๑๐. ฉัปปาณสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค ฉัปปาณสูตร
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส อรุคตฺโต ปกฺกคตฺโต สรวนํ ปวิเสยฺย ตสฺส กุสกณฺฏกา เจปิ ปาเท วิชฺเฌยฺยุํ ฯ สรปตฺตานิ ปกฺกคตฺตานิ วิเลเขยฺยุํ ฯ เอวํ หิ โส ภิกฺขเว ภิยฺโยโส มตฺตาย ตโตนิทานํ ทุกฺขํ โทมนสฺสํ ปฏิสํเวทเยถ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ภิกฺขุ คามคโต วา อรญฺญคโต วา ลภติ วตฺตารํ อยญฺจ โส อายสฺมา เอวํการี เอวํสมาจาโร อสุจิคามกณฺฏโกติ ฯ ตํ กณฺฏโกติ อิติ วิทิตฺวา อสํวโร จ สํวโร จ เวทิตพฺโพ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษผู้มีตัวเป็นแผล มีตัวเป็นพุพอง พึงเข้าไปสู่ป่าหญ้าคา ถ้าแม้หน่อหญ้าคาพึงตำเท้าของบุรุษนั้น ใบหญ้าคาพึงบาดตัวที่พุพอง บุรุษนั้นพึงเสวยทุกข์โทมนัส ซึ่งมีการตำและการบาดนั้นเป็นเหตุ โดยยิ่งกว่าประมาณ แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ อยู่ในบ้านก็ดี อยู่ในป่าก็ดี ย่อมได้บุคคลผู้กล่าวท้วงว่า ท่านผู้นี้แล กระทำอย่างนี้มีสมาจารอย่างนี้ เป็นหนามแห่งชาวบ้านผู้ไม่สะอาด เพราะฉะนั้น ภิกษุจึงชื่อว่า เป็นหนามแห่งชาวบ้านผู้ไม่สะอาดนั้น ฉันนั้นเหมือนกันแล ภิกษุรู้แจ้งอย่างนี้แล้ว พึงทราบอสังวรและสังวร ฯ
กถญฺจ ภิกฺขเว อสํวโร โหติ ฯ อิธ ภิกฺขุ จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา ปิยรูเป รูเป อธิมุจฺจติ อปฺปิยรูเป รูเป พฺยาปชฺชติ อนุปฏฺฐิตกายสติ จ วิหรติ ปริตฺตเจตโส ตญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ยตฺถสฺส เต อุปฺปนฺนา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ ฯ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฯ ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ฯ ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ฯ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา ฯ มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย ปิยรูเป ธมฺเม อธิมุจฺจติ อปฺปิยรูเป ธมฺเม พฺยาปชฺชติ อนุปฏฺฐิตกายสติ จ วิหรติ ปริตฺตเจตโส ตญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ยตฺถสฺส เต อุปฺปนฺนา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสังวรย่อมมีอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ย่อมน้อมใจไปในรูปอันน่ารัก ย่อมขัดเคืองในรูปอันไม่น่ารัก ย่อมไม่เป็นผู้เข้าไปตั้งกายสติไว้ มีใจมีประมาณน้อยอยู่ และย่อมไม่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติอันเป็นที่ดับไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น อันบังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความเป็นจริง ภิกษุฟังเสียงด้วยหู ... ดมกลิ่นด้วยจมูก ... ลิ้มรสด้วยลิ้น ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ... รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ย่อมน้อมใจไปในธรรมารมณ์อันน่ารัก ย่อมขัดเคืองในธรรมารมณ์อันไม่น่ารัก ย่อมไม่เป็นผู้เข้าไปตั้งกายสติไว้ มีใจมีประมาณน้อยอยู่ และย่อมไม่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับไปไม่เหลือ แห่งอกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น อันบังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความเป็นจริง ฯ
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส ฉปฺปาณเก คเหตฺวา นานาวิสเย นานาโคจเร ทฬฺหาย รชฺชุยา พนฺเธยฺย อหึ คเหตฺวา ทฬฺหาย รชฺชุยา พนฺเธยฺย สุํสุมารํ คเหตฺวา ทฬฺหาย รชฺชุยา พนฺเธยฺย ปกฺขึ คเหตฺวา ทฬฺหาย รชฺชุยา พนฺเธยฺย กุกฺกุรํ คเหตฺวา ทฬฺหาย รชฺชุยา พนฺเธยฺย สิคาลํ คเหตฺวา ทฬฺหาย รชฺชุยา พนฺเธยฺย มกฺกฏํ คเหตฺวา ทฬฺหาย รชฺชุยา พนฺเธยฺย ทฬฺหาย รชฺชุยา พนฺธิตฺวา มชฺเฌ คณฺฐึ กริตฺวา โอสชฺเชยฺย ฯ อถ โข เต ภิกฺขเว ฉปฺปาณกา นานาวิสยา นานาโคจรา สกํ สกํ โคจรวิสยํ อาวิญฺเฉยฺยุํ ฯ อหิ อาวิญฺเฉยฺย วมฺมิกํ ปเวกฺขามีติ ฯ สุํสุมาโร อาวิญฺเฉยฺย อุทกํ ปเวกฺขามีติ ฯ ปกฺขี อาวิญฺเฉยฺย อากาสํ เฑสฺสามีติ ฯ กุกฺกุโร อาวิญฺเฉยฺย คามํ ปเวกฺขามีติ ฯ สิคาโล อาวิญฺเฉยฺย สีวถิกํ ปเวกฺขามีติ ฯ มกฺกโฏ อาวิญฺเฉยฺย วนํ ปเวกฺขามีติ ฯ ยทา โข เต ภิกฺขเว ฉปฺปาณกาชฺฌตฺตา อสฺสุ กิลนฺตา อถ โย เนสํ ปาณกา พลวตโร อสฺส ตสฺส เต อนุวตฺเตยฺยุํ อนุวิธาเยยฺยุํ วสํ คจฺเฉยฺยุํ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว ยสฺส กสฺสจิ ภิกฺขุโน กายคตาสติ อภาวิตา อพหุลีกตา ตํ จกฺขุํ อาวิญฺฉติ มนาปิเยสุ รูเปสุ อมนาปิยา รูปา ปฏิกูลา โหนฺติ ฯเปฯ ชิวฺหา อาวิญฺฉติ ฯ กาโย อาวิญฺฉติ ฯ มโน อาวิญฺฉติ มนาปิเยสุ ธมฺเมสุ อมนาปิยา ธมฺมา ปฏิกูลา โหนฺติ ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว อสํวโร โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษจับสัตว์ ๖ ชนิด ซึ่งมีวิสัยต่างกัน มีโคจรต่างกัน แล้วผูกด้วยเชือกอันเหนียวแน่น คือ จับงู จระเข้นก สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก ลิง แล้วผูกด้วยเชือกอันเหนียวแน่น ครั้นแล้วพึงขมวดปมไว้ตรงกลางปล่อยไป ทีนั้นแล สัตว์ ๖ ชนิดซึ่งมีวิสัยต่างกัน มีโคจรต่างกันเหล่านั้น พึงดึงมาหาโคจรและวิสัยของตนๆ งูพึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักเข้าไปสู่จอมปลวก จระเข้พึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักลงน้ำ นกพึงดึงมาด้วยคิดว่าเราจักบินขึ้นสู่อากาศ สุนัขบ้านพึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักเข้าบ้าน สุนัขจิ้งจอกพึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักไปสู่ป่าช้า ลิงพึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักเข้าไปสู่ป่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล สัตว์ ๖ ชนิดเหล่านั้น ต่างก็จะไปตามวิสัยของตนๆ พึงลำบาก เมื่อนั้น บรรดาสัตว์เหล่านั้น สัตว์ใดมีกำลังมากกว่าสัตว์ทั้งหลาย สัตว์เหล่านั้นพึงอนุวัตรคล้อยตามไปสู่อำนาจแห่งสัตว์นั้น แม้ฉันใดดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งไม่ได้อบรม ไม่กระทำให้มากซึ่งกายคตาสติก็ฉันนั้นเหมือนกัน จักษุย่อมฉุดภิกษุนั้นไปในรูปอันเป็นที่พอใจ รูปอันไม่เป็นที่พอใจ ย่อมเป็นของปฏิกูล ฯลฯ ใจย่อมฉุดไปในธรรมารมณ์อันเป็นที่พอใจธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่พอใจ ย่อมเป็นของปฏิกูล ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสังวรย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้แล ฯ
กถญฺจ ภิกฺขเว สํวโร โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา ปิยรูเป รูเป นาธิมุจฺจติ อปฺปิยรูเป รูเป น พฺยาปชฺชติ อุปฏฺฐิตกายสติ จ วิหรติ อปฺปมาณเจตโส ตญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ยถาภูตํ ปชานาติ ยตฺถสฺส เต อุปฺปนฺนา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ ฯ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฯเปฯ ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ฯเปฯ ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ฯเปฯ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา ฯเปฯ มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย ปิยรูเป ธมฺเม นาธิมุจฺจติ อปฺปิยรูเป ธมฺเม น พฺยาปชฺชติ อุปฏฺฐิตกายสติ จ วิหรติ อปฺปมาณเจตโส ตญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ยถาภูตํ ปชานาติ ยตฺถสฺส เต อุปฺปนฺนา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังวรย่อมมีอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ย่อมไม่น้อมใจไปในรูปอันน่ารัก ย่อมไม่ขัดเคืองในรูปอันไม่น่ารัก เป็นผู้เข้าไปตั้งกายสติไว้ มีใจหาประมาณมิได้อยู่และย่อมรู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น อันบังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความเป็นจริง ฯลฯ ภิกษุรู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ย่อมไม่น้อมใจไปในธรรมารมณ์อันน่ารัก ย่อมไม่ขัดเคืองในธรรมารมณ์อันไม่น่ารัก เป็นผู้เข้าไปตั้งกายสติไว้ มีใจหาประมาณมิได้อยู่ และย่อมรู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น อันบังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความเป็นจริง ฯ
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส ฉปฺปาณเก คเหตฺวา นานาวิสเย นานาโคจเร ทฬฺหาย รชฺชุยา พนฺเธยฺย อหึ คเหตฺวา ฯเปฯ สุํสุมารํ คเหตฺวา ฯเปฯ กุกฺกุรํ คเหตฺวา ฯ สิคาลํ คเหตฺวา ฯ มกฺกฏํ คเหตฺวา ทฬฺหาย รชฺชุยา พนฺเธยฺย ทฬฺหาย รชฺชุยา พนฺธิตฺวา ทเฬฺห ขีเล วา ถมฺเภ วา อุปนิพนฺเธยฺย ฯ อถ โข เต ภิกฺขเว ฉปฺปาณกา นานาวิสยา นานาโคจรา สกํ สกํ โคจรวิสยํ อาวิญฺเฉยฺยุํ ฯ อหิ อาวิญฺเฉยฺย วมฺมิกํ ปเวกฺขามีติ ฯ สุํสุมาโร อาวิญฺเฉยฺย อุทกํ ปเวกฺขามีติ ฯ ปกฺขี อาวิญฺเฉยฺย อากาสํ เฑสฺสามีติ ฯ กุกฺกุโร อาวิญฺเฉยฺย คามํ ปเวกฺขามีติ ฯ สิคาโล อาวิญฺเฉยฺย สีวถิกํ ปเวกฺขามีติ ฯ มกฺกโฏ อาวิญฺเฉยฺย วนํ ปเวกฺขามีติ ฯ ยทา โข เต ภิกฺขเว ฉปฺปาณกาชฺฌตฺตา อสฺสุ กิลนฺตา อถ ตเมว ขีลํ วา ถมฺภํ วา อุปติฏฺเฐยฺยุํ อุปนิสีเทยฺยุํ อุปนิปชฺเชยฺยุํ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว ยสฺส กสฺสจิ ภิกฺขุโน กายคตาสติ ภาวิตา พหุลีกตา ตํ จกฺขุ นาวิญฺฉติ มนาปิเยสุ รูเปสุ อมนาปิยา รูปา น ปฏิกูลา โหนฺติ ฯเปฯ ชิวฺหา นาวิญฺฉติ ฯเปฯ มโน นาวิญฺฉติ มนาปิเยสุ ธมฺเมสุ อมนาปิยา ธมฺมา น ปฏิกูลา โหนฺติ ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว สํวโร โหติ ฯ ทเฬฺห ขีเล วา ถมฺเภ วาติ โข ภิกฺขเว กายคตาสติยา เอตํ อธิวจนํ ฯ ตสฺมาติห ภิกฺขเว เอวํ สิกฺขิตพฺพํ กายคตา โน สติ ภาวิตา ภวิสฺสติ พหุลีกตา ยานีกตา วตฺถุกตา อนุฏฺฐิตา ปริจิตา สุสมารทฺธาติ ฯ เอวํ หิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพนฺติ ฯ ทสมํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษจับสัตว์ ๖ ชนิดซึ่งมีวิสัยต่างกัน มีโคจรต่างกัน คือ พึงจับงู จระเข้ นก สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก ลิงแล้วผูกด้วยเชือกอันเหนียวแน่น ครั้นแล้วพึงผูกไว้ที่หลักหรือที่เสาอันมั่นคงทีนั้นแล สัตว์ ๖ ชนิดเหล่านั้น ซึ่งมีวิสัยต่างกัน มีโคจรต่างกัน พึงดึงมาสู่โคจรและวิสัยของตนๆ คือ งูพึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักเข้าไปสู่จอมปลวกจระเข้พึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักลงแม่น้ำ นกพึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักบินขึ้นสู่อากาศ สุนัขบ้านพึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักเข้าไปบ้าน สุนัขจิ้งจอกพึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักเข้าสู่ป่าช้า ลิงพึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักเข้าไปสู่ป่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล สัตว์ ๖ ชนิดเหล่านั้นต่างก็จะไปตามวิสัยของตนๆ พึงลำบาก เมื่อนั้นสัตว์เหล่านั้นพึงยืนแนบ นั่งแนบ นอนแนบหลักหรือเสานั้นเองแม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งอบรม กระทำให้มากซึ่งกายคตาสติ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน จักษุย่อมไม่ฉุดภิกษุนั้นไปในรูปอันเป็นที่พอใจ รูปอันไม่เป็นที่พอใจ ย่อมไม่เป็นของปฏิกูล ฯลฯ ใจย่อมไม่ฉุดไปในธรรมารมณ์อันเป็นที่พอใจ ธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่พอใจ ย่อมไม่เป็นของปฏิกูล ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังวรย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำว่า หลักหรือเสาอันมั่นคงนั้น เป็นชื่อของกายคตาสติ เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า กายคตาสติ เราทั้งหลายจักอบรม กระทำให้มาก กระทำให้เป็นดังยาน กระทำให้เป็นที่ตั้ง ให้มั่นคง สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๑๐
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. ฉัปปาณโกปมสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยสัตว์ ๖ ชนิด
“ภิกษุทั้งหลาย บุรุษมีร่างกายเต็มไปด้วยแผลพุพอง เข้าไปสู่ป่าหญ้าคา แม้ถ้าหน่อหญ้าคาตำเท้าของเขา ใบหญ้าคาบาดร่างกายที่พุพอง เมื่อเป็นเช่นนั้นบุรุษนั้นพึงเสวยทุกข์โทมนัสเหลือประมาณเพราะเหตุนั้นแม้ฉันใด ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน จะไปสู่บ้านหรือจะไปสู่ป่าก็ตามจะมีผู้ทักท้วงว่า “ท่านรูปนี้ทำอย่างนี้ มีความประพฤติอย่างนี้ เป็นผู้ไม่สะอาดเป็นดุจหนามคอยทิ่มแทงชาวบ้าน” เธอทั้งหลายรู้ว่า “ภิกษุนั้นเป็นดุจหนาม” แล้วพึงทราบความสำรวมและ ความไม่สำรวมต่อไป ความไม่สำรวม ความไม่สำรวม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปทางตาแล้ว ย่อมยินดีในรูปที่น่ารัก ย่อมยินร้ายในรูปที่ไม่น่ารัก เป็นผู้ไม่ตั้งมั่นกายคตาสติ มีปริตตจิตอยู่ และไม่รู้ชัดเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติตามความเป็นจริง อันเป็นที่ดับไปโดยไม่เหลือแห่งธรรมที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นที่เกิดขึ้นแล้วแก่เธอ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๒๖๒}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๔. จตุตถปัณณาสก์ ๔. อาสีวิสวรรค ๑๐. ฉัปปาณโกปมสูตร ฟังเสียงทางหู ... ดมกลิ่นทางจมูก ... ลิ้มรสทางลิ้น ... ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย ... รู้แจ้งธรรมารมณ์ทางใจแล้ว ย่อมยินดีในธรรมารมณ์ที่น่ารัก ย่อมยินร้ายในธรรมารมณ์ที่ไม่น่ารัก เป็นผู้ไม่ตั้งมั่นกายคตาสติ มีปริตตจิตอยู่ และไม่รู้ชัดเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติตามความเป็นจริง อันเป็นที่ดับไปโดยไม่เหลือแห่งธรรมที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นที่เกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ภิกษุทั้งหลาย บุรุษจับสัตว์ ๖ ชนิดซึ่งมีที่อยู่ต่างกัน มีที่หากินต่างกัน แล้วผูกด้วยเชือกที่เหนียว คือ จับงูแล้วผูกด้วยเชือกที่เหนียว จับจระเข้แล้วผูกด้วยเชือกที่เหนียว จับนกแล้วผูกด้วยเชือกที่เหนียว จับสุนัขแล้วผูกด้วยเชือกที่เหนียวจับสุนัขจิ้งจอกแล้วผูกด้วยเชือกที่เหนียว จับลิงแล้วผูกด้วยเชือกที่เหนียว ขมวดเป็นปมไว้ตรงกลางแล้วจึงปล่อยไป ลำดับนั้น สัตว์ทั้ง ๖ ชนิดซึ่งมีที่อยู่ต่างกัน มีที่หากินต่างกันเหล่านั้นพึงดึง ไปสู่ที่หากินและที่อยู่ของตนๆ คือ งูดึงไปด้วยต้องการว่า “จักเข้าไปสู่จอมปลวก” จระเข้ดึงไปด้วยต้องการว่า “จักลงน้ำ” นกดึงไปด้วยต้องการว่า “จักบินขึ้นสู่อากาศ” สุนัขดึงไปด้วยต้องการว่า “จักเข้าบ้าน” สุนัขจิ้งจอกดึงไปด้วยต้องการว่า “จักเข้าป่าช้า” ลิงดึงไปด้วยต้องการว่า “จักเข้าป่า” เมื่อใดสัตว์ทั้ง ๖ ชนิดนั้นต่างก็จะไปตามใจของตน พึงลำบาก เมื่อนั้นสัตว์เหล่านั้นก็พึงตกอยู่ในอำนาจ ไปตามสัตว์ที่มีกำลังกว่า แม้ฉันใด ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน กายคตาสติที่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งไม่เจริญ ไม่ทำให้มากแล้ว ตาย่อมฉุดภิกษุนั้นไปในรูปที่น่าพอใจ รูปที่ไม่น่าพอใจเป็นของน่าเกลียด ฯลฯ ลิ้นย่อมฉุด ฯลฯ ใจย่อมฉุดภิกษุไปในธรรมารมณ์ที่น่าพอใจ ธรรมารมณ์ที่ไม่น่าพอใจเป็นของน่าเกลียด ภิกษุทั้งหลาย ความไม่สำรวมเป็นอย่างนี้แล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๒๖๓}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๔. จตุตถปัณณาสก์ ๔. อาสีวิสวรรค ๑๐. ฉัปปาณโกปมสูตร ความสำรวม ภิกษุทั้งหลาย ความสำรวม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปทางตาแล้ว ไม่ยินดีในรูปที่น่ารัก ไม่ยินร้ายในรูปที่ไม่น่ารัก เป็นผู้ตั้งมั่นกายคตาสติ มีอัปปมาณจิตอยู่ และรู้ชัดเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติตามความเป็นจริง อันเป็นที่ดับไปโดยไม่เหลือแห่งธรรมที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นที่เกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ฯลฯ ลิ้มรสทางลิ้น ฯลฯ รู้แจ้งธรรมารมณ์ทางใจแล้ว ไม่ยินดีในธรรมารมณ์ที่น่ารัก ไม่ยินร้ายในธรรมารมณ์ที่ไม่น่ารัก เป็นผู้ตั้งมั่นกายคตาสติ มีอัปปมาณจิตอยู่ และรู้ชัด เจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติตามความเป็นจริง อันเป็นที่ดับไปโดยไม่เหลือแห่งธรรมที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นที่เกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ภิกษุทั้งหลาย บุรุษจับสัตว์ ๖ ชนิดซึ่งมีที่อยู่ต่างกัน มีที่หากินต่างกัน แล้วผูกด้วยเชือกที่เหนียว คือ จับงูแล้วผูกด้วยเชือกที่เหนียว จับจระเข้แล้วผูกด้วยเชือกที่เหนียว จับนกแล้วผูกด้วยเชือกที่เหนียว จับสุนัขแล้วผูกด้วยเชือกที่เหนียวจับสุนัขจิ้งจอกแล้วผูกด้วยเชือกที่เหนียว จับลิงแล้วผูกด้วยเชือกที่เหนียว แล้วผูกติดไว้ที่หลักหรือเสาอันมั่นคง ลำดับนั้น สัตว์ทั้ง ๖ ชนิดซึ่งมีที่อยู่ต่างกัน มีที่หากินต่างกันเหล่านั้นพึงดึง ไปสู่ที่หากินและที่อยู่ของตนๆ คือ งูดึงไปด้วยต้องการว่า “จักเข้าจอมปลวก” จระเข้ดึงไปด้วยต้องการว่า “จักลงน้ำ” นกดึงไปด้วยต้องการว่า “จักบินขึ้นสู่อากาศ” สุนัขดึงไปด้วยต้องการว่า “จักเข้าบ้าน” สุนัขจิ้งจอกดึงไปด้วยต้องการว่า “จักเข้าป่าช้า” ลิงดึงไปด้วยต้องการว่า “จักเข้าป่า”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๒๖๔}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๔. จตุตถปัณณาสก์ ๔. อาสีวิสวรรค ๑๑. ยวกลาปิสูตร เมื่อใดสัตว์ทั้ง ๖ ชนิดนั้นต่างก็จะไปตามใจของตน พึงลำบาก เมื่อนั้นสัตว์เหล่านั้นพึงยืนพิง นั่งพิง นอนพิงหลักหรือเสานั้น แม้ฉันใด ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกันกายคตาสติที่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเจริญ ทำให้มากแล้ว ตาย่อมไม่ฉุดภิกษุนั้นไปในรูปที่น่าพอใจ รูปที่ไม่น่าพอใจย่อมไม่น่าเกลียด ฯลฯ ลิ้นย่อมไม่ฉุด ฯลฯ ใจย่อมไม่ฉุดภิกษุนั้นไปในธรรมารมณ์ที่น่าพอใจ ธรรมารมณ์ที่ไม่น่าพอใจย่อมไม่น่าเกลียด ภิกษุทั้งหลาย ความสำรวมเป็นอย่างนี้แล คำว่า หลักหรือเสาอันมั่นคง นี้เป็นชื่อของกายคตาสติ เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า “กายคตาสติเราทั้งหลายจักเจริญ ทำให้มาก ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ตั้งไว้เนืองๆ สั่งสมแล้วปรารภเสมอดีแล้ว” ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล” ฉัปปาณโกปมสูตรที่ ๑๐ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาฉัปปาณสูตรที่ ๑๐
ในฉัปปาณสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อุรูคตฺโต แปลว่า ตัวมีแผล.
ชื่อว่า ปกฺกคตฺโต เพราะแผลเหล่านั้นนั่นแล เน่าฟอน.
บทว่า สรวนํ แปลว่า ป่ามีหนาม.
บทว่า เอวเมว โข ความว่า บุคคลผู้ทุศีล พึงทราบว่า เหมือนคนมีตัวเต็มไปด้วยแผล. ทุกข์ที่เกิดภิกษุผู้ถูกเพื่อนสพรหมจารีในที่นั้นกล่าวอยู่ว่า ผู้นี้นั้นเป็นผู้กระทำกรรมเหล่านี้ๆ พึงทราบเหมือนทุกข์โทมนัสที่เกิดขึ้นแก่บุรุษนั้นผู้ถูกหน่อหญ้าคาแทง และมีตัวถูกใบไม้ที่มีหนาม ซึ่งเปรียบด้วยคมดาบบาดเอา.
____________________________
ปาฐะว่า ขนฺเธหิ ฉบับพม่าเป็น วิทฺธสฺส แปลตามฉบับพม่า.
บทว่า ลภติ วตฺตารํ ความว่า ได้ผู้ทักท้วง.
บทว่า เอวํการี ความว่า เป็นผู้กระทำเวชกรรม และทูตกรรมเป็นต้น เห็นปานนี้.
บทว่า เอวํ สมาจาโร ความว่า ผู้มีโคจรเห็นปานนี้ ด้วยสามารถแห่งโคจร ๓ อย่างเป็นต้น.
บทว่า อสุจิคามกณฺฏโก ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้ไม่สะอาด เพราะอรรถว่าไม่หมดจด. ชื่อว่าเป็นเสี้ยนหนาม เพราะอรรถว่าทิ่มแทงชาวบ้าน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า คามกณฺฏโก (ทิ่มแทงชาวบ้าน)
____________________________
ปาฐะว่า อสุทฺธฏฺเฐน อสุจิคามวาสีนํ ฉบับพม่าเป็น อสุทฺธฏฺเฐน อสุจิ, คามวาสินํ แปลตามฉบับพม่า.
บทว่า ปกฺขึ ได้แก่ นกหัสดีลิงค์. บทว่า โอสชฺเชยฺย แปลว่า พึงปล่อยไป.
บทว่า อาวิญฺเฉยฺยุํ แปลว่า พึงฉุดมา. บทว่า ปเวกฺขามิ แปลว่า จักเข้าไป.
____________________________
ปาฐะว่า อสุทฺธฏฺเฐน อสุจิคามวาสีนํ ฉบับพม่าเป็น อสุทฺธฏฺเฐน อสุจิ, คามวาสินํ แปลตามฉบับพม่า.
บทว่า อากาสํ เทสฺสามิ แปลว่า เราจักบินไปสู่อากาศ.
ก็ในบรรดาสัตว์เหล่านั้น งูมีความประสงค์จะเข้าไปสู่จอมปลวกด้วยคิดว่า เราจะเอาขนดขดให้กลม แล้วนอนหลับ.
จระเข้มีความประสงค์จะลงสู่น้ำ ด้วยคิดว่า เราจะเข้าไปสู่โพรงในที่ไกล แล้วนอน.
นกมีความประสงค์จะบินไปสู่อากาศ ด้วยคิดว่า จักเที่ยวไปให้สบายในท้องฟ้า.
ลูกสุนัขมีความประสงค์จะเข้าไปสู่บ้าน ด้วยคิดว่า เราจักคุ้ยขี้เถ้าในเตาไฟ นอนรับความอบอุ่น.
สุนัขจิ้งจอกมีความประสงค์จะเข้าไปสู่ป่าช้าผีดิบ ด้วยคิดว่า เราจะเคี้ยวกินเนื้อมนุษย์ และจักนอนเหยียดหลัง.
ลิงมีความประสงค์จะเข้าไปสู่ป่าใหญ่ ด้วยคิดว่า เราจะขึ้นต้นไม้สูง วิ่งเล่นไปตามทิศต่างๆ.
บทว่า อนุวิธาเธยฺยุํ แปลว่า พึงตามไป.
บาลีว่า อนุวิธิเยยฺยุํ ดังนี้ ก็มี. ความว่า พึงคล้อยตาม. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า สัตว์ทั้ง ๖ นั้นพึงไปในที่ (ที่เขาประสงค์จะไป) นั้นนั่นแล.
ในบทว่า เอวเมว มีอธิบายดังต่อไปนี้.
อายตนะพึงเห็นเหมือนสัตว์ ๖ ชนิด. ตัณหาพึงเห็นเหมือนเชือกที่เหนียว. อวิชชาพึงเห็นเหมือนปมในท่ามกลาง (ที่ขมวดไว้) ในทวารใดๆ อารมณ์มีกำลังมาก. อายตนะนั้นๆ ย่อมเหนี่ยวอารมณ์นั้นๆ เข้ามา.
แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำอุปมานี้เปรียบเทียบด้วยสิ่งที่จะพึงเห็นสมกัน หรือด้วยสามารถแสดงให้เห็นความต่างกันแห่งอายตนะทั้งหลาย.
ในสองอย่างนั้น เมื่อว่าด้วยสิ่งที่เห็นสมกันก่อน กิจแห่งอัปปนาจะไม่มีอีก แผนกหนึ่งต่างหาก. ส่วนในบาลีเท่านั้น จึงจัดเป็นอัปปนา. แต่เมื่อว่า โดยการแสดงให้เห็นความต่างกันแห่งอายตนะ จึงเป็นอัปปนาดังนี้.
ธรรมดาว่างูนี้ ไม่ชอบอยู่ในที่เย็นและที่เตียนในภายนอก. แต่ในเวลาที่เข้าไปสู่ที่กองหยากเยื่อ ที่รกรุงรังไปด้วยหญ้าและใบไม้และจอมปลวกเป็นต้นเท่านั้นแล้วนอน จึงยินดี ถึงความเป็นสัตว์มีอารมณ์เป็นหนึ่งฉันใดแม้จักษุนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีอารมณ์ไม่เสมอกัน ย่อมไม่ยินดีในที่ราบเรียบ มีฝาเรือนที่ทำด้วยทองคำเป็นต้น ไม่ปรารถนาจะดู แต่ชอบดูในสิ่งที่วิจิตรด้วยรูป และวิจิตรด้วยดอกไม้และเครือเถาเป็นต้นเท่านั้น. เพราะว่าเมื่อตาไม่พอดู (ไม่อยากดู) ในที่เช่นนั้น ก็ยังอยากเปิดหน้าดู.
____________________________
ปาฐะว่า ยาทิเสสุปิ ฉบับพม่าเป็น ตาทิเสสุหิ แปลตามฉบับพม่า.
แม้จระเข้ออกไปข้างนอก มองไม่เห็นสิ่งตนจะจับกินได้ ย่อมหลับตาคลานไป. แต่เวลาใดลงไปในน้ำชั่ว ๑๐๐ วา เข้าไปสู่โพรงแล้วนอน ในเวลานั้น จิตของมันก็มีอารมณ์เป็นหนึ่ง หลับสบายฉันใด แม้โสตประสาทนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีช่องเป็นที่อาศัย อาศัยอากาศกระทำความชอบใจเฉพาะในช่องหูเท่านั้น การอยู่ในช่องหูนั่นแล ย่อมเป็นปัจจัยในการฟังเสียงของโสตประสาทนั้น แม้อากาศที่โปร่งก็ควรเหมือนกัน.
ก็เมื่อบุคคลทำการท่องบ่นภายในถ้ำ เสียงจะไม่ทะลุ ผนังถ้ำออกมาข้างนอกได้เลย แต่จะออกมาตามช่องของประตูและหน้าต่าง ธาตุกระทบต่อๆ กันมา (คลื่นอากาศ) กระทบโสตประสาท. จึงในเวลานั้น คนที่นั่งบนหลังถ้ำก็รู้ได้ว่า เขาท่องบ่นสูตรชื่อโน้น.
____________________________
ปาฐะว่า เลณจฺฉทนํ ฉิทฺทิตฺวา ฉบับพม่าเป็น น เวณจฺฉทนํ ภินฺทิตฺวา แปลตามฉบับพม่า.
ถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น อารมณ์ที่ประจวบเข้าย่อมมี นี่หรือคืออารมณ์ที่ประจวบเข้า.
ตอบว่า ใช่แล้ว เป็นอารมณ์ที่มาประจวบ.
ถามว่า ถ้าเมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่อเขาตีกลองเป็นต้นในที่ไกล การจะรู้ว่าเสียงมีอยู่ในที่ไกล ไม่พึงมีหรือ.
ตอบว่า ไม่พึงมีหามิได้ เพราะเมื่ออารมณ์มากระทบโสตประสาท อาการที่จะรู้ว่า เสียงอยู่ในที่ไกล เสียงอยู่ในที่ใกล้ อยู่ที่ฝั่งโน้นหรืออยู่ที่ฝั่งนี้ ย่อมมี. ข้อนั้นเป็นธรรมดา.
ถามว่า ธรรมดานี้จะมีประโยชน์อะไร.
ตอบว่า (มีคือ) การได้ยินจะมีในที่ที่มีช่องหู เหมือนการเห็นพระจันทร์และพระอาทิตย์เป็นต้นฉะนั้น เพราะฉะนั้น โสตประสาทนั้นจะไม่มีอารมณ์ที่มาประจวบเลย (ถ้าไม่มีช่องหู).
____________________________
ปาฐะว่า อสมฺปตตโคจรเมว เจตํ ฉบับพม่าเป็น อสมฺปตฺตโคจรเมเวตํ แปลตามฉบับพม่า.
แม้ปักษีก็ย่อมไม่ยินดีที่ต้นไม้หรือที่พื้นดิน. ก็เมื่อใดมันบินไปสู่อากาศที่โล่ง เลยไป ๑ หรือ ๒ ชั่วเลฑฑุบาต (ชั่วก้อนดินตก) เมื่อนั้นมันก็ถึงความสงบนิ่งฉันใด แม้ฆานประสาทก็ฉันนั้นเหมือนกันมีอากาศเป็นที่อาศัย มีกลิ่นที่อาศัยลมเป็นอารมณ์.
____________________________
ปาฐะว่า ธาตุปนิสฺสยคนฺธโคจรํ ฉบับพม่าเป็น ธาตูปนิสฺสยคนฺธโคจรํ แปลตามฉบับพม่า.
จริงอย่างนั้น โคทั้งหลาย เมื่อฝนตกใหม่ๆ จะสูดดมแผ่นดินแล้ว แหงนหน้าสู่อากาศสูดดม. อีกอย่างหนึ่ง เมื่อมันยังไม่สูดดมในเวลาเอาเท้าตะกุยดินที่มีกลิ่น จะไม่รู้กลิ่นของก้อนดินนั้นเลย.
ฝ่ายลูกสุนัขเที่ยวไปภายนอก ไม่เห็นที่ปลอดภัย ถูกขว้างด้วยก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้น. แต่เมื่อมันเข้าไปภายในบ้านแล้วคุ้ยเถ้าที่เตาไฟนอน จะมีความสบายฉันใด แม้ลิ้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีอาหารที่ได้มาจากบ้านเป็นที่อาศัย มีรสอันอาศัยอาโปธาตุเป็นอารมณ์.
จริงอย่างนั้น ภิกษุแม้บำเพ็ญสมณธรรมตลอด ๓ ยามแห่งราตรี ถือเอาบาตรและจีวรเข้าไปสู่บ้าน. เธอไม่อาจรู้รสแม้แห่งของเคี้ยวที่แห้งที่ไม่ชุ่มด้วยน้ำลายได้.
____________________________
ปาฐะว่า อาโปสนฺนิสิตา รสารมฺมณา ฉบับพม่าเป็น อาโปนิสฺสิตรสารมฺมณา แปลตามฉบับพม่า.
แม้สุนัขจิ้งจอกเที่ยวไปข้างนอก ก็ไม่ประสบความชอบใจ แต่เมื่อมันเกาะกินเนื้อมนุษย์แล้วนอนนั่นแหละจึงจะมีความสบายฉันใด แม้กายก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีอุปาทินนกสังขารเป็นที่อาศัย มีโผฏฐัพพะอาศัยปฐวีธาตุเป็นอารมณ์.
จริงอย่างนั้น สัตว์ทั้งหลาย เมื่อไม่ได้อุปาทินนกสังขารอื่น จะนอนเอาฝ่ามือหมุนศีรษะของตนเอง และปฐวีธาตุทั้งที่เป็นภายในและภายนอก ย่อมเป็นปัจจัยของกายนั้น ในการยึดเอาอารมณ์.
จริงอยู่ ผู้ไม่ได้นั่งหรือไม่ได้นอน ไม่สามารถจะรู้ภาวะที่แข็งหรือหนาแห่งที่นอนที่เขาลาดไว้ดีแล้ว หรือแผ่นกระดานแม้ที่วางอยู่ภายใต้ได้ เพราะฉะนั้น ปฐวีธาตุทั้งที่เป็นภายในและภายนอก จึงเป็นปัจจัยแห่งกายนั้นในการรู้โผฏฐัพพะได้.
____________________________
ปาฐะว่า อนิสีทนฺเตน วา ถทฺธปุถุภาโว ฉบับพม่าเป็น อนิสีทนฺเตน วา อนุปปีฏนฺตา วา ถทฺธมุทุภาโว แปลตามฉบับพม่า.
แม้ลิง เมื่อเที่ยวไปบนภาคพื้น ก็ย่อมไม่รื่นรมย์ใจ แต่เมื่อมันขึ้นต้นไม้สูงประมาณ ๗ ศอกแล้วนั่งอยู่ที่ค่าคบ มองดูทิศน้อยใหญ่จะมีความสบายฉันใด แม้ใจก็ฉันนั้นเหมือนกัน ชอบสิ่งต่างๆ มีภวังคจิตเป็นปัจจัย ย่อมกระทำความชอบใจในอารมณ์นานาชนิด แม้ที่เคยเห็นแล้ว แต่ภวังคเดิมย่อมเป็นปัจจัยของใจนั้น.
เป็นอันว่าในเรื่องนี้ มีความสังเขปเพียงเท่านี้. แต่เมื่อว่าโดยพิสดาร ความต่างกันแห่งอายตนะทั้งหลายได้กล่าวไว้แล้วในอายตนนิเทส ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้นแล้ว.
บทว่า ตํ จกฺขุ นาวิญฺฉติ ความว่า ในสูตรนี้ท่านกล่าวเฉพาะปุพพภาควิปัสสนาว่า จักษุจะไม่ฉุด (เขา) มา เพราะสัตว์ ๖ ตัว กล่าวคืออายตนะ ผู้กำหนัดด้วยอำนาจตัณหาที่ถูกผูกไว้ที่หลัก คือกายคตาสติ (ในที่อื่นเทียบกายเหมือนหลัก เทียบสติเหมือนเชือกผูก.) ถึงภาวะหมดพยศแล้ว.
จบอรรถกถาฉัปปาณสูตรที่ ๑๐ -----------------------------------------------------