๘. นิคัณฐสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค นิคัณฐสูตร
เตน โข ปน สมเยน นิคณฺโฐ นาฏปุตฺโต มจฺฉิกาสณฺฑํ อนุปฺปตฺโต โหติ มหติยา นิคณฺฐปริสาย สทฺธึ ฯ อสฺโสสิ โข จิตฺโต คหปติ นิคณฺโฐ กิร นาฏปุตฺโต มจฺฉิกสณฺฑํ อนุปฺปตฺโต มหติยา นิคณฺฐปริสาย สทฺธินฺติ ฯ อถ โข จิตฺโต คหปติ สมฺพหุเลหิ อุปาสเกหิ สทฺธึ เยน นิคณฺโฐ นาฏปุตฺโต เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา นิคณฺเฐน นาฏปุตฺเตน สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข จิตฺตํ คหปตึ นิคณฺโฐ นาฏปุตฺโต เอตทโวจ สทฺทหสิ ตฺวํ คหปติ สมณสฺส โคตมสฺส อตฺถิ อวิตกฺโก อวิจาโร สมาธิ อตฺถิ วิตกฺกวิจารานํ นิโรโธติ ฯ น ขฺวาหํ เอตฺถ ภนฺเต ภควโต สทฺธาย คจฺฉามิ อตฺถิ อวิตกฺโก อวิจาโร สมาธิ อตฺถิ วิตกฺกวิจารานํ นิโรโธติ ฯ
ก็สมัยนั้นแล นิครณฐ์นาฏบุตรได้ไปถึงราวป่าชื่อว่ามัจฉิกาสณฑ์พร้อมด้วยนิครณฐ์บริษัทเป็นอันมาก จิตตคฤหบดีได้สดับข่าวว่า นิครณฐ์นาฏบุตรได้มาถึงราวป่าชื่อว่ามัจฉิกาสณฑ์พร้อมด้วยนิครณฐ์บริษัทเป็นอันมาก ครั้งนั้นแลจิตตคฤหบดีพร้อมด้วยอุบาสกหลายคนเข้าไปหานิครณฐ์นาฏบุตรแล้ว ได้ปราศรัยกับนิครณฐ์นาฏบุตร ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงได้นั่ง ณที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วนิครณฐ์นาฏบุตรได้ถามจิตตคฤหบดีว่า ดูกรคฤหบดีท่านย่อมเชื่อต่อพระสมณโคดมว่า สมาธิที่ไม่มีวิตกวิจารมีอยู่ ความดับวิตกวิจารมีอยู่หรือ จิตตคฤหบดีกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าไม่ได้เชื่อต่อพระผู้มีพระภาคในข้อนี้ว่า สมาธิอันไม่มีวิตกวิจารมีอยู่ ความดับแห่งวิตกวิจารมีอยู่ ฯ
เอวํ วุตฺเต นิคณฺโฐ นาฏปุตฺตํ สกํ ปริสํ อปโลเกตฺวา เอตทโวจ อิทํ ภวนฺโต ปสฺสนฺตุ ยาว อุชุโก จายํ จิตฺโต คหปติ ยาว อสโฐ จายํ จิตฺโต คหปติ ยาว อมายาวี จายํ จิตฺโต คหปติ วาตํ วาโส ชาเลน พาเธตพฺพํ มญฺเญยฺย โย วิตกฺกวิจาเร นิโรเธตพฺพํ มญฺเญยฺย สกมุฏฺฐินา วาโส คงฺคาย โสตํ อาวาเรตพฺพํ มญฺเญยฺย โย วิตกฺกวิจาเร นิโรเธตพฺพํ มญฺเญยฺยาติ ฯ ตํ กึ มญฺญสิ ภนฺเต กตมํ นุ โข ปณีตตรํ ญาณํ วา สทฺธา วาติ ฯ สทฺธาย โข คหปติ ญาณํ เยว ปณีตตรนฺติ ฯ อหํ โข ภนฺเต ยาวเทว อากงฺขามิ วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สวิตกฺกํ สวิจารํ วิเวกชํ ปีติสุขํ ปฐมชฺฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรามิ ฯ อหํ โข ภนฺเต ยาวเทว อากงฺขามิ วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา ฯเปฯ ทุติยชฺฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรามิ ฯ อหํ โข ภนฺเต ยาวเทว อากงฺขามิ ปีติยา จ วิราคา ฯเปฯ ตติยชฺฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรามิ ฯ อหํ โข ภนฺเต ยาวเทว อากงฺขามิ สุขสฺส จ ปหานา ฯเปฯ จตุตฺถชฺฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรามิ ฯ น โส ขฺวาหํ ภนฺเต เอวํ ชานนฺโต เอวํ ปสฺสนฺโต กายสฺส สมณสฺส วา พฺราหฺมณสฺส วา สทฺธาย คมิสฺสามิ อตฺถิ อวิตกฺโก อวิจาโร สมาธิ อตฺถิ วิตกฺกวิจารานํ นิโรโธติ ฯ
เมื่อจิตตคฤหบดีกล่าวอย่างนี้แล้ว นิครณฐ์นาฏบุตรแลดูบริษัท ของตนแล้วจึงประกาศว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลายจงดูเรื่องนี้ จิตตคฤหบดีนี้เป็นคนตรงไม่โอ้อวด ไม่มีมารยาจริงเพียงใด จิตตคฤหบดีผู้เข้าใจว่า พึงมีการดับวิตกวิจารนั้น ก็เท่ากับว่าเข้าใจว่า พึงกั้นกางลมได้ด้วยข่าย หรือจิตตคฤหบดีผู้เข้าใจว่าพึงมีการดับวิตกวิจารนั้น ก็เท่ากับว่าเข้าใจว่า พึงกั้นกางกระแสน้ำคงคาได้ด้วยฝ่ามือของตน จิตตคฤหบดีกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ท่านย่อมเข้าใจเป็นไฉน คือญาณกับศรัทธาอะไรประณีตกว่ากัน ฯ นิครณฐ์. ดูกรคฤหบดี ญาณนั่นแหละประณีตกว่าศรัทธา ฯ จิตต. ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าย่อมจำนงหวังได้ทีเดียวว่า เราสงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌานอันมีวิตกวิจารมีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ข้าพเจ้าย่อมจำนงหวังได้ทีเดียวว่า เราเข้าทุติยฌาน ฯลฯ เพราะวิตกวิจารสงบไปข้าพเจ้าย่อมจำนงหวังได้ทีเดียวว่า เพราะปีติสิ้นไป ฯลฯ เข้าตติยฌาน ข้าพเจ้าย่อมจำนงหวังได้ทีเดียวว่า เราเข้าจตุตถฌาน ฯลฯ เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้ารู้เห็นอยู่อย่างนี้ จักไม่เชื่อสมณะหรือพราหมณ์ใดๆ ว่าสมาธิอันไม่มีวิตกวิจารมีอยู่ ความดับแห่งวิตกวิจารมีอยู่ ฯ
เอวํ วุตฺเต นิคณฺโฐ นาฏปุตฺโต สกํ ปริสํ อปโลเกตฺวา เอตทโวจ อิทํ ภวนฺโต ปสฺสนฺตุ ยาว อนุชฺชุโก จายํ จิตฺโต คหปติ ยาว สโฐ จายํ จิตฺโต คหปติ ยาว มายาวี จายํ จิตฺโต คหปตีติ ฯ อิทาเนว จ ปน มยํ ภนฺเต ภาสิตํ เอวํ อาชานาม อิทํ ภวนฺโต ปสฺสนฺตุ ยาว อุชุโก จายํ จิตฺโต คหปติ ยาว อสโฐ จายํ จิตฺโต คหปติ ยาว อมายาวี จายํ จิตฺโต คหปตีติ ฯ {๕๗๙.๑} อิทาเนว จ ปน มยํ ภนฺเต ภาสิตํ เอวํ อาชานาม อิทํ ภวนฺโต ปสฺสนฺตุ ยาว อนุชฺชุโก จายํ จิตฺโต คหปติ ยาว สโฐ จายํ จิตฺโต คหปติ ยาว มายาวี จายํ จิตฺโต คหปตีติ ฯ สเจ เต ภนฺเต ปุริมํ สจฺจํ ปจฺฉิมํ เต มิจฺฉา ฯ สเจ ปน เต ภนฺเต ปจฺฉิมํ สจฺจํ ปุริมํ เต มิจฺฉา ฯ อิเม โข ปน ภนฺเต ทส สหธมฺมิกา ปญฺหา อาคจฺฉนฺติ ฯ ยทา เนสํ อตฺถํ อาชาเนยฺยาสิ ฯ อถ มํ ปฏิหเรยฺยาสิ สทฺธึ นิคณฺฐปริสาย ฯ เอโก ปโญฺห เอโก อุทฺเทโส เอกํ เวยฺยากรณํ เทฺว ปญฺหา เทฺว อุทฺเทสา เทฺว เวยฺยากรณานิ ตโย ปญฺหา ตโย อุทฺเทสา ตีณิ เวยฺยากรณานิ จตฺตาโร ปญฺหา จตฺตาโร อุทฺเทสา จตฺตาริ เวยฺยากรณานิ ปญฺจ ปญฺหา ปญฺจ อุทฺเทสา ปญฺจ เวยฺยากรณานิ ฉ ปญฺหา ฉ อุทฺเทสา ฉ เวยฺยากรณานิ สตฺต ปญฺหา สตฺต อุทฺเทสา สตฺต เวยฺยากรณานิ อฏฺฐ ปญฺหา อฏฺฐ อุทฺเทสา อฏฺฐ เวยฺยากรณานิ นว ปญฺหา นว อุทฺเทสา นว เวยฺยกรณานิ ทส ปญฺหา ทส อุทฺเทสา ทส เวยฺยากรณานีติ ฯ อถ โข จิตฺโต คหปติ นิคณฺฐํ นาฏปุตฺตํ อิเม ทส สหธมฺมิเก ปเญฺห อาปุจฺฉิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ปกฺกามีติ ฯ อฏฺฐมํ ฯ
เมื่อจิตตคฤหบดีกล่าวอย่างนี้แล้ว นิครณฐ์นาฏบุตรได้แลดู บริษัทของตนแล้วจึงประกาศว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลายจงดูเรื่องนี้ จิตตคฤหบดีนี้เป็นคนไม่ตรง โอ้อวด มีมารยาจริงเพียงใด จิตตคฤหบดีกล่าวว่า ท่านผู้เจริญก็ข้าพเจ้าทราบคำที่ท่านพูดเมื่อสักครู่นี้แหละว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลายจงดูเรื่องนี้จิตตคฤหบดีนี้เป็นคนตรง ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยาจริงเพียงใด และทราบคำที่ท่านพูดเดี๋ยวนี้ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลายจงดูเรื่องนี้ จิตตคฤหบดีนี้เป็นคนไม่ตรง โอ้อวดมีมารยาจริงเพียงใด ถ้าคำพูดครั้งก่อนของท่านเป็นจริง คำพูดครั้งหลังของท่านก็ผิด ถ้าคำพูดครั้งหลังของท่านเป็นจริง คำพูดครั้งก่อนของท่านก็ผิด ก็ปัญหาที่มีเหตุผล ๑๐ ข้อนี้ย่อมมาถึงแก่ท่าน เมื่อท่านเข้าใจเนื้อความแห่งปัญหาเหล่านั้นก็เชิญบอกกับนิครณฐ์บริษัท ปัญหา ๑๐ ข้อนี้ คือ ปัญหา ๑ อุเทศ ๑ ไวยากรณ์๑ ปัญหา ๒ อุเทศ ๒ ไวยากรณ์ ๒ ปัญหา ๓ อุเทศ ๓ ไวยากรณ์ ๓ ปัญหา ๔อุเทศ ๔ ไวยากรณ์ ๔ ปัญหา ๕ อุเทศ ๕ ไวยากรณ์ ๕ ปัญหา ๖ อุเทศ ๖ไวยากรณ์ ๖ ปัญหา ๗ อุเทศ ๗ ไวยากรณ์ ๗ ปัญหา ๘ อุเทศ ๘ ไวยากรณ์ ๘ปัญหา ๙ อุเทศ ๙ ไวยากรณ์ ๙ ปัญหา ๑๐ อุเทศ ๑๐ ไวยากรณ์ ๑๐ ครั้น-*จิตตคฤหบดีได้ถามปัญหาที่มีเหตุผล ๑๐ ข้อนี้กะนิครณฐ์นาฏบุตรเสร็จแล้ว ลุกจาก-*อาสนะหลีกไป ฯ จบสูตรที่ ๘
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๘. นิคัณฐนาฏปุตตสูตร ว่าด้วยนิครนถ์ นาฏบุตร
สมัยนั้น นิครนถ์ นาฏบุตรไปถึงเมืองมัจฉิกาสัณฑ์ พร้อมด้วย นิครนถบริษัทจำนวนมาก จิตตคหบดีได้ยินข่าวว่า “นิครนถ์ นาฏบุตรมาถึงเมืองมัจฉิกาสัณฑ์ พร้อมด้วยนิครนถบริษัทหลายคน” ครั้งนั้น จิตตคหบดีพร้อมด้วยอุบาสกหลายคนเข้าไปหานิครนถ์ นาฏบุตร ถึงที่อยู่ แล้วได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้ว นั่ง ณ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๓๘๗}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๗. จิตตสังยุต] ๙. อเจลกัสสปสูตร ที่สมควร นิครนถ์ นาฏบุตรได้ถามจิตตคหบดีดังนี้ว่า “คหบดี ท่านเชื่อหรือว่าพระสมณโคดมมีสมาธิที่ไม่มีวิตกวิจาร มีความดับวิตกวิจาร” จิตตคหบดีตอบว่า “ท่านผู้เจริญ ผมไม่เชื่อพระผู้มีพระภาคในข้อนี้ว่า ‘มีสมาธิที่ไม่มีวิตกวิจาร มีความดับวิตกวิจาร” เมื่อจิตตคหบดีกล่าวอย่างนี้แล้ว นิครนถ์ นาฏบุตรแลดูบริษัทของตนแล้วได้กล่าวว่า “ขอท่านผู้เจริญทั้งหลายจงพิจารณาเรื่องนี้ตราบที่จิตตคหบดีนี้ยังเป็นคนตรง ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา เขาเข้าใจวิตกวิจารว่าดับได้ ก็เข้าใจว่าใช้ข่ายปิดกั้นลมได้ หรือเขาเข้าใจวิตกวิจารว่าดับได้ ก็เข้าใจกระแสแม่น้ำคงคาว่าใช้กำมือของตนปิดกั้นได้” จิตตคหบดีกล่าวว่า “ท่านผู้เจริญ ท่านเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ญาณหรือศรัทธา อย่างไหนประณีตกว่ากัน” “คหบดี ญาณนั่นแลประณีตกว่าศรัทธา” “ท่านผู้เจริญ ผมสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก วิจาร ปีติ และสุขอันเกิดจากวิเวกอยู่ตราบเท่าที่ต้องการ เพราะวิตกวิจารสงบระงับไป ฯลฯ ผมบรรลุทุติยฌานตราบเท่าที่ต้องการ เพราะปีติจางคลายไป ฯลฯ ผมบรรลุตติยฌานตราบเท่าที่ต้องการ เพราะละสุขได้ ฯลฯ ผมบรรลุจตุตถฌานตราบเท่าที่ต้องการ ท่านผู้เจริญ เมื่อรู้เห็นอย่างนี้ ผมจักไม่เชื่อใครอื่นไม่ว่าสมณะหรือพราหมณ์ว่า‘มีสมาธิที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีความดับวิตกวิจาร” เมื่อจิตตคหบดีกล่าวอย่างนี้แล้ว นิครนถ์ นาฏบุตรแลดูบริษัทของตนแล้ว ได้กล่าวดังนี้ว่า “ขอท่านผู้เจริญทั้งหลายจงพิจารณาความข้อนี้ตราบที่จิตตคหบดีนี้เป็นคนไม่ตรง โอ้อวด มีมารยา” จิตตคหบดีกล่าวว่า “ท่านผู้เจริญ ผมทราบคำที่ท่านกล่าวเดี๋ยวนี้เองว่า ‘ขอท่านผู้เจริญทั้งหลายจงพิจารณาเรื่องนี้ตราบที่จิตตคหบดีนี้ยังเป็นคนตรง ไม่โอ้อวดไม่มีมารยา และผมก็ทราบคำที่ท่านกล่าวเดี๋ยวนี้เองว่า ‘ขอท่านผู้เจริญทั้งหลายจงพิจารณาเรื่องนี้ตราบที่จิตตคหบดีนี้เป็นคนไม่ตรง โอ้อวด มีมารยา’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๓๘๘}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๗. จิตตสังยุต] ๙. อเจลกัสสปสูตร ท่านผู้เจริญ ถ้าคำพูดครั้งแรกของท่านถูก คำพูดครั้งหลังของท่านก็ผิด แต่ ถ้าคำพูดครั้งหลังของท่านถูก คำพูดครั้งแรกของท่านก็ผิด ปัญหาที่ประกอบด้วยเหตุ ๑๐ ข้อนี้มาถึงท่าน เมื่อท่านทราบเนื้อความของปัญหาเหล่านั้น ก็พึงบอกผมกับนิครนถบริษัท ปัญหา ๑๐ ข้อ นี้คือ ๑. ปัญหา ๑ อุทเทส ๑ เวยยากรณ์ ๑ ๒. ปัญหา ๒ อุทเทส ๒ เวยยากรณ์ ๒ ๓. ปัญหา ๓ อุทเทส ๓ เวยยากรณ์ ๓ ๔. ปัญหา ๔ อุทเทส ๔ เวยยากรณ์ ๔ ๕. ปัญหา ๕ อุทเทส ๕ เวยยากรณ์ ๕ ๖. ปัญหา ๖ อุทเทส ๖ เวยยากรณ์ ๖ ๗. ปัญหา ๗ อุทเทส ๗ เวยยากรณ์ ๗ ๘. ปัญหา ๘ อุทเทส ๘ เวยยากรณ์ ๘ ๙. ปัญหา ๙ อุทเทส ๙ เวยยากรณ์ ๙ ๑๐. ปัญหา ๑๐ อุทเทส ๑๐ เวยยากรณ์ ๑๐” ครั้นจิตตคหบดีถามปัญหาที่ประกอบด้วยเหตุ ๑๐ ข้อนี้กับนิครนถ์ นาฏบุตรแล้วก็ลุกขึ้นจากอาสนะแล้วจากไป นิคัณฐนาฏปุตตสูตรที่ ๘ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถานิคัณฐสูตรที่ ๘
พึงทราบวินิจฉัยในนิคัณฐสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้.
บทว่า เตนุปสงฺกมิ ความว่า ถามว่า จิตตคฤหบดีเป็นอริยสาวกชั้นอนาคามีบุคคล ผู้มีอาคมอันถึงแล้ว รู้คำสอนแจ่มแจ้งแล้ว เหตุไร จึงเข้าไปหานิครนถ์เปลือยกายไม่มีมิ่งขวัญเล่า.
ตอบว่า เพื่อปลดเปลื้องการว่าร้าย และเพื่อความรุ่งเรืองวาทะ.
ได้ยินว่า พวกนิครนถ์ย่อมเข้าไปว่าร้ายว่า พวกสาวกของสมณโคดมเป็นเช่นตอไม้ตะเคียนอันแข็ง ย่อมไม่ทำปฏิสันถารกับใครเลย จิตตคฤหบดีเข้าไปหาแล้ว เพื่อปลดเปลื้องการว่าร้ายนั้น และคิดว่าเราจักยกวาทะกับนิครนถ์นั้นดังนี้.
บทว่า น ขฺวาหํ เอตฺถ ภนฺเต ภควโต สทฺธาย คจฺฉามิ ท่านแสดงว่า บุคคลใดย่อมไม่ทำให้แจ้งด้วยญาณ บุคคลนั้นพึงไปด้วยความเชื่อต่อบุคคลอื่นว่า ได้ยินว่า สิ่งนั่นเป็นอย่างนั้น แต่สิ่งนั้นอันเราทำให้แจ้งแล้วด้วยญาณ. เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่เชื่อต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าในข้อนี้ดังนี้ จึงกล่าวอย่างนี้.
บทว่า อปโลเกตฺวา ความว่า น้อมกายเข้าไป ยืดท้อง ชูคอ เพ่งดูไปในทิศทั้งปวง.
บทว่า พาเธตพฺพํ มญฺเญยฺย ความว่า จิตตคฤหบดีนั้นพึงเข้าใจว่า พึงห้ามลมหรือพึงผูกไว้ด้วยตาข่าย โดยประการที่ลมจะออกไปไม่ได้ฉะนั้น.
บทว่า สหธมฺมิกา คือ พร้อมด้วยเหตุ.
บทว่า ปฐมํ ปฏิหเรยฺยาสิ สทฺธึ นิคฺคณฺฐปริสาย ความว่า เมื่อท่านรู้เนื้อความแห่งปัญหาเหล่านั้นแล้ว พึงบอกกับนิครนถ์บริษัทก่อน ท่านมายังสำนักของเราผู้สนับสนุนแล้ว พึงประกาศให้บริษัทรู้ว่าตนมาแล้ว ดังนี้.
บทว่า เอโก ปญฺโห คือ มรรคปัญหาหนึ่ง. อธิบายว่า การแสวงหาปัญหาหนึ่ง.
บทว่า เอโก อุทฺเทโส คือ อะไรชื่อว่าหนึ่ง. หนึ่งนี้คืออุเทศ.
บทว่า เอกํ พฺยากรณํ ความว่า คำนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร ชื่อว่าไวยากรณ์หนึ่ง.
พึงทราบเนื้อความในบททั้งปวงอย่างนี้.
จบอรรถกถานิคัณฐสูตรที่ ๘ -----------------------------------------------------