This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture · พระสุตตันตปิฎก ·

เล่ม ๓๒ · ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑

Other items in this volume

๑. พุทธาปทาน๒. ปัจเจกพุทธาปทาน๓. สารีปุตตเถราปทาน (๑)๔. มหาโมคคัลลานเถราปทาน (๒)๕. มหากัสสปเถราปทาน (๓)๖. อนุรุทธเถราปทาน (๔)๗. ปุณณมันตานีปุตตเถราปทาน (๕)๘. อุปาลีเถราปทาน (๖)๙. อัญญาโกณฑัญญเถราปทาน (๗)๑๐. ปิณโฑภารทวาชเถราปทาน (๘)๑๑. ขทิรวนิยเรวตเถราปทาน (๙)๑๒. อานันทเถราปทาน (๑๐)๑. สีหาสนทายกเถราปทาน (๑๑)๒. เอกถัมภิกเถราปทาน (๑๒)๓. นันทเถราปทาน (๑๓)๔. จุลลปันถกเถราปทาน (๑๔)๕. ปิลินทวัจฉเถราปทาน (๑๕)๖. ราหุลเถราปทาน (๑๖)๗. อุปเสนวังคันตปุตตเถราปทาน (๑๗)๘. รัฐปาลเถราปทาน (๑๘)๙. โสปากเถราปทาน (๑๙)๑๐. สุมังคลเถราปทาน (๒๐)๑. สุภูติเถราปทาน (๒๑)๒. อุปวาณเถราปทาน (๒๒)๓. ตีณิสรณาคมนียเถราปทาน (๒๓)๔. เบญจสีลสมาทานนิยเถราปทาน (๒๔)๕. อันนสังสาวกเถราปทาน (๒๕)๖. ธูปทายกเถราปทาน (๒๖)๗. ปุฬินปูชกเถราปทาน (๒๗)๘. อุตติยเถราปทาน (๒๘)๙. เอกัญชลิกเถราปทาน (๒๙)๑๐. โขมทายกเถราปทาน (๓๐)๑. กุณฑธานเถราปทาน (๓๑)๒. สาคตเถราปทาน (๓๒)๓. มหากัจจายนเถราปทาน (๓๓)๔. กาฬุทายีเถราปทาน (๓๔)๕. โมฆราชเถราปทาน (๓๕)๖. อธิมุตตกเถราปทาน (๓๖)๗. ลสุณทายกเถราปทาน (๓๗)๘. อายาตทายกเถราปทาน (๓๘)๙. ธรรมจักกิกเถราปทาน (๓๙)๑๐. กัปปรุกขิยเถราปทาน (๔๐)๑. อุปาลีเถราปทาน (๔๑)๒. โสณโกฏิยเวสสเถราปทาน (๔๒)๓. ภัททิยกาฬิโคธายปุตตเถราปทาน (๔๓)๔. สันนิฏฐาปกเถราปทาน (๔๔)๕. ปัญจหัตถยเถราปทาน (๔๕)๖. ปทุมฉทนิยเถราปทาน (๔๖)๗. สยนทายกเถราปทาน (๔๗)๘. จังกมทายกเถราปทาน (๔๘)๙. สุภัททเถราปทาน (๔๙)๑๐. จุนทเถราปทาน (๕๐)๑. วิธูปนทายกเถราปทาน (๕๑)๒. สตรังสิยเถราปทาน (๕๒)๓. สยนทายกเถราปทาน (๕๓)๔. คันโธทกทายกเถราปทาน (๕๔)๕. โอปวุยหเถราปทาน (๕๕)๖. สปริวาราสนเถราปทาน (๕๖)๗. ปัญจทีปกเถราปทาน (๕๗)๘. ธชทายกเถราปทาน (๕๘)๙. ปทุมเถราปทาน (๕๙)๑๐. อสนโพธิยเถราปทาน (๖๐)๑. สกจิตตนิยเถราปทาน (๖๑)๒. อาโปปุปผิยเถราปทาน (๖๒)๓. ปัจจาคมนิยเถราปทาน (๖๓)๔. ปรัปปสาทกเถราปทาน (๖๔)๕. ภิสทายกเถราปทาน (๖๕)๖. สุจินติตเถราปทาน (๖๖)๗. วัตถทายกเถราปทาน (๖๗)๘. อัมพทายกเถราปทาน (๖๘)๙. สุมนเถราปทาน (๖๙)๑๐. ปุปผจังโกฏิยเถราปทาน (๗๐)๑. นาคสมาลเถราปทาน (๗๑)๒. ปทสัญญกเถราปทาน (๗๒)๓. สุสัญญกเถราปทาน (๗๓)๔. ภิสาลุวทายกเถราปทาน (๗๔)๕. เอกสัญญกเถราปทาน (๗๕)๖. ติณสันถารทายกเถราปทาน (๗๖)๗. สูจิทายกเถราปทาน (๗๗)๘. ปาฏลิปุปผิยเถราปทาน (๗๘)๙. ฐิตัญชลิยเถราปทาน (๗๙)๑๐. ตีณิปทุมิยเถราปทาน (๘๐)๑. ติมิรปุปผิยเถราปทาน (๘๑)๒. คตสัญญกเถราปทาน (๘๒)๓. นิปันนัญชลิกเถราปทาน (๘๓)๔. อโธปุปผิยเถราปทาน (๘๔)๕. รังสิสัญญกเถราปทาน (๘๕)๖. รังสิสัญญิกเถราปทาน (๘๖)๗. ผลทายกเถราปทาน (๘๗)๘. สัททสัญญกเถราปทาน (๘๘)๙. โพธิสิญจกเถราปทาน (๘๙)๑๐. ปทุมปุปผิยเถราปทาน (๙๐)๑. สุธาปิณฑิยเถราปทาน (๙๑)๒. สุปีฐิยเถราปทาน (๙๒)๓. อัฑฒเจลกเถราปทาน (๙๓)๔. สูจิทายกเถราปทานที่ ๔ (๙๔)๕. คันธมาลิยเถราปทาน (๙๕)๖. ติปุปผิยเถราปทาน (๙๖)๗. มธุปิณฑิกเถราปทาน (๙๗)๘. เสนาสนทายกเถราปทาน (๙๘)๙. เวยยาวัจจกเถราปทาน (๙๙)๑๐. พุทธุปัฏฐากเถราปทาน (๑๐๐)๑. ภิกขทายกเถราปทาน (๑๐๑)๒. ญาณสัญญิกเถราปทาน (๑๐๒)๓. อุปลหัตถิยเถราปทาน (๑๐๓)๔. ปทปูชกเถราปทาน (๑๐๔)๕. มุฏฐิปุปผิยเถราปทาน (๑๐๕)๖. อุทกปูชกเถราปาน (๑๐๖)๗. นฬมาลิยเถราปทาน (๑๐๗)๘. อาสนุปัฏฐายกเถราปทาน (๑๐๘)๙. พิฬาลิทายกเถราปทาน (๑๐๙)๑๐. เรณุปูชกเถราปทาน (๑๑๐)๑. มหาปริวารเถราปทาน (๑๑๑)๒. สุมังคลเถราปทาน (๑๑๒)๓. สรณคมนิยเถราปทาน (๑๑๓)๔. เอกาสนิยเถราปทาน (๑๑๔)๕. สุวรรณปุปผิยเถราปทาน (๑๑๕)๖. จิตกปูชกเถราปทาน (๑๑๖)๗. พุทธสัญญกเถราปทาน (๑๑๗)๘. มัคคสัญญกเถราปทาน (๑๑๘)๙. ปัจจุปัฏฐานสัญญกเถราปทาน (๑๑๙)๑๐. ชาติปูชกเถราปทาน (๑๒๐)๑. เสเรยยเถราปทาน (๑๒๑)๒. ปุปผถูปิยเถราปทาน (๑๒๒)๓. ปายาสทายกเถราปทาน (๑๒๓)๔. คันโธทกิยเถราปทาน (๑๒๔)๕. สัมมุขาถวิกเถราปทาน (๑๒๕)๖. กุสุมาสนิยเถราปทาน (๑๒๖)๗. ผลทายกเถราปทาน (๑๒๗)๘. ญาณสัญญกเถราปทาน (๑๒๘)๙. คันธปุปผิยเถราปทาน (๑๒๙)๑๐. ปทุมปูชกเถราปทาน (๑๓๐)๑. โสภิตเถราปทาน (๑๓๑)๒. สุทัสสนเถราปทาน (๑๓๒)๓. จันทนปูชกเถราปทาน (๑๓๓)๔. ปุปผฉทนิยเถราปทาน (๑๓๔)๕. รโหสัญญิกเถราปทาน (๑๓๕)๖. จัมปกปุปผิยเถราปทาน (๑๓๖)๗. อัตถสันทัสสกเถราปทาน (๑๓๗)๘. เอกรังสนิยเถราปทาน (๑๓๘)๙. สาลาทายกเถราปทาน (๑๓๙)๑๐. ผลทายกเถราปทาน (๑๔๐)๑. อธิฉัตติยเถราปทาน (๑๔๑)๒. ถัมภาโรปกเถราปทาน (๑๔๒)๓. เวทิการกเถราปทาน (๑๔๓)๔. สปริวาริยเถราปทาน (๑๔๔)๕. อุมมาปุปผิยเถราปทาน (๑๔๕)๖. อนุโลมทายกเถราปทาน (๑๔๖)๗. มรรคทายกเถราปทาน (๑๔๗)๘. ผลกทายกเถราปทาน (๑๔๘)๙. วฏังสกิยเถราปทาน (๑๔๙)๑๐. ปัลลังกทายกเถราปทาน (๑๕๐)๑. พันธุชีวกเถราปทาน (๑๕๑)๒. ตัมพปุปผิยเถราปทาน (๑๕๒)๓. วีถิสัมมัชชกเถราปทาน (๑๕๓)๔. กักการุปูชกเถราปทาน (๑๕๔)๕. มันทารวปุปผปูชกเถราปทาน (๑๕๕)๖. กทัมพปุปผิยเถราปทาน (๑๕๖)๗. ติณสูลกเถราปทาน (๑๕๗)๘. นาคปุปผิยเถราปทาน (๑๕๘)๙. ปุนนาคปุปผิยเถราปทาน (๑๕๙)๑๐. กุมุททายกเถราปทาน (๑๖๐)๑. สุปาริจริยเถราปทาน (๑๖๑)๒. กณเวรปุปผิยเถราปทาน (๑๖๒)๓. ขัชชทายกเถราปทาน (๑๖๓)๔. เทสปูชกเถราปทาน (๑๖๔)๕. กณิการฉทนิยเถราปทาน (๑๖๕)๖. สัปปิทายกเถราปทาน (๑๖๖)๗. ยุธิกปุปผิยเถราปทาน (๑๖๗)๘. ทุสสทายกเถราปทาน (๑๖๘)๙. สมาทปกเถราปทาน (๑๖๙)๑๐. ปัญจังคุลิยเถราปทาน (๑๗๐)๑. กุมุทมาลิยเถราปทาน (๑๗๑)๒. นิสเสณีทายกเถราปทาน (๑๗๒)๓. รัตติยปุปผิยเถราปทาน (๑๗๓)๔. อุทปานทายกเถราปทาน (๑๗๔)๕. สีหาสนทายกเถราปทาน (๑๗๕)๖. มัคคทัตติกเถราปทาน (๑๗๖)๗. เอกทีปิยเถราปทาน (๑๗๗)๘. มณิปูชกเถราปทาน (๑๗๘)๙. ติกิจฉกเถราปทาน (๑๗๙)๑๐. สังฆุปัฏฐากเถราปทาน (๑๘๐)๑. กุฏชปุปผิยเถราปทาน (๑๘๑)๒. พันธุชีวกเถราปทาน (๑๘๒)๓. โกตุมพริยเถราปทาน (๑๘๓)๔. ปัญจหัตถิยเถราปทาน (๑๘๔)๕. อิสิมุคคทายกเถราปทาน (๑๘๕)๖. โพธิอุปัฏฐายกเถราปทาน (๑๘๖)๗. เอกจินติกเถราปทาน (๑๘๗)๘. ติกรรณิปุปผิยเถราปทาน (๑๘๘)๙. เอกจาริยเถราปทาน๑๐. ติวัณฏิปุปผิยเถราปทาน (๑๙๐)๑. ตมาลปุปผิยเถราปทาน (๑๙๑)๒. ติณสันถารทายกเถราปทาน (๑๙๒)๓. ขัณฑผุลลิยเถราปทาน (๑๙๓)๔. อโสกปูชกเถราปทาน (๑๙๔)๕. อังโกลกเถราปทาน (๑๙๕)๖. กิสลยปูชกเถราปทาน (๑๙๖)๗. ตินทุกทายกเถราปทาน (๑๙๗)๘. คิริเนลมุฏฐิปูชกเถราปทาน (๑๙๘)๙. ติกัณฑิปุปผิยเถราปทาน (๑๙๙)๑๐. ยูถิกปุปผิยเถราปทาน (๒๐๐)๑. กณิการปุปผิยเถราปทาน (๒๐๑)๒. มิเนลปุปผิยเถราปทาน (๒๐๒)๓. กิงกณิกปุปผิยเถราปทาน (๒๐๓)๔. ตรณิยเถราปทาน (๒๐๔)๕. นิคคุณฑิปุปผิยเถราปทาน (๒๐๕)๖. อุทกทายกเถราปทาน (๒๐๖)๗. สลฬมาลิยเถราปทาน (๒๐๗)๘. โกรัณฑปุปผิยเถราปทาน (๒๐๘)๙. อาธารทายถเถราปทาน (๒๐๙)๑๐. ปาปนิวาริยเถราปทาน (๒๑๐)๑. หัตถิทายกเถราปทาน (๒๑๑)๒. ปานธิทายกเถราปทาน (๒๑๒)๓. สัจจสัญญกเถราปทาน (๒๑๓)๔. เอกสัญญกเถราปทาน (๒๑๔)๕. รังสิสัญญกเถราปทาน (๒๑๕)๖. สันธิตเถราปทาน (๒๑๖)๗. ตาลวัณฏทายกเถราปทาน (๒๑๗)๘. อักกันตสัญญกเถราปทาน (๒๑๘)๙. สัปปิทายกเถราปทาน (๒๑๙)๑๐. ปาปนิวาริยเถราปทาน (๒๒๐)๑. อาลัมพนทายกเถราปทาน (๒๒๑)๒. อชินทายกเถราปทาน (๒๒๒)๓. เทวรัตนิยเถราปทาน (๒๒๓)๔. อารักขทายกเถราปทาน (๒๒๔)๕. อพยาธิกเถราปทาน (๒๒๕)๖. วกุลปุปผิยเถราปทาน (๒๒๖)๗. โสวรรณวฏังสกิยเถราปทาน (๒๒๗)๘. มิญชวฏังสกิยเถราปทาน (๒๒๘)๙. สุกตาเวฬิยเถราปทาน (๒๒๙)๑๐. เอกวันทนิยเถราปทาน (๒๓๐)๑. อุทกาสนทายกเถราปทาน (๒๓๑)๒. ภาชนทายกเถราปทาน (๒๓๒)๓. สาลปุปผิยเถราปทาน (๒๓๓)๔. กิลัญชทายกเถราปทาน (๒๓๔)๕. เวทิทายกเถราปทาน (๒๓๕)๖. วรรณการเถราปทาน (๒๓๖)๗. ปิยาลปุปผิยเถราปทาน (๒๓๗)๘. อัมพยาคทายกเถราปทาน (๒๓๘)๙. ชคติการกเถราปทาน (๒๓๙)๑๐. วาสิทายกเถราปทาน (๒๔๐)๑. ตุวรัฏฐิทายกเถราปทาน (๒๔๑)๒. นาคเกสริยเถราปทาน (๒๔๒)๓. นฬินเกสริยเถราปทาน (๒๔๓)๔. วิรวิปุปผิยเถราปทาน (๒๔๔)๕. กุฏิธูปกเถราปทาน (๒๔๕)๖. ปัตตทายกเถราปทาน (๒๔๖)๗. ธาตุปูชกเถราปทาน (๒๔๗)๘. สัตตสัตตลิปุปผปูชกเถราปทาน (๒๔๘)๙. พิมพิชาลปุปผิยเถราปทาน (๒๔๙)๑๐. อุททาลทายกเถราปทาน (๒๕๐)๑. โถมกเถราปทาน (๒๕๑)๒. เอกาสนทายกเถราปทาน (๒๕๒)๓. จิตกปูชกเถราปทาน (๒๕๓)๔. จัมปกปุปผิยเถราปาน (๒๕๔)๕. สัตตปาฏลิยเถราปทาน (๒๕๕)๖. อุปหนทายกเถราปทาน (๒๕๖)๗. มัญชริปูชกเถราปทาน (๒๕๗)๘. ปรรณทายกเถราปทาน (๒๕๘)๙. กุฏิทายกเถราปทาน (๒๕๙)๑๐. อัคคปุปผิยเถราปทาน (๒๖๐)๑. อากาสุกขิปิยเถราปทาน (๒๖๑)๒. เตลมักขิยเถราปทาน (๒๖๒)๓. อัฑฒจันทิยเถราปทาน (๒๖๓)๔. ทีปทายกเถราปทาน (๒๖๔)๕. วิฬาลิทายกเถราปทาน (๒๖๕)๖. มัจฉทายกเถราปทาน (๒๖๖)๗. ชวหังสกเถราปทาน (๒๖๗)๘. สลฬปุปผิกเถราปทาน (๒๖๘)๙. อุปาคตหาสนิยเถราปทาน (๒๖๙)๑๐. ตรณิยเถราปทาน (๒๗๐)๑. สุวรรณพิมโพหนิยเถราปทาน (๒๗๑)๒. ติลมุฏฐิยเถราปทาน (๒๗๒)๓. จังโกฏกิยเถราปทาน (๒๗๓)๔. อัพภัญชนทายกเถราปทาน (๒๗๔)๕. เอกัญชลิยเถราปทาน (๒๗๕)๖. โปตถทายกเถราปทาน (๒๗๖)๗. จิตกปูชกเถราปทาน (๒๗๗)๘. อาลุวทายกเถราปทาน (๒๗๘)๙. ปุณฑรีกเถราปทาน (๒๗๙)๑๐. ตรณิยเถราปทาน (๒๘๐)๑. ปรรณทายกเถราปทาน (๒๘๑)๒. ผลทายกเถราปทาน (๒๘๒)๓. ปัจจุคคมนิยเถราปทาน (๒๘๓)๔. เอกปุปผิยเถราปทาน (๒๘๔)๕. มฆวปุปผิยเถราปทาน (๒๘๕)๖. อุปัฏฐายิกเถราปทาน (๒๘๖)๗. อปทานิยเถราปทาน (๒๘๗)๘. สัตตาหปัพพชิตเถราปทาน (๒๘๘)๙. พุทธุปัฏฐายิกเถราปทาน (๒๘๙)๑๐. ปุพพังคมนิยเถราปทาน (๒๙๐)๑. จิตกปูชกเถราปทาน (๒๙๑)๒. ปุปผธารกเถราปทาน (๒๙๒)๓. ฉัตตทายกเถราปทาน (๒๙๓)๔. สัททสัญญกเถราปทาน (๒๙๔)๕. โคสีสนิกเขปกเถราปทาน (๒๙๕)๖. ปทปูชกเถราปทาน (๒๙๖)๗. เทสกิตติกเถราปทาน (๒๙๗)๘. สรณคมนิยเถราปทาน (๒๙๘)๙. อัมพปิณฑิยเถราปทาน (๒๙๙)๑๐. อนุสังสาวกเถราปทาน (๓๐๐)๑. ปทุมเกสริยเถราปทาน (๓๐๑)๒. สรรพคันธิยเถราปทาน (๓๐๒)๓. ปรมันนทายกเถราปทาน (๓๐๓)๔. ธรรมสัญญกเถราปทาน (๓๐๔)๕. ผลทายกเถราปทาน (๓๐๕)๖. สัมปสาทิกเถราปทาน (๓๐๖)๗. อารามทายกเถราปทาน (๓๐๗)๘. อนุเลปทายกเถราปทาน (๓๐๘)๙. พุทธสัญญิกเถราปทาน (๓๐๙)๑๐. ปัพภารทายกเถราปทาน (๓๑๐)๑. อารักขทายกเถราปทาน (๓๑๑)๒. โภชนทายกเถราปทาน (๓๑๒)๓. คตสัญญกเถราปทาน (๓๑๓)๔. สัตตปทุมิยเถราปทาน (๓๑๔)๕. ปุปผาสนทายกเถราปทาน (๓๑๕)๖. อาสนถวิกเถราปทาน (๓๑๖)๗. สัททสัญญกเถราปทาน (๓๑๗)๘. ติรังสิยเถราปทาน (๓๑๘)๙. นาลิปุปผิยเถราปทาน (๓๑๙)๑๐. กุมุทมาลิยเถราปทาน (๓๒๐)๑. อุมมาปุปผิยเถราปทาน (๓๒๑)๒. ปุฬินปูชกเถราปทาน (๓๒๒)๓. หาสชนกเถราปทาน (๓๒๓)๔. ยัญญสามิกเถราปทาน (๓๒๔)๕. นิมิตตสัญญกเถราปทาน (๓๒๕)๖. อันนสังสาวกเถราปทาน (๓๒๖)๗. นิคคุณฑิปุปผิยเถราปทาน (๓๒๗)๘. สุมนาเวฬิยเถราปทาน (๓๒๘)๙. ปุปผฉัตติยเถราปทาน (๓๒๙)๑๐. สปริวารฉัตตทายกเถราปทาน (๓๓๐)๑. คันธธูปิยเถราปทาน (๓๓๑)๒. อุทกปูชกเถราปทาน (๓๓๒)๓. ปุนนาคปุปผิยเถราปทาน (๓๓๓)๔. เอกทุสสทายกเถราปทาน (๓๓๔)๕. ผุสสิตกัมมิยเถราปทาน (๓๓๕)๖. ปภังกรเถราปทาน (๓๓๖)๗. ติณกุฏิทายกเถราปทาน (๓๓๗)๘. อุตตเรยยทายกเถราปทาน (๓๓๘)๙. ธรรมสวนิยเถราปทาน (๓๓๙)๑๐. อุกขิตตปทุมิยเถราปทาน (๓๔๐)๑. เอกปทุมิยเถราปทาน (๓๔๑)๒. ตีณุปลมาลิยเถราปทาน (๓๔๒)๓. ธชทายกเถราปทาน (๓๔๓)๔. ตีณิกิงกณิปูชกเถราปทาน (๓๔๔)๕. นฬาคาริกเถราปทาน (๓๔๕)๖. จัมปกปุปผิยเถราปทาน (๓๔๖)๗. ปทุมปูชกเถราปทาน (๓๔๗)๘. ติณมุฏฐิทายกเถราปทาน (๓๔๘)๙. ตินทุกผลทายกเถราปทาน (๓๔๙)๑๐. เอกัญชลิยเถราปทาน (๓๕๐)๑. สัททสัญญิกเถราปทาน (๓๕๑)๒. ยวกลาปิยเถราปทาน (๓๕๒)๓. กิงสุกปูชกเถราปทาน (๓๕๓)๔. สโกฏกโกรัณฑทายกเถราปทาน (๓๕๔)๕. ทัณฑทายกเถราปทาน (๓๕๕)๖. อัมพยาคุทายกเถราปทาน (๓๕๖)๗. ปุฏกปูชกเถราปทาน (๓๕๗)๘. วัจฉทายกเถราปทาน (๓๕๘)๙. สรณาคมนิยเถราปทาน (๓๕๙)๑๐. ปิณฑปาติกเถราปทาน (๓๖๐)๑. มันทารวิยเถราปทาน (๓๖๑)๒. กักการุปุปผิยเถราปทาน (๓๖๒)๓. ภิสมุฬาลทายกเถราปทาน (๓๖๓)๔. เกสรปุปผิยเถราปทาน (๓๖๔)๕. อังโกลปุปผิยเถราปทาน (๓๖๕)๖. กทัมพปุปผิยเถราปทาน (๓๖๖)๗. อุททาลกปุปผิยเถราปทาน (๓๖๗)๘. เอกจัมปกปุปผิยเถราปทาน (๓๖๘)๙. ติมิรปุปผิยเถราปทาน (๓๖๙)๑๐. สลฬปุปผิยเถราปทาน (๓๗๐)๑. โพธิวันทกเถราปทาน (๓๗๑)๒. ปาฏลิปุปผิยเถราปทาน (๓๗๒)๓. ตีณุปลมาลิยเถราปทาน (๓๗๓)๔. ปัตติปุปผิยเถราปทาน (๓๗๔)๕. สัตตปัณณิยเถราปทาน (๓๗๕)๖. คันธมุฏฐิยเถราปทาน (๓๗๖)๗. จิตกปูชกเถราปทาน (๓๗๗)๘. สุมนตาลวัณฏิยเถราปทาน (๓๗๘)๙. สุมนทามิยเถราปทาน (๓๗๙)๑๐. กาสุมาริผลทายกเถราปทาน (๓๘๐)๑. อัมพฏผลทายกเถราปทาน (๓๘๑)๒. ลพุชทายกเถราปทาน (๓๘๒)๓. อุทุมพรผลทายกเถราปทาน (๓๘๓)๔. มิลักขุผลทายกเถราปทาน (๓๘๔)๕. ผารุสผลทายกเถราปทาน (๓๘๕)๖. วัลลิผลทายกเถราปทาน (๓๘๖)๗. กทลิผลทายกเถราปทาน (๓๘๗)๘. ปนสผลทายกเถราปทาน (๓๘๘)๙. โสณโกฏิวิสเถราปทาน (๓๘๙)๑๐. พุทธาปทานชื่อปุพพกรรมปิโลติ (๓๙๐)๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน (๓๙๑)๒. เสลเถราปทาน (๓๙๒)๓. สรรพกิตติกเถราปทาน (๓๙๓)๔. มธุทายกเถราทาน (๓๙๔)๕. ปทุมกูฏาคาริกเถราปทาน (๓๙๕)๖. พักกุลเถราปทาน (๓๙๖)๗. คิริมานันทเถราปทาน (๓๙๗)๘. สลฬมัณฑปิยเถราปทาน (๓๙๘)๙. สัพพทายกเถราปทาน (๓๙๙)๑๐. อชิตเถราปทาน (๔๐๐)๑. ติสสเมตเตยยเถราปทาน (๔๐๑)๒. ปุณณกเถราปทาน (๔๐๒)๓. เมตตคูเถราปทาน (๔๐๓)๔. โธตกเถราปทาน (๔๐๔)๕. อุปสีวเถราปทาน (๔๐๕)๖. นันทกเถราปทาน (๔๐๖)๗. เหมกเถราปทาน (๔๐๗)๘. โตเทยยเถราปทาน (๔๐๘)๙. ชตุกัณณิกเถราปทาน (๔๐๙)๑๐. อุเทนเถราปทาน (๔๑๐)

Commentary

Scripture · พระสุตตันตปิฎก

๒. อุปวาณเถราปทาน (๒๒)

ข้อ ๒๔พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑1 items2 editions

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · Public domain (term expired) — operator determination

Front matter of the printed edition

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ อุปวาณเถราปทานที่ ๒ (๒๒) ว่าด้วยผลแห่งการถวายธง

พระสัมพุทธชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง ทรงรุ่งเรือง ดังกองไฟ เสด็จปรินิพพานแล้ว มหาชนมาประชุมกันบูชาพระตถาคต กระทำจิตกาธารอย่างสวยงามแล้วปลงพระสรีระ มหาชนทั้งหมดพร้อมทั้ง เทวดาและมนุษย์ ทำสรีรกิจเสร็จแล้ว รวบรวมพระธาตุไว้ ณ ที่นั้น ได้ สร้างพระพุทธสถูปไว้ชั้นที่ ๑ แห่งพระพุทธสถูปนั้นสำเร็จด้วยทอง ชั้นที่ ๒ สำเร็จด้วยแก้วมณี ชั้นที่ ๓ สำเร็จด้วยเงิน ชั้นที่ ๔ สำเร็จด้วยแก้วผลึก ชั้นที่ ๕ ในพระพุทธสถูปนั้น สำเร็จด้วยแก้วทับทิม ชั้นที่ ๖ สำเร็จด้วย แก้วลาย (เพชรตาแมว) ชั้นบนสำเร็จด้วยรัตนล้วน ทางเดินสำเร็จด้วย แก้วมณี ไพรทีสำเร็จด้วยรัตนะ พระสถูปสำเร็จด้วยทองล้วนๆ สูงสุด หนึ่งโยชน์ เวลานั้น เทวดาทั้งหลายมาร่วมประชุมปรึกษากัน ณ ที่นั้นว่า แม้พวกเราก็จักสร้างพระสถูปถวายแด่พระโลกนาถผู้คงที่ พระธาตุจะได้ไม่ เรี่ยราย พระสรีระจะรวมกันเป็นอันเดียว เราทั้งหลายจักทำกุญแจใส่ใน พระพุทธสถูปนี้ เทวดาทั้งหลายจึงยังโยชน์อื่นให้เจริญด้วยรัตนะ ๗ ประการ (เทวดาทั้งหลายจึงนิรมิตพระสถูปให้สูงเพิ่มขึ้นอีกโยชน์หนึ่ง ด้วยรัตนะ ๗ ประการ) พระสถูปจึงสูง ๒ โยชน์ สว่างไสวขจัดความมืดได้ นาค ทั้งหลายมาประชุมร่วมปรึกษากัน ณ ที่นั้นในเวลานั้นว่า มนุษย์และเทวดา ได้สร้างพระพุทธสถูปแล้ว เราทั้งหลายอย่าได้ประมาทเลย ดังมนุษย์กับ เทวดาไม่ประมาท แม้พวกเราก็จักสร้างพระสถูปถวายแด่พระโลกนาถผู้คงที่ นาคเหล่านั้น จึงร่วมกันรวบรวมแก้วอินทนิล แก้วมหานิล และแก้วมณี มีรัศมีโชติช่วงปกปิดพระพุทธสถูป พระพุทธเจดีย์ประมาณเท่านั้น สำเร็จ ด้วยแก้วมณีล้วน สูงสุด ๓ โยชน์ ส่งแสงสว่างไสวในเวลานั้น ฝูงครุฑ มาประชุมร่วมปรึกษากันในเวลานั้นว่า มนุษย์เทวดาและนาคได้สร้างพระ- พุทธสถูปแล้ว เราทั้งหลายอย่าประมาทเลย ดังมนุษย์เป็นต้นกับเทวดา ไม่ประมาท แม้พวกเราก็จักสร้างสถูปถวายแด่พระโลกนาถผู้คงที่ ฝูงครุฑ จึงได้สร้างสถูปอันสำเร็จด้วยแก้วมณีล้วน และกุญแจก็เช่นนั้น ได้สร้าง พระพุทธเจดีย์ต่อขึ้นไปให้สูงอีกโยชน์หนึ่ง พระพุทธสถูปสูงสุด ๔ โยชน์ รุ่งเรืองอยู่ ยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสว ดังพระอาทิตย์อุทัยฉะนั้น และพวก กุมภัณฑ์ก็มาประชุมร่วมปรึกษากันในเวลานั้นว่า พวกมนุษย์และพวกเทวดา ฝูงนาคและฝูงครุฑ ได้สร้างสถูปอันอุดม ถวายเฉพาะแด่พระพุทธเจ้าผู้ ประเสริฐ พวกเราอย่าได้ประมาทเลย ดังมนุษย์เป็นต้นกับเทวดาไม่ ประมาท แม้พวกเราก็จักสร้างสถูปถวาย แต่พระโลกนาถผู้คงที่ พวก เราจักปกปิดพระพุทธเจดีย์ต่อขึ้นไปด้วยรัตนะ พวกกุมภัณฑ์ได้สร้าง พระพุทธเจดีย์ต่อขึ้นไปในที่สุดอีกโยชน์หนึ่ง เวลานั้นพระสถูปสูงสุด ๕ โยชน์ สว่างไสวอยู่ พวกยักษ์มาประชุมร่วมปรึกษากัน ณ ที่นั้นใน เวลานั้นว่า เวลานั้น มนุษย์ เทวดา นาค กุมภัณฑ์ (และ) ครุฑ ได้พากันสร้างสถูปอันอุดมถวายเฉพาะแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พวก เราอย่าได้ประมาทเลย ดังมนุษย์เป็นต้น พร้อมกับเทวดาไม่ประมาท แม้พวกเราก็จักสร้างสถูปถวายแด่พระโลกนาถผู้คงที่ พวกเราจักปกปิด พระพุทธเจดีย์ต่อขึ้นไปด้วยแก้วผลึก พวกยักษ์จึงสร้างพระพุทธเจดีย์ ต่อขึ้นไป ในที่สุดอีกโยชน์หนึ่ง เวลานั้น พระสถูปจึงสูงสุด ๖ โยชน์ สว่างไสวอยู่ พวกคนธรรพ์พากันมาประชุมร่วมปรึกษากันในเวลานั้นว่า สัตว์ทั้งปวง คือ มนุษย์ เทวดา นาค ครุฑ กุมภัณฑ์และยักษ์ พากันสร้างพระสถูปแล้ว บรรดาสัตว์เหล่านี้ พวกเรายังไม่ได้สร้าง แม้พวกเราก็จักสร้างสถูปถวายต่อพระโลกนาถผู้คงที่ พวกคนธรรพ์ จึงพากันสร้างไพรที ๗ ชั้น ได้สร้างตลอดทางเดิน เวลานั้น พวก คนธรรพ์ได้สร้างสถูปสำเร็จด้วยทองคำล้วน ในกาลนั้น พระสถูปจึง สูงสุด ๗ โยชน์ สว่างไสวอยู่ กลางคืนกลางวันไม่ปรากฏ แสง สว่างมีอยู่เสมอไป พระจันทร์พระอาทิตย์พร้อมทั้งดาวครอบงำรัศมีพระ- สถูปนั้นไม่ได้ ก็แสงสว่างโพลงไปไกลร้อยโยชน์โดยรอบ (พระสถูป) ในเวลานั้น มนุษย์เหล่าใดจะบูชาพระสถูป พวกเขาไม่ต้องขึ้นพระสถูป พวกเขายกขึ้นไว้ในอากาศ ยักษ์ตนหนึ่งพวกเทวดาตั้งไว้ ชื่อว่าอภิสมมต มันยกธงหรือพวงดอกไม้ขึ้นไปในเบื้องสูง มนุษย์เหล่านั้นมองไม่เห็นยักษ์ เห็นแต่พวงดอกไม้ขึ้นไป ครั้นเห็นเช่นนี้แล้วกลับไป มนุษย์ทั้งหมด ย่อมไปสู่สุคติ มนุษย์เหล่าใดชอบใจในปาพจน์ และเหล่าใดเลื่อมใส ในพระศาสนา ต้องการจะเห็นปาฏิหาริย์ ย่อมบูชาพระสถูป เวลานั้น เราเป็นคนยากไร้อยู่ในเมืองหงสวดี เราได้เห็นหมู่ชนเบิกบาน จึงคิด อย่างนี้ในเวลานั้นว่า เรือนพระธาตุเช่นนี้ ของพระผู้มีพระภาคพระองค์ใด พระผู้มีพระภาคพระองค์นี้โอฬาร ก็หมู่ชนเหล่านี้มีใจยินดีไม่รู้จักอิ่มใน สักการะที่ทำอยู่ แม้เราก็จักทำสักการะแด่พระโลกนาถผู้คงที่บ้าง เราจักเป็น ทายาทในธรรมของพระองค์ในอนาคต เราจึงเอาเชือกผูกผ้าห่มของเราอัน ซักขาวสะอาดแล้ว คล้องไว้ที่ยอดไม้ไผ่ ยกเป็นธงขึ้นไว้ในอากาศ ยักษ์ อภิสมมตจับธงของเรานำขึ้นไปในอัมพร เราเห็นธงอันลมสะบัด ได้เกิด ความยินดีอย่างยิ่ง เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระสถูปนั้นแล้ว เข้าไปหา ภิกษุรูปหนึ่ง กราบไหว้ภิกษุนั้นแล้ว ได้สอบถามถึงผลในการถวายธง ท่านยังความเพลิดเพลินและปีติให้เกิดแก่เรา กล่าวแก่เราว่า ท่านจักได้ เสวยวิบากของธงนั้นในกาลทั้งปวง จตุรงคเสนา คือ พลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้า จักแวดล้อมท่านอยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการ ถวายธง ดนตรีละ ๖ หมื่น และกลองเภรีอันประดับสวยงามจะประโคม แวดล้อมท่านเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายธง หญิงสาวแปดหมื่น หกพัน อันประดับงดงาม มีผ้าและอาภรณ์วิจิตร สวมใส่แก้วมณี และ- กุณฑล หน้าแฉล้ม แย้มยิ้ม มีตะโพกผึ่งผาย เอวเล็ก เอวบาง จักแวดล้อม (บำเรอ) ท่านเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายธง ท่านจักรื่นรมย์อยู่ใน เทวโลกตลอด ๓ หมื่นกัลป จักได้เป็นจอมเทวดาเสวยเทวรัชสมบัติอยู่ ๘๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๐๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้า ประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ ในแสนกัลป พระศาสดาทรง พระนามว่าโคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติ ในโลก ท่านอันกุศลมูลตักเตือน เคลื่อนจากเทวโลกแล้ว ประกอบ ด้วยบุญกรรม จักเกิดเป็นบุตรพราหมณ์ ท่านจักละทรัพย์ ๘๐ โกฏิ ทาสและกรรมกร เป็นอันมากออกบวชในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาค พระนามว่าโคดม ท่านจักยังพระสัมพุทธเจ้า พระนามว่าโคดมศากยบุตร ผู้ประเสริฐให้โปรดปราณแล้ว จักได้เป็นพระสาวกของพระศาสดา มีชื่อ ว่าอุปวาณะ กรรมที่เราทำแล้วในแสนกัลป ให้ผลแก่เราในที่นี้แล้ว เราเผากิเลสของเราแล้ว ดุจกำลังลูกศรพ้นแล่งไปแล้ว เมื่อเราเป็น พระเจ้าจักรพรรดิ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ เธอทั้งหลายจักยกขึ้นโดยรอบ ๓ โยชน์ทุกเมื่อ ในแสนกัลปแต่กัลปนี้ เราได้ทำกรรมใดไว้ในเวลานั้น ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายธง คุณ วิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และแม้อภิญญา ๖ เราทำ ให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล ทราบว่า ท่านพระอุปวาณเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ ฉะนี้แล. จบ อุปวาณเถราปทาน. -----------------------------------------------------

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย