จงพูดเถิดสรภะธรรมของพวกสมณศากยบุตรท่านรู้ทั่วถึงแล้วว่าอย่างไร ถ้าความรู้ทั่วถึงของท่านจักยังไม่บริบูรณ์ เราก็จักช่วยทำให้บริบูรณ์ ถ้าความรู้ของท่านจักบริบูรณ์ เราก็จักอนุโมทนา แม้ครั้งที่ ๒ สรภปริพาชกก็ได้นิ่งเสีย แม้ครั้งที่ ๓ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสรภะ ธรรมของพวกสมณศากยบุตรเราบัญญัติไว้ จงพูดเถิดสรภะ ธรรมของพวกสมณศากยบุตรท่านรู้ทั่วถึงแล้วว่าอย่างไร ถ้าความรู้ทั่วถึงของท่านจักยังไม่บริบูรณ์ เราก็จักช่วยทำให้บริบูรณ์ ถ้าความรู้ทั่วถึงของท่านจักบริบูรณ์ เราก็จักอนุโมทนา แม้ครั้งที่ ๓สรภปริพาชกก็ได้นิ่งเสีย ครั้งนั้นแล ปริพาชกพวกนั้น ได้กล่าวกะสรภปริพาชกว่า ดูกรอาวุโสสรภะ พระสมณโคดมทรงประทานโอกาสแก่ท่านทุกคราวที่เธอขอพระองค์ท่าน จงพูดเถิดอาวุโสสรภะ ธรรมของพวกสมณศากยบุตรท่านรู้ทั่วถึงแล้วอย่างไร ถ้าความรู้ทั่วถึงของท่านจักยังไม่บริบูรณ์ พระสมณโคดมก็จักช่วยทำให้บริบูรณ์ แต่ถ้าความรู้ทั่วถึงของท่านจักบริบูรณ์ พระสมณโคดมก็จักอนุโมทนาเมื่อปริพาชกเหล่านั้นได้พูดเช่นนี้แล้ว สรภปริพาชกนั่งนิ่ง เก้อ คอตก หน้าคว่ำซบเซา หมดปฏิภาณ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า สรภปริพาชกนั่งนิ่ง เก้อ คอตก หน้าคว่ำ ซบเซา หมดปฏิภาณ จึงได้ตรัสกะปริพาชกเหล่านั้นว่า ดูกรปริพาชกทั้งหลาย ผู้ใดแลพึงกล่าวกะเราอย่างนี้ว่า ท่านผู้ปฏิญาณตนว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังไม่ได้ตรัสรู้ธรรมเหล่านี้ เราพึงไต่ถามซักไซ้ไล่เลียงผู้นั้นในธรรมนั้นได้เป็นอย่างดี ผู้นั้นแล เมื่อถูกเราไต่ถามซักไซ้ไล่เลียงเป็นอย่างดี จะไม่พึงถึงฐานะ ๓ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พูดกลบเกลื่อนเสีย หรือพูดนอกเรื่องนอกราว ๑ ทำความโกรธ ความขัดเคือง และความเสียใจให้ปรากฏ ๑ นั่งนิ่ง เก้อ คอตก หน้าคว่ำ ซบเซา หมดปฏิภาณ เหมือนกับสรภปริพาชก ๑ ข้อนี้ไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาส ดูกรปริพาชกทั้งหลาย ผู้ใดแล พึงกล่าวกะเราเช่นนี้ว่า ท่านผู้ปฏิญาณตนว่าเป็นพระขีณาสพ มีอาสวะเหล่านี้ยังไม่สิ้นแล้ว เราพึงไต่ถามซักไซ้ไล่เลียงผู้นั้นในเรื่องอาสวะนั้นได้เป็นอย่างดีผู้นั้นแล เมื่อถูกเราไต่ถาม ซักไซ้ไล่เลียงเป็นอย่างดี เขาจะไม่พึงถึงฐานะ๓ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พูดกลบเกลื่อนเสีย หรือพูดนอกเรื่องนอกราว ๑ทำความโกรธ ความขัดเคือง และความเสียใจให้ปรากฏ ๑ นั่งนิ่ง เก้อ คอตกหน้าคว่ำ ซบเซา หมดปฏิภาณ เหมือนกับสรภปริพาชก ๑ ข้อนี้มิใช่ฐานะไม่ใช่โอกาส ดูกรปริพาชกทั้งหลาย ผู้ใดแล พึงกล่าวกะเราเช่นนี้ว่า ก็ท่านแสดงธรรมเพื่อประโยชน์อันใด ธรรมที่ท่านแสดงแล้วนั้น ไม่นำออกเพื่อความสิ้นทุกข์ โดยชอบแก่ผู้ทำตามได้จริง เราพึงไต่ถาม ซักไซ้ ไล่เลียงผู้นั้นในเรื่องนั้นได้เป็นอย่างดี ผู้นั้นแล เมื่อถูกเราไต่ถาม ซักไซ้ ไล่เลียงเป็นอย่างดีจะไม่พึงถึงฐานะ ๓ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พูดกลบเกลื่อนเสีย หรือพูดนอกเรื่องนอกราว ๑ ทำความโกรธ ความขัดเคือง และความเสียใจให้ปรากฏ ๑ นั่งนิ่ง เก้อ คอตก หน้าคว่ำ ซบเซา หมดปฏิภาณ เหมือนกับสรภปริพาชก ๑ ข้อนี้ไม่ใช่ฐานะไม่ใช่โอกาส ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ทรงบันลือสีหนาท ณ ปริพาชการามฝั่งแม่น้ำสัปปินี ๓ ครั้งแล้ว เสด็จไปสู่เวหาส ลำดับนั้น พวกปริพาชกนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จไปแล้วไม่นาน ต่างช่วยกันเอาปฏัก คือ วาจาทิ่มแทงสรภปริพาชกรอบข้างว่า ดูกรสรภะ สุนัขจิ้งจอกแก่ในป่าใหญ่คิดว่า จักบันลือสีหนาท มันคงบันลือเป็นสุนัขจิ้งจอกอยู่นั่นเอง บันลือไม่ต่างสุนัขจิ้งจอกไปได้เลยแม้ฉันใด ตัวเธอก็ฉันนั้นเหมือนกัน คิดว่า นอกจากพระสมณโคดม เราก็บันลือสีหนาทได้ บันลือได้เหมือนสุนัขจิ้งจอก บันลือไม่ต่างสุนัขจิ้งจอกไปได้เลยดูกรสรภะ ลูกไก่ตัวเมียคิดว่า จักขันให้เหมือนพ่อไก่ มันคงขันได้อย่างลูกไก่ตัวเมียอยู่นั่นเอง แม้ฉันใด ตัวท่านก็ฉันนั้นเหมือนกันแล คิดว่า นอกจากพระสมณโคดม เราจักขันได้เหมือนพ่อไก่ แต่ก็ขันได้เหมือนลูกไก่ตัวเมียอยู่นั้นเอง ดูกรสรภะ โคผู้ย่อมเข้าใจว่า ในโรงโคที่ว่างเปล่า ตนต้องบันลือได้อย่างลึกซึ้ง แม้ฉันใด ตัวท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเข้าใจว่า นอกจากพระสมณโคดม ตนต้องบันลือได้อย่างลึกซึ้ง ครั้งนั้นแล ปริพาชกพวกนั้นต่างช่วยกันเอาปฏักคือ วาจาทิ่มแทงสรภปริพาชกรอบข้าง ฯ