๑. โกธเปยยาล ๒. อกุสลเปยยาล ๓. วินยเปยยาล ๔. ราคเปยยาล
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ๑. โกธเปยยาล ๑. โกธเปยยาล
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. โกธะ (ความโกรธ) ๒. อุปนาหะ (ความผูกโกรธ) ... ๑. มักขะ (ความลบหลู่คุณท่าน) ๒. ปฬาสะ (ความตีเสมอ) ... ๑. อิสสา (ความริษยา) ๒. มัจฉริยะ (ความตระหนี่) ... ๑. มายา (มารยา) ๒. สาเถยยะ (ความโอ้อวด) ... ๑. อหิริกะ (ความไม่อายบาป) ๒. อโนตตัปปะ (ความไม่กลัวบาป) ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๑-๕)
ธรรม ๒ อย่างนี้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. อักโกธะ (ความไม่โกรธ) ๒. อนุปนาหะ (ความไม่ผูกโกรธ) ... ๑. อมักขะ (ความไม่ลบหลู่คุณท่าน) ๒. อปฬาสะ (ความไม่ตีเสมอ) ... ๑. อนิสสา (ความไม่ริษยา) ๒. อมัจฉริยะ (ความไม่ตระหนี่) ... ๑. อมายา (ไม่มีมารยา) ๒. อสาเถยยะ (ความไม่โอ้อวด) .. ๑. หิริ (ความอายบาป) ๒. โอตตัปปะ (ความกลัวบาป) ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๖-๑๐)
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๒ อย่างย่อมอยู่เป็นทุกข์ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. โกธะ ๒. อุปนาหะ ... ๑. มักขะ ๒. ปฬาสะ ... ๑. อิสสา ๒. มัจฉริยะ ... ๑. มายา ๒. สาเถยยะ ... ๑. อหิริกะ ๒. อโนตตัปปะ ... ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๒ อย่างนี้แลย่อมอยู่เป็นทุกข์ (๑๑-๑๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๓๐}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ๑. โกธเปยยาล
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๒ อย่างย่อมอยู่เป็นสุข ธรรม ๒ อย่างอะไรบ้าง คือ ๑. อักโกธะ ๒. อนุปนาหะ ... ๑. อมักขะ ๒. อปฬาสะ ... ๑. อนิสสา ๒. อมัจฉริยะ ... ๑. อมายา ๒. อสาเถยยะ ... ๑. หิริ ๒. โอตตัปปะ ... ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๒ อย่างนี้แลย่อมอยู่เป็นสุข (๑๖-๒๐)
ธรรม ๒ อย่างนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมของภิกษุผู้ยังเป็นเสขะ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. โกธะ ๒. อุปนาหะ ... ๑. มักขะ ๒. ปฬาสะ ... ๑. อิสสา ๒. มัจฉริยะ ... ๑. มายา ๒. สาเถยยะ ... ๑. อหิริกะ ๒. อโนตตัปปะ ... ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แลย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมของภิกษุผู้ยังเป็นเสขะ (๒๑-๒๕)
ธรรม ๒ อย่างนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมของภิกษุผู้ยังเป็นเสขะ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. อักโกธะ ๒. อนุปนาหะ ... ๑. อมักขะ ๒. อปฬาสะ ... ๑. อนิสสา ๒. อมัจฉริยะ ... ๑. อมายา ๒. อสาเถยยะ ... ๑. หิริ ๒. โอตตัปปะ ... ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แลย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมของภิกษุผู้ยังเป็นเสขะ (๒๖-๓๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๓๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ๑. โกธเปยยาล
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๒ อย่างย่อมดำรงอยู่ในนรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. โกธะ ๒. อุปนาหะ ... ๑. มักขะ ๒. ปฬาสะ ... ๑. อิสสา ๒. มัจฉริยะ ... ๑. มายา ๒. สาเถยยะ ... ๑. อหิริกะ ๒. อโนตตัปปะ ... ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๒ อย่างนี้แลย่อมดำรงอยู่ในนรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้ (๓๑-๓๕)
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๒ อย่างย่อมดำรงอยู่ในสวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. อักโกธะ ๒. อนุปนาหะ ... ๑. อมักขะ ๒. อปฬาสะ ... ๑. อนิสสา ๒. อมัจฉริยะ ... ๑. อมายา ๒. อสาเถยยะ ... ๑. หิริ ๒. โอตตัปปะ ... ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๒ อย่างนี้แลย่อมดำรงอยู่ในสวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ (๓๖-๔๐)
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ประกอบด้วยธรรม ๒ อย่าง หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๓๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ๒. อกุสลเปยยาล ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. โกธะ ๒. อุปนาหะ ... ๑. มักขะ ๒. ปฬาสะ ... ๑. อิสสา ๒. มัจฉริยะ ... ๑. มายา ๒. สาเถยยะ ... ๑. อหิริกะ ๒. อโนตตัปปะ ... ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการนี้แล หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก (๔๑-๔๕)
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ประกอบด้วยธรรม ๒ อย่าง หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. อักโกธะ ๒. อนุปนาหะ ... ๑. อมักขะ ๒. อปฬาสะ ... ๑. อนิสสา ๒. อมัจฉริยะ ... ๑. อมายา ๒. อสาเถยยะ ... ๑. หิริ ๒. โอตตัปปะ ... ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ประกอบด้วยธรรม ๒ อย่างนี้แล หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ (๔๖-๕๐) โกธเปยยาล จบ ๒. อกุสลเปยยาล [๑๙๑-๒๐๐] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย อกุศลธรรม ๒ อย่างนี้... กุศลธรรม ๒ อย่างนี้ ... ธรรมที่มีโทษ ๒ อย่างนี้ ... ธรรมที่ไม่มีโทษ ๒
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๓๓}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ๓. วินยเปยยาล อย่างนี้ ... ธรรมที่มีทุกข์เป็นกำไร ๒ อย่างนี้ ... ธรรมที่มีสุขเป็นกำไร ๒ อย่างนี้ ... ธรรมที่มีวิบากเป็นทุกข์ ๒ อย่างนี้ ... ธรรมที่มีวิบากเป็นสุข ๒ อย่างนี้ ... ธรรมที่มีความเบียดเบียน ๒ อย่างนี้ ... ธรรมที่ไม่มีความเบียดเบียน ๒ อย่างนี้ ธรรมที่ไม่มีความเบียดเบียน ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. อักโกธะ (ความไม่โกรธ) ๒. อนุปนาหะ (ความไม่ผูกโกรธ) ... ๑. อมักขะ (ความไม่ลบหลู่คุณท่าน) ๒. อปฬาสะ (ความไม่ตีเสมอ) ... ๑. อนิสสา (ความไม่ริษยา) ๒. อมัจฉริยะ (ความไม่ตระหนี่) ... ๑. อมายา (ไม่มีมารยา) ๒. อสาเถยยะ (ความไม่โอ้อวด) .. ๑. หิริ (ความอายบาป) ๒. โอตตัปปะ (ความกลัวบาป) ภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่ไม่มีความเบียดเบียน ๒ อย่างนี้แล (๑-๕๐) อกุสลเปยยาล จบ ๓. วินยเปยยาล
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตบัญญัติสิกขาบทแก่ เหล่าสาวกโดยอาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้ อำนาจประโยชน์ ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๒. เพื่อความผาสุกแห่งสงฆ์ ๑. เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๒. เพื่อความอยู่ผาสุกแห่งเหล่าภิกษุผู้มีศีลดีงาม ๑. เพื่อปิดกั้นอาสวะทั้งหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๒. เพื่อกำจัดอาสวะทั้งหลายอันจะบังเกิดในอนาคต
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๓๔}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ๓. วินยเปยยาล ๑. เพื่อปิดกั้นเวรทั้งหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๒. เพื่อกำจัดเวรทั้งหลายอันจะบังเกิดในอนาคต ๑. เพื่อปิดกั้นโทษทั้งหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๒. เพื่อกำจัดโทษทั้งหลายอันจะบังเกิดในอนาคต ๑. เพื่อปิดกั้นภัยทั้งหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๒. เพื่อกำจัดภัยทั้งหลายอันจะบังเกิดในอนาคต ๑. เพื่อปิดกั้นอกุศลธรรมทั้งหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๒. เพื่อกำจัดอกุศลธรรมทั้งหลายอันจะบังเกิดในอนาคต ๑. เพื่ออนุเคราะห์คฤหัสถ์ ๒. เพื่อตัดฝักฝ่ายของภิกษุผู้ปรารถนาชั่ว ๑. เพื่อความเลื่อมใสของคนที่ยังไม่เลื่อมใส ๒. เพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของคนที่เลื่อมใสแล้ว ๑. เพื่อความตั้งมั่นแห่งสัทธรรม ๒. เพื่อเอื้อเฟื้อวินัย ตถาคตบัญญัติสิกขาบทแก่เหล่าสาวกโดยอาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้แล (๑-๑๐) [๒๐๒-๒๓๐] ตถาคตบัญญัติปาติโมกข์แก่เหล่าสาวก ... บัญญัติการสวด ปาติโมกข์ ... บัญญัติการงดสวดปาติโมกข์ ... บัญญัติปวารณา ... บัญญัติการงดปวารณา ... บัญญัติตัชชนียกรรม ... บัญญัตินิยสกรรม ... บัญญัติปัพพาชนียกรรม ... บัญญัติปฏิสารณียกรรม ... บัญญัติอุกเขปนียกรรม ... บัญญัติการให้ปริวาส ... @เชิงอรรถ : @ เพื่อเอื้อเฟื้อวินัย หมายถึงเพื่อเชิดชู ค้ำจุน ประคับประคองพระวินัย ๔ อย่าง คือสังวรวินัย ปหานวินัย@สมถวินัย ปัญญัติวินัย (วิ.อ. ๑/๓๙/๒๓๖-๒๓๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๓๕}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ๓. วินยเปยยาล บัญญัติการชักเข้าหาอาบัติเดิม ... บัญญัติการให้มานัต ... บัญญัติอัพภาน ... บัญญัติการเรียกเข้าหมู่ ... บัญญัติการขับออกจากหมู่ ... บัญญัติการอุปสมบท ... บัญญัติญัตติกรรม ... บัญญัติญัตติทุติยกรรม ... บัญญัติญัตติจตุตถกรรม ... บัญญัติสิกขาบทที่ยังไม่ได้บัญญัติ ... บัญญัติเพิ่มเติมสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้ว ... บัญญัติสัมมุขาวินัย ... บัญญัติสติวินัย ... บัญญัติอมูฬหวินัย ... บัญญัติ- ปฏิญญาตกรณะ ... บัญญัติเยภุยยสิกา ... บัญญัติตัสสปาปิยสิกา ... บัญญัติติณวัตถารกะโดยอาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้ อำนาจประโยชน์ ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๒. เพื่อความผาสุกแห่งสงฆ์ ๑. เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๒. เพื่อความอยู่ผาสุกแห่งเหล่าภิกษุผู้มีศีลดีงาม ๑. เพื่อปิดกั้นอาสวะทั้งหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๒. เพื่อกำจัดอาสวะทั้งหลายอันจะบังเกิดในอนาคต ๑. เพื่อปิดกั้นเวรทั้งหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๒. เพื่อกำจัดเวรทั้งหลายอันจะบังเกิดในอนาคต ๑. เพื่อปิดกั้นโทษทั้งหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๒. เพื่อกำจัดโทษทั้งหลายอันจะบังเกิดในอนาคต ๑. เพื่อปิดกั้นภัยทั้งหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๒. เพื่อกำจัดภัยทั้งหลายอันจะบังเกิดในอนาคต ๑. เพื่อปิดกั้นอกุศลธรรมทั้งหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๒. เพื่อกำจัดอกุศลธรรมทั้งหลายอันจะบังเกิดในอนาคต ๑. เพื่ออนุเคราะห์คฤหัสถ์ ๒. เพื่อตัดฝักฝ่ายของภิกษุผู้ปรารถนาชั่ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๓๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ๔. ราคเปยยาล ๑. เพื่อความเลื่อมใสของคนที่ยังไม่เลื่อมใส ๒. เพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของคนที่เลื่อมใสแล้ว ๑. เพื่อความตั้งมั่นแห่งสัทธรรม ๒. เพื่อเอื้อเฟื้อวินัย ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตบัญญัติติณวัตถารกะแก่เหล่าสาวกโดยอาศัยอำนาจ ประโยชน์ ๒ ประการนี้แล (๑๑-๓๐๐) วินยเปยยาล จบ ๔. ราคเปยยาล
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๒ ประการเพื่อรู้ยิ่งราคะ ธรรม ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. สมถะ (การฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ) ๒. วิปัสสนา (ความเห็นแจ้ง) ภิกษุควรเจริญธรรม ๒ ประการนี้เพื่อรู้ยิ่งราคะ ... เพื่อกำหนดรู้ราคะ(ความกำหนัด) ... เพื่อความสิ้นราคะ ... เพื่อละราคะ ... เพื่อความสิ้นไปแห่งราคะ ... เพื่อความเสื่อมไปแห่งราคะ ... เพื่อความคลายไปแห่งราคะ ... เพื่อความดับแห่งราคะ ฯลฯ เพื่อความสละราคะ ... เพื่อความสละคืนราคะ ภิกษุควรเจริญธรรม ๒ ประการนี้ ฯลฯ (๑-๑๐) [๒๓๒-๒๔๖] เพื่อรู้ยิ่งโทสะ(ความคิดประทุษร้าย) ... เพื่อกำหนดรู้โทสะ ... เพื่อความสิ้นโทสะ ... เพื่อละโทสะ ... เพื่อความสิ้นไปแห่งโทสะ ... เพื่อความเสื่อมไปแห่งโทสะ ... เพื่อความคลายไปแห่งโทสะ ... เพื่อความดับไปแห่งโทสะ ... เพื่อความสละโทสะ ... เพื่อความสละคืนโทสะ ... โมหะ(ความหลง) ... โกธะ(ความโกรธ) ... อุปนาหะ(ความผูกโกรธ) ... มักขะ(ความลบหลู่คุณท่าน) ... ปฬาสะ(ความตีเสมอ) ... อิสสา (ความริษยา) ... มัจฉริยะ(ความตระหนี่) ... มายา(มารยา) ... สาเถยยะ (ความโอ้อวด) ... ถัมภะ(ความหัวดื้อ) ... สารัมภะ(ความแข่งดี) ... มานะ(ความถือตัว) ... อติมานะ(ความดูหมิ่นเขา) ... มทะ(ความมัวเมา) ... ปมาทะ(ความประมาท) ...
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๓๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ๔. ราคเปยยาล ภิกษุควรเจริญธรรม ๒ ประการนี้ ธรรม ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. สมถะ ๒. วิปัสสนา ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๒ ประการนี้เพื่อสลัดความประมาท (๑๑-๑๗๐) (เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดี ต่างชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาค) ราคเปยยาล จบ ทุกนิบาต จบบริบูรณ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๓๘}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปณฺณาสกาสงฺคหิตา สุตฺตนฺตา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต พระสูตรที่ไม่จัดเข้าในปัณณาสก์
๑๗๙ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว โกโธ จ อุปนาโห ... มกฺโข จ ปฬาโส จ ... อิสฺสา จ มจฺฉริยญฺจ ... มายา จ สาเถยฺยญฺจ ... อหิริกญฺจ อโนตฺตปฺปญฺจ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ความโกรธ ๑ ความผูกโกรธไว้ ๑ ... ความลบหลู่คุณท่าน ๑ ความตีเสมอ ๑ ... ความริษยา ๑ ความตระหนี่ ๑ ... มายา ๑ โอ้อวด ๑ ... ความไม่ละอาย ๑ความไม่เกรงกลัว ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
๑๘๐ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว อกฺโกโธ จ อนุปนาโห จ ... อมกฺโข จ อปฬาโส จ ... อนิสฺสา จ อมจฺฉริยญฺจ ... อมายา จ อสาเถยฺยญฺจ ... หิรี จ โอตฺตปฺปญฺจ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ความไม่โกรธ ๑ ความไม่ผูกโกรธไว้ ๑ ... ความไม่ลบหลู่คุณท่าน ๑ ความไม่ตีเสมอ ๑ ... ความไม่ริษยา ๑ ความไม่ตระหนี่ ๑ ... ความไม่มายา ๑ ความไม่โอ้อวด ๑ ... หิริ ๑ โอตตัปปะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
๑๘๑ ทฺวีหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ทุกฺขํ วิหรติ กตเมหิ ทฺวีหิ โกเธน จ อุปนาเหน จ ... มกฺเขน จ ปฬาเสน จ ... อิสฺสาย จ มจฺฉริเยน จ ... มายาย จ สาเถยฺเยน จ ... อหิริเกน จ อโนตฺตปฺเปน จ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ทฺวีหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ทุกฺขํ วิหรตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการ ย่อม อยู่เป็นทุกข์ ธรรม ๒ ประการเป็นไฉน คือ ความโกรธ ๑ ความผูกโกรธไว้๑ ... ลบหลู่คุณท่าน ๑ ตีเสมอ ๑ ... ความริษยา ๑ ความตระหนี่ ๑ ... มายา ๑โอ้อวด ๑ ... ความไม่ละอาย ๑ ความไม่เกรงกลัว ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการนี้แล ย่อมอยู่เป็นทุกข์ ฯ
๑๘๒ ทฺวีหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต สุขํ วิหรติ กตเมหิ ทฺวีหิ อกฺโกเธน จ อนุปนาเหน จ ... อมกฺเขน จ อปฬาเสน จ ... อนิสฺสาย จ อมจฺฉริเยน จ ... อมายาย จ อสาเถยฺเยน จ ... หิริยา จ โอตฺตปฺเปน จ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ทฺวีหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต สุขํ วิหรตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการ ย่อม อยู่เป็นสุข ธรรม ๒ ประการเป็นไฉน คือ ความไม่โกรธ ๑ ความไม่ผูกโกรธไว้ ๑ ... ความไม่ลบหลู่คุณท่าน ๑ ความไม่ตีเสมอ ๑ ... ความไม่ริษยา ๑ความไม่ตระหนี่ ๑ ... ความไม่มายา ๑ ความไม่โอ้อวด ๑ ... หิริ ๑ โอตตัปปะ ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการนี้แล ย่อมอยู่เป็นสุข ฯ
๑๘๓ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา เสขสฺส ภิกฺขุโน ปริหานาย สํวตฺตนฺติ กตเม เทฺว โกโธ จ อุปนาโห จ ... มกฺโข จ ปฬาโส จ ... อิสฺสา จ มจฺฉริยญฺจ ... มายา จ สาเถยฺยญฺจ ... อหิริกญฺจ อโนตฺตปฺปญฺจ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมา เสขสฺส ภิกฺขุโน ปริหานาย สํวตฺตนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ เป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ ภิกษุที่ยังเป็นเสขะ ธรรม ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ความโกรธ ๑ ความผูกโกรธไว้ ๑ ... ความลบหลู่คุณท่าน ๑ ความตีเสมอ ๑ ... ความริษยา ๑ ความตระหนี่ ๑ ... มายา ๑ โอ้อวด ๑ ... ความไม่ละอาย ๑ ความไม่เกรงกลัว ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายธรรม ๒ อย่างนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุที่ยังเป็นเสขะ ฯ
๑๘๔ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา เสขสฺส ภิกฺขุโน อปริหานาย สํวตฺตนฺติ กตเม เทฺว อกฺโกโธ จ อนุปนาโห จ ... อมกฺโข จ อปฬาโส จ ... อนิสฺสา จ อมจฺฉริยญฺจ ... อมายา จ อสาเถยฺยญฺจ ... หิริ จ โอตฺตปฺปญฺจ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมา เสขสฺส ภิกฺขุโน อปริหานาย สํวตฺตนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่ เสื่อมแก่ภิกษุที่ยังเป็นเสขะ ธรรม ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ความไม่โกรธ ๑ ความไม่ผูกโกรธไว้ ๑ ... ความไม่ลบหลู่คุณท่าน ๑ ความไม่ตีเสมอ ๑ ... ความไม่ริษยา ๑ความไม่ตระหนี่ ๑ ... ความไม่มายา ๑ ความไม่โอ้อวด ๑ ... หิริ ๑ โอตตัปปะ ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุที่ยังเป็นเสขะ ฯ
๑๘๕ ทฺวีหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย กตเมหิ ทฺวีหิ โกเธน จ อุปนาเหน จ ... มกฺเขน จ ปฬาเสน จ ... อิสฺสาย จ มจฺฉริเยน จ ... มายาย จ สาเถยฺเยน จ ... อหิริเกน จ อโนตฺตปฺเปน จ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ทฺวีหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเยติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการตั้งอยู่ ในนรกเหมือนดังถูกนำมาฝังไว้ ธรรม ๒ ประการเป็นไฉน คือ ความโกรธ ๑ความผูกโกรธไว้ ๑ ... ความลบหลู่คุณท่าน ๑ ความตีเสมอ ๑ ... ความริษยา ๑ความตระหนี่ ๑ ... มายา ๑ โอ้อวด ๑ ... ความไม่ละอาย ๑ ความไม่เกรงกลัว ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการนี้แล ตั้งอยู่ในนรกเหมือนถูกนำมาฝังไว้ ฯ
๑๘๖ ทฺวีหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ สคฺเค กตเมหิ ทฺวีหิ อกฺโกเธน จ อนุปนาเหน จ ... อมกฺเขน จ อปฬาเสน จ ... อนิสฺสาย จ อมจฺฉริเยน จ ... อมายาย จ อสาเถยฺเยน จ ... หิริยา จ โอตฺตปฺเปน จ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ทฺวีหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ สคฺเคติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการ ตั้งอยู่ในสวรรค์เหมือนดังถูกนำมาตั้งลงไว้ ธรรม ๒ ประการเป็นไฉน คือ ความไม่โกรธ ๑ ความไม่ผูกโกรธไว้ ๑ ... ความไม่ลบหลู่คุณท่าน ๑ ความไม่ตีเสมอ ๑ ... ความไม่ริษยา ๑ ความไม่ตระหนี่ ๑ ... ไม่มายา ๑ ไม่โอ้อวด ๑ ... หิริ ๑ โอต-*ตัปปะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒ อย่างนี้แล ตั้งอยู่ในสวรรค์เหมือนถูกนำมาตั้งลงไว้ ฯ
๑๘๗ ทฺวีหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต อิเธกจฺโจ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชติ กตเมหิ ทฺวีหิ โกเธน จ อุปนาเหน จ ... มกฺเขน จ ปฬาเสน จ ... ... อิสฺสาย จ มจฺฉริเยน จ ... มายาย จ สาเถยฺเยน จ ... อหิริเกน จ อโนตฺตปฺเปน จ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ทฺวีหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต อิเธกจฺโจ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ประกอบด้วยธรรม ๒ อย่าง เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ธรรม๒ อย่างเป็นไฉน คือ ความโกรธ ๑ ความผูกโกรธไว้ ๑ ... ความลบหลู่คุณท่าน ๑ ความตีเสมอ ๑ ... ความริษยา ๑ ความตระหนี่ ๑ ... มายา ๑ โอ้อวด ๑ ... ความไม่ละอาย ๑ ความไม่เกรงกลัว ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ประกอบด้วยธรรม ๒ อย่างนี้แล เมื่อแตกกายตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติวินิบาต นรก ฯ
๑๘๘ ทฺวีหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต อิเธกจฺโจ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชติ กตเมหิ ทฺวีหิ อกฺโกเธน จ อนุปนาเหน จ ... อมกฺเขน จ อปฬาเสน จ ... อนิสฺสาย จ อมจฺฉริเยน จ ... อมายาย จ อสาเถยฺเยน จ ... หิริยา จ โอตฺตปฺเปน จ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ทฺวีหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต อิเธกจฺโจ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ประกอบ ด้วยธรรม ๒ อย่าง เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ธรรม ๒อย่างเป็นไฉน คือ ความไม่โกรธ ๑ ความไม่ผูกโกรธไว้ ๑ ... ความไม่ลบหลู่คุณท่าน ๑ ความไม่ตีเสมอ ๑ ... ความไม่ริษยา ๑ ความไม่ตระหนี่ ๑ ... ไม่มายา ๑ ไม่โอ้อวด ๑ ... หิริ ๑ โอตตัปปะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ประกอบด้วยธรรม ๒ อย่างนี้แล เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ
๑๘๙ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา อกุสลา ... เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กุสลา ... เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา สาวชฺชา ... เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา อนวชฺชา ... เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา ทุกฺขุทฺรยา ... เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา สุขุทฺรยา ... เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา ทุกฺขวิปากา ... เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา สุขวิปากา ... เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา สพฺยาปชฺฌา ... เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา อพฺยาปชฺฌา กตเม เทฺว อกฺโกโธ จ อนุปนาโห จ ... อมกฺโข จ อปฬาโส จ ... อนิสฺสา จ อมจฺฉริยญฺจ ... อมายา จ อสาเถยฺยญฺจ ... หิริ จ โอตฺตปฺปญฺจ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมา อพฺยาปชฺฌาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้เป็นอกุศล ... ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้เป็นกุศล ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้มีโทษ ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ไม่มีโทษ ... ดูกรภิกษุทั้งหลายธรรม ๒ อย่างนี้มีทุกข์เป็นกำไร ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้มีสุขเป็นกำไร ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้มีทุกข์เป็นวิบาก ... ดูกรภิกษุทั้งหลายธรรม ๒ อย่างนี้มีสุขเป็นวิบาก ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ไม่มีความเบียดเบียนธรรม ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ความไม่โกรธ ๑ ความไม่ผูกโกรธไว้ ๑ ... ความไม่ลบหลู่คุณท่าน ๑ ความไม่ตีเสมอ ๑ ... ความไม่ริษยา ๑ ความไม่ตระหนี่ ๑... ไม่มายา ๑ ไม่โอ้อวด ๑ ... หิริ ๑ โอตตัปปะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม๒ อย่างนี้แล ไม่มีความเบียดเบียน ฯ
๑๙๐ เทฺวเม ภิกฺขเว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตํ กตเม เทฺว สงฺฆสุฏฺฐุตาย สงฺฆผาสุตาย ... ทุมฺมงฺกูนํ ปุคฺคลานํ นิคฺคหาย เปสลานํ ภิกฺขูนํ ผาสุวิหาราย ... ทิฏฺฐธมฺมิกานํ อาสวานํ สํวราย สมฺปรายิกานํ อาสวานํ ปฏิฆาตาย ... ทิฏฺฐธมฺมิกานํ เวรานํ สํวราย สมฺปรายิกานํ เวรานํ ปฏิฆาตาย ... ทิฏฺฐธมฺมิกานํ วชฺชานํ สํวราย สมฺปรายิกานํ วชฺชานํ ปฏิฆาตาย ... ทิฏฺฐธมฺมิกานํ ภยานํ สํวราย สมฺปรายิกานํ ภยานํ ปฏิฆาตาย ... ทิฏฺฐธมฺมิกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ สํวราย สมฺปรายิกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปฏิฆาตาย ... คิหีนํ อนุกมฺปาย ปาปิจฺฉานํ ปกฺขุปจฺเฉทาย ... อปฺปสนฺนานํ ปสาทาย ปสนฺนานํ ภิยฺโยภาวาย ... สทฺธมฺมฏฺฐิติยา วินยานุคฺคหาย อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ อย่าง นี้ พระตถาคตจึงทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวก อำนาจประโยชน์ ๒ อย่างเป็นไฉนคือ เพื่อความดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ ... เพื่อความข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ ... เพื่อป้องกันอาสวะอันจักบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ ... เพื่อป้องกันเวรอันจักเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดเวรอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ ... เพื่อป้องกันโทษอันจักบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดโทษอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ ... เพื่อป้องกันภัยอันจักบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดภัยอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ ... เพื่อป้องกันอกุศลธรรมอันจักบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอกุศลธรรมอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ ... เพื่ออนุเคราะห์แก่คฤหัสถ์ ๑ เพื่อเข้าไปตัดรอนฝักฝ่ายของภิกษุผู้มีความปรารถนาลามก ๑ ... เพื่อความเลื่อมใสของผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของผู้ที่เลื่อมใสแล้ว ๑ ... เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑เพื่ออนุเคราะห์พระวินัย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์ ๒อย่างนี้แล พระตถาคตจึงได้ทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวก ฯ
๑๙๑ เทฺวเม ภิกฺขเว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ ปาติโมกฺขํ ปญฺญตฺตํ ... ปาติโมกฺขุทฺเทสา ปญฺญตฺตา ... ปาติโมกฺขฏฺฐปนํ ปญฺญตฺตํ ... ปวารณา ปญฺญตฺตา ... ปวารณาฏฺฐปนํ ปญฺญตฺตํ ... ตชฺชนียกมฺมํ ปญฺญตฺตํ ... นิยสฺสกมฺมํ ปญฺญตฺตํ ... ปพฺพาชนียกมฺมํ ปญฺญตฺตํ ... ปฏิสารณียกมฺมํ ปญฺญตฺตํ ... อุกฺเขปนียกมฺมํ ปญฺญตฺตํ ... ปริวาสทานํ ปญฺญตฺตํ ... มูลายปฏิกสฺสนํ ปญฺญตฺตํ ... มานตฺตทานํ ปญฺญตฺตํ ... อพฺภานํ ปญฺญตฺตํ ... โอสารณํ ปญฺญตฺตํ ... นิสฺสารณํ ปญฺญตฺตํ ... อุปสมฺปทา ปญฺญตฺตา ... ญตฺติกมฺมํ ปญฺญตฺตํ ... ญตฺติทุติยกมฺมํ ปญฺญตฺตํ ... ญตฺติจตุตฺถกมฺมํ ปญฺญตฺตํ ... อปฺปญฺญตฺเต ปญฺญตฺตํ ... ปญฺญตฺเต อนุปฺปญฺญตฺตํ ... สมฺมุขาวินโย ปญฺญตฺโต ... สติวินโย ปญฺญตฺโต ... อมูฬฺหวินโย ปญฺญตฺโต ... ปฏิญฺญาตกรณํ ปญฺญตฺตํ ... เยภุยฺยสิกา ปญฺญตฺตา ... ตสฺสปาปิยสิกา ปญฺญตฺตา ... ติณวตฺถารโก ปญฺญตฺโต กตเม เทฺว สงฺฆสุฏฺฐุตาย สงฺฆผาสุตาย ... ทุมฺมงฺกูนํ ปุคฺคลานํ นิคฺคหาย เปสลานํ ภิกฺขูนํ ผาสุวิหาราย ... ทิฏฺฐธมฺมิกานํ อาสวานํ สํวราย สมฺปรายิกานํ อาสวานํ ปฏิฆาตาย ... ทิฏฺฐธมฺมิกานํ เวรานํ สํวราย สมฺปรายิกานํ เวรานํ ปฏิฆาตาย ... ทิฏฺฐธมฺมิกานํ วชฺชานํ สํวราย สมฺปรายิกานํ วชฺชานํ ปฏิฆาตาย ... ทิฏฺฐธมฺมิกานํ ภยานํ สํวราย ... สมฺปรายิกานํ ภยานํ ปฏิฆาตาย ... ทิฏฺฐธมฺมิกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ สํวราย สมฺปรายิกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปฏิฆาตาย ... คิหีนํ อนุกมฺปาย ปาปิจฺฉานํ ปกฺขุปจฺเฉทาย ... อปฺปสนฺนานํ ปสาทาย ปสนฺนานํ ภิยฺโยภาวาย ... สทฺธมฺมฏฺฐิติยา วินยานุคฺคหาย อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ ติณวตฺถารโก ปญฺญตฺโตติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ อย่าง นี้ พระตถาคตจึงทรงบัญญัติปาติโมกข์แก่สาวก ... ทรงบัญญัติปาติโมกข์ขุทเทส ... ทรงบัญญัติการตั้งปาติโมกข์ ... ทรงบัญญัติปวารณา ... ทรงบัญญัติการตั้งปวารณา ... ทรงบัญญัติตัชชนียกรรม ... ทรงบัญญัตินิยัสสกรรม ... ทรงบัญญัติปัพพาชนียกรรม... ทรงบัญญัติปฏิสารณียกรรม ... ทรงบัญญัติอุกเขปนียกรรม ... ทรงบัญญัติการให้ปริวาส ... ทรงบัญญัติการชักเข้าหาอาบัติเดิม ... ทรงบัญญัติการให้มานัต ... ทรงบัญญัติอัพภาน ... ทรงบัญญัติการเรียกเข้าหมู่ ... ทรงบัญญัติการขับออกจากหมู่... ทรงบัญญัติการอุปสมบท ... ทรงบัญญัติญัตติกรรม ... ทรงบัญญัติญัตติทุติยกรรม... ทรงบัญญัติญัตติจตุตถกรรม ... ทรงบัญญัติสิกขาบทที่ยังไม่ได้ทรงบัญญัติ ... ทรงบัญญัติเพิ่มเติมในสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว ... ทรงบัญญัติสัมมุขาวินัย... ทรงบัญญัติสติวินัย ... ทรงบัญญัติอมุฬหวินัย ... ทรงบัญญัติปฏิญญาตกรณะ ... ทรงบัญญัติเยภุยยสิกา ... ทรงบัญญัติตัสสปาปิยสิกา ... ทรงบัญญัติติณวัตถารกวินัยอำนาจประโยชน์ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ เพื่อความดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ ... เพื่อความข่มขู่บุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ ... เพื่อป้องกันอาสวะอันจักบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ ... เพื่อป้องกันเวรอันจักบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดเวรอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ ... เพื่อป้องกันโทษอันจักบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดโทษอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ ... เพื่อป้องกันภัยอันจักบังเกิดในปัจจุบัน ๑เพื่อกำจัดภัยอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ ... เพื่อป้องกันอกุศลธรรมอันจักบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอกุศลธรรมอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ ... เพื่ออนุเคราะห์แก่คฤหัสถ์ ๑ เพื่อเข้าไปตัดรอนฝักฝ่ายของภิกษุที่มีความปรารถนาลามก ๑ ... เพื่อความเลื่อมใสของผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของผู้ที่เลื่อมใสแล้ว ๑... เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่ออนุเคราะห์พระวินัย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ อย่างนี้แล พระตถาคตจึงทรงบัญญัติติณวัตถารกวินัยไว้แก่สาวก ฯ
๑๙๒ ราคสฺส ภิกฺขเว อภิญฺญาย เทฺว ธมฺมา ภาเวตพฺพา กตเม เทฺว สมโถ จ วิปสฺสนา จ ราคสฺส ภิกฺขเว อภิญฺญาย อิเม เทฺว ธมฺมา ภาเวตพฺพาติ ฯ ราคสฺส ภิกฺขเว ปริญฺญาย ... ปริกฺขยาย ... ปหานาย ... ขยาย ... วยาย ... วิราคาย ... นิโรธาย ... จาคาย ... ปฏินิสฺสคฺคาย อิเม เทฺว ธมฺมา ภาเวตพฺพาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพื่อรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งซึ่งราคะ จึงควร อบรมธรรม ๒ อย่าง ธรรม ๒ อย่างเป็นไฉน คือ สมถะ ๑ วิปัสสนา ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพื่อรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งซึ่งราคะ จึงควรอบรมธรรม ๒ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพื่อกำหนดรู้ราคะ ... เพื่อความสิ้นไปรอบแห่งราคะ ... เพื่อละราคะเด็ดขาด ... เพื่อความสิ้นไปแห่งราคะ ... เพื่อความเสื่อมไปแห่งราคะ... เพื่อความสำรอกราคะ ... เพื่อความดับสนิทแห่งราคะ ... เพื่อสละราคะ ... เพื่อปล่อยราคะเสีย จึงควรอบรมธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
๑๙๓ โทสสฺส ... โมหสฺส ... โกธสฺส ... อุปนาหสฺส ... มกฺขสฺส ... ปฬาสสฺส ... อิสฺสาย ... มจฺฉริยสฺส ... มายาย ... สาเถยฺยสฺส ... ถมฺภสฺส ... สารมฺภสฺส ... มานสฺส ... อติมานสฺส ... มทสฺส ... ปมาทสฺส ... อภิญฺญาย ... ปริญฺญาย ... ปริกฺขยาย ... ปหานาย ... ขยาย ... วยาย ... วิราคาย ... นิโรธาย ... จาคาย ... ปฏินิสฺสคฺคาย อิเม เทฺว ธมฺมา ภาเวตพฺพาติ ฯ ทุกนิปาโต สมตฺโต ฯ -------------
เพื่อรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ... เพื่อกำหนดรู้ ... เพื่อความ สิ้นไปรอบ ... เพื่อสละ ... เพื่อความสิ้นไป ... เพื่อความเสื่อมไป ... เพื่อความสำรอก ... เพื่อความดับสนิท ... เพื่อสละ ... เพื่อปล่อยวางซึ่งโทสะ ... ซึ่งโมหะ... ซึ่งความโกรธ ... ซึ่งความผูกโกรธไว้ ... ซึ่งการลบหลู่คุณท่าน ... ซึ่งการตีเสมอ ... ซึ่งความริษยา ... ซึ่งความตระหนี่ ... ซึ่งมายา ... ซึ่งความโอ้อวด ... ซึ่งความหัวดื้อ ... ซึ่งความแข่งดี ... ซึ่งการถือตัว ... ซึ่งการดูหมิ่นท่าน ... ซึ่งความมัวเมา ... ซึ่งความประมาท ... จึงควรอบรมธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ จบทุกนิบาต -----------------------------------------------------