อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี (อักษรไทย) · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๐๔

๔. ฉันนสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๔–๑๑๑พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 8 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 8 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 2 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา จ สารีปุตฺโต อายสฺมา จ มหาจุนฺโท อายสฺมา จ ฉนฺโน คิชฺฌกูเฏ ปพฺพเต วิหรนฺติ ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา ฉนฺโน อาพาธิโก โหติ ทุกฺขิโต พาฬฺหคิลาโน ฯ อถ โข อายสฺมา สารีปุตฺโต สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยนายสฺมา มหาจุนฺโท เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ มหาจุนฺทํ เอตทโวจ อายามาวุโส จุนฺท เยนายสฺมา ฉนฺโน เตนุปสงฺกมิสฺสาม คิลานปุจฺฉกาติ ฯ เอวมาวุโสติ โข อายสฺมา มหาจุนฺโท อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ปจฺจสฺโสสิ ฯ อถ โข อายสฺมา จ สารีปุตฺโต อายสฺมา จ มหาจุนฺโท เยนายสฺมา ฉนฺโน เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทึสุ ฯ นิสชฺช โข อายสฺมา สารีปุตฺโต อายสฺมนฺตํ ฉนฺนํ เอตทโวจ กจฺจิ เต อาวุโส ฉนฺน ขมนียํ กจฺจิ ยาปนียํ กจฺจิ ทุกฺขา เวทนา ปฏิกฺกมนฺติ โน อภิกฺกมนฺติ ปฏิกฺกโม สานํ ปญฺญายติ โน อภิกฺกโมติ ฯ

น เม อาวุโส สารีปุตฺต ขมนียํ น ยาปนียํ พาฬฺหา เม ทุกฺขา เวทนา อภิกฺกมนฺติ โน ปฏิกฺกมนฺติ อภิกฺกโม สานํ ปญฺญายติ โน ปฏิกฺกโมติ ฯ เสยฺยถาปิ อาวุโส พลวา ปุริโส ติเณฺหน สิขเรน มุทฺธนํ อภิมตฺเถยฺย เอวเมว โข เม อาวุโส อธิมตฺตา วาตา มุทฺธนิ อุปหนนฺติ ฯ น เม อาวุโส ขมนียํ น ยาปนียํ ฯเปฯ โน ปฏิกฺกโมติ ฯ เสยฺยถาปิ อาวุโส พลวา ปุริโส ทเฬฺหน วรตฺตกฺขนฺเธน สีเส สีสเวฐํ ทเทยฺย เอวเมว โข อาวุโส อธิมตฺตา วาตา สีเส สีสเวทนา ฯ น เม อาวุโส ขมนียํ น ยาปนียํ ฯเปฯ โน ปฏิกฺกโมติ ฯ เสยฺยถาปิ อาวุโส ทกฺโข โคฆาตโก วา โคฆาตกนฺเตวาสี วา ติเณฺหน โควิกนฺตเนน กุจฺฉึ ปริกนฺเตยฺย เอวเมว โข เม อาวุโส อธิมตฺตา วาตา กุจฺฉึ ปริกนฺตนฺติ ฯ น เม อาวุโส ขมนียํ น ยาปนียํ ฯเปฯ โน ปฏิกฺกโมติ ฯ เสยฺยถาปิ อาวุโส เทฺว พลวนฺโต ปุริสา ทุพฺพลตรํ ปุริสํ นานา พาหาสุ คเหตฺวา องฺคารกาสุยา สนฺตาเปยฺยุํ สํปริตาเปยฺยุํ เอวเมว โข เม อาวุโส อธิมตฺโต กายสฺมึ ฑาโห ฯ น เม อาวุโส ขมนียํ น ยาปนียํ พาฬฺหา เม ทุกฺขา เวทนา อภิกฺกมนฺติ โน ปฏิกฺกมนฺติ อภิกฺกโม สานํ ปญฺญายติ โน ปฏิกฺกโมติ ฯ สตฺถํ อาวุโส สารีปุตฺต อาหริสฺสามิ นาวกงฺขามิ ชีวิตนฺติ อายสฺมา ฉนฺโน สตฺถํ อาหเรสิ ฯ

ยาเปตายสฺมา ฉนฺโน ยาเปนฺตํ มยํ อายสฺมนฺตํ ฉนฺนํ อิจฺฉาม สเจ อายสฺมโต ฉนฺนสฺส นตฺถิ สปฺปายานิ โภชนานิ อหํ อายสฺมโต ฉนฺนสฺส สปฺปายานิ โภชนานิ ปริเยสิสฺสามิ สเจ อายสฺมโต ฉนฺนสฺส นตฺถิ สปฺปายานิ เภสชฺชานิ อหํ อายสฺมโต ฉนฺนสฺส สปฺปายานิ เภสชฺชานิ ปริเยสิสฺสามิ สเจ อายสฺมโต ฉนฺนสฺส นตฺถิ ปฏิรูปา อุปฏฺฐากา อหํ อายสฺมนฺตํ ฉนฺนํ อุปฏฺฐหิสฺสามิ มา จ อายสฺมา ฉนฺโน สตฺถํ อาหเรสิ ยาเปตายสฺมา ฉนฺโน ยาเปนฺตํ มยํ อายสฺมนฺตํ ฉนฺนํ อิจฺฉามาติ ฯ {๑๐๖.๑} น เม อาวุโส สารีปุตฺต นตฺถิ สปฺปายานิ โภชนานิ อตฺถิ เม สปฺปายานิ โภชนานิ นปิ เม นตฺถิ สปฺปายานิ เภสชฺชานิ อตฺถิ เม สปฺปายานิ เภสชฺชานิ นปิ เม นตฺถิ ปฏิรูปา อุปฏฺฐากา อตฺถิ เม ปฏิรูปา อุปฏฺฐากา ฯ อปิ จ เม อาวุโส สตฺถา ปริจิณฺโณ ทีฆรตฺตํ มนาเปเนว โน อมนาเปน ฯ เอตํ หิ อาวุโส สาวกสฺส ปฏิรูปํ ยํ สตฺถารํ ปริจเรยฺย มนาเปเนว โน อมนาเปน ตํ อนุปวชฺชํ ฉนฺโน ภิกฺขุ สตฺถํ อาหริสฺสตีติ เอวเมตํ อาวุโส สารีปุตฺต ธาเรหีติ ฯ

ปุจฺเฉยฺยาม มยํ อายสฺมนฺตํ ฉนฺนํ กิญฺจิเทว เทสํ สเจ อายสฺมา ฉนฺโน โอกาสํ กโรติ ปญฺหสฺส เวยฺยากรณายาติ ฯ ปุจฺฉาวุโส สารีปุตฺต สุตฺวา เวทยามาติ ฯ จกฺขุํ อาวุโส ฉนฺน จกฺขุวิญฺญาณํ จกฺขุวิญฺญาณวิญฺญาตพฺเพ ธมฺเม เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ สมนุปสฺสสิ ฯเปฯ ชิวฺหํ อาวุโส ฉนฺน ชิวฺหาวิญฺญาณํ ชิวฺหาวิญฺญาณวิญฺญาตพฺเพ ธมฺเม เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ สมนุปสฺสสิ ฯเปฯ มนํ อาวุโส ฉนฺน มโนวิญฺญาณํ มโนวิญฺญาณวิญฺญาตพฺเพ ธมฺเม เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ สมนุปสฺสสีติ ฯ {๑๐๗.๑} จกฺขุํ อาวุโส สารีปุตฺต จกฺขุวิญฺญาณํ จกฺขุวิญฺญาณ- วิญฺญาตพฺเพ ธมฺเม เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ สมนุปสฺสามิ ฯเปฯ ชิวฺหํ อาวุโส สารีปุตฺต ชิวฺหาวิญฺญาณํ ชิวฺหาวิญฺญาณวิญฺญาตพฺเพ ธมฺเม เนตํ มม เนโสหมสฺมิ ฯเปฯ มนํ อาวุโส สารีปุตฺต มโนวิญฺญาณํ มโนวิญฺญาณวิญฺญาตพฺเพ ธมฺเม เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ สมนุปสฺสามีติ ฯ

จกฺขุสฺมึ อาวุโส ฉนฺน จกฺขุวิญฺญาเณ จกฺขุวิญฺญาณวิญฺญาตพฺเพสุ ธมฺเมสุ กึ ทิสฺวา กึ อภิญฺญาย จกฺขุํ จกฺขุวิญฺญาณํ จกฺขุวิญฺญาณวิญฺญาตพฺเพ ธมฺเม เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ สมนุปสฺสสิ ฯเปฯ ชิวฺหาย อาวุโส ฉนฺน ชิวฺหาวิญฺญาเณ ชิวฺหาวิญฺญาณวิญฺญาตพฺเพสุ ธมฺเมสุ กึ ทิสฺวา กึ อภิญฺญาย ชิวฺหํ ชิวฺหาวิญฺญาณํ ชิวฺหาวิญฺญาณวิญฺญาตพฺเพ ธมฺเม เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ สมนุปสฺสสิ ฯเปฯ มนสฺมึ อาวุโส ฉนฺน มโนวิญฺญาเณ มโนวิญฺญาณวิญฺญาตพฺเพสุ ธมฺเมสุ กึ ทิสฺวา กึ อภิญฺญาย มนํ มโนวิญฺญาณํ มโนวิญฺญาณวิญฺญาตพฺเพ ธมฺเม เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ สมนุปสฺสสีติ ฯ

จกฺขุสฺมึ อาวุโส สารีปุตฺต จกฺขุวิญฺญาเณ จกฺขุวิญฺญาณ- วิญฺญาตพฺเพสุ ธมฺเมสุ นิโรธํ ทิสฺวา นิโรธํ อภิญฺญาย จกฺขุํ จกฺขุวิญฺญาณํ จกฺขุวิญฺญาณวิญฺญาตพฺเพ ธมฺเม เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ สมนุปสฺสามิ ฯเปฯ ชิวฺหาย อาวุโส สารีปุตฺต ชิวฺหาวิญฺญาเณ ชิวฺหาวิญฺญาณวิญฺญาตพฺเพสุ ธมฺเมสุ นิโรธํ ทิสฺวา นิโรธํ อภิญฺญาย ชิวฺหํ ชิวฺหาวิญฺญาณํ ชิวฺหาวิญฺญาณวิญฺญาตพฺเพ ธมฺเม เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ สมนุปสฺสามิ ฯเปฯ มนสฺมึ อาวุโส สารีปุตฺต มโนวิญฺญาเณ มโนวิญฺญาณวิญฺญาตพฺเพสุ ธมฺเมสุ นิโรธํ ทิสฺวา นิโรธํ อภิญฺญาย มนํ มโนวิญฺญาณํ มโนวิญฺญาณวิญฺญาตพฺเพ ธมฺเม เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ สมนุปสฺสามีติ ฯ

เอวํ วุตฺเต อายสฺมา มหาจุนฺโท อายสฺมนฺตํ ฉนฺนํ เอตทโวจ ตสฺมา ติหาวุโส ฉนฺน อิทมฺปิ ตสฺส ภควโต สาสนํ นิจฺจกปฺปํ สาธุกํ มนสิกาตพฺพํ นิสฺสิตสฺส จลิตํ อนิสฺสิตสฺส จลิตํ นตฺถิ จลิเต อสติ ปสฺสทฺธิ โหติ ปสฺสทฺธิยา สติ นนฺทิ น โหติ นนฺทิยา อสติ อาคติคติ น โหติ อาคติคติยา อสติ จตูปปาโต น โหติ จุตูปปาเต อสติ เนวิธ น หุรํ น อุภยมนฺตเรน เอเสวนฺโต ทุกฺขสฺสาติ ฯ อถ โข อายสฺมา จ สารีปุตฺโต อายสฺมา จ มหาจุนฺโท อายสฺมนฺตํ ฉนฺนํ อิมินา โอวาเทน โอวทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ปกฺกมึสุ ฯ อถ โข อายสฺมา ฉนฺโน อจิรปกฺกนฺเตสุ เตสุ อายสฺมนฺเตสุ สตฺถํ อาหเรสิ ฯ

อถ โข อายสฺมา สารีปุตฺโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ อายสฺมตา ภนฺเต ฉนฺเนน สตฺถํ อาหริตํ ตสฺส กา คติ โก อภิสมฺปราโยติ ฯ นนุ เต สารีปุตฺต ฉนฺเนน ภิกฺขุนา สมฺมุขาเยว อนุปวชฺชตา พฺยากตาติ ฯ อตฺถิ ภนฺเต ปุพฺพวิชฺชนํ นาม วชฺชิคาโม ตตฺถายสฺมโต ฉนฺนสฺส มิตฺตกุลานิ สุหชฺชกุลานิ อุปวชฺชกุลานีติ ฯ โหนฺติ เหเต สารีปุตฺต ฉนฺนสฺส ภิกฺขุโน มิตฺตกุลานิ สุหชฺชกุลานิ อุปวชฺชกุลานีติ ฯ น โข ปนาหํ สารีปุตฺต เอตฺตาวตา สอุปวชฺโชติ วทามิ ฯ โย โข สารีปุตฺต อิมญฺจ กายํ นิกฺขิปติ อญฺญญฺจ กายํ อุปาทิยติ ตมหํ สอุปวชฺโชติ วทามิ ฯ ตํ ฉนฺนสฺส ภิกฺขุโน นตฺถิ อนุปวชฺชํ ฉนฺเนน ภิกฺขุนา สตฺถํ อาหริตนฺติ เอวเมตํ สารีปุตฺต ธาเรหีติ ฯ จตุตฺถํ ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๔. ฉันนสูตร ว่าด้วยพระฉันนะ

ข้อ ๘๗

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให้ เหยื่อกระแต เขตกรุงราชคฤห์ สมัยนั้น ท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหาจุนทะและท่านพระฉันนะอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ครั้งนั้น ท่านพระฉันนะอาพาธ ได้รับทุกข์เป็นไข้หนัก ต่อมาในเวลาเย็น ท่านพระสารีบุตรออกจากที่หลีกเร้น แล้วเข้าไปหาท่านพระมหาจุนทะถึงที่อยู่ ได้กล่าวกับท่านพระมหาจุนทะดังนี้ว่า “มาเถิดท่านจุนทะ เราเข้าไปถามอาการอาพาธของท่านพระฉันนะกันเถิด” ท่านพระมหาจุนทะรับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาจุนทะเข้าไปหาท่านพระฉันนะถึงที่อยู่ นั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้แล้ว ท่านพระสารีบุตรได้ถามท่านพระฉันนะดังนี้ว่า@เชิงอรรถ : @ พระฉันนะ ในฉันนสูตรนี้ เป็นคนละรูปกับพระฉันนะที่นำม้ากัณฐกะส่งเสด็จเมื่อครั้งเจ้าชายสิทธัตถะ@เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (สํ.สฬา.อ. ๓/๘๗/๒๐) @ ที่หลีกเร้น ในที่นี้หมายถึงผลสมาบัติ (สํ.สฬา.อ. ๓/๘๗/๒๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๘๐}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๒. ทุติยปัณณาสก์ ๔. ฉันนวรรค ๔. ฉันนสูตร “ท่านฉันนะ ท่านยังสบายดีหรือ ยังพอเป็นอยู่ได้หรือ ทุกขเวทนาทุเลาลงไม่กำเริบขึ้นหรือ อาการทุเลาปรากฏ อาการกำเริบไม่ปรากฏหรือ” ท่านพระฉันนะกล่าวว่า “ท่านสารีบุตร กระผมไม่สบาย จะเป็นอยู่ไม่ได้ทุกขเวทนาของกระผมกำเริบหนักขึ้น ไม่ทุเลาลงเลย อาการกำเริบปรากฏ อาการทุเลาไม่ปรากฏ คนที่แข็งแรงใช้เหล็กที่แหลมคมทิ่มแทงศีรษะแม้ฉันใด ลมอันแรงกล้าเสียดแทงศีรษะของกระผมก็ฉันนั้นเหมือนกัน ผู้มีอายุ กระผมไม่สบาย จะเป็นอยู่ไม่ได้ ฯลฯ อาการทุเลาไม่ปรากฏ คนที่แข็งแรงใช้เชือกหนังที่เหนียวขันที่ศีรษะแม้ฉันใด ลมอันแรงกล้าเสียดแทงศีรษะของกระผมก็ฉันนั้นเหมือนกัน กระผมไม่สบาย จะเป็นอยู่ไม่ได้ ฯลฯ อาการทุเลาไม่ปรากฏ คนฆ่าโคหรือลูกมือคนฆ่าโคผู้ชำนาญใช้มีดแล่เนื้อที่คมกรีดท้องแม้ฉันใด ลมอันแรงกล้าเสียดแทงท้องของกระผมก็ฉันนั้นเหมือนกัน กระผมไม่สบาย จะเป็นอยู่ไม่ได้ ฯลฯ อาการทุเลาไม่ปรากฏคนที่แข็งแรง ๒ คนจับแขนคนที่อ่อนแอกว่าคนละข้างย่างให้ร้อนบนหลุมถ่านเพลิงแม้ฉันใด อาการเร่าร้อนในกายของกระผมก็มีมากอย่างยิ่งฉันนั้นเหมือนกัน ผู้มีอายุกระผมไม่สบาย จะเป็นอยู่ไม่ได้ ทุกขเวทนากำเริบหนักขึ้น ไม่ทุเลาลงเลย อาการกำเริบปรากฏ อาการทุเลาไม่ปรากฏ ท่านสารีบุตร กระผม จักนำศัสตรา มากระผมไม่อยากมีชีวิตอยู่” ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า “ท่านฉันนะอย่านำศัสตรามา ท่านจงรักษาตัวให้อยู่ต่อไปเถิด พวกเราอยากให้ท่านรักษาตัวอยู่ต่อไป ถ้าท่านฉันนะไม่มีโภชนะที่เป็นสัปปายะ ผมจักแสวงหามาให้ ถ้าท่านฉันนะไม่มีเภสัชที่เป็นสัปปายะ ผมก็จักแสวงหามาให้ ถ้าท่านฉันนะไม่มีพวกอุปัฏฐากผู้เหมาะสม ผมจักอุปัฏฐากเองท่านฉันนะอย่านำศัสตรามาเลย ขอท่านฉันนะจงรักษาตัวให้อยู่ต่อไปเถิด พวกเราอยากให้ท่านฉันนะรักษาตัวอยู่ต่อไป” “ท่านสารีบุตร โภชนะที่เป็นสัปปายะของกระผมไม่ใช่ไม่มี โภชนะที่เป็นสัปปายะของกระผมมีอยู่ เภสัชที่เป็นสัปปายะของกระผมไม่ใช่ไม่มี เภสัชที่เป็น@เชิงอรรถ : @ ดู องฺ.ฉกฺก. (แปล) ๒๒/๕๖/๕๔๐ @ ศัสตรา ในที่นี้หมายถึงศัสตราสำหรับฆ่าตัวตาย (ชีวิตหารกสตฺถํ) (สํ.สฬา.อ. ๓/๘๗/๒๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๘๑}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๒. ทุติยปัณณาสก์ ๔. ฉันนวรรค ๔. ฉันนสูตร สัปปายะของกระผมมีอยู่ พวกอุปัฏฐากที่เหมาะสมของกระผมไม่ใช่ไม่มี พวกอุปัฏฐากที่เหมาะสมของกระผมมีอยู่ อีกประการหนึ่ง กระผมก็ปรนนิบัติพระศาสดาด้วยความเต็มใจมาตลอดทีเดียว ไม่ใช่ปรนนิบัติด้วยความไม่เต็มใจ ขอท่านสารีบุตรจงจำข้อความนี้ไว้อย่างนี้เถิดว่า ‘ข้อที่พระสาวกปรนนิบัติพระศาสดาด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่ปรนนิบัติด้วยความไม่เต็มใจ นี้เป็นการสมควรแก่พระสาวกฉันนภิกษุจักนำศัตรามาจึงไม่ควรถูกติเตียน” “พวกเราขอถามปัญหาบางข้อกับท่านฉันนะ ถ้าท่านฉันนะจะให้โอกาสตอบปัญหา” “ท่านสารีบุตร นิมนต์ถามเถิด ผมฟังแล้วจักบอกให้รู้” “ท่านฉันนะ ท่านพิจารณาเห็นจักขุ จักขุวิญญาณ และธรรมที่พึงรู้แจ้ง ทางจักขุวิญญาณว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา’ ฯลฯ ท่านพิจารณาเห็นชิวหา ชิวหาวิญญาณ และธรรมที่พึงรู้แจ้งทางชิวหาวิญญาณว่า‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา’ ฯลฯ ท่านพิจารณาเห็นมโนมโนวิญญาณ และธรรมที่พึงรู้แจ้งทางมโนวิญญาณว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่นนั่นเป็นอัตตาของเรา’ หรือ” “ท่านสารีบุตร กระผมพิจารณาเห็นจักขุ จักขุวิญญาณ และธรรมที่พึงรู้แจ้งทางจักขุวิญญาณว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ ฯลฯ กระผมพิจารณาเห็นชิวหา ชิวหาวิญญาณ และธรรมที่พึงรู้แจ้งทางชิวหาวิญญาณว่า‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ ฯลฯ กระผมพิจารณาเห็นมโนมโนวิญญาณ และธรรมที่พึงรู้แจ้งทางมโนวิญญาณว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่นนั่นไม่ใช่อัตตาของเรา” “ท่านฉันนะ ท่านพิจารณาเห็นอะไร รู้อะไรในจักขุ ในจักขุวิญญาณ และในธรรมที่พึงรู้แจ้งทางจักขุวิญญาณจึงพิจารณาเห็นจักขุ จักขุวิญญาณ และธรรมที่พึงรู้แจ้งทางจักขุวิญญาณว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ฯลฯ ท่านฉันนะ ท่านพิจารณาเห็นอะไร รู้อะไรในชิวหา ในชิวหาวิญญาณและในธรรมที่พึงรู้แจ้งทางชิวหาวิญญาณจึงพิจารณาเห็นชิวหา ชิวหาวิญญาณ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๘๒}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๒. ทุติยปัณณาสก์ ๔. ฉันนวรรค ๔. ฉันนสูตร และธรรมที่พึงรู้แจ้งทางชิวหาวิญญาณว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ ฯลฯ ท่านฉันนะ ท่านเห็นอะไร รู้อะไรในมโน ในมโนวิญญาณและในธรรมที่พึงรู้แจ้งทางมโนวิญญาณจึงพิจารณาเห็นมโน มโนวิญญาณ และธรรมที่พึงรู้แจ้งทางมโนวิญญาณว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา” “ท่านสารีบุตร กระผมพิจารณาเห็นความดับ รู้ความดับในจักขุ ในจักขุ-วิญญาณ และในธรรมที่พึงรู้แจ้งทางจักขุวิญญาณจึงพิจารณาเห็นจักขุ จักขุวิญญาณและธรรมที่พึงรู้แจ้งทางจักขุวิญญาณว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ ฯลฯ ท่านสารีบุตร กระผมพิจารณาเห็นความดับ รู้ความดับในชิวหาในชิวหาวิญญาณ และในธรรมที่พึงรู้แจ้งทางชิวหาวิญญาณจึงพิจารณาเห็นชิวหาชิวหาวิญญาณ และธรรมที่พึงรู้แจ้งทางชิวหาวิญญาณว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ ฯลฯ ท่านสารีบุตร กระผมพิจารณาเห็นความดับรู้ความดับในมโน ในมโนวิญญาณ และในธรรมที่พึงรู้แจ้งทางมโนวิญญาณจึงพิจารณาเห็นมโน มโนวิญญาณ และธรรมที่พึงรู้แจ้งทางมโนวิญญาณว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา” เมื่อท่านพระฉันนะกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระมหาจุนทะได้กล่าวกับท่านพระฉันนะดังนี้ว่า “ท่านฉันนะ เพราะเหตุนี้แล แม้การเห็นนี้ ก็เป็นคำสอนของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ท่านพึงใส่ใจให้ดีตลอดกาลเป็นนิตย์ บุคคลผู้มีตัณหา มานะและทิฏฐิอาศัยอยู่ ย่อมมีความหวั่นไหว บุคคลผู้ไม่มีตัณหา มานะ และทิฏฐิอาศัยอยู่ย่อมไม่มีความหวั่นไหว เมื่อไม่มีความหวั่นไหว ก็มีความสงบ เมื่อมีความสงบ ก็ไม่มีความน้อมไป เมื่อไม่มีความน้อมไป การมาและการไป ก็ไม่มี เมื่อไม่มีการมาและการไป ความตายและความเกิดก็ไม่มี เมื่อไม่มีความตายและความเกิด โลกนี้@เชิงอรรถ : @ ความสงบ ได้แก่ กายปัสสัทธิ (สงบกาย) และจิตตปัสสัทธิ (สงบจิต) ในที่นี้หมายถึงกิเลสปัสสัทธิ@(สงบกิเลส) (สํ.สฬา.อ. ๓/๘๗/๒๑) @ ความน้อมไป ในที่นี้อรรถกถาแก้ว่าความเพลิดเพลินคือตัณหา (สํ.สฬา.อ. ๓/๘๗/๒๑)@ การมาและการไป หมายถึงการมาด้วยอำนาจปฏิสนธิ การไปด้วยอำนาจการจุติ@(สํ.สฬา.อ. ๓/๘๗/๒๒, สํ.ฏีกา ๒/๘๗/๓๕๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๘๓}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๒. ทุติยปัณณาสก์ ๔. ฉันนวรรค ๕. ปุณณสูตร โลกหน้าก็ไม่มี ระหว่างโลกทั้งสองก็ไม่มี นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์” ครั้นท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาจุนทะสอนท่านพระฉันนะด้วยโอวาทนี้แล้วก็ลุกขึ้นจากอาสนะแล้วจากไป ต่อมาท่านพระฉันนะก็ได้นำศัสตรามา เมื่อท่านทั้งสองจากไปไม่นาน ครั้งนั้นแล ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านฉันนะได้นำศัสตรามา ท่านมีคติเป็นอย่างไร มีอภิสัมปรายภพเป็นอย่างไร” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “สารีบุตร ฉันนภิกษุได้บอกว่าจะไม่ถูกติเตียนไว้ต่อหน้าเธอแล้วมิใช่หรือ” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีหมู่บ้านชาววัชชีชื่อปุพพวิชชนะ ในหมู่บ้านนั้น ตระกูลที่เป็นมิตร ตระกูลที่เป็นสหายเป็นตระกูลที่ท่านฉันนะเข้าไปอาศัยก็มีอยู่” “สารีบุตร ตระกูลที่เป็นมิตรตระกูลที่เป็นสหายเหล่านั้น เป็นตระกูลที่ ฉันนภิกษุเข้าไปอาศัยมีอยู่ แต่เราไม่กล่าวว่า ‘ฉันนภิกษุมีตระกูลที่ตนพึงเข้าไปอาศัยด้วยเหตุเพียงเท่านี้’ เธอจงจำข้อความนี้ไว้อย่างนี้เถิดว่า ‘เรากล่าวถึงภิกษุที่ละกายนี้เข้าถือกายอื่น ว่ามีตระกูลที่ตนพึงเข้าไปอาศัย’ ตระกูลนั้นไม่มีสำหรับฉันนภิกษุ ฉันนภิกษุนำศัสตรามาจึงไม่ควรถูกติเตียน” ฉันนสูตรที่ ๔ จบ ๕. ปุณณสูตร ว่าด้วยพระปุณณะ

ข้อ ๘๘

ครั้งนั้น ท่านพระปุณณะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ นั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์โดยย่อ ซึ่งข้าพระองค์ได้ฟังแล้ว จะพึงหลีกออกไปอยู่คนเดียว ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่เถิด” @เชิงอรรถ : @ นำศัสตรามา ในที่นี้หมายถึงนำศัสตรามาฆ่าตัวตาย คือตัดก้านคอ (สํ.สฬา.อ. ๓/๘๗/๒๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๘๔}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาฉันนสูตรที่ ๔

ในฉันนสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า ฉนฺโน ได้แก่ พระเถระผู้มีชื่ออย่างนั้น. ไม่ใช่พระเถระผู้ออกไปครั้งเสด็จมหาภิเนษกรมณ์.

บทว่า ปฏิสลฺลานา ได้แก่ จากผลสมาบัติ.

บทว่า คิลานปุจฺฉกา ได้แก่ ผู้บำรุงภิกษุไข้. ชื่อว่าการบำรุงภิกษุไข้ อันพระพุทธเจ้าสรรเสริญแล้ว อันพระพุทธเจ้าชมเชยแล้ว เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวอย่างนั้น.

บทว่า สีสเวฐํ ทเทยฺย ความว่า ผ้าโพกศีรษะ ชื่อว่าสีสเวฐนะ และพึงให้ผ้าโพกศีรษะนั้น.

บทว่า สตฺถํ ได้แก่ ศัสตราอันนำเสียซึ่งชีวิต (ฆ่าตัวตาย).

บทว่า นาวกงฺขามิ ได้แก่ ย่อมไม่ปรารถนา. บทว่า ปริจิณฺโณ ได้แก่ ปรนนิบัติแล้ว.

บทว่า มนาเปน ได้แก่ กายกรรมเป็นต้นอันน่าเจริญใจ.

จริงอยู่ พระเสขะ ๗ จำพวก ชื่อว่าย่อมปรนนิบัติ พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าย่อมถูกปรนนิบัติ. พระอรหันต์ ชื่อว่าผู้อันเขาปรนนิบัติ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ชื่อว่าผู้อันเขาปรนนิบัติ.

บทว่า เอตํ หิ อาวุโส สาวกสฺส ปฏิรูปํ ความว่า ดูก่อนอาวุโส นั่นชื่อว่าเป็นสิ่งที่สมควรแก่พระสาวก.

บทว่า อนุปวชฺชํ ได้แก่ ไม่เป็นไป คือไม่มีปฏิสนธิ.

บาลีว่า ปุจฺฉาวุโส สารีปุตฺต สุตฺวา เวทิสฺสาม นี้ ชื่อว่าปวารณาของพระสาวกเปิดโอกาสให้ถาม

คำว่า เอตํ มม เป็นต้น ท่านกล่าวด้วยอำนาจการยึดถือด้วยอำนาจตัณหามานะและทิฏฐิ.

บทว่า นิโรธํ ทิสฺวา ได้แก่ รู้ธรรมเป็นที่สิ้นไปและเสื่อมไป.

บทว่า เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ สมนุปสฺสามิ ความว่า ย่อมพิจารณาเห็นว่า เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา. ในฐานะมีประมาณเท่านี้ พระฉันนเถระใส่ปัญหาที่พระสารีบุตรถามลงในพระอรหัตต์ กล่าวแก้ปัญหานั้น.

ฝ่ายพระสารีบุตรเถระแม้รู้ว่า พระฉันนเถระเป็นปุถุชน ก็ไม่ได้บอกท่านว่า เป็นปุถุชน หรือว่าเป็นพระขีณาสพ ได้แต่นิ่งอย่างเดียว. ส่วนพระจุนทเถระคิดว่า เราจะให้รู้ว่าท่านเป็นปุถุชน แล้วได้ให้โอวาท.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะท่านไม่สามารถจะอดกลั้นเวทนาปางตาย จึงกล่าวว่าเราจะนำศัสตรามา ฉะนั้น ท่านจึงเป็นปุถุชน จึงแสดงว่า เราจะใส่ใจแม้ในเรื่องนี้ อนึ่ง เพราะเหตุที่เห็นความดับแห่งอายตนะ ๖ แล้วกล่าวว่า เราจะพิจารณาเห็นจักษุเป็นต้นด้วยอำนาจคาหะ (ความยึดถือ) ทั้ง ๓ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวแสดงเฉพาะข้อที่ท่านเป็นปุถุชนแม้นี้ว่า ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าอันผู้มีอายุควรใส่ใจ.

บทว่า นิจฺจกปฺปํ แปลว่า ตลอดกาลเป็นนิตย์.

บทว่า นิสฺสิตสฺส ได้แก่ ผู้อันตัณหามานะและทิฏฐิอาศัยแล้ว.

บทว่า จลิตํ ได้แก่ หวั่นไหวแล้ว. ท่านผู้มีอายุไม่สามารถจะอดกลั้นเวทนาที่เกิดขึ้นแล้วยังละการยึดถือไม่ได้ว่า เราเสวยเวทนา เวทนาของเรา บัดนี้ความหวั่นไหวนั้นยังมีอยู่ แม้ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวกะท่านว่าท่านเป็นปุถุชน.

บทว่า ปสฺสทฺธิ ได้แก่ กายปัสสัทธิระงับกาย และจิตตปัสสัทธิระงับจิต. อธิบายว่า ชื่อว่ากิเลสปัสสัทธิระงับกิเลส.

บทว่า นนฺทิ ได้แก่ ความเพลิดเพลินด้วยอำนาจตัณหา.

บทว่า อสติ ความว่า เมื่อไม่มีความอาลัย ความใคร่ ความกลุ้มรุม เพื่อภพต่อไป.

บทว่า อาคติคติ น โหติ ความว่า ชื่อว่าการมาย่อมมีด้วยอำนาจปฏิสนธิ ชื่อว่าการไปย่อมมีด้วยอำนาจคติภูมิเป็นที่ไป.

บทว่า จุตูปปาโต ความว่า ชื่อว่าจุติ ด้วยอำนาจการเคลื่อนไป ชื่อว่าอุปปาต ด้วยอำนาจการเข้าถึง.

บทว่า เนวิธ น หุรํ น อุภยมนฺตเรน ความว่า ไม่มีในโลกนี้ ไม่มีในโลกหน้า ไม่มีในโลกทั้งสอง.

บทว่า เอเสวนฺโต ทุกฺขสฺส ความว่า นี้แลเป็นที่สุด นี้เป็นการขาด นี้เป็นการหมุนเวียนของวัฏฏทุกข์ ทุกข์ในวัฏฏะและกิเลสทุกข์ ทุกข์เกิดแต่กิเลส ก็ในข้อนี้มีอธิบายเพียงเท่านี้แล.

ก็ชนเหล่าใดถือเอาว่า โดยระหว่างภพทั้ง ๒ จึงปรารถนาความไม่มีในระหว่าง. คำของชนเหล่านั้น ไร้ประโยชน์. จริงอยู่ ความเป็นในระหว่างภพ ท่านคัดค้านไว้แล้วในพระอภิธรรมนั้นแล.

ก็คำว่า อนฺตเรน เป็นคำแสดงระหว่างเขตกำหนด เพราะฉะนั้น ในที่นี้พึงทราบความดังต่อไปนี้ว่า กำหนดอื่นอีกในโลกนี้ก็ไม่มี ในโลกหน้าก็ไม่มี ในโลกทั้ง ๒ ก็ไม่มี

บทว่า สตฺถํ อาหเรสิ ได้แก่ นำศัสตรามาทำลายชีวิตคือตัดก้านคอ. ต่อมา มรณภัยก็มาถึงท่าน ในขณะนั้น คตินิมิตย่อมปรากฏ. ท่านรู้ว่าตนเป็นปุถุชน มีจิตสลดเริ่มตั้งวิปัสสนา กำหนดสังขารเป็นอารมณ์บรรลุพระอรหัต เป็นพระอรหันตสมสีสี ปรินิพพานแล้ว.

คำว่า สมฺมุขาเยว อนุปวชฺชตา พฺยากตา นี้เป็นคำพยากรณ์ ในเวลาที่พระเถระเป็นปุถุชนก็จริง ถึงอย่างนั้น ด้วยคำพยากรณ์นี้ ท่านได้ปรินิพพานในเวลาติดต่อกันนั้นเอง. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงถือเอาพยากรณ์นั้นแลตรัส.

บทว่า อุปวชฺชกุลานิ ได้แก่ ตระกูลที่จะพึงเข้าไปหา.

ด้วยคำนี้ พระเถระเมื่อถามถึงโทษในการคลุกคลีด้วยตระกูล ในปฏิปทาข้อปฏิบัติส่วนเบื้องต้นจึงถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่ออุปัฏฐากและอุปัฏฐายิกามีอยู่ ภิกษุนั้นจักปรินิพพานในศาสนาของพระองค์หรือ.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงความเป็นผู้คลุกคลีในตระกูล จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ดูก่อนสารีบุตร ก็ภิกษุเหล่านั้นมีอยู่หรือ.

ได้ยินว่า ในที่นี้ความที่พระเถระเป็นผู้ไม่คลุกคลีในตระกูลได้ปรากฏแล้ว.

คำที่เหลือในทุกๆ บทง่ายทั้งนั้น.

จบอรรถกถาฉันนสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา