๖. อวัสสุตสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๓๒๖เอกํ สมยํ ภควา สกฺเกสุ วิหรติ กปิลวตฺถุสฺมึ นิโคฺรธาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน กปิลวตฺถุวาสีนํ สกฺยานํ นวํ สณฺฐาคารํ อจิรการิตํ โหติ อนชฺฌาวุตฺถํ สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เกนจิ วา มนุสฺสภูเตน ฯ อถ โข กาปิลวตฺถวา สกฺยา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข กาปิลวตฺถวา สกฺยา ภควนฺตํ เอตทโวจุํ อิธ ภนฺเต กปิลวตฺถุวาสีนํ สกฺยานํ นวํ สณฺฐาคารํ อจิรการิตํ อนชฺฌาวุตฺถํ สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เกนจิ วา มนุสฺสภูเตน ฯ ตํ ภนฺเต ภควา ปฐมํ ปริภุญฺชตุ ภควตา ปฐมํ ปริภุตฺตํ ปจฺฉา กาปิลวตฺถวา สกฺยา ปริภุญฺชิสฺสนฺติ ตทสฺส กปิลวตฺถุวาสีนํ สกฺยานํ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขายาติ ฯ อธิวาเสสิ ภควา ตุณฺหีภาเวน ฯ อถ โข กาปิลวตฺถวา สกฺยา ภควโต อธิวาสนํ วิทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา เยน นวํ สณฺฐาคารํ เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา สพฺพสนฺถริสนฺถตํ สณฺฐาคารํ สนฺถริตฺวา อาสนานิ ปญฺญาเปตฺวา อุทกมณิกํ ปติฏฺฐาเปตฺวา เตลปฺปทีปํ อาโรเปตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจุํ สพฺพสนฺถริสนฺถตํ ภนฺเต สณฺฐาคารํ อาสนานิ ปญฺญตฺตานิ อุทกมณิโก ปติฏฺฐาปิโต เตลปฺปทีโป อาโรปิโต ยสฺสทานิ ภนฺเต ภควา กาลํ มญฺญตีติ ฯ
๓๒๗อถ โข ภควา นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สทฺธึ ภิกฺขุสงฺเฆน เยน นวํ สณฺฐาคารํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปาเท ปกฺขาเลตฺวา สณฺฐาคารํ ปวิสิตฺวา มชฺฌิมํ ถมฺภํ นิสฺสาย ปุรตฺถาภิมุโข นิสีทิ ฯ ภิกฺขุสงฺโฆปิ โข ปาเท ปกฺขาเลตฺวา สณฺฐาคารํ ปวิสิตฺวา ปจฺฉิมํ ภิตฺตึ นิสฺสาย ปุรตฺถาภิมุโข นิสีทิ ภควนฺตํเยว ปุรกฺขตฺวา ฯ กาปิลวตฺถวาปิ สกฺยา ปาเท ปกฺขาเลตฺวา สณฺฐาคารํ ปวิสิตฺวา ปุรตฺถิมํ ภิตฺตึ นิสฺสาย ปจฺฉามุขา นิสีทึสุ ภควนฺตํเยว ปุรกฺขตฺวา ฯ อถ โข ภควา กาปิลวตฺถเว สเกฺย พหุเทว รตฺตึ ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺเสตฺวา สมาทเปตฺวา สมุตฺเตเชตฺวา สมฺปหํเสตฺวา อุยฺโยเชสิ อภิกฺกนฺตา โข โคตม รตฺติ ยสฺสทานิ กาลํ มญฺญถาติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ กาปิลวตฺถวา สกฺยา ภควโต ปฏิสฺสุตฺวา อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกมึสุ ฯ
๓๒๘อถ โข ภควา อจิรปกฺกนฺเตสุ กาปิลวตฺถเวสุ สเกฺยสุ อายสฺมนฺตํ มหาโมคฺคลฺลานํ อามนฺเตสิ วิคตถีนมิทฺโธ โข โมคฺคลฺลาน ภิกฺขุสงฺโฆ ปฏิภาตุ ตํ โมคฺคลฺลาน ภิกฺขูนํ ธมฺมี กถา ปิฏฺฐิ เม อาคิลายติ ตมหํ อายมิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน ภควโต ปจฺจสฺโสสิ ฯ อถ โข ภควา จตุคฺคุณํ สงฺฆาฏึ ปญฺญเปตฺวา ทกฺขิเณน ปสฺเสน สีหเสยฺยํ กปฺเปสิ ปาเทน ปาทํ อจฺจาธาย สโต สมฺปชาโน อุฏฺฐานสญฺญํ มนสิกริตฺวา ฯ ตตฺร โข อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน ภิกฺขู อามนฺเตสิ อาวุโส ภิกฺขเวติ ฯ อาวุโสติ โข เต ภิกฺขู อายสฺมโต มหาโมคฺคลฺลานสฺส ปจฺจสฺโสสุํ ฯ อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน เอตทโวจ อวสฺสุตปริยายญฺจ โว อาวุโส เทเสสฺสามิ อนวสฺสุตปริยายญฺจ ตํ สุณาถ สาธุกํ มนสิ กโรถ ภาสิสฺสามีติ ฯ {๓๒๘.๑} เอวมาวุโสติ โข เต ภิกฺขู อายสฺมโต มหาโมคฺคลฺลานสฺส ปจฺจสฺโสสุํ อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน เอตทโวจ กถํ อาวุโส อวสฺสุโต โหติ ฯ อิธาวุโส ภิกฺขุ จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา ปิยรูเป รูเป อธิมุจฺจติ อปฺปิยรูเป รูเป พฺยาปชฺชติ อนุปฏฺฐิตกายสติ จ วิหรติ ปริตฺตเจตโส ตญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ยตฺถสฺส เต อุปฺปนฺนา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ ฯเปฯ ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ฯ มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย ปิยรูเป ธมฺเม อธิมุจฺจติ อปฺปิยรูเป ธมฺเม พฺยาปชฺชติ อนุปฏฺฐิตกายสติ จ วิหรติ ปริตฺตเจตโส ตญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ยตฺถสฺส เต อุปฺปนฺนา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ ฯ อยํ วุจฺจตาวุโส ภิกฺขุ อวสฺสุโต จกฺขุวิญฺเญยฺเยสุ รูเปสุ ฯเปฯ อวสฺสุโต ชิวฺหาวิญฺเญยฺเยสุ รเสสุ ฯเปฯ อวสฺสุโต มโนวิญฺเญยฺเยสุ ธมฺเมสุ ฯ
๓๒๙เอวํวิหารึ จาวุโส ภิกฺขุํ จกฺขุโต เจปิ นํ มาโร อุปสงฺกมติ ลเภเถว มาโร โอตารํ ลเภถ มาโร อารมฺมณํ ฯเปฯ ชิวฺหาโต เจปิ นํ มาโร อุปสงฺกมติ ฯเปฯ มนโต เจปิ นํ มาโร อุปสงฺกมติ ลเภเถว มาโร โอตารํ ลเภถ มาโร อารมฺมณํ ฯ เสยฺยถาปิ อาวุโส นฬาคารํ วา ติณาคารํ วา สุกฺขกาฬาสํ เตโรวสฺสิกํ ปุรตฺถิมาย เจปิ นํ ทิสาย ปุริโส อาทิตฺตาย ติณุกฺกาย อุปสงฺกเมยฺย ลเภเถว อคฺคิ โอตารํ ลเภถ อคฺคิ อารมฺมณํ ฯ ปจฺฉิมาย เจปิ นํ ทิสาย ปุริโส อาทิตฺตาย ติณุกฺกาย อุปสงฺกเมยฺย ฯเปฯ อุตฺตราย เจปิ นํ ทิสาย ฯ ทกฺขิณาย เจปิ นํ ทิสาย ฯ เหฏฺฐิมโต เจปิ นํ ฯ อุปริมโต เจปิ นํ ฯ ยโต กุโต เจปิ นํ ปุริโส อาทิตฺตาย ติณุกฺกาย อุปสงฺกเมยฺย ลเภเถว อคฺคิ โอตารํ ลเภถ อคฺคิ อารมฺมณํ ฯ เอวเมว โข อาวุโส เอวํวิหารึ ภิกฺขุํ จกฺขุโต เจปิ นํ มาโร อุปสงฺกมติ ลเภเถว มาโร โอตารํ ลเภถ มาโร อารมฺมณํ ฯเปฯ ชิวฺหาโต เจปิ นํ มาโร อุปสงฺกมติ ฯเปฯ มนโต เจปิ นํ มาโร อุปสงฺกมติ ลเภเถว มาโร โอตารํ ลเภถ มาโร อารมฺมณํ ฯ
๓๓๐เอวํวิหาริญฺจาวุโส ภิกฺขุํ รูปา อธิภํสุ น ภิกฺขุ รูเป อธิโภสิ สทฺทา ภิกฺขุํ อธิภํสุ น ภิกฺขุ สทฺเท อธิโภสิ คนฺธา ภิกฺขุํ อธิภํสุ น ภิกฺขุ คนฺเธ อธิโภสิ รสา ภิกฺขุํ อธิภํสุ น ภิกฺขุ รเส อธิโภสิ โผฏฺฐพฺพา ภิกฺขุํ อธิภํสุ น ภิกฺขุ โผฏฺฐพฺเพ อธิโภสิ ธมฺมา ภิกฺขุํ อธิภํสุ น ภิกฺขุ ธมฺเม อธิโภสิ ฯ อยํ วุจฺจตาวุโส ภิกฺขุ รูปาธิภูโต สทฺทาธิภูโต คนฺธาธิกูโต รสาธิภูโต โผฏฺฐพฺพาธิภูโต ธมฺมาธิภูโต อนธิภูโต อธิภํสุ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สงฺกิเลสิกา โปโนพฺภวิกา สทรา ทุกฺขวิปากา อายตึ ชาติชรามรณิยา ฯ เอวํ โข อาวุโส อวสฺสุโต โหติ ฯ
๓๓๑กถญฺจาวุโส อนวสฺสุโต โหติ ฯ อิธาวุโส ภิกฺขุ จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา ปิยรูเป รูเป นาธิมุจฺจติ อปฺปิยรูเป รูเป น พฺยาปชฺชติ อุปฏฺฐิตกายสติ จ วิหรติ อปฺปมาณเจตโส ตญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ยถาภูตํ ปชานาติ ยตฺถสฺส เต อุปฺปนฺนา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ ฯเปฯ ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ฯเปฯ มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย ปิยรูเป ธมฺเม นาธิมุจฺจติ อปฺปิยรูเป ธมฺเม น พฺยาปชฺชติ อุปฏฺฐิตกายสติ จ วิหรติ อปฺปมาณเจตโส ตญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญวิมุตฺตึ ยถาภูตํ ปชานาติ ยตฺถสฺส เต อุปฺปนฺนา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ ฯ อยํ วุจฺจตาวุโส ภิกฺขุ อนวสฺสุโต จกฺขุวิญฺเญยฺเยสุ รูเปสุ ฯเปฯ อยํ วุจฺจตาวุโส ภิกฺขุ อนวสฺสุโต ชิวฺหาวิญฺเญยฺเยสุ รเสสุ ฯเปฯ อนวสฺสุโต มโนวิญฺเญยฺเยสุ ธมฺเมสุ ฯ เอวํวิหารึ จาวุโส ภิกฺขุํ จกฺขุโต เจปิ นํ มาโร อุปสงฺกมติ เนว ลเภถ มาโร โอตารํ น ลเภถ มาโร อารมฺมณํ ฯเปฯ ชิวฺหาโต เจปิ นํ มาโร อุปสงฺกมติ ฯเปฯ มนโต เจปิ นํ มาโร อุปสงฺกมติ เนว ลเภถ มาโร โอตารํ น ลเภถ มาโร อารมฺมณํ ฯ {๓๓๑.๑} เสยฺยถาปิ อาวุโส กูฏาคารสาลํ วา พหลมตฺติกามทฺทาวิเลปนา ปุรตฺถิมาย เจปิ ทิสาย ปุริโส อาทิตฺตาย ติณุกฺกาย อุปสงฺกเมยฺย เนว ลเภถ อคฺคิ โอตารํ น ลเภถ อคฺคิ อารมฺมณํ ฯเปฯ ปจฺฉิมาย เจปิ นํ ฯ อุตฺตราย เจปิ นํ ฯ ทกฺขิณาย เจปิ นํ ฯ เหฏฺฐิมโต เจปิ นํ ฯ อุปริมโต เจปิ นํ ยโต กุโตจิ เจ ปุริโส อาทิตฺตาย ติณุกฺกาย อุปสงฺกเมยฺย เนว ลเภถ อคฺคิ โอตารํ น ลเภถ อคฺคิ อารมฺมณํ ฯ เอวเมว โข อาวุโส เอวํวิหารึ ภิกฺขุํ จกฺขุโต เจปิ นํ มาโร อุปสงฺกมติ เนว ลเภเถว มาโร โอตารํ น ลเภถ มาโร อารมฺมณํ ฯเปฯ ชิวฺหาโต เจปิ นํ มาโร อุปสงฺกมติ น ลเภเถว มาโร โอตารํ น ลเภถ มาโร อารมฺมณํ ฯ เอวํวิหารี จาวุโส ภิกฺขุ รูเป อธิโภสิ น รูปา ภิกฺขุํ อธิภํสุ สทฺเท ภิกฺขุ อธิโภสิ น สทฺทา ภิกฺขุํ อธิภํสุ คนฺเธ ภิกฺขุ อธิโภสิ น คนฺธา ภิกฺขุํ อธิภํสุ รเส ภิกฺขุ อธิโภสิ น รสา ภิกฺขุํ อธิภํสุ โผฏฺฐพฺเพ ภิกฺขุ อธิโภสิ น โผฏฺฐพฺพา ภิกฺขุํ อธิภํสุ ธมฺเม ภิกฺขุ อธิโภสิ น ธมฺมา ภิกฺขุํ อธิภํสุ ฯ {๓๓๑.๒} อยํ วุจฺจตาวุโส ภิกฺขุ รูปาธิภู สทฺทาธิภู คนฺธาธิภู รสาธิภู โผฏฺฐพฺพาธิภู ธมฺมาธิภู อธิโภสิ เต ปาปเก อกุสเล ธมฺเม สงฺกิเลสิเก โปโนพฺภวิเก สทเร ทุกฺขวิปาเก อายตึ ชาติชรามรณิเย ฯ เอวํ โข อาวุโส อนวสฺสุโต โหตีติ ฯ อถ โข ภควา วุฏฺฐหิตฺวา อายสฺมนฺตํ มหาโมคฺคลฺลานํ อามนฺเตสิ สาธุ สาธุ โข โมคฺคลฺลาน สาธุ โข ตฺวํ โมคฺคลฺลาน ภิกฺขูนํ อวสฺสุตปริยายญฺจ อนวสฺสุตปริยายญฺจ อภาสีติ ฯ อิทมโวจ อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน ฯ สมนุญฺโญ สตฺถา อโหสิ ฯ อตฺตมนา เต ภิกฺขู อายสฺมโต มหาโมคฺคลฺลานสฺส ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ ฉฏฺฐํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. อวัสสุตปริยายสูตร ว่าด้วยอวัสสุตบรรยาย
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่นิโครธาราม เขตกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ สมัยนั้น เจ้าศากยะทั้งหลายผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์รับสั่งให้สร้าง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๒๔๕}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๔. จตุตถปัณณาสก์ ๔. อาสีวิสวรรค ๖. อวัสสุตปริยายสูตร ท้องพระโรงขึ้นใหม่เสร็จได้ไม่นาน ยังไม่มีสมณะ พราหมณ์ หรือมนุษย์คนใดคน หนึ่งเข้าไปอยู่อาศัย ครั้งนั้น เจ้าศากยะทั้งหลายผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส ข้าพระองค์ทั้งหลาย คือ เจ้า ศากยะทั้งหลายผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์รับสั่งให้สร้างท้องพระโรงขึ้นใหม่ เสร็จได้ ไม่นาน ยังไม่มีสมณะ พราหมณ์ หรือมนุษย์คนใดคนหนึ่งเข้าไปอยู่อาศัย ขอ พระผู้มีพระภาคโปรดใช้สอยท้องพระโรงนั้นก่อนเถิด พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ทรงใช้สอยท้องพระโรงก่อนแล้ว เจ้าศากยราชทั้งหลายผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์จักใช้สอยในภายหลัง การใช้สอยของพระองค์นั้นพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อความสุขแก่เจ้าศากยะทั้งหลายผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์สิ้นกาลนาน” พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์โดยดุษณีภาพ ลำดับนั้น เจ้าศากยะทั้งหลายผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ทรงทราบว่าพระผู้มีพระภาค ทรงรับนิมนต์แล้ว จึงเสด็จลุกขึ้นจากที่ประทับ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้วเสด็จเข้าไปยังท้องพระโรงใหม่ รับสั่งให้ปูลาดท้องพระโรง ซึ่งเจ้าพนักงานได้ปูลาดด้วยเครื่องลาดทั้งปวงแล้ว ให้ปูลาดอาสนะทั้งหลาย ให้ตั้งโอ่งน้ำไว้ ให้จุดประทีปน้ำมันขึ้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท้องพระโรงได้ปูลาดด้วยเครื่องลาดทั้งปวงแล้ว อาสนะปูลาดแล้ว ตั้งโอ่งน้ำประจำไว้ และจุดประทีปน้ำมันไว้แล้ว ขอพระองค์ทรง ทราบกาลอันสมควรในบัดนี้เถิด พระพุทธเจ้าข้า” ต่อมา พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรและจีวร เสด็จ เข้าไปยังท้องพระโรงใหม่พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ทรงล้างพระบาทแล้วเสด็จเข้าไปประทับนั่งพิงเสากลาง ทรงผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ฝ่ายพระสงฆ์ล้าง เท้าแล้วก็เข้าไปยังท้องพระโรงแล้วนั่งพิงฝาด้านทิศตะวันตก หันหน้าไปทางทิศ ตะวันออก ให้พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ด้านหน้า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๒๔๖}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๔. จตุตถปัณณาสก์ ๔. อาสีวิสวรรค ๖. อวัสสุตปริยายสูตร แม้เจ้าศากยะทั้งหลายผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ทรงล้างพระบาทแล้วก็เสด็จเข้าไปยังท้องพระโรง ประทับนั่งพิงฝาด้านทิศตะวันออก ทรงผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตกให้พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ด้านหน้าเช่นกัน ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้เจ้าศากยะทั้งหลายผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ เห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริง ด้วยธรรมีกถาตลอดราตรีส่วนมาก แล้วทรงส่งไปด้วยพระดำรัสว่า “ท่านผู้โคตมโคตรทั้งหลาย ราตรี ล่วงไปแล้ว ท่านทั้งหลายจงรู้กาลอันสมควรในบัดนี้เถิด” เจ้าศากยะทั้งหลายผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ทูลรับพระดำรัสแล้วเสด็จลุกขึ้นจากที่ ประทับ ถวายอภิวาท กระทำประทักษิณแล้วเสด็จจากไป ขณะนั้น เมื่อเจ้าศากยะทั้งหลายผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์เสด็จจากไปไม่นาน พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกท่านพระมหาโมคคัลลานะมาตรัสว่า “โมคคัลลานะ ภิกษุสงฆ์ปราศจากถีนมิทธะแล้ว ธรรมีกถาของเธอจงปรากฏแก่ภิกษุทั้งหลาย เราเมื่อยหลังจักเหยียดหลัง” ท่านพระมหาโมคคัลลานะทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงปูผ้าสังฆาฏิ ๔ ชั้น ทรงสำเร็จสีหไสยา (การ นอนดุจราชสีห์) โดยพระปรัศว์เบื้องขวา ซ้อนพระบาทเหลื่อมพระบาท ทรงมีสติสัมปชัญญะ ทรงทำไว้ในพระทัยว่าจะเสด็จลุกขึ้น ณ ที่นั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะเรียกภิกษุทั้งหลายมากล่าวดังนี้ว่า “ผู้มีอายุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นรับคำของ ท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวดังนี้ว่า “ผู้มีอายุทั้งหลาย ผมจักแสดงอวัสสุตบรรยาย และอนวัสสุตบรรยาย แก่ท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี ผมจักกล่าว” ภิกษุเหล่านั้นรับคำของท่านพระ มหาโมคคัลลานะแล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวว่า @เชิงอรรถ : @ ราตรี ในที่นี้หมายถึงยาม ๒ (ตั้งแต่ ๔ ทุ่ม ถึง ตี ๒) (สํ.สฬา.อ. ๓/๒๔๓/๑๑๑)@ อวัสสุตบรรยาย หมายถึงเหตุแห่งความเป็นผู้ชุ่มด้วยกิเลส (สํ.สฬา.อ. ๓/๒๔๓/๑๑๓, สํ.ฏีกา ๒/๒๔๓/๔๐๓)@ อนวัสสุตบรรยาย หมายถึงเหตุแห่งความเป็นผู้ไม่ชุ่มด้วยกิเลส (สํ.สฬา.อ. ๓/๒๔๓/๑๑๓,@สํ.ฏีกา ๒/๒๔๓/๔๐๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๒๔๗}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๔. จตุตถปัณณาสก์ ๔. อาสีวิสวรรค ๖. อวัสสุตปริยายสูตร “ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ชุ่มด้วยกิเลส เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปทางตาแล้วย่อมยินดีในรูปที่น่ารัก ย่อมยินร้าย ในรูปที่ไม่น่ารัก เป็นผู้ไม่ตั้งมั่นกายคตาสติ มีปริตตจิตอยู่ และไม่รู้ชัดเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติตามความเป็นจริง อันเป็นที่ดับไปโดยไม่เหลือแห่งธรรมที่เป็น บาปอกุศลเหล่านั้นที่เกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ฯลฯ ลิ้มรสทางลิ้น ฯลฯ รู้แจ้งธรรมารมณ์ทางใจแล้ว ย่อมยินดีในธรรมารมณ์ที่น่ารัก ย่อมยินร้ายใน ธรรมารมณ์ที่ไม่น่ารัก เป็นผู้ไม่ตั้งมั่นกายคตาสติ มีปริตตจิตอยู่ และไม่รู้ชัดเจโต-วิมุตติ และปัญญาวิมุตติตามความเป็นจริง อันเป็นที่ดับไปโดยไม่เหลือแห่งธรรมที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นที่เกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุนี้เรียกว่า เป็นผู้ชุ่มด้วยกิเลสในรูปที่พึงรู้แจ้งทางตา ฯลฯ เป็นผู้ชุ่มด้วยกิเลสในรสที่พึงรู้แจ้งทางลิ้น ฯลฯ เป็นผู้ชุ่มด้วยกิเลสในธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจ ผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าแม้มารเข้าไปหาภิกษุนั้นผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ทางตา มารก็ พึงได้ช่องได้อารมณ์ ฯลฯ ถ้าแม้มารเข้าไปหาภิกษุนั้นผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ทางลิ้น ฯลฯ ถ้าแม้มารเข้าไปหาภิกษุนั้นผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ทางใจ มารก็พึงได้ช่องได้อารมณ์ เรือนที่สร้างด้วยไม้อ้อหรือเรือนที่สร้างด้วยหญ้าแห้งกรอบมีอายุ ๓-๔ ปี ถ้า แม้คนเอาคบเพลิงที่ติดไฟเข้าไปจุดเรือนนั้นทางทิศตะวันออก ไฟก็พึงได้ช่องได้เชื้อถ้าแม้คนเอาคบเพลิงที่ติดไฟเข้าไปจุดเรือนนั้นทางทิศตะวันตก ฯลฯ ทางทิศเหนือฯลฯ ทางทิศใต้ ฯลฯ ทางทิศเบื้องต่ำ ฯลฯ ทางทิศเบื้องบน ฯลฯ ถ้าแม้คน เอาคบเพลิงที่ติดไฟเข้าไปจุดเรือนนั้นทางทิศไหนๆ ก็ตาม ไฟก็พึงได้ช่องได้เชื้อแม้ฉันใด @เชิงอรรถ : @ อารมณ์ ในที่นี้หมายถึงปัจจัย (สํ.สฬา.อ. ๓/๒๔๓/๑๑๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๒๔๘}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๔. จตุตถปัณณาสก์ ๔. อาสีวิสวรรค ๖. อวัสสุตปริยายสูตร ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถ้าแม้มารเข้าไปหาภิกษุนั้นผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ทางตา มารก็พึงได้ช่องได้อารมณ์ ฯลฯ ถ้าแม้มารเข้าไปหาภิกษุนั้นผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ทางลิ้น ฯลฯ ถ้าแม้มารเข้าไปหาภิกษุนั้นผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ทางใจ มารก็พึงได้ช่องได้อารมณ์ รูปครอบงำภิกษุนั้นผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ได้ ภิกษุหาครอบงำรูปได้ไม่ เสียง ครอบงำภิกษุได้ ภิกษุหาครอบงำเสียงได้ไม่ กลิ่นครอบงำภิกษุได้ ภิกษุหา ครอบงำกลิ่นได้ไม่ รสครอบงำภิกษุได้ ภิกษุหาครอบงำรสได้ไม่ โผฏฐัพพะ ครอบงำภิกษุได้ ภิกษุหาครอบงำโผฏฐัพพะได้ไม่ ธรรมารมณ์ครอบงำภิกษุได้ ภิกษุหาครอบงำธรรมารมณ์ได้ไม่ ภิกษุนี้เรียกว่าเป็นผู้ถูกครอบงำ คือ ถูกรูปครอบงำ ถูกเสียงครอบงำ ถูก กลิ่นครอบงำ ถูกรสครอบงำ ถูกโผฏฐัพพะครอบงำ และถูกธรรมารมณ์ครอบงำ แต่ครอบงำรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ไม่ได้ ธรรมที่เป็น บาปอกุศลอันเป็นเหตุให้เศร้าหมอง ทำให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชรา และมรณะต่อไป ครอบงำเธอแล้ว ภิกษุเป็นผู้ชุ่มด้วยกิเลส เป็นอย่างนี้แล ภิกษุเป็นผู้ไม่ชุ่มด้วยกิเลส เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปทางตาแล้ว ไม่ยินดีในรูปที่น่ารัก ไม่ยินร้าย ในรูปที่ไม่น่ารัก เป็นผู้ตั้งมั่นกายคตาสติ มีอัปปมาณจิตอยู่ และรู้ชัดเจโตวิมุตติ และปัญญาวิมุตติตามความเป็นจริง อันเป็นที่ดับไปโดยไม่เหลือแห่งธรรมที่เป็น บาปอกุศลเหล่านั้นที่เกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ฯลฯ ลิ้มรสทางลิ้น ฯลฯ รู้แจ้งธรรมารมณ์ทางใจแล้ว ไม่ยินดีในธรรมารมณ์ที่น่ารัก ไม่ยินร้ายใน ธรรมารมณ์ที่ไม่น่ารัก เป็นผู้ตั้งมั่นกายคตาสติ มีอัปปมาณจิตอยู่ และรู้ชัดเจโต- วิมุตติและปัญญาวิมุตติตามความเป็นจริง อันเป็นที่ดับไปโดยไม่เหลือแห่งธรรมที่ เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นที่เกิดขึ้นแล้วแก่เธอ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๒๔๙}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๔. จตุตถปัณณาสก์ ๔. อาสีวิสวรรค ๗. ทุกขธัมมสูตร ภิกษุนี้เรียกว่า เป็นผู้ไม่ชุ่มด้วยกิเลสในรูปที่พึงรู้แจ้งทางตา ฯลฯ ภิกษุนี้เรียกว่า เป็นผู้ไม่ชุ่มด้วยกิเลสในรสที่พึงรู้แจ้งทางลิ้น ฯลฯ เป็นผู้ไม่ชุ่มด้วยกิเลสในธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจ ถ้าแม้มารเข้าไปหาภิกษุนั้นผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ทางตา มารก็ไม่พึงได้ช่อง ไม่พึงได้อารมณ์ ฯลฯ ถ้าแม้มารเข้าไปหาภิกษุนั้น ... ทางลิ้น ฯลฯ ถ้าแม้มารเข้าไปหาภิกษุนั้น ... ทางใจ มารก็ไม่พึงได้ช่อง ไม่พึงได้อารมณ์ เรือนยอดหรือศาลาที่พอกดินเหนียวหนามีเครื่องฉาบทาเปียก ถ้าแม้คนเอา คบเพลิงที่ติดไฟเข้าไปจุดเรือนนั้นทางทิศตะวันออก ไฟก็ไม่พึงได้ช่อง ไม่พึงได้เชื้อฯลฯ ถ้าแม้คนเอาคบเพลิงที่ติดไฟเข้าไปจุดเรือนนั้นทางทิศตะวันตก ฯลฯ ทางทิศใต้ฯลฯ ทางทิศเบื้องต่ำ ฯลฯ ทางทิศเบื้องบน ฯลฯ ถ้าแม้คนเอาคบเพลิงที่ติดไฟ เข้าไปจุดเรือนนั้นทางทิศไหนๆ ก็ตาม ไฟก็ไม่พึงได้ช่อง ไม่พึงได้เชื้อ แม้ฉันใด ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถ้าแม้มารเข้าไปหาภิกษุผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ทางตา มารก็ไม่พึงได้ช่อง ไม่พึงได้อารมณ์ ฯลฯ ถ้าแม้มารเข้าไปหาภิกษุนั้น ... ทางใจมารก็ไม่พึงได้ช่อง ไม่พึงได้อารมณ์ ภิกษุผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ครอบงำรูปได้ รูป ครอบงำภิกษุไม่ได้ ภิกษุครอบงำเสียงได้ เสียงครอบงำภิกษุไม่ได้ ภิกษุครอบงำ กลิ่นได้ กลิ่นครอบงำภิกษุไม่ได้ ภิกษุครอบงำรสได้ รสครอบงำภิกษุไม่ได้ ภิกษุ ครอบงำโผฏฐัพพะได้ โผฏฐัพพะครอบงำภิกษุไม่ได้ ภิกษุครอบงำธรรมารมณ์ได้ ธรรมารมณ์ครอบงำภิกษุไม่ได้ ภิกษุนี้เรียกว่า เป็นผู้ครอบงำ คือ ครอบงำรูปได้ ครอบงำเสียงได้ ครอบงำ กลิ่นได้ ครอบงำรสได้ ครอบงำโผฏฐัพพะได้ และครอบงำธรรมารมณ์ได้ แต่ไม่ ถูกรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ครอบงำ เธอครอบงำธรรมที่ เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นอันเป็นเหตุให้เศร้าหมอง ทำให้เกิดในภพใหม่ มีความ กระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชรา และมรณะต่อไปได้แล้ว ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ไม่ชุ่มด้วยกิเลสเป็นอย่างนี้แล”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๒๕๐}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๔. จตุตถปัณณาสก์ ๔. อาสีวิสวรรค ๗. ทุกขธัมมสูตร ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้เสด็จลุกขึ้น รับสั่งเรียกท่านพระมหาโมคคัลลานะ มาตรัสชมว่า “ดีละ ดีละ โมคคัลลานะ ดีนักที่เธอได้กล่าวอวัสสุตบรรยายและ อนวัสสุตบรรยายแก่ภิกษุทั้งหลาย” ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว พระศาสดาทรง พอพระทัย ภิกษุเหล่านั้นก็มีใจยินดี ต่างชื่นชมภาษิตของท่านพระมหาโมคคัลลานะดังนี้แล อวัสสุตปริยายสูตรที่ ๖ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอวัสสุตปริยายสูตรที่ ๖
ในอวัสสุตปริยายสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า นวํ สณฺฐาคารํ ความว่า สัณฐาคารที่เขาสร้างขึ้นไม่นานเสร็จใหม่ๆ. อธิบายว่า ศาลาใหญ่หลังหนึ่ง.
ในเวลาจัดกระบวนเสด็จเป็นต้น เจ้าทั้งหลายประทับยืนอยู่ในที่นั้น กระทำทุกอย่าง จัดแถวกระบวนอย่างนี้ว่า พวกเจ้าเท่านี้ไปข้างหน้า ไปข้างหลัง เท่านี้ไปทั้งสองข้าง เท่านี้ขึ้นช้าง เท่านี้ขึ้นม้า เท่านี้ยืนอยู่ในรถ. เพราะฉะนั้น ที่นั้น ท่านจึงเรียกว่าสัณฐาคาร.
ก็เจ้าเหล่านั้นมาจากกระบวนเสด็จย่อมพักอาศัยในที่นั้น สิ้น ๒-๓ วัน ตลอดเวลาที่ชนทั้งหลายพากันกระทำการโบก (คือฉาบทา) โคมัยสดเป็นต้นในเรือนทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสัณฐาคารดังนี้ก็มี. อาคารพร้อมทั้งเป็นที่ว่าราชการของพวกเจ้าเหล่านั้น แม้เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่า สัณฐาคาร. แต่เจ้าเหล่านั้นเป็นคณะเจ้า เพราะฉะนั้น กิจที่เกิดขึ้นย่อมเด็ดขาด ด้วยอำนาจเจ้าบางพระองค์ ได้แม้ฉันทะ (จากที่ประชุม) ของเจ้าทุกพระองค์ก็ควร. เพราะฉะนั้น เจ้าทุกพระองค์จึงประชุมกันว่าราชการในที่นั้น. ด้วยเหตุนั้น จึงกล่าวว่า สห อตฺถานุสาสนํ อคารนฺติปิ สณฺฐาคารํ ดังนี้.
ก็เพราะเหตุที่เจ้าเหล่านั้นประชุมกันในที่นั้น แล้วปรึกษากิจในการอยู่ครองเรือน โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า ควรจะไถในเวลานี้ ควรจะหว่านในเวลานี้ เพราะฉะนั้น เจ้าเหล่านั้นย่อมปิดกั้นการครองเรือนอันมีข้อบกพร่องในที่นั้น เพราะเหตุแม้นั้น ที่นั้นจึงชื่อว่า สัณฐาคาร.
บทว่า อจิรการิตํ โหติ ความว่า ให้สำเร็จโดยไม่นานเหมือนเทพพิมานที่จัดตระเตรียมไว้ด้วยดี ด้วยอำนาจงานมีการก่ออิฐ งานฉาบทาปูนขาวและงานวิจิตรกรรมเป็นต้น.
ในบทว่า สมเณน วา นี้ เพราะเหตุที่ในเวลากำหนดเอาพื้นที่สร้างเรือนนั่นแล เทวดาทั้งหลายถือเอาเป็นสถานที่อยู่ของตน ฉะนั้น ท่านจึงไม่กล่าวว่า เทเวน วา แล้วกล่าวว่า สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เกนจิ วา มนุสฺสภูเตน ดังนี้.
บทว่า เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ ความว่า เจ้าศากยทั้งหลายสดับว่าสัณฐาคารสำเร็จแล้ว ดำริว่า จะไปดูสัณฐาคารนั้น จึงไปตรวจดูทั้งหมดตั้งแต่ซุ้มประตู คิดว่า สัณฐาคารนี้น่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง มีสิริมิ่งขวัญ ใครใช้สอยก่อน พึงมีประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุขแก่พวกเราตลอดกาลนาน จึงตกลงกันว่า แม้เมื่อเราถวายครั้งแรกแก่ญาติผู้ประเสริฐของพวกเรา ก็ควรแก่พระศาสดา แม้เมื่อถวายด้วยอำนาจเป็นทักขิเณยยบุคคล ก็สมแก่พระศาสดาเหมือนกัน
เพราะฉะนั้น เราจักให้พระศาสดาทรงใช้สอยก่อน จักนิมนต์ภิกษุสงฆ์มา เมื่อภิกษุสงฆ์มาแล้ว พระพุทธพจน์คือปิฎก ๓ ก็จักเป็นอันมาด้วย จักให้พระศาสดาแสดงธรรมกถาแก่พวกเรา ตลอดยาม ๓ แห่งราตรี ดังนั้น สัณฐาคารนี้ พระรัตนตรัยก็ใช้สอยแล้ว พวกเราจักใช้สอยในภายหลัง อย่างนี้ก็จักเป็นประโยชน์เกื้อกูล และความสุขแก่พวกเราตลอดกาลนาน ดังนี้ แล้วจึงเข้าไปเฝ้า.
บทว่า เยน นวํ สณฺฐาคารํ เตนุปสงฺกมึสุ ความว่า ได้ยินว่า วันนั้น สัณฐาคารเป็นอันจัดด้วยดี ทะนุถนอมด้วยดีเหมือนเทพพิมาน เพื่อเป็นที่ทอดทัศนาสำหรับของราชตระกูลก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็ชื่อว่าไม่ตกแต่งให้สมควรแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
จริงอยู่ ธรรมดาว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้มีอัธยาศัยชอบป่า มีป่าเป็นที่รื่นรมย์ พึงอยู่ในบ้านหรือไม่อยู่ก็ตาม เพราะฉะนั้น พวกเจ้าศากยะจึงดำริว่า พวกเราพอรู้พระหฤทัยของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงจักตกแต่งดังนี้ จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเหตุนั้น. ก็บัดนี้ เจ้าทั้งหลายประสงค์จะเอาใจแล้วตกแต่ง จึงเข้าไปยังสัณฐาคาร.
บทว่า สพฺพสนฺถรํ สณฺฐาคารํ สณฺฐริตฺวา ความว่า เจ้าศากยะทั้งหลายสั่งให้ลาดโดยประการที่ลาดสัณฐาคารทั้งหมด ก่อนเขาทั้งหมดให้เอาโคมัยสดขัดพื้น แม้ที่เขาโบกด้วยปูนขาวด้วยคิดว่า ธรรมดาว่าโคมัยย่อมควรในงานมงคลทั้งปวงครั้นรู้ว่าแห้งดีแล้ว จึงฉาบทาด้วยของหอม ๔ ชนิดโดยที่รอยเท้าจะปรากฏทรงที่เหยียบ จึงลาดเสื่อรำแพนมีสีต่างๆ ไว้ข้างบนแล้วให้ลาดโอกาสทั้งหมดที่ควรจะต้องลาดด้วยเครื่องลาดมีสีต่างๆ มีลายช้าง ลายม้า ลายสีหะ ลายเสือโคร่ง ลายอันประกอบด้วยสิริและลายอันวิจิตรเป็นต้น ตั้งต้นแต่ผ้าโกเชาว์มีหลังใหญ่ ไว้ข้างบนเสื่อลำแพนเหล่านั้น.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สพฺพสนฺถรํ สณฺฐาคารํ สนฺถริตวา ดังนี้.
บทว่า อาสนานิ ปญฺญาเปตฺวา ความว่า ปูพุทธอาสน์ที่สมควรอย่างใหญ่ พิงเสามงคลที่ตรงกลางลาดปัจจถรณ์ที่นอน ที่อ่อนนุ่มและที่รื่นรมย์ไว้ในที่นั้นๆ วางหมอนแดงทั้ง ๒ ข้าง เห็นเป็นที่ฟูใจ ดาดเพดานอันวิจิตรด้วยดาวทองและดาวเงินไว้ข้างบน ประดับด้วยพวงของหอม พวงดอกไม้และพวงผ้าเป็นต้น โดยรอบให้ทำข่ายดอกไม้ประมาณ ๑๒ ศอก ให้ล้อมที่ประมาณ ๓๐ ศอกด้วยม่านดอกไม้ แล้วตกแต่งตั่งแท่น ตั่งพนักอิงและตั่งโล้นสำหรับภิกษุสงฆ์พิงฝาด้านหลัง ให้ลาดด้วยเครื่องลาดขาวไว้ข้างบน ให้ปูผ้าโกเชาว์มีหลังใหญ่สำหรับตนพิงฝาด้านทิศตะวันออก ให้วางหมอนยัดด้วยขนหงษ์เป็นต้น อาสนานิ ปญฺญาเปตฺวา. ท่านกล่าวหมายเอาความดำรินี้ว่า พวกเราไม่ลำบากอยู่อย่างนี้ จึงจักฟังธรรมได้ตลอดคืนยันรุ่ง.
บทว่า อุทกมณิกํ ได้แก่ ให้ตั้งตุ่มน้ำขนาดใหญ่ไว้ เจ้าศากยทั้งหลายคิดว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ จักล้างมือหรือเท้า หรือจักบ้วนปากได้ตามชอบใจ จึงบรรจุน้ำสีแก้วมณี ให้เต็มใส่ดอกไม้ต่างๆ เพื่ออบและจุณอบ ให้ปิดไว้ด้วยใบกล้วยตั้งไว้ในที่นั้นๆ. ท่านหมายเอาข้อนี้จึงกล่าวว่า ปติฏฺฐาเปตฺวา
บทว่า เตลปฺปทีปํ อาโรเปตฺวา ความว่า ตามประทีปน้ำมันในด้ามที่ทำด้วยเงินและทองเป็นต้น และในภาชนะที่ทำด้วยทองและเงินเป็นต้น ที่วางไว้ในมือของรูปชาวโยนกและรูปคนป่าเป็นต้น.
ก็ในคำว่า เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
เจ้าศากยะเหล่านั้นจะให้ตกแต่งสัณฐาคารอย่างเดียวเท่านั้นก็หาไม่ โดยที่แท้ให้ปัดกวาดแม้ถนนของนครกรุงกบิลพัสดุ์ ในทางโยชน์หนึ่งให้ยกธง ให้ตั้งต้นกล้วยและหม้อเต็มน้ำไว้ที่ประตูเรือนกระทำนครทั้งสิ้นให้เป็นราวกะว่ามีดวงดาวเกลื่อนกล่นด้วยประทีปและมาลาเป็นต้น ให้คนตีกลองร้องประกาศว่า พวกท่านจงให้เด็กเล็กๆ ที่ยังดื่มนม ให้ดื่มนมเสีย ให้พวกเด็กรุ่นๆ รีบกินข้าวแล้วให้นอนเสีย อย่าทำเสียงเอ็ดอึงวันนี้พระศาสดาจักประทับในบ้านราตรีหนึ่ง ธรรมดาว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงประสงค์แต่เงียบเสียง แล้วพากันถือเอาประทีปด้ามด้วยตนเอง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ
บทว่า อถโข ภควา นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สทฺธึ ภิกฺขุสงฺเฆน เยน นวํ สณฺฐาคารํ เตนุปสงฺกมิ ความว่า นัยว่า เมื่อเขากราบทูลเวลาอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้เวลาอันสมควรแล้ว ขอเชิญเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจัดแจงผ้า ๒ ชั้นที่ทรงย้อมแล้วด้วยน้ำครั่งสด มีสีดังดอกทองหลางแดง เหมือนตัดดอกปทุมด้วยกรรไกร ทรงนุ่งปิดมณฑล ๓ เหมือนวงกำดอกปทุม ด้วยสังวาลย์ทอง ทรงคาดประคดเอวมีรัศมีดังสายฟ้า เหมือนเอาผ้ากัมพลแดงหุ้มยอดเงิน เหมือนใส่ข่ายแก้วประพาฬบนแท่งทองอันสูงได้ร้อยศอก เหมือนสวมเสื้อผ้ากัมพลแดงที่เจดีย์ทอง เหมือนเอาเมฆแดงปิดพระจันทร์เพ็ญซึ่งกำลังโคจรอยู่เหมือนรดน้ำครั่งแก่จัดลงเหนือยอดภูเขาทอง เหมือนวงยอดเขาจิตตกูฏด้วยสายฟ้า ทรงห่มผ้าบังสุกุลอันประเสริฐมีสีแดง เหมือนใบอ่อนของต้นไทรที่จับเขย่าแผ่นดินใหญ่ พร้อมทั้งเขาจักรวาฬ เขาสิเนรุและเขายุคันธร แล้วเสด็จออกจากประตูพระคันธกุฎี ดุจสีหะออกจากถ้ำทอง และเหมือนพระจันทร์ออกจากยอดเขาด้านบูรพาทิศ.
ก็แลครั้นเสด็จออกแล้ว ก็ประทับยืนที่มุขแห่งพระคันธกุฎี.
ลำดับนั้น รัศมีสร้านออกจากพระวรกายของพระองค์ เหมือนกลุ่มสายฟ้าแลบออกจากกลีบเมฆ แล้วกระทำต้นไม้ในอารามให้เป็นราวกะว่า ใบดอกผลและค่าคบมีสีเหลืองแก่ที่รดด้วยสายน้ำทองฉะนั้น. ทันใดนั่นเอง ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ถือบาตรและจีวรของตน แวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า.
เหล่าภิกษุผู้ยืนแวดล้อมเหล่านั้นต่างเป็นผู้มีคุณธรรมเห็นปานนี้ คือมักน้อย สันโดษ ชอบสงัด ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภความเพียร มีวัตร อดทนต่อถ้อยคำ ผู้เตือนตนมีปกติติเตียนบาป ถึงพร้อมด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยสมาธิ ถึงพร้อมด้วยวิมุตติและวิมุตติญาณทัสสนะ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าอันภิกษุเหล่านั้น แวดล้อมแล้วทรงรุ่งเรืองยิ่ง ดั่งแท่งทองที่ใส่ในผ้ากัมพลแดง เหมือนเรือทองที่อยู่กลางท่ามกลางกลุ่มปทุมแดง และเหมือนปราสาททองที่วงด้วยไพรที่แก้วประพาฬ. ฝ่ายพระมหาเถระทั้งหลายมีพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานเถระเป็นต้น ห่มผ้าบังสุกุลมีสีดังเมฆ ราวกะว่างูใหญ่มีหนังดังแก้วมณี มีราคะอันคายเสียแล้วมีกิเลสทำลายเสียแล้ว มีตัณหาดังชัฏอันสางเสียแล้ว มีกิเลสเครื่องผูกอันตัดเสียแล้ว ไม่ติดอยู่ในตระกูลหรือคณะแวดล้อมแล้ว.
ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปราศจากราคะเองแล้ว มีสาวกผู้ปราศจากราคะแล้วห้อมล้อม ทรงปราศจากโทสะ มีสาวกผู้ปราศจากโทสะห้อมล้อม ทรงปราศจากโมหะ มีสาวกผู้ปราศจากโมหะห้อมล้อมแล้ว ทรงปราศจากตัณหา มีสาวกผู้ปราศจากตัณหาห้อมล้อมแล้ว ทรงปราศจากกิเลส มีสาวกผู้ปราศจากกิเลสห้อมล้อมแล้วเป็นพระพุทธะเอง มีพระพหูสูตพุทธะห้อมล้อมแล้ว เสร็จพระดำเนินไปสู่ทางที่จะนำไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ด้วยเพศของพระพุทธะอันหาผู้เสมอเหมือนมิได้ และด้วยความสง่างามของพระพุทธะอันหาประมาณมิได้ เหมือนเกษรดอกไม้ที่ใบล้อมไว้ เหมือนดอกกรรณิการ์ที่เกษรล้อมไว้. เหมือนพระยาช้างฉัททันต์อันช้าง ๘,๐๐๐ ล้อม เหมือนพระยาหงส์ธตรัฏฐ์ มีหงส์ ๙๐๐,๐๐๐ ห้อมล้อมเหมือนพระเจ้าจักรพรรดิที่มีกองทัพห้อมล้อม เหมือนท้าวสักกเทวราชอันทวยเทพห้อมล้อม เหมือนหาริตมหาพรหมอันหมู่พรหมห้อมล้อม เหมือนพระจันทร์เพ็ญอันหมู่ดาวแวดล้อมแล้ว.
ลำดับนั้น รัศมีมีวรรณะดังทองคำ พวยพุ่งออกจากพระวรกายส่วนเบื้องหน้าของพระพุทธองค์ จดเนื้อที่ประมาณ ๖๐ ศอก. พระรัศมีดังทองคำพวยพุ่งออกจากพระวรกายเบื้องหลังจากพระหัตถ์ขวา จากพระหัตถ์ซ้าย จดเนื้อที่ ๘๐ ศอก. รัศมีมีสีดังคอนกยูงพวยพุ่งออกจากเกลียวพระเกษาทั้งหมด จำเดิมแต่ปลายผมเบื้องบนไปจดที่ประมาณ ๘๐ ศอกในท้องฟ้า. รัศมีมีวรรณะดังแก้วประพาฬ พวยพุ่งออกจากพื้นพระบาทเบื้องล่าง จดแผ่นดินทึบ เนื้อที่ประมาณ ๘๐ ศอก. พระพุทธรัศมีมีวรรณะ ๖ โชติช่วง ไหวไปมาอยู่ตลอดเนื้อที่ ๘๐ ศอก โดยรอบด้วยอาการอย่างนี้ แล่นแปลบปลาบไปเหมือนเปลวไฟที่แลบออกจากประทีปด้ามที่ทำด้วยทองคำพุ่งไปสู่อากาศ และเหมือนสายฟ้าที่แลบออกจากมหาเมฆที่ตั้งขึ้นทั้ง ๔ ทวีป พุทธรัศมีนั้นแลสว่างไสวไปทั่วทิศาภาค ประหนึ่งว่าโปรยด้วยดอกจำปาทองราวกะว่ารดด้วยสายน้ำทองที่ไหลออกจากหม้อทองคำ ราวกะว่าวงไว้ด้วยแผ่นผ้าทองคำที่คลี่แล้ว ราวกะว่าเกลื่อนกลาดไปด้วยละอองดอกทองกวาวและดอกกรรณิการ์ที่ลมเวรัมภาพัดขึ้น.
พระสรีระที่มีพระรัศมีแห่งพระอนุพยัญชนะ ๘๐ และรุ่งเรืองด้วยพระวรลักษณะ ๓๒ ประการ แม้ของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็รุ่งโรจน์ เหมือนท้องฟ้ามีหมู่ดาวระยิบระยับ เหมือนป่าดอกปทุมที่บานแล้วเหมือนต้นปาริฉัตตกะสูงร้อยโยชน์ มีดอกบานสะพรั่งทั่วต้น ราวกะว่าเอาพระสิริครอบงำสิริของพระจันทร์ ๓๒ ดวง ของพระอาทิตย์ ๓๒ ดวง ของพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๒ พระองค์ ท้าวเทวราช ๓๒ พระองค์ ของท้าวมหาพรหม ๓๒ พระองค์ที่ถูกตั้งไว้ตามลำดับ. โดยอาการที่พระสรีระนั้น ประดับด้วยบารมี ๓๐ ถ้วนคือบารมี ๑๐ อุปบารมี ๑๐ ปรมัตถบารมี ๑๐ ที่ทรงบำเพ็ญมาแล้วโดยชอบ
ทานที่ทรงให้แล้ว ศีลที่ทรงรักษาแล้ว กัลยาณกรรมที่ทรงกระทำแล้วสิ้น ๔ อสงไขยกำไรแสนกัป เมื่อไม่ได้ฐานะที่จะให้วิชาหยั่งลงในอัตภาพหนึ่ง ก็กลายเป็นเหมือนถึงที่คับแคบ. ได้เป็นเหมือนเวลาที่ยกสิ่งของจากเรือพันลำลงบรรทุกเรือลำเดียว เหมือนเวลาที่ยกสิ่งของจากเกวียนพันเล่มเอาบรรทุกเกวียนเล่มเดียว เหมือนเวลาห้วงน้ำของแม่น้ำคงคาแยกออก ๒๕ สาย แล้วรวมเป็นสายเดียวกัน ที่ประตูปากทาง.
ประทีปด้ามหลายพันดวง ชูขึ้นเบื้องพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ผู้ส่องสว่างอยู่ด้วยพระพุทธสิรินี้ ข้างหลัง ข้างซ้าย ข้างขวาก็เหมือนกัน. ดอกมลิซ้อน ดอกจำปา มลิวัน อุบลแดง อุบลเขียว ดอกพิกุลและดอกไม้ยางทราย จุณเครื่องหอมมีสีเขียวและสีเหลืองเป็นต้น เรี่ยรายไปเหมือนสายน้ำที่เมฆทั้ง ๔ ทิศ โปรยปรายลงมา เสียงก้องกังวานแห่งดนตรีมีองค์ ๕ และเสียงแซ่ซร้องที่เกี่ยวด้วยพุทธคุณ ธรรมคุณและสังฆคุณเต็มไปทุกทิศ. ดวงตาของเหล่าเทวดา มนุษย์ นาค ครุฑ คนธรรพ์และยักษ์เป็นต้นก็ได้เห็นเหมือนได้น้ำอมฤต. ก็การตั้งอยู่ในที่นี้แล้วกล่าวสรรเสริญการเสด็จดำเนินไปพันบทก็ควร.
คำดังจะกล่าวต่อไปนี้ เป็นเพียงมุขคือหัวข้อในเรื่องนั้น.
พระผู้เป็นนายกพิเศษของโลก ทรงสมบูรณ์
ด้วยพระอังคาพยพทุกส่วน สำเร็จความงดงามอย่าง
นี้ ไม่ทรงเบียดเบียนสัตว์มีชีวิตทั้งหลาย ย่อมเสด็จ
ดำเนินไป.
พระนราสภผู้สูงสุดกว่าสัตว์สองเท้า เมื่อทรง
ยกพระบาทเบื้องขวา พระบาทแรก เสด็จดำเนินไป
สมบูรณ์ด้วยพระสิริ ย่อมงดงาม. พื้นพระบาทเบื้อง
ล่าง ของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ซึ่งเสด็จดำเนินไป
ก็อ่อนนุ่ม สัมผัสภาคพื้นที่เรียบละอองธุลีก็ไม่จับติด.
พระผู้เป็นนายกของโลกกำลังเสด็จดำเนินไป
ที่ลุ่มก็ดอนขึ้น และที่ดอนก็เรียบ ทั้งที่แผ่นดินหาจิต
ใจมิได้ แผ่นหิน ก้อนกรวด กระเบื้องถ้วย ตอ และ
หนามทั้งหมด ก็เว้นมรรคา (ไม่มีในทาง) เมื่อพระ
ผู้เป็นนายกของโลกกำลังเสด็จดำเนินไป.
พระมุนีผู้มีจรณะสมบูรณ์ ไม่ก้าวพระบาท
ยาวในที่ไกลมาก ไม่ก้าวพระบาทถี่ในที่ใกล้มาก
เสด็จดำเนินไม่เสียดสี พระชานุและข้อพระบาท
ทั้งสอง เสด็จดำเนินไม่เร็วนักไม่ช้านัก ขณะเสด็จ
ดำเนิน ก็มีสมาธิพระหฤทัยตั้งมั่น ไม่ทอดพระ
เนตรขึ้นเบื้องบนลงเบื้องต่ำ เบื้องขวาง และทิศ
ใหญ่น้อยอย่างนั้น เสด็จดำเนินไปทอดพระเนตร
เพียงชั่วแอก.
พระชินเจ้าพระองค์นั้น มีพระอาการเยื้อง
กรายคล้ายพระยาช้าง ในการเสด็จดำเนินไป จึง
งดงาม.
พระผู้เป็นยอดโลก เสด็จดำเนินงดงาม ทำ
โลกพร้อมทั้งเทวโลกให้ร่าเริง ทรงงดงามดุจราชา
แห่งดวงดาวคือพระจันทร์ ดุจไกรสรราชสีห์ ออก
ล่าเหยื่อในทิศทั้งสี่ ทรงทำพระผู้เป็นพหูสูตให้ยินดี
เสด็จถึงบุรีอันประเสริฐแล.
นัยว่า นี้ชื่อว่าเวลาพรรณนาพระคุณ กำลังของพระธรรมกถึกเท่านั้นถือเอาเป็นประมาณ ในการพรรณนาพระสรีระอันประเสริฐ หรือในการพรรณนาพระคุณของพระพุทธเจ้า ในกาลทั้งหลาย อย่างวิธีอย่างนี้.
คำมีประมาณเท่าใดสามารถกล่าวได้ด้วยบทร้อยแก้ว หรือด้วยบทผูกเป็นร้อยกรองได้ คำมีประมาณเท่านั้นก็ควรกล่าว ไม่ควรกล่าวคำที่เลวๆ.
ด้วยว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระคุณหาประมาณมิได้. แม้แต่พระพุทธเจ้าทั้งหลายด้วยกันเอง ก็ยังไม่สามารถกล่าวพระคุณของพระพุทธเจ้าเหล่านั้นโดยไม่ให้หลงเหลือได้. จะป่วยกล่าวไปไยถึงหมู่สัตว์นอกนี้เล่าแล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปยังศากยราชบุรี อันประดับตกแต่งด้วยสิริวิลาสแม้อย่างนี้ อันชนผู้มีจิตเลื่อมใสแล้วบูชาอยู่ด้วยของหอม ธูป ผงอบเป็นต้น เสด็จเข้าสู่สัณฐาคาร.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อถ โข ภควา นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สทฺธึ ภิกฺขุสงฺเฆน เยน วนํ สณฺฐาคารํ เตนุปสงฺกมิ
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่ง (อันตรวาสก) แล้ว ทรงถือบาตรแลจีวร พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จเข้าไปทางวนสัณฐาคาร.
บทว่า ภควนฺตํเยว ปุรกฺขิตวา ได้แก่ กระทำพระผู้มีพระภาคเจ้าไว้ข้างหน้า. ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งกลางเหล่าภิกษุและเหล่าอุบาสก ทรงให้สรงด้วยน้ำหอม ให้น้ำไหลลงต่ำด้วยเครื่องรองรับคือผ้า เช็ดด้วยชาติหิงคุ (มหาหิงคุ) สง่างาม ประดุจรูปปฏิมาทองคำแท่งแดงที่เขาประจงวางไว้บนตั่ง ที่ผูกด้วยผ้ากัมพลแดง.
ก็นี้เป็นทางพรรณนาพระคุณของท่านโปราณาจารย์ทั้งหลายในข้อนั้น.
พระผู้เป็นยอดโลก มีพระอาการเยื้องกรายคล้าย
พระยาช้าง เสด็จดำเนินไปยังโรงมณฑล ทรงเปล่งพระ
รัศมี ประทับนั่งเหนืออาสน์อันประเสริฐ.
ณ ที่นั้น พระผู้เป็นสารถีฝึกคนที่ควรฝึก เป็นเทพ
ล่วงเทพ มีพระบุณยลักษณ์ ๑๐๐ ประทับนั่งอยู่กลางพุทธ
อาสน์ รุ่งโรจน์ประดุจแท่งทองชมพูนุทบนผ้ากัมพลเหลือง.
พระผู้ปราศจากมลทินดุจแท่งทองชมพูนุท ที่วางไว้
เหนือผ้ากัมพลเหลือง รุ่งโรจน์เหมือนรุ้งแก้วมณี ทรงเบ่ง
บานดั่งต้นสาละใหญ่ อันพระคุณประดับแล้วดังขุนเขา
สิเนรุ เปล่งรัศมีดังประสาททอง เบิกบานดังปทุมโกกนุท.
ทรงรุ่งเรืองดังประทีปมีด้าม เหมือนดวงไฟบนยอด
เขา บานสะพรั่งรุ่งโรจน์ดังต้นปาริฉัตตกะ ของทวยเทพ
ฉะนั้น.
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า กาปิลวตฺถเว สกฺเย พหุเทว รตฺตึ ธมฺมิยา กถาย ดังต่อไปนี้.
ชื่อว่าธรรมกถาที่เกี่ยวด้วยอนุโมทนาสัณฐาคาร พึงทราบว่าเป็นปกิณณกกถา.
ก็ในเวลานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงปกิณณกกถานำมาซึ่งประโยชน์เกื้อกูล และความสุขแก่เหล่าเจ้าศากยชาวกรุงกบิลพัสดุ์เหมือนหยั่งลงสู่อากาศคงคา เหมือนควักเอาง้วนดินมา เหมือนจับยอดหว้าใหญ่สั่นอยู่ เหมือนคั้นผึ้งขนาดโยชน์หนึ่งด้วยเครื่องจักรยนต์แล้วให้ดื่มน้ำผึ้งว่า ดูก่อนมหาบพิตร ขึ้นชื่อว่าอาวาสทานนี้เป็นของใหญ่ อาวาสของพระองค์ เราก็ได้ใช้สอยแล้วและภิกษุสงฆ์ก็ใช้แล้วทั้งเรา ทั้งภิกษุสงฆ์ก็ใช้แล้ว ก็เป็นอันพระธรรมรัตนะก็ใช้สอยแล้วเหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเป็นอันพระรัตนตรัยใช้สอยแล้ว.
จริงอยู่ เมื่อให้อาวาสทาน ก็เป็นอันชื่อว่าให้สิ่งทั้งปวง ขึ้นชื่อว่าอานิสงส์แห่งบรรณศาลา และสาขามณฑป ใครๆ ก็ไม่อาจกำหนดได้.
จริงอยู่ ด้วยอานุภาพแห่งอาวาสทาน การเกิดในครรภ์ที่คับแคบ ย่อมไม่มีแก่สัตว์ผู้เกิดในภพ ท้องของมารดาย่อมเหมือนห้องน้อย ๑๒ ศอกไม่คับแคบ.
ครั้นตรัสธรรมีกถาเป็นอันมาก วิจิตรด้วยนัยต่างๆ อย่างนี้แล้ว (ตรัสคาถาวิหารทาน) ดังนี้ว่า.
เสนาสนะ ย่อมป้องกันเย็นร้อน สัตว์ร้าย งู
ยุง ความหนาวในฤดูหนาวและฝน ทั้งลมแดดอัน
กล้าที่เกิด เสนาสนะก็ป้องกันได้ การถวายวิหาร
แก่สงฆ์ เพื่อเร้นอยู่ เพื่อความสุข เพื่อเพ่งฌาน
และเพื่อเจริญวิปัสสนา พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรง
สรรเสริญว่าเป็นทานอันเลิศ เพราะเหตุนั้นแล คน
ผู้เป็นบัณฑิต เมื่อเล็งเห็นประโยชน์ตน พึงสร้าง
วิหารอันรื่นรมย์ ให้ภิกษุเหล่าพหูสูตอยู่ในวิหารนั้น
เถิด พึงถวายข้าวน้ำ ผ้า และเสนาสนะแก่ท่าน
เหล่านั้น ด้วยน้ำใจอันผ่องใสในท่านผู้ปฏิบัติตรง
เขารู้ธรรมอันใดในพระศาสนานี้แล้ว จะเป็นผู้ไม่มี
อาสวะ ย่อมดับสนิท ท่านภิกษุพหูสูตเหล่านั้น
ย่อมแสดงธรรมนั้น อันเป็นเครื่องบรรเทาทุกข์
ทั้งปวงแก่เขาแล.
ดังนี้แล้ว จึงทรงแสดงอานิสงสกถาแห่งการถวายที่อยู่อาศัย เกินยามครึ่ง ตลอดราตรีเป็นอันมากว่า อยมฺปิ อาวาเส อานิสํโส แม้นี้ก็เป็นอานิสงส์ในการถวายอาวาส ดังกล่าวมาฉะนี้.
ในข้อนั้น วิหารทานคาถาเหล่านี้ ท่านพระธรรมสังคหกาจารย์ยกขึ้นสู่การสังคายนา ส่วนปกิณณธรรมเทศนามิได้ยกขึ้นสู่การสังคายนา.
บทว่า สนฺทสฺเสตฺวา เป็นต้นมีฐานะที่กล่าวไว้แล้ว.
บทว่า อติกฺกนฺตา แปลว่า ก้าวล่วงแล้ว คือล่วงไป ๒ ยาม.
บทว่า ยสฺส ทานิ กาลํ มญฺญถ ความว่า ท่านทั้งหลายย่อมสำคัญเวลาแห่งการไปใด เวลาแห่งการไปนั้นเป็นของท่าน. ท่านอธิบายไว้ว่า ท่านจงไปกันเถิด.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงส่งเจ้าศากยะเหล่านั้นไป.
แก้ว่า เพราะเพื่อทรงอนุเคราะห์.
จริงอยู่ เจ้าศากยะเหล่านั้นเป็นสุขุมาลชาติผู้ละเอียดอ่อน เมื่อเจ้าศากยะเหล่านั้นประทับนั่ง ล่วงราตรี ๓ ยามไป พึงเกิดอาพาธขึ้นในพระสรีระ. แม้ภิกษุสงฆ์ก็มาก ภิกษุสงฆ์นั้นควรจะได้โอกาสยืนและนั่ง เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงส่งไปเพื่ออนุเคราะห์ทั้ง ๒ อย่าง.
บทว่า วิคตถีนมิทฺโธ ความว่า ได้ยินว่า ภิกษุทั้งหลายได้ยืนโงก นั่งโงกตลอด ๒ ยาม ในที่นั้น แต่ยามสุดท้ายอาหารย่อย.
คำว่า ภิกษุสงฆ์ปราศจากถีนะและมิทธะ (ไม่ง่วงนอน) นั้น มิใช่เหตุ เพราะอาหารนั้นย่อยแล้ว. ความจริง ภิกษุสงฆ์ฟังพระดำรัสของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่มีความกระวนกระวายทางกายและทางจิต. วิการรูปมีความเบากายและเบาจิตเป็นต้น ย่อมเกิดขึ้น เพราะเหตุนั้น ภิกษุเหล่านั้นยินก็ดี นั่งก็ดีตลอด ๒ ยาม ฟังธรรมอยู่ก็ปราศจากถีนะมิทธะ แม้ถึงปัจฉิมยามก็ปราศจากถีนะมิทธะเหมือนกัน. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า วิคตถีนมิทฺโธ ดังนี้.
บทว่า ปิฏฺฐิ อาคิลายติ ถามว่า เพราะเหตุไร จึงเจ็บหลัง.
แก้ว่า เพราะว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเริ่มตั้งความเพียรใหญ่ตลอด ๖ ปี ทรงมีทุกข์ทางกายแล้ว. ครั้นต่อมา เมื่อเวลาทรงพระชรา จึงเกิดโรคเจ็บหลังขึ้น ข้อนี้มิใช่เหตุสำหรับพระองค์.
แท้จริง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสามารถข่มเวทนาที่เกิดขึ้นแล้ว ด้วยการนั่งขัดสมาธิรวดเดียวตลอด ๑ สัปดาห์บ้าง ๒ สัปดาห์บ้าง. แต่มีพระประสงค์จะทรงใช้สอยสัณฐาคารศาลา ด้วยอิริยาบถทั้ง ๔. ได้เสด็จดำเนินไปจากที่ชำระพระหัตถ์และพระบาท จนถึงธรรมาสน์. การเสด็จดำเนินไปในที่เท่านี้สำเร็จแล้ว. เสด็จถึงธรรมาสน์ (อาสนะนั่งแสดงธรรม) แล้ว ประทับยืนหน่อยหนึ่งแล้วประทับนั่ง. การเสด็จไปในที่เท่านี้สำเร็จแล้ว. ประทับนั่งบนธรรมาสน์ ๒ ยาม. การประทับนั่งในที่เท่านี้สำเร็จแล้ว.
บัดนี้เมื่อพระองค์บรรทมตะแคงขวาหน่อยหนึ่ง ก็จักสำเร็จการบรรทมดังกล่าวมานี้ พระองค์มีพระประสงค์จะทรงใช้สอยด้วยอิริยาบถทั้ง ๔ ฉะนี้.
จริงอยู่ ขึ้นชื่อว่าสรีระที่มีใจครองไม่ควรกล่าวว่า จะไม่เจ็บไข้ เพราะฉะนั้น ทรงถือเอาการเจ็บไข้แม้เล็กน้อยที่เกิดขึ้นเพราะนั่งนาน จึงตรัสอย่างนั้น.
บทว่า สงฺฆาฏึ ปญฺญเปตฺวา ความว่า พวกเจ้าเหล่านั้นสั่งให้วงม่าน ๗ ชั้น ณ ข้างๆ หนึ่งแห่งสัณฐาคาร แล้วให้จัดตั้งเตียงอันสมควร ให้ลาดที่นอนอันสมควร ให้ดาดเพดานประดับด้วยดาวทองและพวงดอกไม้หอม ให้ตามประทีปด้วยน้ำมันหอม ด้วยทรงพระดำริว่า ไฉนหนอ พระศาสดาจะพึงเสด็จลงจากธรรมาสน์ พักหน่อยหนึ่ง พึงบรรทมในที่นี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ สัณฐาคารของเราที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใช้สอยด้วยอิริยาบถ ๔ จักมีประโยชน์และความสุขแก่เราตลอดกาลนาน.
ฝ่ายพระศาสดาทรงหมายเอาข้อนั้นนั่นเอง จึงทรงปูสังฆาฏิและบรรทมในที่นั้น.
บทว่า อุฏฺฐานสญฺญํ มนสิกริตฺวา ความว่า พระองค์ตั้งสัญญาในกาลเสด็จลุกขึ้นไว้ในพระทัยว่า ล่วงเวลาเท่านี้แล้วจักลุกขึ้น ไม่บรรทมหลับ ทรงฟังธรรมกถาของพระเถระนั้นแลอยู่.
บทว่า อวสฺสุตปริยายํ ได้แก่ ปริยายแห่งภิกษุผู้ชุ่มแล้ว. อธิบายว่า เหตุแห่งภิกษุผู้ชุ่มแล้ว.
บทว่า อธิมุจฺจติ ได้แก่ น้อมจิตไป คือยินดีด้วยการน้อมไปในกิเลส.
บทว่า พฺยาปชฺชติ ได้แก่ เป็นผู้มีจิตเสียด้วยอำนาจพยาบาท.
บทว่า จกฺขุโต แปลว่า โดยภาวะแห่งจักษุ.
บทว่า มาโร ได้แก่ กิเลสมารบ้าง เทวปุตตมารบ้าง.
บทว่า โอตารํ แปลว่า ช่อง. บทว่า อารมฺมณํ ได้แก่ ปัจจัย.
บทว่า นาฬาคารํ ความว่า อายตนะที่เป็นไปด้วยการเสพผิดเหมือนเรือนหญ้า อารมณ์ที่ควรแก่การเกิดขึ้นแห่งกิเลสเหมือนคบหญ้า, การเกิดขึ้นแห่งกิเลสในเมื่ออารมณ์มาปรากฏ เหมือนการลุกโพลงแห่งถ่านเพลิง ในที่ๆ คบหญ้า อันเขาตั้งไว้. ด้วยเหตุนั้น ท่านพระโมคคัลลานะจึงกล่าวว่า ลเภถ มาโร โอตารํ.
ในสุกกปักข์ฝ่ายข้างดี พึงทราบวินิจฉัยดังนี้.
อายตนะที่หมดพยศ เหมือนกุฏาคารที่ฉาบด้วยก้อนดินหนา. อารมณ์มีประการดังกล่าวแล้ว เหมือนคบหญ้า, การไม่เกิดขึ้นแห่งความเร่าร้อนคือกิเลส เมื่ออารมณ์ของอายตนะที่หมดพยศแล้วมาปรากฏ เหมือนการทำให้เพลิงดับ ในที่ๆ คบหญ้าอันเขาตั้งไว้.
ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า เนว ลเภถ มาโร โอตารํ ดังนี้.
จบอรรถกถาอวัสสุตปริยายสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------