This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture · พระสุตตันตปิฎก ·

เล่ม ๒๖ · ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

Other items in this volume

๑. ปิฐวิมาน ที่ ๑๒. ปิฐวิมาน ที่ ๒๓. ปิฐวิมาน ที่ ๓๔. ปิฐวิมาน ที่ ๔๕. กุญชรวิมาน๖. นาวาวิมาน ที่ ๑๗. นาวาวิมาน ที่ ๒๘. นาวาวิมาน ที่ ๓๙. ปทีปวิมาน๑๐. ติลทักขิณวิมาน๑๑. ปติพพตาวิมาน ที่ ๑๑๒. ปติพพตาวิมาน ที่ ๒๑๓. สุณิสาวิมาน ที่ ๑๑๔. สุณิสาวิมาน ที่ ๒๑๕. อุตตราวิมาน๑๖. สิริมาวิมาน๑๗. เปสการิยวิมาน๑. ทาสีวิมาน๒. ลขุมาวิมาน๓. อาจามทายิกาวิมาน๔. จัณฑาลิวิมาน๕. ภัททิตถิกาวิมาน๖. โสณทินนาวิมาน๗. อุโบสถวิมาน๘. สุนิททาวิมาน๙. สุทินนาวิมาน๑๐. ภิกษาทายิกาวิมาน ที่ ๑๑๑. ภิกษาทายิกาวิมาน ที่ ๒๑. อุฬารวิมาน๒. อุจฉุวิมาน๓. ปัลลังกวิมาน๔. ลตาวิมาน๕. คุตติลวิมาน๖. ทัททัลลวิมาน๗. เสสวดีวิมาน๘. มัลลิกาวิมาน๙. วิสาลักขิวิมาน๑๐. ปาริฉัตตกวิมาน๑. มัญชิฏฐกวิมาน๒. ปภัสสรวิมาน๓. นาควิมาน๔. อโลมวิมาน๕. กัญชกทายิกาวิมาน๖. วิหารวิมาน๗. จตุริตถีวิมาน๘. อัมพวิมาน๙. ปีตวิมาน๑๐. อุจฉุวิมาน๑๑. วันทนวิมาน๑๒. รัชชุมาลาวิมาน๑. มัณฑุกเทวปุตตวิมาน๒. เรวดีวิมาน๓. ฉัตตมาณวกวิมาน๔. กักกฏรสทายกวิมาน๕. ทวารปาลกวิมาน๖. กรณียวิมาน ที่ ๑๗. กรณียวิมาน ที่ ๒๘. สูจิวิมาน ที่ ๑๙. สูจิวิมาน ที่ ๒๑๐. นาควิมาน ที่ ๑๑๑. นาควิมาน ที่ ๒๑๒. นาควิมาน ที่ ๓๑๓. จูฬรถวิมาน๑๔. มหารถวิมาน๑. อาคาริยวิมาน ที่ ๑๒. อาคาริยวิมาน ที่ ๒๓. ผลทายกวิมาน๔. อุปัสสยทายกวิมาน ที่ ๑๕. อุปัสสยทายกวิมาน ที่ ๒๖. ภิกขาทายกวิมาน๗. ยวปาลกวิมาน๘. กุณฑลีวิมาน ที่ ๑๙. กุณฑลีวิมาน ที่ ๒๑๐. อุตตรวิมาน๑. จิตตลดาวิมาน๒. นันทนวิมาน๓. มณิถูณวิมาน๔. สุวรรณวิมาน๕. อัมพวิมาน๖. โคปาลวิมาน๗. กัณฐกวิมาน๘. อเนกวัณณวิมาน๙. มัฏฐกุณฑลีวิมาน๑๐. เสริสสกวิมาน๑๑. สุนิกขิตตวิมาน๑. เขตตูปมาเปตวัตถุ๒. สูกรเปตวัตถุ๓. ปูตีมุขเปตวัตถุ๔. ปิฏฐธีตลิกเปตวัตถุ๕. ติโรกุฑฑเปตวัตถุ๖. ปัญจปุตตขาทิกเปตวัตถุ๗. สัตตปุตตขาทิกเปตวัตถุ๘. โคณเปตวัตถุ๙. มหาเปสการเปตวัตถุ๑๐. ขลาตยเปตวัตถุ๑๑. นาคเปตวัตถุ๑๒. อุรคเปตวัตถุ๑. สังสารโมจกเปตวัตถุ๒. สารีปุตตเถรมาตุเปติวัตถุ๓. มัตตาเปติวัตถุ๔. นันทาเปตวัตถุ๕. มัฏฐกุณฑลิเปตวัตถุ๖. กัณหเปตวัตถุ๗. ธนปาลเปตวัตถุ๘. จูฬเสฏฐีเปตวัตถุ๙. อังกุรเปตวัตถุ๑๐. อุตตรมาตุเปตวัตถุ๑๑. สุตตเปตวัตถุ๑๒. กรรณมุณฑเปตวัตถุ๑๓. อุพพรีเปตวัตถุ๑. อภิชชมานเปตวัตถุ๒. สานุวาสีเถรเปตวัตถุ๓. รถการีเปตวัตถุ๔. ภุสเปตวัตถุ๕. กุมารเปตวัตถุ๖. เสรินีเปตวัตถุ๗. มิคลุททกเปตวัตถุ ที่ ๑๘. มิคลุททกเปตวัตถุ ที่ ๒๙. กูฏวินิจฉยกเปตวัตถุ๑๐. ธาตุวิวัณณเปตวัตถุ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ๒. เสริสสกเปตวัตถุ๓. นันทิกาเปตวัตถุ๔. เรวดีเปตวัตถุ๕. อุจฉุเปตวัตถุ๖. กุมารเปตวัตถุ๗. ราชปุตตเปตวัตถุ๘. คูถขาทิกเปตวัตถุ ที่ ๑๙. คูถขาทิกเปตวัตถุ ที่ ๒๑๐. คณเปตวัตถุ๑๑. ปาฏลีปุตตเปตวัตถุ๑๒. อัมพวนเปตวัตถุ๑๓. อักขรุกขเปตวัตถุ๑๔. โภคสังหรเปตวัตถุ๑๕. เสฏฐิปุตตเปตวัตถุ๑๖. สัฏฐีกูฏสหัสสเปตวัตถุว่าด้วยคาถาสุภาษิต ในเอกกนิบาต วรรคที่ ๑๑. สุภูติเถรคาถา๒. มหาโกฏฐิตเถรคาถา๓. กังขาเรวตเถรคาถา๔. ปุณณมันตานีปุตตเถรคาถา๕. ทัพพเถรคาถา๖. สีตวนิยเถรคาถา๗. ภัลลิยเถรคาถา๘. วีรเถรคาถา๙. ปิลินทวัจฉเถรคาถา๑๐. ปุณณมาสเถรคาถา๑. จูฬวัจจฉเถรคาถา๒. มหาวัจฉเถรคาถา๓. วนวัจฉเถรคาถา๔. วนวัจฉสามเณรคาถา๕. กุณฑธานเถรคาถา๖. เพลัฏฐสีสเถรคาถา๗. ทาสกเถรคาถา๘. สิงคาลปิตาเถรคาถา๙. กุฬเถรคาถา๑๐. อชิตเถรคาถา๑. นิโครธเถรคาถา๒. จิตตกเถรคาถา๓. โคสาลเถรคาถา๔. สุคันธเถรคาถา๕. นันทิยเถรคาถา๖. อภัยเถรคาถา๗. โลมสกังคิยเถรคาถา๘. ชัมพุคามิกปุตตเถรคาถา๙. หาริตเถรคาถา๑๐. อุตติยเถรคาถา๑. คหุรตีริยเถรคาถา๒. สุปปิยเถรคาถา๓. โสปากเถรคาถา๔. โปสิยเถรคาถา๕. สามัญญกานิเถรคาถา๖. กุมาปุตตเถรคาถา๗. กุมาปุตตเถรสหายกเถรคาถา๘. ควัมปติเถรคาถา๙. ติสสเถรคาถา๑๐. วัฑฒมานเถรคาถา๑. สิริวัฑฒเถรคาถา๒. ขทิรวนิยเถรคาถา๓. สุมังคลเถรคาถา๔. สานุเถรคาถา๕. รมนียวิหารีเถรคาถา๖. สมิทธิเถรคาถา๗. อุชชยเถรคาถา๘. สัญชยเถรคาถา๙. รามเณยยกเถรคาถา๑๐. วิมลเถรคาถา๑. โคธิกเถรคาถา๒. สุพาหุเถรคาถา๓. วัลลิยเถรคาถา๔. อุตติยเถรคาถา๕. อัญชนาวนิยเถรคาถา๖. กุฏิวิหารีเถรคาถา๗. กุฏิวิหารีเถรคาถา๘. รมณียกุฏิกเถรคาถา๙. โกสัลลวิหารีเถรคาถา๑๐. สีวลีเถรคาถา๑. วัปปเถรคาถา๒. วัชชีปุตตกเถรถาคา๓. ปักขเถรคาถา๔. วิมลโกณฑัญญเถรคาถา๕. อุกเขปกฏวัจฉเถรคาถา๖. เมฆิยเถรคาถา๗. เอกธรรมสวนิยเถรคาถา๘. เอกุทนิยเถรคาถา๙. ฉันนเถรคาถา๑๐. ปุณณเถรคาถา๑. วัจฉปาลเถรคาถา๒. อาตุมเถรคาถา๓. มาณวเถรคาถา๔. สุยามนเถรคาถา๕. สุสารทเถรคาถา๖. ปิยัญชหเถรคาถา๗. หัตถาโรหปุตตเถรคาถา๘. เมณฑสิรเถรคาถา๙. รักขิตเถรคาถา๑๐. อุคคเถรคาถา๑. สมิติคุตตเถรคาถา๒. กัสสปเถรคาถา๓. สีหเถรคาถา๔. นีตเถรคาถา๕. สุนาคเถรคาถา๖. นาคิตเถรคาถา๗. ปวิฏฐเถรคาถา๘. อัชชุนคาถา๙. เทวสภเถรคาถา๑๐. สามิทัตตเถรคาถา๑. ปริปุณณกเถรคาถา๒. วิชยเถรคาถา๓. เอรกเถรคาถา๔. เมตตชิเถรคาถา๕. จักขุปาลเถรคาถา๖. ขัณฑสุมนเถรคาถา๗. ติสสเถรคาถา๘. อภัยเถรคาถา๙. อุตติยเถรคาถา๑๐. เทวสภเถรคาถา๑. เพลัฏฐกานิเถรคาถา๒. เสตุจฉเถรคาถา๓. พันธุรเถรคาถา๔. ขิตกเถรคาถา๕. มลิตวัมภเถรคาถา๖. สุเหมันตเถรคาถา๗. ธรรมสังวรเถรคาถา๘. ธรรมสฏปิตุเถรคาถา๙. สังฆรักขิตเถรคาถา๑๐. อุสภเถรคาถา๑. เชนตเถรคาถา๒. วัจฉโคตตเถรคาถา๓. วนวัจฉเถรคาถา๔. อธิมุตตเถรคาถา๕. มหานามเถรคาถา๖. ปาราปริยเถรคาถา๗. ยสเถรคาถา๘. กิมพิลเถรคาถา๙. วัชชีปุตตเถรคาถา๑๐. อิสิทัตตเถรคาถา๑. อุตตรเถรคาถา๒. ปิณโฑลภารทวาชเถรคาถา๓. วัลลิยเถรคาถา๔. คังคาตีริยเถรคาถา๕. อชินเถรคาถา๖. เมฬชินเถรคาถา๗. ราธเถรคาถา๘. สุราธเถรคาถา๙. โคตมเถรคาถา๑๐. วสภเถรคาถา๑. มหาจุนทเถรคาถา๒. โชติทาสเถรคาถา๓. เหรัญญิกานิเถรคาถา๔. โสมมิตตเถรคาถา๕. สัพพมิตตเถรคาถา๖. มหากาลเถรคาถา๗. ติสสเถรคาถา๘. กิมพิลเถรคาถา๙. นันทเถรคาถา๑๐. สิริมาเถรคาถา๑. อุตตรเถรคาถา๒. ภัททชิเถรคาถา๓. โสภิตเถรคาถา๔. วัลลิยเถรคาถา๕. วีตโสกเถรคาถา๖. ปุณณมาสเถรคาถา๗. นันทกเถรคาถา๘. ภารตเถรคาถา๙. ภารทวาชเถรคาถา๑๐. กัณหทินนเถรคาถา๑. มิคสิรเถรคาถา๒. สิวกเถรคาถา๓. อุปวาณเถรคาถา๔. อิสิทินนเถรคาถา๕. สัมพหุลกัจจานเถรคาถา๖. ขิตณเถรคาถา๗. โสณโปฏิริยปุตตเถรคาถา๘. นิสภเถรคาถา๙. อุสภเถรคาถา๑๐. กัปปฏกุรเถรคาถา๑. กุมารกัสสปเถรคาถา๒. ธรรมปาลเถรคาถา๓. พรหมาลิเถรคาถา๔. โมฆราชเถรคาถา๕. วิสาขปัญจาลีปุตตเถรคาถา๖. จูฬกเถรคาถา๗. อนูปมเถรคาถา๘. วัชชิตเถรคาถา๙. สันธิตเถรคาถา๑. อังคณิกภารทวาชเถรคาถา๒. ปัจจยเถรคาถา๓. พากุลเถรคาถา๔. ธนิยเถรคาถา๕. มาตังคปุตตเถรคาถา๖. ขุชชโสภิตเถรคาถา๗. วารณเถรคาถา๘. ปัสสิกเถรคาถา๙. ยโสชเถรคาถา๑๐. สาฏิมัตติยเถรคาถา๑๑. อุบาลีเถรคาถา๑๒. อุตตรปาลเถรคาถา๑๓. อภิภูตเถรคาถา๑๔. โคตมเถรคาถา๑๕. หาริตเถรคาถา๑๖. วิมลเถรคาถา๑. นาคสมาลเถรคาถา๒. ภคุเถรคาถา๓. สภิยเถรคาถา๔. นันทกเถรคาถา๕. ชัมพุกเถรคาถา๖. เสนกเถรคาถา๗. สัมภูตเถรคาถา๘. ราหุลเถรคาถา๙. จันทนเถรคาถา๑๐. ธรรมิกเถรคาถา๑๑. สัปปเถรคาถา๑๒. มุทิตเถรคาถา๑. ราชทัตตเถรคาถา๒. สุภูตเถรคาถา๓. คิริมานันทเถรคาถา๔. สมุนเถรคาถา๕. วัฑฒเถรคาถา๖. นทีกัสสปเถรคาถา๗. คยากัสสปเถรคาถา๘. วักกลิเถรคาถา๙. วิชิตเสนเถรคาถา๑๐. ยสทัตตเถรคาถา๑๑. โสณกุฏิกัณณเถรคาถา๑๒. โกสิยเถรคาถา๑. อุรุเวลกัสสปเถรคาถา๒. เตกิจฉกานิเถรคาถา๓. มหานาคเถรคาถา๔. กุลลเถรคาถา๕. มาลุงกยปุตตเถรคาถา๖. สัปปทาสเถรคาถา๗. กาติยานเถรคาถา๘. มิคชาลเถรคาถา๙. เชนตปุโรหิตปุตตเถรคาถา๑๐. สุมนเถรคาถา๑๑. นหาตกมุนีเถรคาถา๑๒. พรหมทัตตเถรคาถา๑๓. สิริมัณฑเถรคาถา๑๔. สัพพกามเถรคาถา๑. สุนทรสมุททเถรคาถา๒. ลกุณฏกเถรคาถา๓. ภัททเถรคาถา๔. โสปากเถรคาถา๕. สรภังเถรคาถา๑. มหากัจจายนเถรคาถา๒. สิริมิตตเถรคาถา๓. มหาปันถกเถรคาถาภูตเถรคาถา๑. กาฬุทายีเถรคาถา๒. เอกวิหาริยเถรคาถา๓. มหากัปปินเถรคาถา๔. จูฬปันถกเถรคาถา๕. กัปปเถรคาถา๖. อุปเสนวังคันตปุตตเถรคาถา๗. โคตมเถรคาถาสังกิจจเถรคาถา๑. สีลวเถรคาถา๒. สุนีตเถรคาถาโสณโกฬิวิสเถรคาถา๑. เรวตเถรคาถา๒. โคทัตตเถรคาถา๑. อัญญโกณฑัญญเถรคาถา๒. อุทายีเถรคาถา๑. อธิมุตตเถรคาถา๒. ปาราสริยเถรคาถา๓. เตลุกานิเถรคาถา๔. รัฏฐปาลเถรคาถา๕. มาลุงกยปุตตเถรคาถา๖. เสลเถรคาถา๗. ภัททิยกาลิโคธาปุตตเถรคาถา๘. องคุลิมาลเถรคาถา๙. อนุรุทธเถรคาถา๑๐. ปาราสริยเถรคาถา๑. ปุสสเถรคาถา๒. สารีปุตตเถรคาถา๓. อานันทเถรคาถามหากัสสปเถรคาถาตาลปุฏเถรคาถามหาโมคคัลลานเถรคาถาวังคีสเถรคาถา๑. เถรีคาถา๒. มุตตาเถรีคาถา๓. ปุณณาเถรีคาถา๔. ดิสสาเถรี๕. อัญญตราดิสสาเถรีคาถา๖. ธีราเถรีคาถา๗. อัญญตราธีราเถรีคาถา๘. มิตตาเถรีคาถา๙. ภัทราเถรีคาถา๑๐. อุปสมาเถรีคาถา๑๑. มุตตาเถรีคาถา๑๒. ธรรมทินนาเถรีคาถา๑๓. วิสาขาเถรีคาถา๑๔. สุมนาเถรีคาถา๑๕. อุตตราเถรีคาถา๑๖. สุมนวุฐฒปัพพชิตาเถรีคาถา๑๗. ธรรมาเถรีคาถา๑๘. สังฆาเถรีคาถา๑. นันทาเถรีคาถา๒. ชันตาเถรีคาถา๓. อัญญตราเถรีภิกขุนีคาถา๔. อัฑฒกาสีเถรีคาถา๕. จิตตาเถรีคาถา๖. เมตติกาเถรีคาถา๗. มิตตาเถรีคาถา๘. อภยมาตาเถรีคาถา๙. อภยเถรีคาถา๑๐. สามาเถรีคาถา๑. อัญญตรสามาเถรีคาถา๒. อุตตมาเถรีคาถา๓. อัญญตราอุตตมาเถรีคาถา๔. ทันถิกาเถรีคาถา๕. อุพพิริเถรีคาถา๖. สุกกาเถรีคาถา๗. เสลาเถรีคาถา๘. โสมาเถรีคาถาภัททกาปิลานีเถรีคาถา๑. อัญญตราภิกษุณีเถรีคาถา๒. วิมลปุรณคณิกาเถรีคาถา๓. สีหาเถรีคาถา๔. นันทาเถรีคาถา๕. นันทุตตราเถรีคาถา๖. มิตตกาลีเถรีคาถา๗. สกุลาเถรีคาถา๘. โสณาเถรีคาถา๙. ภัททากุณฑลาเถรีคาถา๑๐. ปฏาจาราเถรีคาถา๑๑. ติงสมัตตาเถรีคาถา๑๒. จันทาเถรีคาถา๑. ปัญจสตาปฏาจาราเถรีคาถา๒. วาสิฏฐีเถรีคาถา๓. เขมาเถรีคาถา๔. สุชาตาเถรีคาถา๕. อโนปมาเถรีคาถา๖. มหาปชาบดีโคตมีเถรีคาถา๗. คุตตาเถรีคาถา๘. วิชยาเถรีคาถา๑. อุตตราเถรีคาถา๒. จาลาเถรีคาถา๓. อุปจาลาเถรีคาถาสีสุปจาลาเถรีคาถาวัฑฒมาตาเถรีคาถากีสาโคตมีเถรีคาถาอุบลวัณณาเถรีคาถาปุณณิกาเถรีคาถา๑. อัมพปาลีเถรีคาถา๒. โรหิณีเถรีคาถา๓. จาปาเถรีคาถา๔. สุนทรีเถรีคาถา๕. สุภากัมมารธีตาเถรีคาถาสุภาชีวกัมพวนิกาเถรีคาถาอิสิทาสีเถรีคาถาสุเมธาเถรีคาถา

Commentary

Scripture · พระสุตตันตปิฎก

ตาลปุฏเถรคาถา

ข้อ ๓๙๙พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา1 items2 editions

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · Public domain (term expired) — operator determination

Pali and translation

Front matter of the printed edition

เถรคาถาย ปญฺญาสนิปาโต

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา เถรคาถา ปัญญาสนิบาต ๑. ตาลปุฏเถรคาถา คาถาสุภาษิตของพระตาลปุฏเถระ

Item ๓๙๙

|๓๙๙.๑๐๘๙| ๑ กทา นุหํ ปพฺพตกนฺทราสุ เอกากิโย อทฺทุติโย วิหสฺสํ อนิจฺจโต สพฺพภวํ วิปสฺสํ ตํ เม อิทนฺตํ นุ กทา ภวิสฺสติ ฯ |๓๙๙.๑๐๙๐| กทา นุหํ ภินฺนปฏนฺธโร มุนิ กาสาววตฺโถ อมโม นิราสโย ราคญฺจ โทสญฺจ ตเถว โมหํ หิตฺวา สุขี ปวนคโต วิหสฺสํ ฯ |๓๙๙.๑๐๙๑| กทา อนิจฺจํ วธโรคนิทฺธํ กายํ อิมํ มจฺจุราชสฺส ปทูตํ วิปสฺสมาโน วีตภโย วิหสฺสํ เอโก วเน ตํ นุ กทา ภวิสฺสติ ฯ |๓๙๙.๑๐๙๒| กทา นุหํ ภยชนนึ ทุกฺขาวหํ ตณฺหาลตํ พหุวิธานุวตฺตนึ ปญฺญามยํ ติขิณมสึ คเหตฺวา เฉตฺวา วเส ตมฺปิ กทา ภวิสฺสติ ฯ |๓๙๙.๑๐๙๓| กทา นุ ปญฺญามยมุคฺคเตชํ สตฺถํ อิสีนํ อหมาทยิตฺวา มารํ สเสนํ สหสา ภญฺชิสฺสํ สีหาสเน ตนฺนุ กทา ภวิสฺสติ ฯ |๓๙๙.๑๐๙๔| กทา นุหํ สพฺภิ สมาคเมสุ ทิฏฺโฐ ภเว ธมฺมครูหิ ตาทิหิ ยถาวทสฺสีหิ ชิตินฺทฺริเยหิ ปธานิโย ตนฺนุ กทา ภวิสฺสติ ฯ |๓๙๙.๑๐๙๕| กทา นุ มํ ตนฺทิขุทาปิปาสา วาตาตปา กีฏสิรึสปา วา นิพาธยิสฺสนฺติ น ตํ คิริพฺพเช อตฺตตฺถิยํ ตนฺนุ กทา ภวิสฺสติ ฯ |๓๙๙.๑๐๙๖| กทา นุ โข ยํ วิทิตํ มเหสินา จตฺตาริ สจฺจานิ สุทุทฺทสานิ สมาหิตตฺโต สติมา อคจฺฉํ ปญฺญาย ตํ ตนฺนุ กทา ภวิสฺสติ ฯ |๓๙๙.๑๐๙๗| กทา นุ รูเป อมิเต จ สทฺเท คนฺเธ รเส ผุสิตพฺเพ จ ธมฺเม อาทิตฺตโตหํ สมเถหิ ยุตฺโต ปญฺญาย ทกฺขํ ตทิทํ กทา เม ฯ |๓๙๙.๑๐๙๘| กทา นุหํ ทุพฺพจเนน วุตฺโต ตโตนิมิตฺตํ วิมโน น เหสฺสํ อโถ ปสฏฺโฐปิ ตโตนิมิตฺตํ ตุฏฺโฐ น เหสฺสํ ตทิทํ กทา เม ฯ |๓๙๙.๑๐๙๙| กทา นุ กฏฺเฐ จ ติเณ ลตา จ ขนฺเธ อิเมหํ อมิเต จ ธมฺเม อชฺฌติกาเนว จ พาหิรานิ จ สมํ ตุเลยฺยํ ตทิทํ กทา เม ฯ |๓๙๙.๑๑๐๐| กทา นุ มํ ปาวุสกาลเมโฆ นเวน โตเยน สจีวรํ วเน อิสิปฺปยาตมฺหิ ปเถ วชนฺตํ โอวสฺสเต ตนฺนุ กทา ภวิสฺสติ ฯ |๓๙๙.๑๑๐๑| กทา มยูรสฺส สิขณฺฑิโน วเน ทิชสฺส สุตฺวา คิริคพฺภเร รุตํ ปจฺจุฏฺฐหิตฺวา อมตสฺส ปตฺติยา สญฺจินฺตเย ตนฺนุ กทา ภวิสฺสติ ฯ |๓๙๙.๑๑๐๒| กทา นุ คงฺคํ ยมุนํ สรสฺสตึ ปาตาลขิตฺตํ วฬวามุขญฺจ อสชฺชมาโน ปตเรยฺยมิทฺธิยา วิภึสนํ ตํ นุ กทา ภวิสฺสติ ฯ |๓๙๙.๑๑๐๓| กทา นุ นาโคว สงฺคามจารี ปทาลเย กามคุเณสุ ฉนฺทํ นิพฺพชฺชยํ สพฺพสุภํ นิมิตฺตํ ฌาเน ยุตฺโต ตนฺนุ กทา ภวิสฺสติ ฯ |๓๙๙.๑๑๐๔| กทา อิณฏฺโฏว ทลิทฺทโก นิธึ อาราธยิตฺวา ธนิเกหิ ปีฬิโต ตุฏฺโฐ ภวิสฺสํ อธิคมฺม สาสนํ มเหสิโน ตนฺนุ กทา ภวิสฺสติ ฯ |๓๙๙.๑๑๐๕| พหูนิ วสฺสานิ ตยามฺหิ ยาจิโต อคารวาเสน อลํ นุ เต อิทํ ตํ ทานิ มํ ปพฺพชิตํ สมานํ กึการณํ จิตฺต ตุวํ น ยุญฺชสิ ฯ |๓๙๙.๑๑๐๖| นนุ อหํ จิตฺต ตยามฺหิ ยาจิโต คิริพฺพเช จิตฺรฉทา วิหงฺคมา มหินฺทโฆสตฺถนิตาภิคชฺชิโน เต ตํ รมิสฺสนฺติ วนมฺหิ ฌายินํ ฯ |๓๙๙.๑๑๐๗| กุลมฺหิ มิตฺเต จ ปิเย จ ญาตเก ขิฑฺฑารตึ กามคุณญฺจ โลเก สพฺพํ ปหาย อิทมชฺฌุปาคโต อโถปิ ตฺวํ จิตฺต น มยฺห ตุสฺสสิ ฯ |๓๙๙.๑๑๐๘| มเมว เอตํ น หิตํ ปเรสํ สนฺนาหกาเล ปริเทวิเตน กึ สพฺพํ อิทํ จลํ อิติ เปกฺขมาโน อภินิกฺขมึ อมตํ ปทํ ชิคีสํ ฯ |๓๙๙.๑๑๐๙| สุวุตฺตวาที ทฺวิปทานมุตฺตโม มหาภิสกฺโก นรทมฺมสารถิ จิตฺตํ จลํ มกฺกฏสนฺนิภํ อิติ อวีตราเคน สุทุนฺนิวาริยํ ฯ |๓๙๙.๑๑๑๐| กามาหิ จิตฺรา มธุรา มโนรมา อวิทฺทสู ยตฺถ สิตา ปุถุชฺชนา เต ทุกฺขมิจฺฉนฺติ ปุนพฺภเวสิโน จิตฺเตน นีตา นิรเย นิรงฺกตา ฯ |๓๙๙.๑๑๑๑| มยูรโกญฺจาภิรุทมฺหิ กานเน ทีปีหิ พฺยคฺเฆหิ ปุรกฺขโต วสํ กาเย อเปกฺขํ ชห มา ปธารย อิติสฺสุ มํ จิตฺต ปุเร นิยุญฺชสิ ฯ |๓๙๙.๑๑๑๒| ภาเวหิ ฌานานิ จ อินฺทฺริยานิ จ พลานิ โพชฺฌงฺคสมาธิภาวนา ติสฺโส จ วิชฺชา ผุส พุทฺธสาสเน อิติสฺสุ มํ จิตฺต ปุเร นิยุญฺชสิ ฯ |๓๙๙.๑๑๑๓| ภาเวหิ มคฺคํ อมตสฺส ปตฺติยา นิยฺยานิกํ สพฺพทุกฺขกฺขโยคธํ อฏฺฐงฺคิกํ สพฺพกิเลสโสธนํ อิติสฺสุ มํ จิตฺต ปุเร นิยุญฺชสิ ฯ |๓๙๙.๑๑๑๔| ทุกฺขนฺติ ขนฺเธ ปฏิปสฺส โยนิโส ยโต จ ทุกฺขํ สมุเทติ ตํ ชห อิเธว ทุกฺขสฺส กโรหิ อนฺตํ อิติสฺสุ มํ จิตฺต ปุเร นิยุญฺชสิ ฯ |๓๙๙.๑๑๑๕| อนิจฺจํ ทุกฺขนฺติ วิปสฺส โยนิโส สุญฺญํ อนตฺตาติ อฆํ วธนฺติ จ มโนวิจาเร อุปรุนฺธ เจตโส อิติสฺสุ มํ จิตฺต ปุเร นิยุญฺชสิ ฯ |๓๙๙.๑๑๑๖| มุณฺโฑ วิรูโป อภิสาปมาคโต กปาลหตฺโถว กุเลสุ ภิกฺขสฺสุ ยุญฺชสฺสุ สตฺถุ วจเน มเหสิโน อิติสฺสุ มํ จิตฺต ปุเร นิยุญฺชสิ ฯ |๓๙๙.๑๑๑๗| สุสํวุตตฺโต วิสิขนฺตรํ จรํ กุเลสุ กาเมสุ อสงฺคมานโส จนฺโท ยถา โทสินปุณฺณมาสิยา อิติสฺสุ มํ จิตฺต ปุเร นิยุญฺชสิ ฯ |๓๙๙.๑๑๑๘| อารญฺญิโก โหติ จ ปิณฺฑปาติโก โสสานิโก โหติ จ ปํสุกูลิโก เนสชฺชิโก โหติ สทา ธุเต รโต อิติสฺสุ มํ จิตฺต ปุเร นิยุญฺชสิ ฯ |๓๙๙.๑๑๑๙| โรเปตฺวา รุกฺขานิ ยถา ผเลสี มูเล ตรุํ เฉตฺตุ ตเมว อิจฺฉสิ ตถูปมํ จิตฺต อิทํ กโรสิ ยมฺมํ อนิจฺจมฺหิ จเล นิยุญฺชสิ ฯ |๓๙๙.๑๑๒๐| อรูป ทูรงฺคม เอกจาริ น เต กริสฺสํ วจนํ อิทานิหํ ทุกฺขา หิ กามา กฏุกา มหพฺภยา นิพฺพานเมวาภิมโน จริสฺสํ ฯ |๓๙๙.๑๑๒๑| นาหํ อลกฺขฺยา อหิรีกตาย วา น จิตฺตเหตู น จ ทูรกนฺตนา อาชีวเหตู จ อหํ น นิกฺขมึ กโต จ เต จิตฺต ปฏิสฺสโว มยา ฯ |๓๙๙.๑๑๒๒| อปฺปิจฺฉตา สปฺปุริเสหิ วณฺณิตา มกฺขปฺปหานํ วูปสโม ทุกฺขสฺส อิติสฺสุ มํ จิตฺต ตทา นิยุญฺชสิ อิทานิ ตฺวํ คจฺฉสิ ปุพฺพจิณฺณํ ฯ |๓๙๙.๑๑๒๓| ตณฺหํ วิรชฺชญฺจ ปิยาปิยญฺจ สุภานิ รูปานิ สุขา จ เวทนา มโนปิยา กามคุณา จ วนฺตา วนฺเต อหํ อาวสิตุํ น อุสฺสเห ฯ |๓๙๙.๑๑๒๔| สพฺพตฺถ เต จิตฺต วโจ กตํ มยา พหูสุ ชาติสุ น เมสิ โกปิโต อชฺฌตฺตสมฺภโว กตญฺญุตาย เต ทุกฺเข จิรํ สํสริตํ ตยา กเต ฯ |๓๙๙.๑๑๒๕| ตฺวญฺเญว โน จิตฺต กโรสิ พฺราหฺมโณ ตฺวํ ขตฺติโย ราชาทิสี กโรสิ เวสฺสา จ สุทฺทา จ ภวาม เอกทา เทวตฺตนํ วาปิ ตเวว วาหสา ฯ |๓๙๙.๑๑๒๖| ตเวว เหตู อสุรา ภวามเส ตฺวํมูลกํ เนรยิกา ภวามเส อโถ ติรจฺฉานคตาปิ เอกทา เปตตฺตนํ วาปิ ตเวว วาหสา ฯ |๓๙๙.๑๑๒๗| น นูน ทุพฺภิสฺสสิ มํ ปุนปฺปุนํ มุหุํ มุหุํ วารณิกํว ทุสฺสหํ อุมฺมตฺตเกเนว มยา ปโลภสิ กิญฺจาปิ เต จิตฺต วิราธิตํ มยา ฯ |๓๙๙.๑๑๒๘| อิทํ ปุเร จิตฺตมจาริ จาริกํ เยนิจฺฉกํ ยตฺถกามํ ยถาสุขํ ตทชฺชหํ นิคฺคหิสฺสามิ โยนิโส หตฺถึ ปภินฺนํ วิย องฺกุสคฺคโห ฯ |๓๙๙.๑๑๒๙| สตฺถา จ เม โลกมิมํ อธิฏฺฐหิ อนิจฺจโต อทฺธุวโต อสารโต ปกฺขนฺท มํ จิตฺต ชินสฺส สาสเน ตาเรหิ โอฆา มหตา สุทุตฺตรา ฯ |๓๙๙.๑๑๓๐| น เต อิทํ จิตฺต ยถาปุราณกํ นาหํ อลํ ตุยฺห วเส นิวตฺติตุํ มเหสิโน ปพฺพชิโตมฺหิ สาสเน น มาทิสา โหนฺติ วินาสธาริโน ฯ |๓๙๙.๑๑๓๑| นคา สมุทฺทา สริตา วสุนฺธรา ทิสา จตสฺโส วิทิสา อโธทิสา สพฺเพ อนิจฺจา ติภวา อุปทฺทุตา กุหึ คโต จิตฺต สุขํ รมิสฺสสิ ฯ |๓๙๙.๑๑๓๒| ธี ธี ปรํ กึ มม จิตฺต กาหสิ น เต อลํ จิตฺต วสานุวตฺตโก น ชาตุ ภสฺตํ อุภโตมุขํ ฉุเป ธิรตฺถุ ปูรํ นวโสตสนฺทนึ ฯ |๓๙๙.๑๑๓๓| วราหเอเณยฺยวิคาฬฺหเสวิเต ปพฺภารกูเฏ ปกเฏว สุนฺทเร นวมฺพุนา ปาวุสสิตฺตกานเน ตหึ คุหาเคหคโต รมิสฺสสิ ฯ |๓๙๙.๑๑๓๔| สุนีลคีวา สุสิขา สุเปขุณา สุจิตฺตปตฺตจฺฉทนา วิหงฺคมา สุมญฺชุโฆสตฺถนิตาภิคชฺชิโน เต ตํ รมิสฺสนฺติ วนมฺหิ ฌายินํ ฯ |๓๙๙.๑๑๓๕| วุฏฺฐมฺหิ เทเว จตุรงฺคุเล ติเณ สมฺปุปฺผิเต เมฆนิภมฺหิ กานเน นคนฺตเร วิฏปิสโม สยิสฺสํ ตํ เม มุทุ โหหิติ ตูลสนฺนิภํ ฯ |๓๙๙.๑๑๓๖| ตถา ตุ กริสฺสามิ ยถาปิ อิสฺสโร ยํ ลพฺภติ เตนปิ โหตุ เม อลํ ตํ ตํ กริสฺสามิ ยถา อตนฺทิโต พิฬารภสฺตํว ยถา สุมทฺทิตํ ฯ |๓๙๙.๑๑๓๗| ตถา ตุ กริสฺสามิ ยถาปิ อิสฺสโร ยํ ลพฺภติ เตนปิ โหติ เม อลํ วิริเยน ตํ มยฺห วสานยิสฺสํ คชํว มตฺตํ กุสลงฺกุสคฺคโห ฯ |๓๙๙.๑๑๓๘| ตยา สุทนฺเตน อวตฺถิเตน หิ หเยน โยคฺคาจริโยว อุชฺชุนา ปโหมิ มคฺคํ ปฏิปชฺชิตุํ สิวํ จิตฺตานุรกฺขีหิ สทา นิเสวิตํ ฯ |๓๙๙.๑๑๓๙| อารมฺมเณ ตํ พลสา นิพนฺธิสํ นาคํว ถมฺภมฺหิ ทฬฺหาย รชฺชุยา ตมฺเม สุคุตฺตํ สติยา สุภาวิตํ อนิสฺสิตํ สพฺพภเวสุ เหหิสิ ฯ |๓๙๙.๑๑๔๐| ปญฺญาย เฉตฺวา วิปถานุสารินํ โยเคน นิคฺคยฺห ปเถ นิเวสิย ทิสฺวา สมุทยํ วิภวญฺจ สมฺภวํ ทายาทโก เหหิสิ อคฺควาทิโน ฯ |๓๙๙.๑๑๔๑| จตุพฺพิปลฺลาสวสํ อธิฏฺฐิตํ คามณฺฑลํว ปริเนสิ จิตฺต มํ นนุ สญฺโญชนพนฺธนจฺฉิทํ สํเสวเส การุณิกํ มหามุนึ ฯ |๓๙๙.๑๑๔๒| มิโค ยถา เสริ สุจิตฺตกานเน รมฺมํ คิรึ ปาวิสิ อพฺภมาลินํ อนากุเล ตตฺถ นเค รมิสฺสสิ อสํสยํ จิตฺต ปราภวิสฺสสิ ฯ |๓๙๙.๑๑๔๓| เย ตุยฺห ฉนฺเทน วเสน วตฺติโน นรา จ นารี จ อนุโภนฺติ ยํ สุขํ อวิทฺทสู มารวสานุวตฺติโน ภวาภินนฺที ตว จิตฺต เสวกาติ ฯ ตาลปุโฏ เถโร ฯ อุทฺทานํ ปญฺญาสมฺหิ นิปาตมฺหิ เอโก ตาลปุโฏ สุจิ คาถาโย ตตฺถ ปญฺญาส ปุน ปญฺจ จ อุตฺตรีติ ฯ ปญฺญาสนิปาโต สมตฺโต ฯ -----------------

เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้อยู่แต่ผู้เดียว ไม่มีตัณหาเป็นเพื่อนสอง ณ ภูเขาและซอกเขา เมื่อไรหนอ เราจึงจักพิจารณาเห็นแจ้งภพทั้งปวง โดยความเป็นของไม่เที่ยง ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้เป็นนักปราชญ์ นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์อัน เศร้าหมอง ไม่มีความยึดมั่น ไม่มีความหวัง เป็นผู้ฆ่าราคะ โทสะ และโมหะได้แล้ว เที่ยวไปตามป่าใหญ่อย่างสบาย ความตรึกเช่นนี้ ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้เห็นแจ้งซึ่งร่างกายนี้ อันเป็นของไม่เที่ยง เป็นรังแห่งโรค คือความตาย ถูกความตายและความ เสื่อมโทรมบีบคั้นแล้ว เป็นผู้ปราศจากภัย อาศัยอยู่ในป่าแต่ผู้เดียว ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ จักเราจึงได้ถือ เอาซึ่งดาบอันคมกริบ คืออริยมรรคอันสำเร็จด้วยปัญญา แล้วตัดเสีย ซึ่งลดาชาติ คือ ตัณหาอันก่อให้เกิดภัย นำมาซึ่งทุกข์ เป็นเหตุให้คิด วนเวียนไปในอารมณ์ภายนอก ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้ถือเอาซึ่งศาตราอันสำเร็จด้วยปัญญา มีเดชานุภาพ มากของฤาษี คือ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอริยสาวก แล้ว หักราญเสียซึ่งกิเลสมารพร้อมทั้งเสนาโดยเร็วพลัน เหนือเถรอาสน์มี ลีลาศดังราชสีห์ ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ นักปราชญ์มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ผู้มีความหนักแน่นในธรรม ผู้คงที่มีปกติ เห็นตามความเป็นจริง มีอินทรีย์อันชนะแล้ว จักเห็นว่าเราบำเพ็ญเพียร ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ ความเกียจคร้าน ความหิวกระหายลม แดด เหลือบ ยุง และสัตว์เสือกคลานทั้งหลาย จึงจักไม่เบียดเบียนเรา ตามซอกเขา ข้อนั้นเป็นความประสงค์ของเรา ความตรึกเช่นนี้ของเราสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ เราจึงจักเป็นผู้มี จิตมั่นคง มีสติ ได้บรรลุอริยสัจ ๔ ที่เห็นได้แสนยาก อันพระผู้มี พระภาคผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทรงทราบแล้วด้วยปัญญา ความตรึก เช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ เราจึงจักประกอบด้วย ความสงบระงับ จากเครื่องเร่าร้อนใจในเพราะรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ที่เรายังไม่รู้เท่าถึง พิจารณาเห็นด้วยปัญญา ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ เราเมื่อถูก ว่ากล่าวติเตียนด้วยถ้อยคำชั่วหยาบแล้ว จักไม่เดือดร้อนใจเพราะถ้อยคำ ชั่วหยาบนั้น อนึ่ง ถึงเขาจะสรรเสริญก็จักไม่ยินดี เพราะถ้อยคำ เช่นนั้น ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ เราจึงจักพิจารณาเห็นสภาพภายใน กล่าวคือ เบญจขันธ์และรูปธรรม เหล่าอื่น ที่ยังไม่รู้ทั่วถึง และสภาพภายนอก คือ ต้นไม้ หญ้า และ และลดาชาติ ว่าเป็นสภาพเสมอกัน ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จ เมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ ฝนที่ตกในเวลาปัจจุสมัย จักตกรด เราผู้นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ผู้ปฏิบัติอยู่ในมรรคปฏิปทาที่นักปราชญ์มี พระพุทธเจ้าเป็นต้น ดำเนินไปแล้วด้วยน้ำใหม่อยู่ในป่า ความตรึกเช่น นี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้ฟังเสียงร่ำ ร้องแห่งนกยูง และทิชาชาติในป่าและซอกเขา ลุกขึ้นจากการนอน แล้ว พิจารณาธรรมโดยความไม่เที่ยงเพื่อบรรลุอมตธรรม ความตรึก เช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ เราจึงจักข้ามพ้นแม่ น้ำคงคา ยมุนา สรัสสดี ที่ไหลไปกระทั่งถึงบาดาล เป็นปาก น้ำใหญ่น่ากลัวนัก ไปได้ด้วยฤทธิ์โดยไม่ติดขัด ความตรึกเช่นนี้ ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ เราจึงจักงดเว้นความเห็น ว่านิมิตงามทั้งปวงเสียโดยเด็ดขาด ขวนขวายอยู่ในฌาน แล้วทำ ลายความพอใจในกามคุณทั้งหลายเสียได้ เหมือนช้างทำลายเสาตลุง และโซ่เหล็กแล้ว เที่ยวไปในสงคราม ฉะนั้น ความตรึกเช่นนี้ของ เราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ เราจึงจักละความพอใจในกาม คุณ ได้บรรลุคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ แล้วเกิดความยินดีเปรียบเหมือนลูกหนี้ผู้ขัดสน เมื่อถูกเจ้าหนี้บีบคั้น แล้ว แสวงหาทรัพย์มาได้และชำระหนี้เสร็จแล้ว พึงดีใจ ฉะนั้น ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ ดูกรจิต ท่านได้อ้อน วอนเราเป็นเวลาหลายปีแล้ว ว่าท่านไม่สมควรอยู่ครองเรือนเลย บัด นี้เราก็ได้บวชสมประสงค์แล้ว เหตุไฉนท่านจึงละทิ้งสมถะวิปัสสนา มัวแต่เกียจคร้านอยู่เล่า ดูกรจิต ท่านได้อ้อนวอนเรามาแล้วมิใช่หรือว่า ฝูงนกยูงมีขนปีกอันแพรวพราว และเสียงกึกก้องแห่งธารน้ำตกตาม ซอกเขา จักยังท่านผู้เพ่งฌานอยู่ในป่าให้เพลิดเพลิน เรายอมสละญาติ และมิตรที่รักใคร่ในตระกูล สลัดความยินดีในการเล่นและกามคุณในโลก ได้หมดแล้ว ได้เข้าถึงป่าและบรรพชาเพศนี้แล้ว ดูกรจิต ส่วน ท่านไม่ยินดีต่อเราผู้ดำเนินตามเสียเลย เมื่อเราพิจารณาเห็นว่าจิตนี้เป็น ของเรา ไม่ใช่ของผู้อื่น จะประโยชน์อะไรด้วยการร้องไห้ร่ำพิไร ในเวลาทำสงครามกับกิเลสมาร เพราะจิตทั้งหมดนี้เป็นธรรมชาติหวั่น ไหว ดังนี้ จึงได้ออกบวช แสวงหาทางอันไม่ตาย พระสัมมาสัม- พุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่าสัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นจอมท้าวสักกเทวราช เป็น จอมสารถีฝึกนระ ตรัสสุภาษิตไว้ว่า จิตนี้กวัดแกว่งเช่นวานร ห้าม ได้แสนยาก เพราะยังไม่ปราศจากความกำหนัด ปุถุชนทั้งหลายผู้ไม่รู้ เท่าทัน พัวพันอยู่ในกามทั้งหลายอันล้วนแต่เป็นของงดงาม มีรส อร่อย น่ารื่นรมย์ใจ เขาเหล่านั้นเป็นผู้แสวงหาภพใหม่ กระทำ แต่สิ่งไร้ประโยชน์ ชื่อว่าประสงค์ทุกข์ ย่อมถูกจิตนำไปสู่นรกโดย แท้ ดูกรจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราไว้ว่า ท่านจงเป็นผู้แวด ล้อมด้วยเสียงร่ำร้องแห่งนกยูง และนกกระเรียน อีกทั้งเสือเหลือง และเสือโคร่งอยู่ในป่า ท่านจงสละความห่วงใยในร่างกาย อย่ามีความ อาลัยเลย ดูกรจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงอุตส่าห์เจริญ ฌาน อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ และสมาธิภาวนา จงบรรลุ วิชชา ๒ ในพระพุทธศาสนา ดูกรจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเรา ว่า จงเจริญอัฏฐังคิกมรรคเพื่อบรรลุนิพพาน อันเป็นทางนำสัตว์ออก จากโลก ให้ถึงความสิ้นทุกข์ทั้งปวง เป็นเครื่องชำระล้างกิเลส ทั้งปวง ดูกรจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงพิจารณาเห็นเบญจ- ขันธ์โดยอุบายอันแยบคายว่า เป็นทุกข์ จงละเหตุอันก่อให้เกิดทุกข์ จง ทำที่สุดแห่งทุกข์ในอัตภาพนี้เถิด ดูกรจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเรา ว่า จงพิจารณาเบญจขันธ์โดยอุบายอันแยบคายว่า เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นของว่างเปล่า หาตัวตนมิได้ เป็นของวิบัติและว่า เป็นผู้ฆ่า จงดับมโนวิจารณ์เสียโดยแยบคายเถิด ดูกรจิต แต่ก่อน ท่านเคยแนะนำเราว่า จงปลงผมและหนวดแล้ว ถือเอาเพศสมณะมี รูปลักษณะอันแปลก ต้องถูกเขาสาบแช่ง ถือเอาบาตรเที่ยวภิกษา ตามตระกูล จงประกอบตนอยู่ในคำสอนของพระบรมศาสดาผู้แสวงหา คุณอันยิ่งใหญ่เถิด ดูกรจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงสำรวม ระวังเมื่อเวลาเที่ยวไปบิณฑบาตตามระหว่างตรอก อย่ามีใจเกี่ยวข้อง ในตระกูลและกามารมณ์ทั้งหลาย เหมือนพระจันทร์ในวันเพ็ญเว้นจาก โทษฉะนั้น ดูกรจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงยินดีใน ธุดงคคุณทั้ง ๕ ถืออยู่ในป่าเป็นวัตร ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ถืออยู่ป่าช้าเป็นวัตร ถือนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ถือการไม่นอน เป็นวัตร ตลอดกาลทุกเมื่อเถิด บุคคลผู้ต้องการผลไม้ ปลูกต้นไม้ ไว้แล้ว เก็บผลไม่ได้ ก็ประสงค์จะโค่นต้นไม้นั้นเสีย ฉันใด ดูกร จิต ท่านแนะนำเราผู้ใดให้หวั่นไหวในความไม่เที่ยง ท่านจงทำเราผู้นี้ ให้เหมือนกับบุคคลผู้ปลูกต้นไม้ไว้ฉะนั้นเถิด ดูกรจิตผู้หารูปมิได้ ไป ได้ในที่ไกล เที่ยวไปแต่ผู้เดียว บัดนี้เราจักไม่ทำตามคำของท่านแล้ว เพราะว่ากามทั้งหลายล้วนเป็นทุกข์ มีผลเผ็ดร้อน เป็นภัยใหญ่หลวง เราจักมีใจมุ่งนิพพานเท่านั้น เราไม่ได้ออกบวชเพราะหมดบุญ เพราะ ไม่มีความละอาย เพราะเหตุแห่งจิต เพราะเหตุแห่งการทำผิดต่อชาติ บ้านเมือง หรือเพราะเหตุแห่งอาชีพ ดูกรจิต ท่านได้รับรองกับเรา ไว้ว่า จักอยู่ในอำนาจของเรามิใช่หรือ ดูกรจิต ท่านได้แนะนำเราไว้ ในครั้งนั้นว่า ความเป็นผู้มักน้อย การละความลบหลู่คุณท่าน และ ความสงบระงับทุกข์ สัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญ แต่บัดนี้ ท่านกลับเป็น ผู้มีความมักมากขึ้น เราไม่อาจกลับไปสู่ตัณหา ราคะ ความรัก ความ ชัง รูปอันสวยงาม สุขเวทนา และเบญจกามคุณ อันเป็นของ ชอบใจที่เราคายเสียแล้วอีก ดูกรจิต เราได้ปฏิบัติตามถ้อยคำของท่าน ในภพทั้งปวงแล้ว เราไม่ได้มีความขุ่นเคืองต่อท่านหลายชาติมาแล้ว เพราะความที่ท่านมีความกตัญญู จึงปรากฏมีอัตภาพนี้ขึ้นอีก ท่านทำ ให้เราต้องท่องเที่ยวไปในกองทุกข์มาช้านานแล้ว ดูกรจิต ท่านทำเรา ให้เป็นพราหมณ์ก็มี เป็นพระราชามหากษัตริย์ก็มี เพราะอำนาจแห่งท่าน บางคราวเราเป็นแพศย์ เป็นศูทร เป็นเทพเจ้าก็มี เพราะอำนาจแห่งท่าน เพราะเหตุแห่งท่าน มีท่านเป็นมูลเหตุ เราเป็นอสูร บางคราวเป็น สัตว์นรก บางคราวเป็นสัตว์ดิรัจฉาน บางคราวเป็นเปรต ท่านได้ประทุษ ร้ายเรามาบ่อยๆ มิใช่หรือ บัดนี้ เราจักไม่ให้ท่านทำเหมือนกาลก่อนอีก ละ แม้เพียงครู่เดียว ท่านได้ล่อลวงเราเหมือนกับคนคนบ้าได้ทำความผิด ให้แก่เรามาแล้วมิใช่หรือ จิตนี้แต่ก่อนเคยเที่ยวจาริกไปในอารมณ์ต่างๆ ตามความประสงค์ ตามความใคร่ ตามความสบาย วันนี้ เราจักข่มจิตนั้นไว้ โดยอุบายอันชอบดังนายหัตถาจารย์ข่มช้างตัวตกมันไว้ด้วยขอ ฉะนั้น พระ ศาสดาของเราได้ทรงตั้งโลกนี้ โดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่เป็นแก่นสาร ดูกรจิต ท่านจงพาเราบ่ายหน้าไปในศาสนาของพระ ชินสีห์ จงพาเราข้ามจากห้วงใหญ่ที่ข้ามได้แสนยาก ดูกรจิต เรือน คืออัตภาพของท่านนี้ ไม่เป็นเหมือนกาลก่อนเสียแล้ว เพราะเราจัก ไม่เป็นไปตามอำนาจของท่านอีกต่อไป เราได้บวชในศาสนาของพระ พุทธเจ้าผู้แสวงหาประโยชน์อันยิ่งใหญ่แล้ว สมณะทั้งหลายผู้ทรงความ พินาศไม่เป็นเช่นเรา ภูเขา มหาสมุทร แม่น้ำคงคาเป็นต้น แผ่นดิน ทิศใหญ่สี่ ทิศน้อยสี่ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องต่ำ และภพสาม ล้วน เป็นสภาพไม่เที่ยง มีแต่ถูกเบียดเบียนอยู่เสมอ ดูกรจิต ท่านจะไป ณ ที่ไหนเล่าจึงจะมีความสุขรื่นรมย์ ดูกรจิต เบื้องหน้าแต่จิตของเราตั้งมั่น แล้ว ท่านจักทำอะไรแก่เราได้ เราไม่เป็นไปตามอำนาจของท่านแล้ว บุคคลไม่ควรถูกต้องไถ้สองปาก คือร่างกายอันเต็มไปด้วยของไม่สะอาด มีช่อง ๙ แห่ง เป็นที่ไหลออก น่าติเตียน ท่านผู้ไปสู่เรือนคือถ้ำที่เงื้อม ภูเขาอันสวยงามตามธรรมชาติ เป็นที่อาศัยอยู่แห่งสัตว์ป่า คือ หมูและ กวาง และในป่าที่ฝนตกใหม่ๆ จักได้ความรื่นรมย์ใจ ณ ที่นั้น ฝูงนกยูง มีขนที่คอเขียว มีหงอนและปีกงาม ลำแพนหางมีแวววิจิตรนัก ส่ง สำเนียงก้องกังวาลไพเราะจับใจ จักยังท่านผู้บำเพ็ญฌานอยู่ในป่าให้ ร่าเริงได้ เมื่อฝนตนหญ้างอกยาวประมาณ ๔ นิ้ว ท้องฟ้างามแจ่มใส ไม่มีเมฆปกคลุม เมื่อท่านทำตนให้เสมอด้วยไม้แล้ว นอนอยู่เหนือหญ้า ระหว่างภูเขานั้น จะรู้สึกอ่อนนุ่มดังสำลี เราจักกระทำให้เหมือนผู้ใหญ่ จะยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ บุคคลผู้ไม่เกียจคร้าน ย่อมกระทำจิต ของตนให้ควรแก่การงาน ฉันใด เราจักกระทำจิต ฉันนั้น เหมือน บุคคลเลื่อนถุงใส่แมวไว้ ฉะนั้นเราจักทำให้เหมือนผู้ใหญ่ จักยินดีด้วย ปัจจัยตามมีตามได้ จักนำท่านไปสู่อำนาจของเราด้วยความเพียรเหมือน นายหัตถาจารย์ผู้ฉลาด นำช้างที่ซับมันไปสู่อำนาจของตนด้วยขอ ฉะนั้น เราย่อมสามารถที่จะดำเนินตามหนทางอันเกษมสุข ซึ่งเป็นทางอันบุคคล ผู้ตามรักษาจิต ได้ดำเนินมาแล้วทุกสมัย ด้วยหทัยอันเที่ยงตรงที่ท่านฝึกฝน ไว้ดีแล้ว มั่นคงแล้ว เปรียบเหมือนนายหัตถาจารย์ สามารถจะดำเนินไป ตามภูมิสถานที่ปลอดภัย ด้วยม้าที่ฝึกดีแล้ว ฉะนั้น เราจักผูกจิตไว้ใน อารมณ์ คือ กรรมฐานด้วยกำลังภาวนา เหมือนนายหัตถาจรรย์ มัดช้างไว้ ที่เสาตลุงด้วยเชือกอันมั่นคง ฉะนั้น จิตที่เราคุ้มครองดีแล้ว อบรมดีแล้ว ด้วยสติ จักเป็นจิตอันตัณหาเป็นต้น ไม่อาศัยในภพทั้งปวง ท่านจงตัด ทางดำเนินที่ผิดเสียด้วยปัญญา ข่มใจให้ดำเนินไปในทางที่ถูกด้วย ความเพียร ได้เห็นแจ้งทั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป แล้วจัก ได้เป็นทายาทของพระพุทธเจ้า ผู้มักแสดงธรรมอันประเสริฐ ดูกรจิต ท่านได้นำเอาให้เป็นไปตามอำนาจของความเข้าใจผิด ๔ ประการ เหมือน บุคคลจูงเด็กชาวบ้านวิ่งวนไป ฉะนั้น ท่านควรคบหาพระสัมมาสัม- พุทธเจ้า ผู้ตัดเครื่องเกาะเกี่ยวและเครื่องผูกเสียได้ เพียบพร้อมด้วย พระมหากรุณา เป็นจอมปราชญ์มิใช่หรือ มฤคชาติเข้าไปยังภูเขาอันน่า รื่นรมย์ ประกอบด้วยน้ำและดอกไม้ เที่ยวไปในป่าอันงดงามตามลำพัง ใจ ฉันใด ดูกรจิต ท่านก็จักรื่นรมย์อยู่ในภูเขาที่ไม่เกลื่อนกล่น ด้วย ผู้คนตามลำพังใจ ฉันนั้น เมื่อท่านไม่ยินดีอยู่ที่ภูเขานั้น ท่านก็จักต้อง เสื่อมโดยไม่ต้องสงสัย ดูกรจิต หญิงชายเหล่าใดประพฤติตามความ พอใจ ตามอำนาจของท่านแล้วเสวยความสุขใดอันอาศัยเบญจกามคุณ หญิงชายเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้โง่เขลา ตกอยู่ในอำนาจของมาร เป็นผู้ เพลิดเพลินอยู่ในภพน้อย ภพใหญ่ และชื่อว่าเป็นสาวกของท่าน. จบ ตาลปุฏเถรคาถา ----------------------------------------------------- พระตาลปุฏเถระองค์เดียวเท่านั้น ได้ภาษิตคาถาไว้ในปัญญาสนิบาตนี้ รวมเป็นคาถา ๕๕ คาถา ฉะนี้แล. ปัญญาสนิบาต จบบริบูรณ์. -----------------------------------------------------

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย