๑. เขมาเถรีสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อพฺยากตสํยุตฺตํ
๗๕๒เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน เขมา ภิกฺขุนี โกสเลสุ จาริกํ จรมานา อนฺตรา จ สาวตฺถึ อนฺตรา จ สาเกตํ โตรณวตฺถุสฺมึ วาสํ อุปคตา โหติ ฯ อถ โข ราชา ปเสนทิโกสโล สาเกตา สาวตฺถึ คจฺฉนฺโต อนฺตรา จ สาวตฺถึ อนฺตรา จ สาเกตํ โตรณวตฺถุสฺมึ เอกรตฺติวาสํ อุปคจฺฉติ ฯ อถ โข ราชา ปเสนทิโกสโล อญฺญตรํ ปุริสํ อามนฺเตสิ เอหิ ตฺวํ อมฺโภ ปุริส โตรณวตฺถุสฺมึ ตถารูปํ สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา ชาน ยมหํ อชฺช ปยิรุปาเสยฺยนฺติ ฯ เอวํ เทวาติ โข โส ปุริโส รญฺโญ ปเสนทิโกสลสฺส ปฏิสฺสุตฺวา เกวลกปฺปํ โตรณวตฺถุํ อาหิณฺฑนฺโต นาทฺทส ตถารูปํ สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา ยํ ราชา ปเสนทิโกสโล ปยิรุปาเสยฺย ฯ
๗๕๓อทฺทสา โข โส ปุริโส เขมํ ภิกฺขุนึ โตรณวตฺถุสฺมึ วาสํ อุปคตํ ทิสฺวาน เยน ราชา ปเสนทิโกสโล เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ราชานํ ปเสนทิโกสลํ เอตทโวจ นตฺถิ โข เทว โตรณวตฺถุสฺมึ ตถารูโป สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา ยํ เทโว ปยิรุปาเสยฺย ฯ อตฺถิ จ โข เทว เขมา นาม ภิกฺขุนี ตสฺส ภควโต สาวิกา อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ ตสฺสา โข ปน อยฺยาย เอวํกลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต ปณฺฑิตา พฺยตฺตา เมธาวินี พหุสฺสุตา จิตฺตกถี กลฺยาณปฏิภาณาติ ฯ ตํ เทโว ปยิรุปาสตูติ ฯ
๗๕๔อถ โข ราชา ปเสนทิโกสโล เยน เขมา ภิกฺขุนี เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เขมํ ภิกฺขุนึ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข ราชา ปเสนทิโกสโล เขมํ ภิกฺขุนึ เอตทโวจ กึ นุ โข อยฺเย โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ ฯ อพฺยากตํ โข เอตํ มหาราช ภควตา โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ ฯ กึ ปนยฺเย น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ ฯ เอตมฺปิ โข มหาราช อพฺยากตํ ภควตา น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ ฯ กึ นุ โข อยฺเย โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ ฯ อพฺยากตํ โข เอตํ มหาราช ภควตา โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ ฯ กึ ปนยฺเย เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ ฯ เอตมฺปิ โข มหาราช อพฺยากตํ ภควตา เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ ฯ
๗๕๕กึ นุ โข อยฺเย โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ อิติ ปุฏฺฐา สมานา อพฺยากตํ โข เอตํ มหาราช ภควตา โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ วเทสิ ฯ กึ ปนยฺเย น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ อิติ ปุฏฺฐา สมานา เอตมฺปิ โข มหาราช อพฺยากตํ ภควตา น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ วเทสิ ฯ กึ นุ โข อยฺเย โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ อิติ ปุฏฺฐา สมานา อพฺยากตํ โข เอตํ มหาราช ภควตา โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ วเทสิ ฯ กึ ปนยฺเย เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ อิติ ปุฏฺฐา สมานา เอตมฺปิ โข มหาราช อพฺยากตํ ภควตา เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ วเทสิ ฯ โก นุ โข อยฺเย เหตุ โก ปจฺจโย เยเนตํ อพฺยากตํ ภควตาติ ฯ
๗๕๖เตนหิ มหาราช ตญฺเญเวตฺถ ปฏิปุจฺฉิสฺสามิ ยถา เต ขเมยฺย ตถา นํ พฺยากเรยฺยาสิ ฯ ตํ กึ มญฺญสิ มหาราช อตฺถิ เต โกจิ คณโก วา มุทฺทิโก วา สงฺขายโก วา โย ปโหติ คงฺคาย วาลิกํ คเณตุํ เอตฺตกา วาลิกา อิติ วา เอตฺตกานิ วาลิกสตานิ อิติ วา เอตฺตกานิ วาลิกสหสฺสานิ อิติ วา เอตฺตกานิ วาลิกสตสหสฺสานิ อิติ วาติ ฯ โน เหตํ อยฺเย ฯ อตฺถิ ปน เต โกจิ คณโก วา มุทฺทิโก วา สงฺขายโก วา โย ปโหติ มหาสมุทฺเท อุทกํ คเณตุํ เอตฺตกานิ อุทกาฬฺหกานิ อิติ วา เอตฺตกานิ อุทกาฬฺหกสตานิ อิติ วา เอตฺตกานิ อุทกาฬฺหกสหสฺสานิ อิติ วา เอตฺตกานิ อุทกาฬฺหกสตสหสฺสานิ อิติ วาติ ฯ โน เหตํ อยฺเย ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ มหยฺเย สมุทฺโท คมฺภีโร อปฺปเมยฺโย ทุปฺปริโยคาโหติ ฯ
๗๕๗เอวเมว โข มหาราช เยน รูเปน ตถาคตํ ปญฺญาปยมาโน ปญฺญเปยฺย ตํ รูปํ ตถาคตสฺส ปหีนํ อุจฺฉินฺนมูลํ ตาลาวตฺถุกตํ อนภาวงฺคตํ อายตึ อนุปฺปาทธมฺมํ ฯ รูปสงฺขฺยา วิมุตฺโต โข มหาราช ตถาคโต คมฺภีโร อปฺปเมยฺโย ทุปฺปริโยคาโห เสยฺยถาปิ มหาราช มหาสมุทฺโท ฯ โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิ น อุเปติ น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิ น อุเปติ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิ น อุเปติ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิ น อุเปติ ฯ {๗๕๗.๑} ยาย เวทนาย ตถาคตํ ปญฺญาปยมาโน ปญฺญเปยฺย สา เวทนา ตถาคตสฺส ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา ฯ เวทนาสงฺขฺยา วิมุตฺโต โข มหาราช ตถาคโต คมฺภีโร อปฺปเมยฺโย ทุปฺปริโยคาโห เสยฺยถาปิ มหาราช มหาสมุทฺโท ฯ โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิ น อุเปติ น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิ น อุเปติ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิ น อุเปติ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิ น อุเปติ ฯ {๗๕๗.๒} ยาย สญฺญาย ตถาคตํ ฯเปฯ เยหิ สงฺขาเรหิ ตถาคตํ ปญฺญาปยมาโน ปญฺญเปยฺย เต สงฺขารา ตถาคตสฺส ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา ฯ สงฺขารสงฺขฺยา วิมุตฺโต โข มหาราช ตถาคโต คมฺภีโร อปฺปเมยฺโย ทุปฺปริโยคาโห เสยฺยถาปิ มหาราช มหาสมุทฺโท ฯ โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิ น อุเปติ น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิ น อุเปติ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิ น อุเปติ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิ น อุเปติ ฯ เยน วิญฺญาเณน ตถาคตํ ปญฺญาปยมาโน ปญฺญเปยฺย ตํ วิญฺญาณํ ตถาคตสฺส ปหีนํ อุจฺฉินฺนมูลํ ตาลาวตฺถุกตํ อนภาวงฺคตํ อายตึ อนุปฺปาทธมฺมํ ฯ วิญฺญาณสงฺขฺยา วิมุตฺโต โข มหาราช ตถาคโต คมฺภีโร อปฺปเมยฺโย ทุปฺปริโยคาโห เสยฺยถาปิ มหาราช มหาสมุทฺโท ฯ โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิ น อุเปติ น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิ น อุเปติ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิ น อุเปติ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิ น อุเปตีติ ฯ อถ โข ราชา ปเสนทิโกสโล เขมาย ภิกฺขุนิยา ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา เขมํ ภิกฺขุนึ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกามิ ฯ
๗๕๘อถ โข ราชา ปเสนทิโกสโล อปเรน สมเยน เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข ราชา ปเสนทิโกสโล ภควนฺตํ เอตทโวจ กึ นุ โข ภนฺเต โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ ฯ อพฺยากตํ โข เอตํ มหาราช มยา โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ ฯ กึ ปน ภนฺเต น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ ฯ เอตมฺปิ โข มหาราช อพฺยากตํ มยา น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ ฯ กึ นุ โข ภนฺเต โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ ฯ อพฺยากตํ โข เอตํ มหาราช มยา โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรํ มาณาติ ฯ กึ ปน ภนฺเต เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ ฯ เอตมฺปิ โข มหาราช อพฺยากตํ มยา เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ ฯ กึ นุ โข ภนฺเต โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน อพฺยากตํ โข เอตํ มหาราช มยา โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ วเทสิ ฯเปฯ กึ ปน ภนฺเต เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน เอตมฺปิ โข มหาราช อพฺยากตํ มยา เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ วเทสิ ฯ โก นุ โข ภนฺเต เหตุ โก ปจฺจโย เยเนตํ อพฺยากตํ ภควตาติ ฯ
๗๕๙เตนหิ มหาราช ตญฺเญเวตฺถ ปฏิปุจฺฉิสฺสามิ ยถา เต ขเมยฺย ตถา นํ พฺยากเรยฺยาสิ ฯ ตํ กึ มญฺญสิ มหาราช อตฺถิ เต โกจิ คณโก วา มุทฺทิโก วา สงฺขายโก วา โย ปโหติ คงฺคาย วาลิกํ คเณตุํ เอตฺตกา วาลิกา อิติ วา ฯเปฯ เอตฺตกานิ วาลิกสตสหสฺสานิ อิติ วาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ อตฺถิ ปน เต โกจิ คณโก วา มุทฺทิโก วา สงฺขายโก วา โย ปโหติ มหาสมุทฺเท อุทกํ คเณตุํ เอตฺตกานิ อุทกาฬฺหกานิ อิติ วา ฯเปฯ เอตฺตกานิ อุทกาฬฺหกสตสหสฺสานิ อิติ วาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ มหา หิ ภนฺเต สมุทฺโท คมฺภีโร อปฺปเมยฺโย ทุปฺปริโยคาโหติ ฯ
๗๖๐เอวเมว โข มหาราช เยน รูเปน ตถาคตํ ปญฺญาปยมาโน ปญฺญเปยฺย ตํ รูปํ ตถาคตสฺส ปหีนํ อุจฺฉินฺนมูลํ ตาลาวตฺถุกตํ อนภาวงฺคตํ อายตึ อนุปฺปาทธมฺมํ ฯ รูปสงฺขฺยา วิมุตฺโต โข มหาราช ตถาคโต คมฺภีโร อปฺปเมยฺโย ทุปฺปริโยคาโห เสยฺยถาปิ มหาราช สมุทฺโท ฯ โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิ น อุเปติ ฯ น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิ น อุเปติ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิ น อุเปติ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิ น อุเปติ ฯ ยาย เวทนาย ฯ ยาย สญฺญาย ฯ เยหิ สงฺขาเรหิ ฯ {๗๖๐.๑} เยน วิญฺญาเณน ตถาคตํ ปญฺญาปยมาโน ปญฺญเปยฺย ตํ วิญฺญาณํ ตถาคตสฺส ปหีนํ อุจฺฉินฺนมูลํ ตาลาวตฺถุกตํ อนภาวงฺคตํ อายตึ อนุปฺปาทธมฺมํ ฯ วิญฺญาณสงฺขฺยา วิมุตฺโต โข มหาราช ตถาคโต คมฺภีโร อปฺปเมยฺโย ทุปฺปริโยคาโห เสยฺยถาปิ มหาราช มหาสมุทฺโท ฯ โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิ น อุเปติ น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิ น อุเปติ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิ น อุเปติ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิ น อุเปตีติ ฯ
๗๖๑อจฺฉริยํ ภนฺเต อพฺภุตํ ภนฺเต ยตฺร หิ นาม สตฺถุ เจว สาวิกาย จ อตฺเถน อตฺโถ พฺยญฺชเนน พฺยญฺชนํ สํสนฺทิสฺสติ สเมสฺสติ น วิหายิสฺสติ ยทิทํ อคฺคปทสฺมึ ฯ เอกมิทาหํ ภนฺเต สมยํ เขมํ ภิกฺขุนึ อุปสงฺกมิตฺวา เอตมตฺถํ อปุจฺฉึ ฯ สาปิ เม อยฺยา เอเตหิ ปเทหิ เอเตหิ พฺยญฺชเนหิ เอตมตฺถํ พฺยากาสิ เสยฺยถาปิ ภควา ฯ อจฺฉริยํ ภนฺเต อพฺภุตํ ภนฺเต ยตฺร หิ นาม สตฺถุ เจว สาวิกาย จ อตฺเถน อตฺโถ พฺยญฺชเนน พฺยญฺชนํ สํสนฺทิสฺสติ สเมสฺสติ น วิหายิสฺสติ ยทิทํ อคฺคปทสฺมึ ฯ หนฺททานิ มยํ ภนฺเต คจฺฉาม พหุกิจฺจา มยํ พหุกรณียาติ ฯ ยสฺสทานิ ตฺวํ มหาราช กาลํ มญฺญสีติ ฯ อถ โข ราชา ปเสนทิโกสโล ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกามีติ ฯ ปฐมํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑๐. อัพยากตสังยุต] ๑. เขมาสูตร ๑๐. อัพยากตสังยุต ๑. เขมาสูตร ว่าด้วยเขมาภิกษุณี
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น เขมาภิกษุณีเที่ยวจาริกไปในแคว้นโกศล เข้าไปพักอยู่ที่โตรณวัตถุ (ค่ายเสาระเนียด) ระหว่างกรุงสาวัตถีกับเมืองสาเกต ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จจากเมืองสาเกตไปยังกรุงสาวัตถี ได้เข้าประทับแรมราตรีหนึ่งที่โตรณวัตถุระหว่างกรุงสาวัตถีกับเมืองสาเกต รับสั่งเรียกราชบุรุษคนหนึ่งมาตรัสถามดังนี้ว่า “บุรุษผู้เจริญ ท่านจงไปดูให้รู้ว่าที่โตรณวัตถุมีสมณะหรือพราหมณ์ผู้ที่เราควรเข้าไปหาในวันนี้หรือไม่” ราชบุรุษนั้นทูลรับสนองพระดำรัสของพระเจ้าปเสนทิโกศลแล้วตรวจดูโตรณวัตถุจนทั่วก็ไม่เห็นสมณะหรือพราหมณ์ผู้ที่พระเจ้าปเสนทิโกศลควรเสด็จเข้าไปหาราชบุรุษนั้นได้พบเขมาภิกษุณีซึ่งเข้าไปพักอยู่ที่โตรณวัตถุ จึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศลถึงที่ประทับ ได้กราบทูลดังนี้ว่า “ขอเดชะ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทที่โตรณวัตถุไม่มีสมณะหรือพราหมณ์ผู้ที่พระองค์ควรเสด็จเข้าไปหาเลย มีแต่ภิกษุณีชื่อว่าเขมา ผู้เป็นสาวิกาของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นและพระแม่เจ้ารูปนั้นมีกิตติศัพท์อันงามฟุ้งขจรไปอย่างนี้ว่า ‘พระแม่เจ้าเขมาภิกษุณีเป็นบัณฑิต เฉียบแหลม มีปัญญา เป็นพหูสูต พูดเพราะ มีปฏิภาณดี’ ขอกราบทูลเชิญพระองค์เสด็จเข้าไปหาพระแม่เจ้ารูปนั้นเถิด” พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสถามปัญหาเขมาภิกษุณี ต่อมา พระเจ้าปเสนทิโกศล เสด็จเข้าไปหาเขมาภิกษุณีถึงที่อยู่ ทรงไหว้แล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควร ได้ตรัสถามดังนี้ว่า “พระแม่เจ้า หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกหรือ” @เชิงอรรถ : @ พหูสูต ในที่นี้ได้แก่ผู้ประกอบด้วยความเป็นพหูสูต ทั้งทางปริยัติและปฏิเวธ (สํ.สฬา.อ. ๓/๔๑๐/๑๗๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๔๖๖}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑๐. อัพยากตสังยุต] ๑. เขมาสูตร เขมาภิกษุณีถวายพระพรว่า “ขอถวายพระพร มหาบพิตร ปัญหาว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก’ นี้พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์” “ก็หลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีกหรือ” “แม้ปัญหาว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีก’ นี้พระผู้มีพระภาคก็ไม่ทรงพยากรณ์” “หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีกหรือ” “ปัญหาว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก’ นี้พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์” “หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่หรือ” “แม้ปัญหาว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ นี้พระผู้มีพระภาคก็ไม่ทรงพยากรณ์” “ท่านถูกข้าพเจ้าถามว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกหรือ’ ก็ตอบว่า‘ปัญหาว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก’ นี้พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์’ ท่านถูกข้าพเจ้าถามว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีกหรือ’ ก็ตอบว่า‘แม้ปัญหาว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีก’ นี้พระผู้มีพระภาคก็ไม่ทรงพยากรณ์’ ท่านถูกข้าพเจ้าถามว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีกหรือ’ก็ตอบว่า ‘ปัญหาว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก’ นี้พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์’ ท่านถูกข้าพเจ้าถามว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่หรือ’ ก็ตอบว่า ‘แม้ปัญหาว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ นี้พระผู้มีพระภาคก็ไม่ทรงพยากรณ์’ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ปัญหานั้น”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๔๖๗}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑๐. อัพยากตสังยุต] ๑. เขมาสูตร “ขอถวายพระพร มหาบพิตร ถ้าเช่นนั้น หม่อมฉันขอย้อนถามมหาบพิตรในเรื่องนี้บ้าง ขอพระองค์พึงตอบตามที่ทรงพอพระทัยเถิด พระองค์จะทรงเข้าพระทัยความข้อนั้นว่าอย่างไร นักคำนวณ นักประเมิน หรือนักประมวล บางคนของพระองค์ผู้สามารถคำนวณทรายในแม่น้ำคงคาว่า ‘ทรายเท่านี้เม็ด เท่านี้ ๑๐๐ เม็ด เท่านี้๑,๐๐๐ เม็ด หรือเท่านี้ ๑๐๐,๐๐๐ เม็ด’ มีอยู่หรือ” “ไม่มี พระแม่เจ้า” “อนึ่ง นักคำนวณ นักประเมิน หรือนักประมวลบางคนของพระองค์ ผู้ สามารถคำนวณน้ำในมหาสมุทรว่า ‘น้ำเท่านี้อาฬหกะ เท่านี้ ๑๐๐ อาฬหกะ เท่านี้๑,๐๐๐ อาฬหกะ หรือเท่านี้ ๑๐๐,๐๐๐ อาฬหกะ’ มีอยู่หรือ” “ไม่มี พระแม่เจ้า” “ข้อนั้นเพราะเหตุไร” “เพราะมหาสมุทรลึกล้ำ ประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้ยาก” @เชิงอรรถ : @ นักคำนวณ หมายถึงผู้ฉลาดในการนับติดต่อกันไปไม่ขาดสาย (สํ.สฬา.อ. ๓/๔๑๐/๑๗๕,@สํ.ฏีกา ๒/๔๑๐/๔๕๙) @ นักประเมิน หมายถึงผู้ฉลาดในการนับด้วยนิ้วมือ (สํ.สฬา.อ. ๓/๔๑๐/๑๗๕, สํ.ฏีกา ๒/๔๑๐/๔๕๙)@ นักประมวล หมายถึงผู้ฉลาดในการนับประมวล (สํ.สฬา.อ. ๓/๔๑๐/๑๗๕, สํ.ฏีกา ๒/๔๑๐/๔๕๙)@ อาฬหกะ คือ มาตราตวงอย่างหนึ่งที่ใช้ในสมัยพุทธกาล ได้แก่ @๔ กุฑุวะ หรือปสตะ (ฟายมือ) เป็น ๑ ปัตถะ @๔ ปัตถะ เป็น ๑ อาฬหกะ @๔ อาฬหกะ เป็น ๑ โทณะ @๔ โทณะ เป็น ๑ มาณิกา @๔ มาณิกา เป็น ๑ ขารี @๒๐ ขารี เป็น ๑ วาหะ @๒๐ วาหะ เป็น ๑ ธารณะ @๑๐ ธารณะ เป็น ๑ ปละ @๑๐๐ ปละ เป็น ๑๒ ตุลา @๒๐ ตุลา เป็น ๑ ภาระ @(ดู อภิธา.ฏี.คาถา ๔๘๐-๔๘๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๔๖๘}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑๐. อัพยากตสังยุต] ๑. เขมาสูตร “เรื่องนี้ก็เหมือนกัน บุคคลเมื่อจะบัญญัติตถาคต พึงบัญญัติด้วยรูปใด รูปนั้นพระตถาคตละได้แล้ว ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้วเหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ พระตถาคตพ้นแล้วจากการบัญญัติว่ารูป ลึกล้ำ ประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้ยาก ดุจมหาสมุทรฉะนั้น คำว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก’ ก็ดี ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีก’ ก็ดี ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก’ ก็ดี ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ ก็ดี นี้ย่อมไม่ถูก บุคคลเมื่อจะบัญญัติตถาคต พึงบัญญัติด้วยเวทนาใด เวทนานั้นพระตถาคต ละได้แล้ว ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ พระตถาคตพ้นแล้วจากการบัญญัติว่าเวทนา ลึกล้ำประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้ยาก ดุจมหาสมุทรฉะนั้น คำว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก’ ก็ดี ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีก’ ก็ดี ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก’ ก็ดี ‘หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ ก็ดี นี้ย่อมไม่ถูก บุคคลเมื่อจะบัญญัติตถาคต พึงบัญญัติด้วยสัญญาใด ฯลฯ บุคคลเมื่อจะบัญญัติตถาคต พึงบัญญัติด้วยสังขารเหล่าใด สังขารเหล่านั้น พระตถาคตละได้แล้ว ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้วเหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ พระตถาคตพ้นแล้วจากการบัญญัติว่าสังขาร ลึกล้ำ ประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้ยาก ดุจมหาสมุทรฉะนั้น คำว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก’ ก็ดี ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีก’ ก็ดี ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก’ ก็ดี ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ ก็ดี นี้ย่อมไม่ถูก บุคคลเมื่อจะบัญญัติตถาคต พึงบัญญัติด้วยวิญญาณใด วิญญาณนั้นพระ ตถาคตละได้แล้ว ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้วเหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ พระตถาคตพ้นแล้วจากการบัญญัติว่าวิญญาณ ลึกล้ำ ประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้ยาก ดุจมหาสมุทรฉะนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๔๖๙}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑๐. อัพยากตสังยุต] ๑. เขมาสูตร คำว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก’ ก็ดี ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีก’ ก็ดี ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดและไม่เกิดอีก’ ก็ดี ‘หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ ก็ดี นี้ย่อมไม่ถูก” ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงชื่นชมยินดีภาษิตของเขมาภิกษุณี เสด็จ ลุกขึ้นจากที่ประทับ ทรงไหว้เขมาภิกษุณี กระทำประทักษิณแล้วเสด็จจากไป พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลถามปัญหาพระผู้มีพระภาค ต่อมาพระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ทรงถวายอภิวาทแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกหรือ” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ขอถวายพระพร มหาบพิตร ปัญหาว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก’ นี้อาตมภาพไม่พยากรณ์” “หลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีกหรือ” “แม้ปัญหาว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีก’ นี้อาตมภาพก็ไม่พยากรณ์” “หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีกหรือ” “ปัญหาว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก’ นี้อาตมภาพไม่พยากรณ์” “หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่หรือ” “แม้ปัญหาว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ นี้อาตมภาพก็ไม่พยากรณ์ ๋ “พระองค์ถูกข้าพระองค์ทูลถามว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกหรือ’ก็ตรัสตอบว่า ‘ปัญหาว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก’ นี้อาตมภาพไม่พยากรณ์’ ฯลฯ พระองค์ถูกข้าพระองค์ทูลถามว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่หรือ’ ก็ตรัสตอบว่า ‘แม้ปัญหาว่า หลังจากตายแล้ว ตถาคต
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๔๗๐}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑๐. อัพยากตสังยุต] ๑. เขมาสูตร จะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ นี้อาตมภาพก็ไม่พยากรณ์’ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ปัญหานั้น” “ขอถวายพระพร มหาบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจักย้อนถามมหาบพิตร ในเรื่องนี้บ้าง ขอพระองค์พึงตรัสตอบตามที่ทรงพอพระทัยเถิด พระองค์ทรงเข้าพระทัยความข้อนั้นว่าอย่างไร นักคำนวณ นักประเมิน หรือนักประมวลบางคนของพระองค์ผู้สามารถคำนวณเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาว่า ‘ทรายเท่านี้เม็ด ฯลฯ หรือทรายเท่านี้ ๑๐๐,๐๐๐ เม็ด’ มีอยู่หรือ” “ไม่มี พระพุทธเจ้าข้า” “อนึ่ง นักคำนวณ นักประเมิน หรือนักประมวลบางคนของพระองค์ผู้สามารถคำนวณน้ำในมหาสมุทรว่า ‘น้ำเท่านี้อาฬหกะ ฯลฯ หรือน้ำเท่านี้ ๑๐๐,๐๐๐ อาฬหกะ’ มีอยู่หรือ” “ไม่มี พระพุทธเจ้าข้า” “ข้อนั้นเพราะเหตุไร” “เพราะมหาสมุทรลึกล้ำ ประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้ยาก พระพุทธเจ้าข้า” “เรื่องนี้ก็เหมือนกัน บุคคลเมื่อจะบัญญัติตถาคต พึงบัญญัติด้วยรูปใด รูป นั้นตถาคต(เรา)ละได้แล้ว ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้วเหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ตถาคต (เรา) พ้นแล้วจากการบัญญัติว่ารูป ลึกล้ำ ประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้ยาก ดุจมหาสมุทรฉะนั้น คำว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก’ ก็ดี ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีก’ ก็ดี ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก’ ก็ดี ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ ก็ดีย่อมไม่ถูก บุคคลเมื่อจะบัญญัติตถาคต พึงบัญญัติด้วยเวทนาใด ... ด้วยสัญญาใด ... ด้วยสังขารเหล่าใด ...
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๔๗๑}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑๐. อัพยากตสังยุต] ๑. เขมาสูตร บุคคลเมื่อจะบัญญัติตถาคต พึงบัญญัติด้วยวิญญาณใด วิญญาณนั้น ตถาคต(เรา)ละได้แล้ว ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้วเหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ตถาคต(เรา)พ้นแล้วจากการบัญญัติว่าวิญญาณ ลึกล้ำ ประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้ยาก ดุจมหาสมุทรฉะนั้น คำว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก’ ก็ดี ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีก’ ก็ดี ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก’ ก็ดี ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ ก็ดีย่อมไม่ถูก” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ ที่อรรถกับอรรถ พยัญชนะกับพยัญชนะของพระศาสดากับของพระสาวิกาเทียบเคียงกันได้ เหมือนกันไม่ผิดเพี้ยนในบทที่สำคัญ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สมัยหนึ่ง ข้าพระองค์เข้าไปหานางเขมาภิกษุณีได้ถามเรื่องนี้ แม้พระแม่เจ้ารูปนั้นก็ได้ตอบเรื่องนี้ด้วยบทและพยัญชนะเหล่านี้แก่ข้าพระองค์เหมือนพระผู้มีพระภาค ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ ที่อรรถกับอรรถ พยัญชนะกับพยัญชนะของพระศาสดากับของพระสาวิกาเทียบเคียงกันได้ เหมือนกันไม่ผิดเพี้ยนในบทที่สำคัญ ถ้าเช่นนั้น บัดนี้หม่อมฉันขอทูลลากลับ เพราะมีกิจมีหน้าที่ที่จะต้องทำอีกมาก พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ขอพระองค์จงทรงกำหนดเวลาที่สมควร ณ บัดนี้เถิด” ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้วได้เสด็จลุกขึ้นจากที่ประทับ ทรงถวายอภิวาท กระทำประทักษิณแล้วเสด็จจากไปเขมาสูตรที่ ๑ จบ @เชิงอรรถ : @ บทที่สำคัญ ในที่นี้หมายถึงเทศนา (สํ.สฬา.อ. ๓/๔๑๐/๑๗๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๔๗๒}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อัพยากตสังยุตต์ อรรถกถาเขมาเถรีสูตรที่ ๑
อัพยากตสังยุต สูตรที่ ๑ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า เขมา ได้แก่ อุบาสิกาของพระเจ้าพิมพิสาร เวลาเป็นคฤหัสถ์เป็นคนมีศรัทธา บวชแล้วเป็นพระมหาเถรีที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งไว้ในเอตทัคคะทางมีปัญญามาก โดยพระพุทธพจน์อย่างนี้ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุณีสาวิกาของเราผู้มีปัญญามาก ภิกษุณีเขมาเป็นยอด.
บทว่า ปณฺฑิตา ได้แก่ ประกอบด้วยความเป็นบัณฑิต.
บทว่า พฺยตฺตา ได้แก่ ประกอบด้วยความเป็นผู้เฉียบแหลม.
บทว่า เมธาวินี ได้แก่ ประกอบด้วยปัญญาเครื่องกำจัดกิเลส.
บทว่า พหุสฺสุตา ได้แก่ ประกอบด้วยความเป็นพหูสูต ทั้งทางปริยัตติ ทั้งทางปฏิเวธ.
บทว่า คณโก ได้แก่ เป็นผู้ฉลาดคำนวณสิ่งที่ไม่แยกกัน (นับประมวล).
บทว่า มุทฺทิโก ได้แก่ เป็นผู้ฉลาดคำนวณด้วยแหวนมีอยู่ที่นิ้วมือ (นับประเมิน).
บทว่า สงฺขายโก ได้แก่ เป็นผู้ฉลาดคำนวณสิ่งที่เป็นก้อน (นับประมาณ).
บทว่า คมฺภีโร ได้แก่ ลึกแปดหมื่นสี่พันโยชน์.
บทว่า อปฺปเมยฺโย ได้แก่ ประมาณโดยคำนวณเป็นอาฬหกะไม่ได้.
บทว่า ทุปฺปริโยคาโห ได้แก่ หยั่งลงเพื่อถือเอาประมาณโดยคำนวณเป็นอาฬหกะได้ยาก.
บทว่า เยน รูเปน ตถาคตํ ความว่า พึงบัญญัติตถาคตกล่าวคือสัตว์ว่า สูง ต่ำ ดำ ขาว ดังนี้ ด้วยรูปใด.
บทว่า ตํ รูปํ ตถาคตสฺส ปหีนํ ความว่า รูปมีประการดังกล่าวแล้ว พระตถาคตผู้สัพพัญญูละได้แล้ว ด้วยการละตัณหา.
บทว่า รูปสงฺขยา วิมุตฺโต ความว่า พ้นจากการรับรองว่าเป็นรูปต่อไป โดยส่วนแห่งรูปและอรูปบ้าง จากการบัญญัติว่ารูป เพราะระงับแม้โวหารว่า จักมีถึงปานนี้ ดังนี้บ้าง.
บทว่า คมฺภีโร ได้แก่ ลึกเพราะความลึกทางอัธยาศัยด้วย เพราะความลึกทางคุณธรรมด้วย. อธิบายว่า เมื่อพระตถาคตผู้ลึกทางคุณธรรมนั้นมีอยู่อย่างนี้.
คำว่า เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ตถาคตกล่าวคือสัตว์นี้ ย่อมมี นี้ ย่อมไม่เหมาะ ย่อมไม่ควร แม้คำว่า เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ตถาคตย่อมไม่มี เป็นต้น ย่อมไม่เหมาะ ย่อมไม่ควร แก่พระตถาคตผู้สัพพัญญู ผู้ทรงเห็นความไม่มีแห่งบัญญัตินั้น เพราะไม่มีข้อที่เป็นเหตุให้มีบัญญัติว่า ตถาคตกล่าวคือสัตว์เป็นต้น.
บทว่า สํสนฺทิสฺสติ ได้แก่ จักมีอย่างนี้.
บทว่า สเมสฺสติ ได้แก่ จักมีติดต่อ.
บทว่า น วิหายิสฺสติ ได้แก่ จักไม่มีศัพท์ที่ผิดพลาด.
ก็เทศนาว่า อคฺคปทสฺมึ ในที่นี้ ทรงประสงค์บทที่สำคัญ.
แต่บทนี้ตรัสโดยอธิการแห่งอัพยากตธรรม ซึ่งกล่าวไว้พิสดารแล้วในขันธิยวรรคที่ ๒ นั่นแล.
จบอรรถกถาเขมาเถรีสูตรที่ ๑ -----------------------------------------------------