๙. วีณาสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๓๔๓ยสฺส กสฺสจิ ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส วา ภิกฺขุนิยา วา จกฺขุ- วิญฺเญยฺเยสุ รูเปสุ อุปฺปชฺเชยฺย ฉนฺโท วา ราโค วา โทโส วา โมโห วา ปฏิฆํ วาปิ เจตโส ตโต จิตฺตํ นิวาเรยฺย สภโย เจโส มคฺโค สปฺปฏิภโย จ สกณฺฏโก จ สคหโน จ อุมฺมคฺโค จ กุมคฺโค จ ทุหิติโก จ อสปฺปุริสเสวิโต เจโส มคฺโค น เจโส มคฺโค สปฺปุริสเสวิโต น ตฺวํ เอตํ อรหสีติ ฯ ตโต จิตฺตํ นิวารเย จกฺขุวิญฺเญยฺเยหิ รูเปหิ ฯเปฯ ยสฺส กสฺสจิ ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส วา ภิกฺขุนิยา วา ชิวฺหาวิญฺเญยฺเยสุ รเสสุ ฯเปฯ มโนวิญฺเญยฺเยสุ ธมฺเมสุ อุปฺปชฺเชยฺย ฉนฺโท วา ราโค วา โทโส วา โมโห วา ปฏิฆํ วาปิ เจตโส ตโต จิตฺตํ นิวาเรยฺย สภโย เจโส มคฺโค สปฺปฏิภโย จ สกณฺฏโก จ สคหโน จ อุมฺมคฺโค จ กุมคฺโค จ ทุหิติโก จ อสปฺปุริสเสวิโต เจโส มคฺโค น เจโส มคฺโค สปฺปุริสเสวิโต น ตฺวํ เอตํ อรหสีติ ฯ ตโต จิตฺตํ นิวารเย มโนวิญฺเญยฺเยหิ ธมฺเมหิ ฯ
๓๔๔เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว กิฏฺฐํ สมฺปนฺนํ กิฏฺฐารกฺโข จ ปมตฺโต โคโณ จ กิฏฺฐาโท อทุํ กิฏฺฐํ โอตริตฺวา ยาวทตฺถํ มทํ อาปชฺเชยฺย ปมาทํ อาปชฺเชยฺย ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ฉสุ ผสฺสายตเนสุ อสํวุตการี ปญฺจสุ กามคุเณสุ ยาวทตฺถํ มทํ อาปชฺชติ ปมาทํ อาปชฺชติ ฯ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว กิฏฺฐํ สมฺปนฺนํ กิฏฺฐารกฺโข จ อปฺปมตฺโต โคโณ จ กิฏฺฐาโท อทุํ กิฏฺฐํ โอตเรยฺย ตเมนํ กิฏฺฐารกฺโข นาสาย สุคฺคหิตํ คเณฺหยฺย นาสาย สุคฺคหิตํ คเหตฺวา อุปริฆฏายํ สุนิคฺคหิตํ นิคฺคเณฺหยฺย อุปริฆฏายํ สุนิคฺคหิตํ นิคฺคเหตฺวา ทณฺเฑน สุตาฬิตํ ตาเฬยฺย ทณฺเฑน สุตาฬิตํ ตาเฬตฺวา โอสชฺเชยฺย ฯ ทุติยมฺปิ โข ภิกฺขเว ฯเปฯ ตติยมฺปิ โข ภิกฺขเว โคโณ กิฏฺฐาโท อทุํ กิฏฺฐํ โอตเรยฺย ตเมนํ กิฏฺฐารกฺโข นาสาย สุคฺคหิตํ คเณฺหยฺย นาสาย สุคฺคหิตํ คเหตฺวา อุปริฆฏายํ สุนิคฺคหิตํ นิคฺคเณฺหยฺย อุปริฆฏายํ สุนิคฺคหิตํ นิคฺคเหตฺวา ทณฺเฑน สุตาฬิตํ ตาเฬยฺย ทณฺเฑน สุตาฬิตํ ตาเฬตฺวา โอสชฺเชยฺย ฯ เอวํ หิ โส ภิกฺขเว โคโณ กิฏฺฐาโท คามคโต วา อรญฺญคโต วา ฐานพหุโล วา อสฺส นิสชฺชพหุโล วา น ตํ กิฏฺฐํ ปุน โอตเรยฺย ตเมว ปุริมํ ทณฺฑสมฺผสฺสํ สมนุสฺสรนฺโต ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว ยโต ภิกฺขุโน ฉสุ ผสฺสายตเนสุ จิตฺตํ อุทุชฺชิตํ โหติ สุทุชฺชิตํ อชฺฌตฺตเมว สนฺติฏฺฐติ สนฺนิสีทติ เอโกทิ โหติ สมาธิยติ ฯ
๓๔๕เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว รญฺโญ วา ราชมหามตฺตสฺส วา วีณาย สทฺโท อสฺสุตปุพฺโพ อสฺส ฯ โส วีณาย สทฺทํ สุเณยฺย โส เอวํ วเทยฺย อมฺโภ กสฺส นุ โข เอโส สทฺโท เอวํรชนิโย เอวํกมฺมนิโย เอวํมทนิโย เอวํมุจฺฉนิโย เอวํพนฺธนิโยติ ฯ ตเมนํ เอวํ วเทยฺยุํ เอสา โข ภนฺเต วีณา นาม ยสฺสา เอโส สทฺโท เอวํรชนิโย เอวํกมฺมนิโย เอวํมทนิโย เอวํมุจฺฉนิโย เอวํพนฺธนิโยติ ฯ โส เอวํ วเทยฺย คจฺฉถ เม โภ ตํ วีณํ อาหรถาติ ฯ ตสฺส ตํ วีณํ อาหเรยฺยุํ ตเมนํ เอวํ วเทยฺยุํ อยํ โข สา ภนฺเต วีณา ยสฺสา เอโส สทฺโท เอวํรชนิโย เอวํกมฺมนิโย เอวํมทนิโย เอวํมุจฺฉนิโย เอวํพนฺธนิโยติ ฯ {๓๔๕.๑} โส เอวํ วเทยฺย อลํ เม โภ ตาย วีณาย ตเมว เม สทฺทํ อาหรถาติ ฯ ตเมนํ เอวํ วเทยฺยุํ อยํ โข ภนฺเต วีณา นาม อเนกสมฺภารา มหาสมฺภารา อเนเกหิ สมฺภาเรหิ สมารทฺธา จรติ ฯ เสยฺยถีทํ ฯ โทณิญฺจ ปฏิจฺจ จมฺมญฺจ ปฏิจฺจ ทณฺฑญฺจ ปฏิจฺจ อุปธารเณ จ ปฏิจฺจ ตนฺติโย จ ปฏิจฺจ โกณญฺจ ปฏิจฺจ ปุริสสฺส จ ตชฺชํ วายามํ ปฏิจฺจ เอวายํ ภนฺเต วีณา นาม อเนกสมฺภารา มหาสมฺภารา อเนเกหิ สมฺภาเรหิ สมารทฺธา จรตีติ ฯ {๓๔๕.๒} โส ตํ วีณํ ทสธา วา สตธา วา ผาเลยฺย ทสธา วา สตธา วา ตํ ผาเลตฺวา สกลิกํ สกลิกํ กเรยฺย สกลิกํ สกลิกํ กริตฺวา อคฺคินา ฑเหยฺย อคฺคินา ฑหิตฺวา มสึ กเรยฺย มสึ กริตฺวา มหาวาเต วา โอผุเนยฺย นทิยา วา สีฆโสตาย ปวาเหยฺย ฯ โส เอวํ วเทยฺย อสติ กิรายํ โภ วีณา นาม ยเถวํ ยงฺกิญฺจิ วีณา นาม เอตฺถ ปนายํ ชโน อติเวลมฺปตฺโต ปลาฬิโตติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ รูปํ สมนฺเนสติ ยาวตา รูปสฺส คติ เวทนํ สมนฺเนสติ ยาวตา เวทนาย คติ สญฺญํ สมนฺเนสติ ยาวตา สญฺญาย คติ สงฺขาเร สมนฺเนสติ ยาวตา สงฺขารานํ คติ วิญฺญาณํ สมนฺเนสติ ยาวตา วิญฺญาณสฺส คติ ฯ ตสฺส รูปํ สมนฺเนสโต ยาวตา รูปสฺส คติ เวทนํ สมนฺเนสโต ฯเปฯ สญฺญํ ... สงฺขาเร ... วิญฺญาณํ สมนฺเนสโต ยาวตา วิญฺญาณสฺส คติ ยมฺปิสฺส ตํ โหติ อหนฺติ วา มมนฺติ วา อสฺมีติ วา ตมฺปิ ตสฺส น โหตีติ ฯ นวมํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙. วีโณปมสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยพิณ
“ภิกษุทั้งหลาย ฉันทะ (ความพอใจ) ราคะ (ความกำหนัด) โทสะ (ความขัดเคือง) โมหะ (ความหลง) หรือแม้ความกระทบกระทั่งในใจในรูปที่พึงรู้แจ้งทางตาพึงเกิดขึ้นแก่ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง ภิกษุหรือภิกษุณีรูปนั้นพึงห้ามจิตจากรูปที่พึงรู้แจ้งทางตานั้นโดยพิจารณาว่า ‘ทางนั้นมีภัย มีภัยจำเพาะหน้า มีหนามรกชัฏ เป็นทางอ้อม เป็นทางผิด และไปลำบาก ทางนั้นเป็นทางที่อสัตบุรุษดำเนินไม่ใช่ทางที่สัตบุรุษดำเนิน ท่านไม่ควรดำเนินไปทางนั้น’ @เชิงอรรถ : @ ฉันทะ ในที่นี้หมายถึงตัณหาที่มีกำลังอ่อน แรกเกิด ไม่สามารถทำให้กำหนัดได้ (สํ.สฬา.อ. ๓/๒๔๖/๑๒๔)@ ราคะ ในที่นี้หมายถึงตัณหาที่มีกำลังที่เกิดขึ้นต่อมา ทำให้เกิดความกำหนัดได้ (สํ.สฬา.อ. ๓/๒๔๖/๑๒๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๒๕๙}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๔. จตุตถปัณณาสก์ ๔. อาสีวิสวรรค ๙. วีโณปมสูตร ภิกษุหรือภิกษุณีพึงห้ามจิตจากรูปที่พึงรู้แจ้งทางตานั้น ฯลฯ ฉันทะ ราคะ โทสะ โมหะ หรือแม้ความกระทบกระทั่งในใจในรสที่พึงรู้แจ้งทางลิ้นพึงเกิดขึ้นแก่ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง ฯลฯ ฉันทะ ราคะ โทสะ โมหะ หรือแม้ความกระทบกระทั่งในใจในธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจพึงเกิดขึ้นแก่ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง ภิกษุหรือภิกษุณีรูปนั้นพึงห้ามจิตจากธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจนั้นโดยพิจารณาว่า “ทางนั้นมีภัย มีภัยจำเพาะหน้า มีหนาม รกชัฏ เป็นทางอ้อม เป็นทางผิด และไปลำบาก ทางนั้นเป็นทางที่อสัตบุรุษดำเนิน ไม่ใช่ทางที่สัตบุรุษดำเนิน ท่านไม่ควรดำเนินไปทางนั้น” ภิกษุหรือภิกษุณีพึงห้ามจิตจากธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจนั้น ข้าวกล้าถึงจะสมบูรณ์ แต่คนเฝ้าข้าวกล้าประมาท และโคตัวกินข้าวกล้าก็ลงลุยข้าวกล้าโน้น พึงถึงความเมามันเลินเล่อตามต้องการแม้ฉันใด ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่ทำความสำรวมในผัสสายตนะ ๖ ประการ ย่อมถึงความมัวเมาประมาทในกามคุณ ๕ ตามต้องการ ข้าวกล้าสมบูรณ์ คนเฝ้าข้าวกล้าก็ไม่ประมาท และโคที่กินข้าวกล้า ก็ลงลุยข้าวกล้าโน้น คนเฝ้าข้าวกล้าจับโคสนตะพายให้แน่น แล้วจับสายตะพายเหนือเขาให้มั่น ตีกระหน่ำด้วยท่อนไม้แล้วปล่อยเข้าฝูงไป แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓ โคที่กินข้าวกล้าก็ลงลุยข้าวกล้าโน้นอีก คนเฝ้าข้าวกล้าก็จับโคสนตะพายให้แน่น แล้วจับสายตะพายเหนือเขาให้มั่น ตีกระหน่ำด้วยท่อนไม้แล้วปล่อยเข้าฝูงไป เมื่อเป็นเช่นนั้น โคที่กินข้าวกล้านั้นจะอยู่ในบ้านก็ตาม อยู่ในป่าก็ตาม ก็จะเป็นสัตว์ยืนมากหรือนอนมาก ไม่กลับลงสู่ข้าวกล้าอีก พลางนึกถึงการถูกตีด้วยท่อนไม้ครั้งก่อนนั้นแลแม้ฉันใด ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อใดภิกษุข่มขู่คุกคามจิตในผัสสายตนะ ๖ ประการดีแล้ว เมื่อนั้นจิตย่อมอยู่สงบนิ่งอยู่ภายในตั้งมั่น เป็นหนึ่งผุดขึ้น เปรียบเหมือนพระราชาหรืออำมาตย์ของพระราชาไม่เคยสดับเสียงพิณ พระราชาหรืออำมาตย์ของพระราชานั้นสดับเสียงพิณแล้วพึงถามว่า “ผู้เจริญ เสียงที่น่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๒๖๐}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๔. จตุตถปัณณาสก์ ๔. อาสีวิสวรรค ๙. วีโณปมสูตร ใคร่อย่างนี้ น่าชอบใจอย่างนี้ น่าเพลิดเพลินอย่างนี้ น่าหมกมุ่นอย่างนี้ น่าพัวพันอย่างนี้ เป็นเสียงอะไร” ราชบุรุษทั้งหลายพึงทูลว่า “เสียงที่น่าใคร่อย่างนี้ น่าชอบใจอย่างนี้ น่า เพลิดเพลินอย่างนี้ น่าหมกมุ่นอย่างนี้ น่าพัวพันอย่างนี้ เป็นเสียงพิณ พ่ะย่ะค่ะ” พระราชาหรืออำมาตย์ของพระราชาพึงกล่าวว่า “ผู้เจริญ ท่านทั้งหลายจงไปนำพิณนั้นมาให้เรา” ราชบุรุษทั้งหลายนำพิณนั้นมาถวายพระราชาหรืออำมาตย์ของพระราชานั้นแล้วพึงกราบทูลว่า “นี่คือพิณนั้นซึ่งมีเสียงน่าใคร่อย่างนี้ น่าชอบใจอย่างนี้ น่าเพลิดเพลินอย่างนี้ น่าหมกมุ่นอย่างนี้ น่าพัวพันอย่างนี้ พ่ะย่ะค่ะ” พระราชาหรืออำมาตย์ของพระราชาพึงกล่าวว่า “ผู้เจริญ เราไม่ต้องการพิณนี้ท่านทั้งหลายจงนำเสียงพิณนั้นมาให้เรา” ราชบุรุษทั้งหลายพึงกราบทูลว่า “ขึ้นชื่อว่าพิณนี้มีเครื่องประกอบมากมาย หลายอย่าง พิณที่นายช่างประกอบดีแล้วด้วยเครื่องประกอบหลายอย่างจึงจะเปล่งเสียงได้ คือ อาศัยราง อาศัยหนัง อาศัยคัน อาศัยลูกบิด อาศัยสาย อาศัยไม้ดีดพิณ และอาศัยความพยายามของบุรุษซึ่งเหมาะแก่พิณนั้น ขึ้นชื่อว่าพิณนี้มีเครื่องประกอบมากมายหลายอย่าง พิณที่นายช่างประกอบดีแล้วด้วยเครื่องประกอบหลายอย่าง จึงจะเปล่งเสียงได้อย่างนี้ พ่ะย่ะค่ะ” พระราชาหรืออำมาตย์ของพระราชานั้นพึงผ่าพิณนั้นเป็น ๑๐ เสี่ยง หรือ ๑๐๐เสี่ยงแล้ว ทำให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วพึงเผาไฟทำให้เป็นเขม่า โปรยไปในลมพายุหรือลอยไปในแม่น้ำที่มีกระแสเชี่ยว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านผู้เจริญ ได้ยินว่าขึ้นชื่อว่าพิณนี้เลวทราม สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ชื่อว่าพิณก็เลวทรามเหมือนพิณฉะนั้น เพราะพิณนี้ทำให้คนประมาท หลงใหลจนเกินขอบเขต” แม้ฉันใด @เชิงอรรถ : @ ลูกบิด หมายถึงอุปกรณ์ปิดช่องหรือขดสายเครื่องดนตรีประเภทเครื่องดีดหรือเครื่องสีให้ตึงหรือหย่อน@มักทำด้วยไม้หรืองา (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ หน้า ๗๓๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๒๖๑}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๔. จตุตถปัณณาสก์ ๔. อาสีวิสวรรค ๑๐. ฉัปปาณโกปมสูตร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมค้นหารูปตลอดคติแห่งรูปที่มีอยู่ ค้นหาเวทนาตลอดคติแห่งเวทนาที่มีอยู่ ค้นหาสัญญาตลอดคติแห่งสัญญาที่มีอยู่ค้นหาสังขารตลอดคติแห่งสังขารที่มีอยู่ ค้นหาวิญญาณตลอดคติแห่งวิญญาณที่ มีอยู่ เมื่อภิกษุนั้นค้นหารูป ฯลฯ สัญญา ... สังขาร ... เมื่อภิกษุนั้นค้นหา วิญญาณตลอดคติแห่งวิญญาณที่มีอยู่ ความถือว่า ‘เรา’ ‘ของเรา’ ‘มีเรา’ ของภิกษุนั้นไม่มีเลย” วีโณปมสูตรที่ ๙ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาวีณาสูตรที่ ๙
ในวีโณปมสูตรที่ ๙ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
พระศาสดาทรงเริ่มคำว่า ยสฺส กสฺสจิ ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส วา ภิกฺขุนิยา วา ดังนี้ไว้ เพื่อทรงแสดงว่า เปรียบเหมือนว่า มหากุฏุมพีทำกสิกรรมมาก เสร็จนาได้ข้าวกล้าแล้ว สร้างปะรำไว้ที่ประตูเรือน เริ่มถวายทานแด่สงฆ์ทั้งหลาย. ถึงแม้เขาจะตั้งใจถวายแด่พระสงฆ์ทั้งสองฝ่าย (เท่านั้น) ก็จริง ถึงกระนั้น เมื่อบริษัททั้งสองฝ่ายอิ่มหนำสำราญแล้ว แม้ชนที่เหลือก็พลอยอิ่มหนำสำราญไปด้วยฉันใดพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทรงบำเพ็ญบารมีมา ๔ อสงไขยเศษ ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณที่ควงโพธิพฤกษ์ ทรงแสดงธรรมจักรอันประเสริฐ ประทับนั่งที่พระเชตวันมหาวิหาร เมื่อประทานธรรมบูชาแก่ภิกษุบริษัทและภิกษุณีบริษัท จึงทรงปรารภวีโณปมสูตร.
ก็วีโณปมสูตรนี้นั้น ถึงจะทรงปรารภหมายเอาบริษัททั้งสอง (เท่านั้น) ก็จริง ถึงกระนั้น ก็มิได้ทรงห้ามบริษัททั้ง ๔. เพราะฉะนั้น แม้บริษัททั้งมวลก็ควรฟังได้ ทั้งมีศรัทธาได้ด้วย ทั้งบำเพ็ญให้บริบูรณ์แล้ว ก็จะได้ดื่มอรรถรส แห่งพระธรรมเทศนานั้น.
____________________________
ปาฐะว่า ปริโยคาหิตฺวา ปสฺส ฉบับพม่าเป็น ปริโยคาหิตฺวา จสฺส แปลตามฉบับพม่า.
บรรดาบทเหล่านั้น ในบทว่า ฉนฺโท เป็นต้น พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ตัณหาที่มีกำลังอ่อนแรกเกิด ชื่อว่าฉันทะ ฉันทะนั้นไม่สามารถเพื่อให้กำหนัดได้. แต่ตัณหาที่มีกำลัง เมื่อเกิดขึ้นบ่อยๆ จึงชื่อว่าราคะ. ราคะนั้นสามารถทำให้กำหนัดยินดีได้. ความโกรธที่มีกำลังน้อย แรกเกิดไม่สามารถ เพื่อจะถือท่อนไม้เป็นต้นได้ ชื่อว่าโทสะ. ส่วนความโกรธที่มีกำลังมาก เกิดขึ้นติดต่อกันมา สามารถจะทำการเหล่านั้นได้ ชื่อว่าปฏิฆะ. ส่วนความไม่รู้ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งความหลงและความงมงาย ชื่อว่าโมหะ. เมื่อเป็นเช่นนั้น ในสูตรนี้เป็นอันท่านสงเคราะห์อกุศลมูล ๓ ไว้ด้วยบททั้ง ๕. เมื่อถือเอาอกุศลมูลเหล่านั้นแล้ว กิเลสที่มีอกุศลธรรมเหล่านั้นเป็นมูล ก็เป็นอันทรงหมายเอาแล้วแล.
____________________________
ปาฐะว่า สมตฺโถ ฉบับพม่าเป็น อสมตฺโถ แปลตามฉบับพม่า.
อีกอย่างหนึ่ง ด้วยบททั้ง ๒ ว่า ฉนฺโท ราโค นี้ เป็นอันทรงหมายเอาจิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโลภจิต ๘ ดวง.
ด้วยบททั้ง ๒ ว่า โทโส ปฏิฆํ เป็นอันทรงหมายเอาจิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโทมนัส ๒ ดวง.
ด้วยบทว่า โมหะ เป็นอันทรงหมายเอาจิตตุปบาทที่สหรคตด้วยอุทธัจจะและวิจิกิจฉาสองดวง ปราศจากโลภะและโทสะ. สรุปแล้วเป็นอันทรงแสดงจิตตุปบาท (ฝ่ายอกุศล) ๑๒ ดวงทั้งหมดไว้แล้ว.
____________________________
โมหมานโทสรหิตา ฉบับพม่า โมหปเทน โลภโทสรหิตา แปลตามฉบับพม่า.
บทว่า สภโย ความว่า มีภัย เพราะเป็นสถานที่อยู่อาศัยของพวกโจรคือกิเลส.
บทว่า สปฺปฏิภโย ความว่า มีภัยเฉพาะหน้า เพราะเป็นเหตุแห่งการฆ่าและการจองจำเป็นต้น.
บทว่า สกณฺฏโก ความว่า มีหนาม เพราะมีหนามมีราคะ เป็นต้น
____________________________
ปาฐะว่า ราคาทีหิ กณฺฏโก ฉบับพม่าเป็น ราคาทีหิ กณฺฏเกหิ แปลตามฉบับพม่า.
บทว่า อุมฺมคฺโค ความว่า ไม่ใช่ทางสำหรับผู้จะดำเนินไปสู่เทวโลก มนุสสโลก หรือพระนิพพาน.
บทว่า กุมฺมคฺโค ความว่า ชื่อว่าทางชั่ว เพราะเป็นทางให้ถึงอบาย เหมือนทางเท้าที่ทอดไปสู่สถานที่ซึ่งน่ารังเกียจ สะอิดสะเอียน.
บทว่า ทุหิติโก มีอรรถวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า อิริยนา เพราะเป็นที่ดำเนินไป. ทางชื่อว่า ทุหิติโก เพราะเป็นที่ไปลำบาก.
เพราะว่าทางใดไม่มีของขบเคี้ยวมีมูลผลาหารเป็นต้นหรือของลิ้ม ทางนั้นมีการไปลำบาก. คนเดินไปทางนั้นแล้ว ไม่สามารถจะถึงที่มุ่งหมายได้ (ฉันใด) คนดำเนินไปแม้สู่ทางคือกิเลส ก็ไม่อาจถึงสัมปัตติภพได้ (ฉันนั้น) เพราะฉะนั้น ทางคือกิเลสพระองค์จึงตรัสว่า ทุหิติโก (เป็นทางที่ไปลำบาก). ปาฐะว่า ทฺวีหิติโก ก็มี. ความหมายก็แนวเดียวกันนั่นแหละ.
บทว่า อสปฺปุริสเสวิโต ความว่า เป็นทางที่อสัตบุรุษมีพระโกกาลิกะเป็นต้นเดินไปแล้ว.
บทว่า ตโต จิตฺตํ นิวารเย ความว่า พึงห้ามจิตนั้นที่เป็นไปแล้วด้วยอำนาจแห่งฉันทะเป็นต้น จากรูปเหล่านั้นที่จะพึงรู้แจ้งได้ทางจักษุ ด้วยอุบายมีการระลึกถึงอสุภารมณ์เป็นต้น.
อธิบายว่า เมื่อความกำหนัดในเพราะอิฏฐารมณ์ เกิดขึ้นในจักษุทวาร จิตของผู้ระลึกถึง (มัน) โดยความเป็นอสุภะ จะหมุนกลับ. เมื่อความขัดเคืองในเพราะอนิฏฐารมณ์เกิดขึ้น จิตของผู้ระลึกถึงมันโดยเมตตา จะหมุนกลับ. เมื่อความหลงในเพราะมัชฌัตตารมณ์เกิดขึ้น จิตของผู้ระลึกถึงการสอบถามอุทเทส การอยู่กับครู จะหมุนกลับ. แต่บุคคลเมื่อไม่สามารถทำอย่างนี้ได้ ควรระลึกถึงความที่พระศาสดาเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ความที่พระธรรมเป็นสวากขาตธรรม และความปฏิบัติของพระสงฆ์เพราะว่า เมื่อภิกษุพิจารณาความที่พระศาสดาเป็นผู้ยิ่งใหญ่ก็ดี ความที่พระธรรมเป็นสวากขาตธรรมก็ดี พิจารณาการปฏิบัติชอบของพระสงฆ์ก็ดี จิตจะหมุนกลับ. ด้วยเหตุนั้น จึงได้กล่าวไว้ว่า อสุภาวชฺชนาทีหิ อุปาเยหิ นิวารเย.
____________________________
ปาฐะว่า สุปฏิปตฺตึ ฉบับพม่าเป็น สุปฏิปตฺติ แปลตามฉบับพม่า.
บทว่า กิฏฺฐํ ได้แก่ หัวคล้าที่เกิดขึ้นในที่ๆ แออัด.
บทว่า สมฺปนฺนํ ได้แก่ บริบูรณ์แล้ว คืองอกงามดีแล้ว.
บทว่า กิฏฺฐาโต ได้แก่ เคี้ยวกินข้าวกล้า.
ในบทว่า เอวเมว โข นี้ พึงเห็นเบญจกามคุณเหมือนข้าวกล้าที่สมบูรณ์แล้ว. จิตโกงพึงเห็นเหมือนโคที่กินข้าวกล้าในที่แออัด. เวลาที่ภิกษุละทิ้งสติ (ปล่อยใจ) เที่ยวไปในทวารทั้ง ๖ เหมือนกับในเวลาที่ผู้เฝ้าข้าวกล้าประมาทฉะนั้น. ภาวะที่ภิกษุไม่ได้บรรลุสามัญญผล เพราะธรรมฝ่ายกุศลเสื่อมไป ในเมื่อจิตอาศัยการอยู่ปราศจากสติ [ที่]มีหน้าที่รักษาทวาร ๖ ชอบใจเบญจกามคุณพึงทราบว่าเหมือนเจ้าของข้าวกล้าไม่ได้รับผลแห่งข้าวกล้า เพราะข้าวกล้าที่กำลังท้องถูกโคกิน โดยอาศัยความประมาทของผู้รักษาข้าวกล้า ฉะนั้น.
บทว่า อุปริฆฏาย ได้แก่ ในระหว่างเขาทั้งสอง.
____________________________
ปาฐะว่า ฆาตานํ ฉบับพม่าเป็น ฆฏายํ แปลตามฉบับพม่า.
บทว่า สุนิคฺคหิตํ นิคฺคณฺเหยฺย ความว่า จับให้มั่นที่เชือกสนสะพายที่พาดอยู่เหนือเขา.
บทว่า ทณฺเฑน ความว่า ด้วยตะพด มีลักษณะคล้ายค้อน.
บทว่า เอวํ หิ โส ภิกฺขเว โคโณ ความว่า โคนั้นอาศัยความเผลอของคนเฝ้าข้าวกล้าอย่างนี้แล้ว ในขณะที่อยากจะกินข้าวกล้าจะถูกเจ้าของปราบให้หมดพยศ โดยการกำหราบ ตี แล้วปล่อยไปอย่างนี้.
บทว่า เอวเมว โข ความว่า แม้ในพระสูตรนี้ กามคุณทั้ง ๕ พึงเห็นเหมือนข้าวกล้าที่สมบูรณ์จิตโกง พึงเห็นเหมือนโคที่เป็นเหมือนความไม่เผลอของผู้เฝ้าข้าวกล้า. พระสูตร เปรียบเหมือนไม้ตะพด. การระลึกถึงพระสูตรนั้นๆ ในบรรดาพระสูตรทั้งหลายมีอนมตคฺติยสูตร เทวทูตสูตร อาทิตตสูตร อาสีวิสูปมสูตร อนาคตภยสูตรเป็นต้น ในเวลาที่จิตมุ่งหน้าสู่อารมณ์หยาบในภายนอก แล้วหักห้ามจิตตุปบาทไว้จากอารมณ์ที่หยาบ แล้วหยั่งลงในมูลกัมมัฏฐาน พึงทราบว่า เป็นเหมือนการตีโคด้วยไม้ตะพด ในเวลาที่มันบ่ายหน้าลงสู่ข้าวกล้า.
____________________________
ปาฐะว่า อิทานิบิ ฉบับพม่าเป็น อิธาปิ แปลตามฉบับพม่า.
ปาฐะว่า สุตฺตโต ฉบับพม่าเป็น สุตฺตนฺฌต แปลตามฉบับพม่า.
ปาฐะว่า ปุถุตฺตารมมณาภิมุขกาโล. อมนตคฆิย... ฉบับพม่าเป็น ปุถุตารมฺมณาภิมุขกาเล อนมตคฺคิย... แปลตามฉบับพม่า
ปาฐะว่า กิฏฺฐาภิมุขกาโล. ทณฺเฑน ฉบับพม่าเป็น กิฏฺฐาภิมุขกาเล ทณฺเฑน แปลตามฉบับพม่า.
ด้วยเหตุนั้น พระโบราณาจารย์จึงได้กล่าวไว้ว่า :-
เพราะได้ฟังพระสูตรที่ตรัสดีแล้ว ใจจึงผ่อง
สงบ และจิตนั้นจะประสบปีติและสุข ในเวลานั้น
ใจของเธอจะดำรงอยู่ในอารมณ์ (แห่งกัมมัฏฐาน)
เหมือนโคที่กินข้าวกล้า ถูกหวดด้วยตะพดฉะนั้น.
บทว่า อุทุชิตํ แปลว่า จิตอันภิกษุข่มแล้ว.
บทว่า สุทุชิตํ แปลว่า กลายเป็นจิตอันภิกษุข่มไว้ดีแล้ว. อธิบายว่า อันเธอชนะแล้วด้วยดีบ้าง.
บทว่า อุทุ สุทุ นี้เป็นเพียงนิบาตเท่านั้น.
____________________________
ปาฐะว่า อุรุ สุรุติ ฉบับพม่าเป็น อุทุ สุทุ และตรงตามฉบับพม่า.
บทว่า อชฺฌตฺตํ แปลว่า มีอารมณ์เป็นภายใน.
ในบทว่า สนฺติฏฺฐติ เป็นต้นมีอธิบายว่า สงบอยู่ด้วยอำนาจแห่งปฐมฌาน สงบนิ่งด้วยอำนาจแห่งทุติยฌาน เป็นจิตมีธรรมอย่างเอกผุดขึ้นด้วยอำนาจแห่งตติยฌาน ตั้งมั่นด้วยอำนาจแห่งจตุตถฌาน.
อีกอย่างหนึ่ง คำทั้งหมดนี้ พึงทราบด้วยอำนาจปฐมฌาน.
จริงอยู่ ธรรมดาอินทริยสังวรสีล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า เป็นการอนุรักษ์สมถะ ด้วยคำมีประมาณเท่านี้.
บทว่า รญฺโญ วา หมายถึง เจ้าเมืองชายแดนลางองค์นั่นเอง.
บทว่า สทฺทํ สุเณยฺยํ ความว่า ตื่นบรรทมในเวลาเช้า พึงได้สดับเสียงพิณอันไพเราะที่นักพิณผู้ชำนาญดีดอยู่.
ในบทว่า รชนีโย เป็นต้น มีอธิบายว่า
ชื่อว่า รชนีโย เพราะให้จิตยินดี. ชื่อว่า กมนีโย เพราะชอบให้ใคร่. ชื่อว่า มทนีโย เพราะ (ทำให้) จิตมัวเมา ชื่อว่า มุจฺฉนีโย เพราะหลงโดยเป็นเหมือนทำจิตให้ลุ่มหลง. ชื่อว่า พนฺธนีโย เพราะผูกพันไว้โดยยึดถือเหมือนผูกมัดไว้.
บทว่า อลํ เม โภ ความว่า เมื่อเห็นสัณฐานของพิณแล้วไม่ปรารถนา จึงกล่าวอย่างนี้.
บทว่า อุปธารเณ ได้แก่ ลูกบิด (สำหรับขึ้นสาย).
บทว่า โกณํ ได้แก่ ไม้แก่น ๔ เหลี่ยม.
บทว่า โส ตํ วีณํ ความว่า พระราชานั้นรับสั่งว่า ท่านทั้งหลายจงนำพิณนั้นมา เราจะดูเสียงของมัน แล้วทรงจับพิณนั้น.
ในบทว่า ทสธา วา เป็นต้น มีอธิบายว่า พึงผ่าออกเป็น ๑๐ เสี่ยงก่อน. ครั้นพระองค์ไม่เห็นเสียงของมัน จึงทรงผ่าออกเป็น ๑๐๐ เสี่ยง เมื่อไม่ทรงเห็นอย่างนั้น จึงทรงสับเป็นชิ้นๆ เมื่อไม่ทรงเห็นอย่างนั้น จึงทรงพระดำริว่า จักเผาชิ้นเล็กชิ้นน้อย ส่วนเสียงจะหนีออกไป คราวนั้น เราจักเห็นมัน ดังนี้แล้ว จึงใช้ไฟเผา เมื่อไม่ทรงเห็นอย่างนั้น จึงทรงพระดำริว่า ละอองเขม่าที่เบาๆ จักปลิวไปตามลมส่วนเสียงจักออกไป ตกลงใกล้เท้าเหมือนข้าวสารข้าวเปลือก. เมื่อนั้น เราจักเห็นมัน แล้วทรงโปรยไปที่ลมแรงๆ. แม้อย่างนั้นก็ไม่ทรงเห็น จึงทรงพระดำริว่า ละอองเขม่าจักลอยไปตามน้ำ ส่วนเสียงจักข้ามออกไป เหมือนคน (ข้าม) ไปสู่ฝั่ง เมื่อนั้นเราจักเห็นมัน จึงทรงลอยมันไป ตามแม่น้ำที่มีกระแสเชี่ยว.
____________________________
ปาฐะว่า สตฺตธา แต่ในบาลี และฉบับพม่าเป็น สตธา จึงแปลตามนั้น.
ปาฐะว่า จารํ คจฺฉนฺโต ปุริโส วิย นิกฺขมิตฺวา ปติสฺสติ ฉบับพม่าเป็น ปารํ คจฺฉนฺโต ปุริโส วิย นิกฺขมิตฺวา ตริสฺสติ แปลตามฉบับพม่า
บทว่า เอวํ วเทยฺย ความว่า พระราชาเมื่อไม่ทรงเห็นด้วยอุบายวิธีเหล่านี้แม้ทุกอย่าง จึงตรัสกับคนเหล่านั้นอย่างนี้.
บทว่า อสติ กิรายํ ความว่า ได้ยินว่า พิณนี้ไม่ได้สติ. อธิบายว่า เป็นพิณชั้นเลว.
บทว่า อสติ นี้ เป็นคำเรียกถึงสิ่งที่ลามก.
สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
อสา โลกิตฺถิโย นาม เวลา ตาสํ น วิชฺชติ สารตฺตา จ ปคพฺภา จ สิขี สพฺพฆโส ยถา ขึ้นชื่อว่าหญิงประโลมโลก ลามก ทั้งร่าน ทั้งคะนอง ไม่มีขอบเขต เหมือนไฟที่กินไม่เลือก ฉะนั้น.
____________________________
ปาฐะว่า อสฺสา ฉบับพม่าเป็น อสา แปลตามฉบับพม่า.
ปาฐะว่า สพฺพโส ฉบับพม่าเป็น สพฺพฆโส แปลตามฉบับพม่า.
บทว่า ยเถวํ ยงฺกิญฺจิ วีณา นาม มีอธิบายว่า ไม่ใช่พิณอย่างเดียวเท่านั้นที่เลวถึงสิ่งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับดนตรีทุกชนิดก็เลวเหมือนพิณนั่นแหละ.
____________________________
ปาฐะว่า ยเถว ปน อยํ วีณาเยว ลามิกา ยเถวสฺส อยํ วีณา นาม. เอวํ ยงฺกิญฺจิ อญฺญมฺปิ ตนฺติพทฺธํ สพพํ ลามกเมวาติ อตฺโถ.
ฉบับพม่าเป็น ยเถว ปน อยํ วีณา นาม, เอวํ ยงฺกิญฺจิ อยฺญมฺปิ ตนฺติพทฺธํ สพฺพํ ตํ ลามกเมวาติ อตฺโถ แปลตามฉบับพม่า.
พึงทราบวินิจฉัย ในบทว่า เอวเมว โข นี้ ดังต่อไปนี้ :-
เบญจขันธ์ พึงทราบว่า เหมือนพิณ. พระโยคาวจร พึงทราบว่า เหมือนพระราชา. พระราชานั้น จำเดิมแต่ทรงผ่าพิณนั้นออก เป็น ๑๐ เสี่ยงแล้วทรงใคร่ครวญดู ก็ไม่ทรงเห็นเสียง จึงไม่มีประสงค์พิณฉันใด พระโยคาวจรก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อพิจารณาเบญจขันธ์ ไม่เห็นอะไรที่จะพึงถือเอาว่าเราหรือของเรา ก็ไม่มีความประสงค์ด้วยขันธ์.
ด้วยเหตุนั้น เมื่อจะทรงแสดงการพิจารณาขันธ์นั้นแก่ภิกษุนั้น จึงตรัสคำมีอาทิว่า รูปํ สมนฺเนสติ ยาวตา รูปสฺส คติ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมนฺเนสติ ได้แก่ ปริเยสติ (แปลว่าแสวงหา).
บทว่า ยาวตา รูปสฺส คติ ความว่า คติของรูปมีประมาณเท่าใด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คติ ได้แก่ คติ ๕ อย่าง คือ คติคติ ๑ สัญชาติคติ ๑ สลักขณคติ ๑ วิภวคติ ๑ เภทคติ ๑.
____________________________
ปาฐะว่า พหุวิธา ฉบับพม่าเป็น ปญฺจวิธา แปลตามฉบับพม่า.
บรรดาคติทั้ง ๕ นั้น ขึ้นชื่อว่ารูปนี้ จะท่องเที่ยวหมุนเวียนไปในระหว่างนี้ เบื้องต่ำจดอเวจีนรก เบื้องบนจดพรหมโลกชั้นอกนิษฐ์ การท่องเที่ยวหมุนเวียนไปนี้ชื่อว่า คติคติ ของรูปนั้น.
อนึ่ง กายนี้ไม่ใช่เกิดที่กลีบบัวหลวงเลย ไม่ใช่เกิดที่กลีบบัวเขียวและดอกบัวขาบเป็นต้น แต่เกิดที่ระหว่างท่ออาหารใหม่และท่ออาหารเก่า คือในโอกาสที่มืดมนเหลือหลาย ที่เป็นที่ท่องเที่ยวไปในป่าที่มีกลิ่นเหม็น น่าเกลียดอย่างยิ่ง เหมือนหนอนที่เกิดในปลาเน่าเป็นต้น นี้ชื่อว่า สญฺชาติคติ ของรูป.
ก็ลักษณะของรูปมีสองอย่าง คือปัจจัตตลักษณะ กล่าวคือการย่อยยับที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่ารูป เพราะอรรถว่าย่อยยับไป ๑ สามัญญลักษณะ คือความไม่เที่ยงเป็นต้น ๑ นี้ชื่อว่า สลักขณคติ ของรูปนั้น.
ความไม่มีแห่งรูป ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า :-
ป่าใหญ่ เป็นคติของเนื้อทั้งหลาย
อากาศเป็นคติ ของปักษีทั้งหลาย
วิภพ (สภาวะที่ปราศจากภพ) เป็นคติของธรรมทั้งหลาย.
พระนิพพานเป็นคติของพระอรหันต์.
ชื่อว่า วิภวคติ.
ก็ความแตกต่างแห่งรูปนั้น นี้ชื่อว่า เภทคติ.
แม้ในเวทนาเป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน.
แท้จริง ในที่นี้พึงทราบคติว่าเป็นที่เกิดแห่งรูปเหล่านั้น (ว่าเกิดใน) เบื้องบนจนถึงภวัคคพรหมอย่างเดียว. แต่ในสลักขณคติ พึงทราบลักษณะเฉพาะอย่าง ด้วยสามารถแห่งการเสวย การจำได้ การปรุงแต่งและการรู้แจ้ง.
____________________________
ปาฐะว่า โสมมนสฺส ฉบับพม่าเป็น โส ปนสฺส แปลตามฉบับพม่า.
ปาฐะว่า สลกฺขณคติ อยญฺจ ฉบับพม่าเป็น สลกฺขณคติยํ จ แปลตามฉบับพม่า.
บทว่า ตมฺปิ ตสฺส น โหติ ความว่า แม้การยึดถือ ๓ อย่างในรูปารมณ์เป็นต้นด้วยอำนาจทิฏฐิ ตัณหาและมานะ ที่ท่านแสดงไว้อย่างนี้ว่าเรา ว่าของเรา หรือว่าเราเป็นนั้น ก็ไม่มีแก่พระขีณาสพนั้น. รวมความว่า พระสูตรชื่อว่าเป็นไปตามลำดับ.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในมหาอัฏฐกถาว่า
ศีลท่านกล่าวไว้ในเบื้องต้น สมาธิ และภาวนา
ท่านกล่าวไว้แล้ว ในท่ามกลาง และนิพพาน
กล่าวไว้ในที่สุด ข้ออุปมาด้วยพิณนี้ พระผู้มี-
พระภาคเจ้า ทรงแสดงไว้แล้ว ดังนี้.
____________________________
ปาฐะว่า ทิฏฺฐิตณฺหามาน คาหตฺตยตํ ขีณาสวสฺส ฉบับพม่าเป็น ทิฏฺฐิตณฺหามานคฺคาหตฺตยํ ตมฺปิ ตสฺส แปลตามฉบับพม่า.
จบอรรถกถาวีณาสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------------