ศาสนา · ข้ออื่นในเล่มนี้เล่ม ๒๖
๗. กัณฐกวิมาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๗. สุนิกขิตตวรรค ๗. กัณฐกวิมาน ๗. กัณฐกวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่ม้ากัณฐกะ (พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า)
ในคืนวันเพ็ญ ดวงจันทร์มีรอยรูปกระต่าย เป็นใหญ่กว่าหมู่ดาว มีหมู่ดาวนักษัตรแวดล้อม โคจรไปโดยรอบฉันใด
ทิพยวิมานนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น น่าอยู่ มีรัศมีรุ่งโรจน์ในเทพบุรี เหมือนพระอาทิตย์กำลังอุทัย
มีพื้นน่ารื่นรมย์ วิจิตรด้วยแก้วไพฑูรย์ ทองคำ แก้วผลึก เงิน แก้วลาย แก้วมุกดา และทับทิม
ลาดด้วยแก้วไพฑูรย์ ปรางค์ปราสาททั้งหลายของท่าน งามน่ารื่นรมย์ ปราสาทซึ่งเนรมิตไว้ดีแล้ว
สระโบกขรณีของท่านน่ารื่นรมย์ มีหมู่มัจฉาทิพย์อาศัยอยู่เนืองแน่น น้ำใสสะอาด มีพื้นลาดด้วยทรายทองคำ
ดารดาษด้วยบัวหลวงหลากชนิด บัวขาวรายล้อมอยู่รอบ ยามลมพัด ก็โชยกลิ่นหอมระรื่นจรุงใจ
ทั้งสองข้างสระโบกขรณีของท่านนั้น มีพุ่มไม้เนรมิตไว้ดีแล้ว ซึ่งประกอบด้วยไม้ดอกและไม้ผลทั้งสองอย่าง
เทพอัปสรทั้งหลายพากันมาบำรุงท่านผู้นั่งบนบัลลังก์เท้าทองคำ ที่ปูลาดด้วยผ้าขนสัตว์อันอ่อนนุ่ม ดังบำรุงท้าวสักกเทวราช
พวกนางแต่งองค์ด้วยเครื่องประดับทั้งมวล ประดับด้วยพวงดอกไม้ต่างๆ บำเรอท่านผู้มีฤทธิ์มากให้รื่นรมย์ ท่านรื่นเริงบันเทิงใจ ดังท้าววสวัตดีเทวราช {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๔๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๗. สุนิกขิตตวรรค ๗. กัณฐกวิมาน
ท่านมีความยินดีในการฟ้อนรำ ขับร้อง และประโคมดนตรี รื่นรมย์อยู่ด้วยกลอง สังข์ ตะโพน พิณ และบัณเฑาะว์
ท่านมีรูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะหลายอย่าง ล้วนเป็นทิพย์ น่ารื่นรมย์ สมความประสงค์
ในวิมานอันประเสริฐนั้น ท่านเป็นเทพบุตรผู้มีรัศมีรุ่งเรืองมาก มีผิวพรรณรุ่งโรจน์ยิ่ง ดังพระอาทิตย์กำลังอุทัย
นี้เป็นผลของทาน หรือศีล หรือการกราบไหว้ของท่าน อาตมาถามแล้ว ท่านโปรดบอกผลกรรมนั้นแก่อาตมาเถิด
เทพบุตรนั้นดีใจที่พระมหาโมคคัลลานเถระถาม จึงตอบปัญหาผลกรรมไปตามที่พระเถระถามว่า
ข้าพเจ้าคือพญาม้ากัณฐกะ เป็นสหชาต กับพระราชโอรสของ พระเจ้าสุทโธทนะในกรุงกบิลพัสดุ์ราชธานีที่อุดมของกษัตริย์ศากยวงศ์
คราวเมื่อพระราชโอรสพระองค์นั้นเสด็จออก เพื่อพระโพธิญาณในเวลาเที่ยงคืน พระองค์ทรงใช้ฝ่าพระหัตถ์ที่อ่อนนุ่ม มีพระนขาที่แดงปลั่ง
กระตุ้นข้าพเจ้า และได้รับสั่งว่า พาไปซิ สหาย เราบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณอันสูงสุดแล้ว จักช่วยสัตว์โลกให้ข้ามโอฆสงสาร
เมื่อข้าพเจ้าฟังพระดำรัสนั้น มีความหรรษาร่าเริงมาก คราวนั้นข้าพเจ้ามีใจยินดีเบิกบานรับพระดำรัส
พอรู้ว่าพระศากยบุตรผู้ทรงยศใหญ่ประทับนั่งบนหลังข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าก็บันเทิงเบิกบานใจได้นำเสด็จพระมหาบุรุษออกไป @เชิงอรรถ : @ เกิดวันเดียวกัน (ขุ.วิ.อ. ๑๑๘๕/๓๗๒) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๔๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๗. สุนิกขิตตวรรค ๗. กัณฐกวิมาน
ถึงแคว้นของกษัตริย์เหล่าอื่น เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น พระมหาบุรุษนั้นก็ทรงละข้าพเจ้าและฉันนะอำมาตย์ไว้ มิได้ทรงอาลัย แล้วเสด็จหลีกไป
ข้าพเจ้าได้เลียพระบาททั้งสองซึ่งมีพระนขาแดงของพระองค์ และได้ร้องไห้มองดูพระมหาวีระผู้กำลังเสด็จไป
เพราะไม่ได้พบเห็นพระศากยบุตรผู้ทรงสิริพระองค์นั้น ข้าพเจ้าจึงป่วยหนักแล้วตายอย่างฉับพลัน
ด้วยอานุภาพแห่งบุญที่ประกอบด้วยความเลื่อมใสนั้นแหละ ข้าพเจ้าจึงมาอยู่ครอบครองวิมานนี้ ซึ่งประกอบด้วยกามคุณทิพย์ทุกอย่าง ในเทพบุรีนี้เอง
อนึ่ง เพราะมีความยินดีที่ได้ฟังข่าวการบรรลุพระโพธิญาณ เพราะมีกุศลเป็นมูลเหตุนั้นนั้นแหละ ข้าพเจ้าก็จักบรรลุความสิ้นอาสวะได้
ท่านผู้เจริญ ถ้าพระคุณเจ้าจะพึงไป สำนักพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอพระคุณเจ้าช่วยกราบทูลพระองค์ถึงการถวายอภิวาท ด้วยเศียรเกล้าตามคำของข้าพเจ้าด้วยเถิด
แม้ข้าพเจ้าก็จักไปเฝ้าพระชินเจ้าซึ่งหาบุคคลอื่นเปรียบมิได้ เพราะว่าการได้เห็นพระโลกนาถผู้คงที่หาได้ยาก (พระสังคีติกาจารย์ได้รจนาคาถาไว้ ๒ คาถา ดังนี้ว่า)
กัณฐกเทพบุตรนั้นเป็นผู้กตัญญูกตเวที เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ฟังพระดำรัสของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุ แล้วชำระธรรมจักษุให้บริสุทธิ์ @เชิงอรรถ : @ บรรลุโสดาปัตติมรรค (ขุ.วิ.อ. ๑๑๙๗/๓๗๔) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๔๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๗. สุนิกขิตตวรรค ๘. อเนกวัณณวิมาน
ครั้นชำระทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสให้บริสุทธิ์แล้ว ถวายอภิวาทพระยุคลบาทพระศาสดาแล้วหายไป ณ ที่นั้นนั่นเอง กัณฐกวิมานที่ ๗ จบ