๓. ปหานสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๓๖๓ติสฺโส อิมา ภิกฺขเว เวทนา ฯ กตมา ติสฺโส ฯ สุขา เวทนา ทุกฺขา เวทนา อทุกฺขมสุขา เวทนา ฯ สุขาย ภิกฺขเว เวทนาย ราคานุสโย ปหาตพฺโพ ทุกฺขาย เวทนาย ปฏิฆานุสโย ปหาตพฺโพ อทุกฺขมสุขาย เวทนาย อวิชฺชานุสโย ปหาตพฺโพ ฯ ยโต โข ภิกฺขเว ภิกฺขุโน สุขาย เวทนาย ราคานุสโย ปหีโน โหติ ทุกฺขาย เวทนาย ปฏิฆานุสโย ปหีโน โหติ อทุกฺขมสุขาย เวทนาย อวิชฺชานุสโย ปหีโน โหติ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ นิราคานุสโย สมฺมทฺทโส อจฺเฉชฺชิ ตณฺหํ วิวตฺตยิ สญฺโญชนํ สมฺมามานาภิสมยา อนฺตมกาสิ ทุกฺขสฺสาติ ฯ
๓๖๔สุขํ เวทยมานสฺส เวทนํ อปฺปชานโต โส ราคานุสโย โหติ อนิสฺสรณทสฺสิโน ฯ ทุกฺขํ เวทยมานสฺส เวทนํ อปฺปชานโต ปฏิฆานุสโย โหติ อนิสฺสรณทสฺสิโน ฯ อทุกฺขมสุขํ สนฺตํ ภูริปญฺญํ น เทสิตํ ตํ วาปิ อภินนฺทติ เนว ทุกฺขา ปมุจฺจติ ฯ ยโต จ ภิกฺขุ อาตาปี สมฺปชญฺญํ น ริญฺจติ ตโต โส เวทนา สพฺพา ปริชานาติ ปณฺฑิโต ฯ โส เวทนา ปริญฺญาย ทิฏฺเฐ ธมฺเม อนาสโว กายสฺส เภทา ธมฺมฏฺโฐ สงฺขฺยํ นูเปติ เวทคูติ ฯ ตติยํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. ปหานสูตร ว่าด้วยการละ
“ภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓ ประการนี้ เวทนา ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. สุขเวทนา ๒. ทุกขเวทนา ๓. อทุกขมสุขเวทนา เธอทั้งหลายพึงละราคานุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดานคือราคะ) ในสุข-เวทนา พึงละปฏิฆานุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดานคือความกระทบกระทั่งในใจ)ในทุกขเวทนา พึงละอวิชชานุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดานคืออวิชชา) ในอทุกขมสุขเวทนา เพราะภิกษุละราคานุสัยในสุขเวทนา ละปฏิฆานุสัยในทุกขเวทนาละอวิชชานุสัยในอทุกขมสุขเวทนาได้ ฉะนั้นภิกษุนี้เราจึงเรียกว่า ‘ผู้ไม่มีอนุสัย มีความเห็นชอบ ตัดตัณหาได้ เพิกถอนสังโยชน์แล้ว ได้ทำที่สุดแห่งทุกข์ เพราะรู้แจ้งมานะได้โดยชอบ’ ราคานุสัยนั้นย่อมมีแก่ภิกษุผู้เสวยสุขเวทนา ผู้ไม่รู้ชัด มีปกติไม่เห็นธรรมเครื่องสลัดออก ปฏิฆานุสัยย่อมมีแก่ภิกษุผู้เสวยทุกขเวทนา ผู้ไม่รู้ชัด มีปกติไม่เห็นธรรมเครื่องสลัดออก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๒๗๑}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๒. เวทนาสังยุต] ๑. สคาถวรรค ๔. ปาตาลสูตร บุคคลเพลิดเพลินอทุกขมสุขเวทนาซึ่งมีอยู่ ที่พระผู้มีพระภาคผู้มีปัญญาดุจแผ่นดินทรงแสดงไว้แล้ว ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ เมื่อใดภิกษุมีความเพียร ไม่ละสัมปชัญญะ เมื่อนั้นเธอเป็นบัณฑิต กำหนดรู้เวทนาทั้งปวงได้ เธอครั้นกำหนดรู้เวทนาแล้ว ไม่มีอาสวะในปัจจุบัน ตั้งอยู่ในธรรม จบเวท ตายไป ย่อมไม่เข้าถึงการบัญญัติ” ปหานสูตรที่ ๓ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปหานสูตรที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในปหานสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้.
บทว่า อจฺเฉชฺชิ ตญฺหํ ความว่า ตัดตัณหาแม้ทั้งปวงได้เด็ดขาดแล้ว.
บทว่า นิวตฺตยิ สญฺโญชนํ ความว่า เพิกถอนสังโยชน์ทั้ง ๑๐ อย่างได้แล้ว คือได้ทำให้หมดมูล.
บทว่า สมฺมา คือ โดยเหตุคือโดยการณ์.
บทว่า มานาภิสมยา ความว่า เพราะเห็นและละมานะเสียได้ ด้วยว่า อรหัตตมรรคย่อมเห็นซึ่งมานะด้วยสามารถแห่งกิจ. นี้จัดเป็นการละมานะนั้นด้วยทัสสนะ. ส่วนมานะนั้นอันอรหัตตมรรคนั้นเห็นแล้ว ย่อมละได้ทันทีเหมือนชีวิตของสัตว์อันบุคคลเห็นละได้ด้วยสามารถทิฏฐิฉะนั้น. นี้จัดเป็นการละมานะนั้นด้วยปหานะ.
บทว่า อนฺตมกาสิทุกฺขสฺส ท่านอธิบายว่า ที่สุด ๔ เหล่านี้ใด คือที่สุดมีเขตแดนเป็นที่สุด ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า เครื่องผูกกาย ย่อมคร่ำคร่าเป็นที่สุด หรือมีความสดสวยเป็นที่สุดดังนี้ ๑ที่สุดแห่งความลามก พระองค์ตรัสอย่างนี้ว่า นี้เป็นที่สุดแห่งชีวิต นะภิกษุทั้งหลายดังนี้ ๑ ส่วนสุดท่านกล่าวอย่างนี้ว่า กายของตนมีที่สุดอย่างหนึ่งดังนี้ ๑ส่วนสุดท่านกล่าวอย่างนี้ว่า นั่นแลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ เพราะสิ้นปัจจัยทั้งหมดดังนี้ ๑
ในที่สุด ๔ เหล่านั้น ภิกษุได้ทำที่สุดกล่าวคือส่วนที่ ๔ แห่งวัฏฏทุกข์ทั้งหมดนั่นแล คือได้ทำการเพื่อกำหนด การที่กำหนดไว้ คือได้ทำทุกข์เหลือเพียงร่างกายเป็นที่สุดดังนี้.
บทว่า สมฺปชญฺเญน นิพฺพาติ ได้แก่ ย่อมละเสียได้ด้วยสัมปชัญญะ.
บทว่า สงฺขยํ นูเปติ ความว่า ย่อมไม่เข้าถึงบัญญัติว่าเป็นผู้กำหนัดขัดเคือง เป็นผู้หลงดังนี้ เธอละบัญญัตินั้นได้แล้ว ได้ชื่อว่ามหาขีณาสพ. อารัมมณานุสัยตรัสไว้แล้วในพระสูตรนี้แล.
จบอรรถกถาปหานสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------