๗. อนุสัยสูตร ที่ ๒
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค อนุสัยสูตรที่ ๒
ฯเปฯ อนุสยา สมุคฺฆาตํ คจฺฉนฺตีติ ฯ จกฺขุํ โข ภิกฺขเว อนตฺตโต ชานโต ปสฺสโต อนุสยา สมุคฺฆาตํ คจฺฉนฺติ ฯเปฯ โสตํ ฆานํ ชิวฺหํ กายํ มนํ ธมฺเม มโนวิญฺญาณํ มโนสมฺผสฺสํ ยมฺปิทํ มโนสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ อนตฺตโต ชานโต ปสฺสโต อนุสยา สมุคฺฆาตํ คจฺฉนฺติ ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว ชานโต เอวํ ปสฺสโต อนุสยา สมุคฺฆาตํ คจฺฉนฺตีติ ฯ สตฺตมํ ฯ
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่ อย่างไร อนุสัยจึงจะถึงความเพิกถอน ฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งจักษุ โดยความเป็นอนัตตา อนุสัยจึงจะถึงความเพิกถอน ฯลฯ เมื่อบุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งหู จมูกลิ้น กาย ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนาหรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นอนัตตา อนุสัยจึงจะถึงความเพิกถอน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้เห็นอยู่อย่างนี้แล อนุสัยจึงจะถึงความเพิกถอน ฯ จบสูตรที่ ๗
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗. อนุสยสมุคฆาตสูตร ว่าด้วยการถอนอนุสัย
ภิกษุทั้งหลายได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลเมื่อรู้เห็นอย่างไรจึงจะถอนอนุสัยได้” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อรู้เห็นจักขุโดยความเป็นอนัตตาจึงจะถอนอนุสัยได้ ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้เห็นโสตะ ... ฆานะ ... ชิวหา ... กาย ... มโน ... ธรรมารมณ์ ... มโนวิญญาณ ... มโนสัมผัส ... บุคคลเมื่อรู้เห็นแม้ความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุขหรือทุกข์หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัยโดยความเป็นอนัตตาจึงจะถอนอนุสัยได้ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อรู้เห็นอย่างนี้แลจึงจะถอนอนุสัยได้” อนุสยสมุคฆาตสูตรที่ ๗ จบ @เชิงอรรถ : @ อนุสัย ในที่นี้ได้แก่ อนุสัย ๗ (กามราคะ ความติดใจในกาม, ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งในใจ,@ทิฏฐิ ความเห็นผิด, วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย, มานะ ความถือตัว, ภวราคะ ความติดใจในภพ,@อวิชชา ความไม่รู้จริง) (สํ.สฬา.อ. ๓/๕๓-๖๒/๑๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๔๘}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ทุติยปัณณาสก์ อรรถกถาอวิชชาวรรคที่ ๑
ในอวิชชาวรรคที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อวิชฺชา ได้แก่ ความไม่รู้ในสัจจะ ๔.
บทว่า วิชฺชา ได้แก่ รู้แจ้งอรหัตตมรรค.
บทว่า อนิจฺจโต ชานโต ปสฺสโต ความว่า เมื่อรู้ เมื่อเห็น ว่าเป็นทุกข์เป็นอนัตตา ชื่อว่าย่อมละได้เหมือนกัน. ก็คำนี้ตรัสไว้โดยอัธยาศัยของบุคคลผู้ตรัสรู้ ในเมื่อตรัสโดยเป็นของไม่เที่ยง.
ในบททั้งปวงก็นัยนี้เหมือนกัน.
แต่ในที่นี้ บทว่า สญฺโญชนา ได้แก่ สัญโญชน์ ๑๐.
บทว่า อาสวา ได้แก่ อาสวะ ๔. บทว่า อนุสยา ได้แก่ อนุสัย ๗.
บทว่า สพฺพูปาทานปริญฺญา ได้แก่ เพื่อรู้ชัดอุปาทานหมดทั้ง ๔ ด้วยปริญญา ๓.
บทว่า ปริยาทานาย ได้แก่ เพื่อความเกษม.
บทที่เหลือในที่ทั้งปวงง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอวิชชาวรรคที่ ๑ -----------------------------------------------------
อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :- อรรถกถา สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อนิจจวรรคที่ ๕