ปัจจยวาร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปจฺจยวาโร
๑๔๕๕อุปาทินฺนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา อุปาทินฺนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ เหตุปจฺจยา อุปาทินฺนุปาทานิยํ เอกํ ขนฺธํ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา ปฏิสนฺธิกฺขเณ ขนฺเธ ปจฺจยา วตฺถุ วตฺถุํ ปจฺจยา ขนฺธา เอกํ มหาภูตํ ปจฺจยา ตโย มหาภูตา มหาภูเต ปจฺจยา กฏตฺตารูปํ อุปาทารูปํ วตฺถุํ ปจฺจยา อุปาทินฺนุปาทานิยา ขนฺธา ฯ {๑๔๕๕.๑} อุปาทินฺนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ เหตุปจฺจยา อุปาทินฺนุปาทานิเย ขนฺเธ ปจฺจยา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ วตฺถุํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิยา ขนฺธา ฯ {๑๔๕๕.๒} อุปาทินฺนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺน- อนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ เหตุปจฺจยา วตฺถุํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนอนุปาทานิยา ขนฺธา ฯ อุปาทินฺนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา อุปาทินฺนุปาทานิโย จ อนุปาทินฺนุปาทานิโย จ ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ เหตุปจฺจยา อุปาทินฺนุปาทานิยํ เอกํ ขนฺธํ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ ฯ {๑๔๕๕.๓} อนุปาทินฺนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ เหตุปจฺจยา ฯ เอกา ปญฺหา ฯ อนุปาทินฺนอนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนอนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ เหตุปจฺจยา ฯ ตีณิ ปญฺหา ฯ {๑๔๕๕.๔} อุปาทินฺนุปาทานิยญฺจ อนุปาทินฺนอนุปาทานิยญฺจ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนอนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ เหตุปจฺจยา อนุปาทินฺนอนุปาทานิยํ เอกํ ขนฺธญฺจ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา เทฺว ขนฺเธ จ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา เทฺว ขนฺธา ฯ {๑๔๕๕.๕} อนุปาทินฺนุปาทานิยญฺจ อนุปาทินฺนอนุปาทานิยญฺจ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ เหตุปจฺจยา อนุปาทินฺนอนุปาทานิเย ขนฺเธ จ มหาภูเต จ ปจฺจยา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ฯ อุปาทินฺนุปาทานิยญฺจ อนุปาทินฺนุปาทานิยญฺจ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ เหตุปจฺจยา อุปาทินฺนุปาทานิเย ขนฺเธ จ มหาภูเต จ ปจฺจยา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ เอกํ ขนฺธญฺจ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา เทฺว ขนฺเธ จ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา เทฺว ขนฺธา ฯ
๑๔๕๖อุปาทินฺนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา อุปาทินฺนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อารมฺมณปจฺจยา อุปาทินฺนุปาทานิยํ เอกํ ขนฺธํ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา เทฺว ขนฺเธ ปจฺจยา เทฺว ขนฺธา ปฏิสนฺธิกฺขเณ อุปาทินฺนุปาทานิยํ เอกํ ขนฺธํ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา เทฺว ขนฺเธ ปจฺจยา เทฺว ขนฺธา วตฺถุํ ปจฺจยา ขนฺธา จกฺขายตนํ ปจฺจยา จกฺขุวิญฺญาณํ ฯเปฯ กายายตนํ ปจฺจยา กายวิญฺญาณํ วตฺถุํ ปจฺจยา อุปาทินฺนุปาทานิยา ขนฺธา ฯ {๑๔๕๖.๑} อุปาทินฺนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อารมฺมณปจฺจยา วตฺถุํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิยา ขนฺธา ฯ {๑๔๕๖.๒} อุปาทินฺนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนอนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อารมฺมณปจฺจยา วตฺถุํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนอนุปาทานิยา ขนฺธา ฯ {๑๔๕๖.๓} อนุปาทินฺนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อารมฺมณปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิยํ เอกํ ขนฺธํ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา เทฺว ขนฺเธ ปจฺจยา เทฺว ขนฺธา ฯ {๑๔๕๖.๔} อนุปาทินฺนอนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺน- อนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อารมฺมณปจฺจยา อนุปาทินฺนอนุปาทานิยํ เอกํ ขนฺธํ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา เทฺว ขนฺเธ ปจฺจยา เทฺว ขนฺธา ฯ
๑๔๕๗อุปาทินฺนุปาทานิยญฺจ อนุปาทินฺนอนุปาทานิยญฺจ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนอนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อารมฺมณปจฺจยา อนุปาทินฺนอนุปาทานิยํ เอกํ ขนฺธญฺจ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา เทฺว ขนฺเธ จ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา เทฺว ขนฺธา ฯ อุปาทินฺนุปาทานิยญฺจ อนุปาทินฺนุปาทานิยญฺจ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อารมฺมณปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิยํ เอกํ ขนฺธญฺจ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา เทฺว ขนฺเธ จ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา เทฺว ขนฺธา ฯ
๑๔๕๘อุปาทินฺนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อธิปติปจฺจยา วตฺถุํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิยา ขนฺธา ฯ อุปาทินฺนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนอนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อธิปติปจฺจยา วตฺถุํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนอนุปาทานิยา ขนฺธา ฯ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อธิปติปจฺจยา ฯ เอกา ปญฺหา ฯ อนุปาทินฺนอนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา ฯ ติสฺโส ปญฺหา ฯ อุปาทินฺนุปาทานิยญฺจ อนุปาทินฺนอนุปาทานิยญฺจ ธมฺมํ ปจฺจยา ... อธิปติปจฺจยา ฯ อนุปาทินฺนุปาทานิยญฺจ อนุปาทินฺนอนุปาทานิยญฺจ ธมฺมํ ปจฺจยา ... อธิปติปจฺจยา ฯ อุปาทินฺนุปาทานิยญฺจ อนุปาทินฺนุปาทานิยญฺจ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อธิปติปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิยํ เอกํ ขนฺธญฺจ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา เทฺว ขนฺเธ จ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา เทฺว ขนฺธา ฯ
๑๔๕๙อุปาทินฺนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา อุปาทินฺนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อนนฺตรปจฺจยา ฯ จตุวีสติ ปจฺจยา วิตฺถาเรตพฺพา ฯ ... อวิคตปจฺจยา ฯ
๑๔๖๐เหตุยา เอกาทส อารมฺมเณ สตฺต อธิปติยา นว อนนฺตเร สตฺต สมนนฺตเร สตฺต สหชาเต เอกาทส อญฺญมญฺเญ สตฺต นิสฺสเย เอกาทส อุปนิสฺสเย สตฺต ปุเรชาเต สตฺต อาเสวเน ฉ กมฺเม เอกาทส วิปาเก เอกาทส อาหาเร เอกาทส อินฺทฺริเย เอกาทส ฌาเน เอกาทส มคฺเค เอกาทส สมฺปยุตฺเต สตฺต วิปฺปยุตฺเต เอกาทส อตฺถิยา เอกาทส นตฺถิยา สตฺต วิคเต สตฺต อวิคเต เอกาทส ฯ
๑๔๖๑เหตุปจฺจยา อารมฺมเณ สตฺต ฯ สงฺขิตฺตํ ฯ ... อวิคเต เอกาทส ฯ ยถา กุสลตฺติเก คณนา เอวํ คเณตพฺพา ฯ อนุโลมํ ฯ
๑๔๖๒อุปาทินฺนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา อุปาทินฺนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นเหตุปจฺจยา อเหตุกํ อุปาทินฺนุปาทานิยํ เอกํ ขนฺธํ ปจฺจยา ... อเหตุกปฏิสนฺธิกฺขเณ ... อสญฺญสตฺตานํ เอกํ มหาภูตํ ... จกฺขายตนํ ปจฺจยา จกฺขุวิญฺญาณํ กายายตนํ ปจฺจยา กายวิญฺญาณํ วตฺถุํ ปจฺจยา อเหตุกา อุปาทินฺนุปาทานิยา ขนฺธา ฯ {๑๔๖๒.๑} อุปาทินฺนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นเหตุปจฺจยา อเหตุเก อุปาทินฺนุปาทานิเย ขนฺเธ ปจฺจยา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ วตฺถุํ ปจฺจยา อเหตุกา อนุปาทินฺนุปาทานิยา ขนฺธา วตฺถุํ ปจฺจยา วิจิกิจฺฉาสหคโต อุทฺธจฺจสหคโต โมโห ฯ {๑๔๖๒.๒} อุปาทินฺนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา อุปาทินฺนุปาทานิโย จ อนุปาทินฺนุปาทานิโย จ ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ นเหตุปจฺจยา อเหตุกํ อุป ทินฺนุปาทานิยํ เอกํ ขนฺธํ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ ฯ {๑๔๖๒.๓} อนุปาทินฺนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นเหตุปจฺจยา อเหตุกํ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ เอกํ ขนฺธํ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ ฯเปฯ พาหิรํ ... อาหารสมุฏฺฐานํ ... อุตุสมุฏฺฐานํ ... เอกํ มหาภูตํ ฯเปฯ รูปํ วิจิกิจฺฉาสหคเต อุทฺธจฺจสหคเต ขนฺเธ ปจฺจยา วิจิกิจฺฉาสหคโต อุทฺธจฺจสหคโต โมโห ฯ {๑๔๖๒.๔} อุปาทินฺนุปาทานิยญฺจ อนุปาทินฺนุปาทานิยญฺจ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นเหตุปจฺจยา อเหตุเก อุปาทินฺนุปาทานิเย ขนฺเธ จ มหาภูเต จ ปจฺจยา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ อเหตุกํ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ เอกํ ขนฺธญฺจ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา เทฺว ขนฺเธ จ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา เทฺว ขนฺธา วิจิกิจฺฉาสหคเต อุทฺธจฺจสหคเต ขนฺเธ จ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา วิจิกิจฺฉาสหคโต อุทฺธจฺจสหคโต โมโห ฯ
๑๔๖๓อุปาทินฺนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา อุปาทินฺนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นอารมฺมณปจฺจยา ฯ สงฺขิตฺตํ ฯ ... นอธิปติปจฺจยา อุปาทินฺนุปาทานิยํ เอกํ ขนฺธํ ปจฺจยา ฯ {๑๔๖๓.๑} อุปาทินฺนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นอธิปติปจฺจยา อุปาทินฺนุปาทานิเย ขนฺเธ ปจฺจยา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ วตฺถุํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิยา ขนฺธา ฯ {๑๔๖๓.๒} อุปาทินฺนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนอนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นอธิปติปจฺจยา วตฺถุํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนอนุปาทานิยา อธิปติ ฯ {๑๔๖๓.๓} อนุปาทินฺนุปาทานิยํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิโย จ อนุปาทินฺนุปาทานิโย จ ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ นอธิปติปจฺจยา อุปาทินฺนุปาทานิยํ เอกํ ขนฺธํ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ ฯเปฯ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา ฯ เอกา ปญฺหา ฯ อนุปาทินฺนอนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนอนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นอธิปติปจฺจยา อนุปาทินฺนอนุปาทานิเย ขนฺเธ ปจฺจยา อนุปาทินฺนอนุปาทานิยา อธิปติ ฯ
๑๔๖๔อุปาทินฺนุปาทานิยญฺจ อนุปาทินฺนอนุปาทานิยญฺจ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนอนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นอธิปติปจฺจยา อนุปาทินฺนอนุปาทานิเย ขนฺเธ จ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา อนุปาทินฺน- อนุปาทานิยา อธิปติ ฯ อุปาทินฺนุปาทานิยญฺจ อนุปาทินฺนุปาทานิยญฺจ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นอธิปติปจฺจยา อุปาทินฺนุปาทานิเย ขนฺเธ จ มหาภูเต จ ปจฺจยา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ เอกํ ขนฺธญฺจ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา เทฺว ขนฺเธ จ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา เทฺว ขนฺธา ฯ
๑๔๖๕อุปาทินฺนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา อุปาทินฺนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นอนนฺตรปจฺจยา ... นสมนนฺตรปจฺจยา นอญฺญมญฺญปจฺจยา นอุปนิสฺสยปจฺจยา นปุเรชาตปจฺจยา นปจฺฉาชาตปจฺจยา นอาเสวนปจฺจยา ฯ
๑๔๖๖อุปาทินฺนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นกมฺมปจฺจยา วตฺถุํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิยา เจตนา ฯ อุปาทินฺนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนอนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นกมฺมปจฺจยา วตฺถุํ ปจฺจยา กุสลา อนุปาทินฺนอนุปาทานิยา เจตนา ฯ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นกมฺมปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิเย ขนฺเธ ปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิยา เจตนา พาหิรํ ... อาหารสมุฏฺฐานํ ... อุตุสมุฏฺฐานํ เอกํ มหาภูตํ ปจฺจยา ฯ อนุปาทินฺนอนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนอนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นกมฺมปจฺจยา กุสเล อนุปาทินฺนอนุปาทานิเย ขนฺเธ ปจฺจยา อนุปาทินฺนอนุปาทานิยา เจตนา ฯ อุปาทินฺนุปาทานิยญฺจ อนุปาทินฺนอนุปาทานิยญฺจ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนอนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นกมฺมปจฺจยา กุสเล อนุปาทินฺนอนุปาทานิเย ขนฺเธ จ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา อนุปาทินฺนอนุปาทานิยา กุสลา เจตนา ฯ อุปาทินฺนุปาทานิยญฺจ อนุปาทินฺนุปาทานิยญฺจ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นกมฺมปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิเย ขนฺเธ จ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิยา เจตนา ฯ
๑๔๖๗อุปาทินฺนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา อุปาทินฺนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นวิปากปจฺจยา อสญฺญสตฺตานํ เอกํ มหาภูตํ ปจฺจยา ฯ อุปาทินฺนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นวิปากปจฺจยา วตฺถุํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิยา ขนฺธา ฯ อุปาทินฺนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนอนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นวิปากปจฺจยา วตฺถุํ ปจฺจยา กุสลา อนุปาทินฺนอนุปาทานิยา ขนฺธา ฯ อนปาทินฺนุปาทานิยํ ปจฺจยา ... เอกา ปญฺหา ฯ อนุปาทินฺนอนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา ตีณิ ฯ อุปาทินฺนุปาทานิยญฺจ อนุปาทินฺนอนุปาทานิยญฺจ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนอนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นวิปากปจฺจยา ฯ สงฺขิตฺตํ ฯ อนุปาทินฺนุปาทานิยญฺจ อนุปาทินฺนอนุปาทานิยญฺจ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นวิปากปจฺจยา ฯ สงฺขิตฺตํ ฯ อุปาทินฺนุปาทานิยญฺจ อนุปาทินฺนุปาทานิยญฺจ ธมฺมํ ปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นวิปากปจฺจยา อนุปาทินฺนุปาทานิยํ เอกํ ขนฺธญฺจ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา เทฺว ขนฺเธ จ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา เทฺว ขนฺธา ฯ
๑๔๖๘อุปาทินฺนุปาทานิยํ ธมฺมํ ปจฺจยา อุปาทินฺนุปาทานิโย ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นอาหารปจฺจยา ... นอินฺทฺริยปจฺจยา นฌานปจฺจยา นมคฺคปจฺจยา นสมฺปยุตฺตปจฺจยา นวิปฺปยุตฺตปจฺจยา โนนตฺถิปจฺจยา โนวิคตปจฺจยา ฯ
๑๔๖๙นเหตุยา ปญฺจ นอารมฺมเณ ฉ นอธิปติยา อฏฺฐ นอนนฺตเร ฉ นสมนนฺตเร ฉ นอญฺญมญฺเญ ฉ นอุปนิสฺสเย ฉ นปุเรชาเต สตฺต นปจฺฉาชาเต เอกาทส นอาเสวเน เอกาทส นกมฺเม ฉ นวิปาเก ทส นอาหาเร เทฺว นอินฺทฺริเย เทฺว นฌาเน เทฺว นมคฺเค ปญฺจ นสมฺปยุตฺเต ฉ นวิปฺปยุตฺเต ตีณิ โนนตฺถิยา ฉ โนวิคเต ฉ ฯ วิตฺถาเรน คเณตพฺพํ ฯ เหตุปจฺจยา นอารมฺมเณ ฉ ฯ สงฺขิตฺตํ ฯ ... โนวิคเต ฉ ฯ วิตฺถาเรน คเณตพฺพํ ฯ นเหตุปจฺจยา อารมฺมเณ จตฺตาริ ฯ สงฺขิตฺตํ ฯ ... อวิคเต ปญฺจ ฯ ปจฺจยวาโร ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๔. อุปาทินนติกะ ๓. ปัจจยวาร ๔. อุปาทินนติกะ ๓. ปัจจยวาร ๑. ปัจจยานุโลม ๑. วิภังควาร เหตุปัจจัย
สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ ทำขันธ์ ๑ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ในปฏิสนธิขณะ ฯลฯ หทัยวัตถุทำขันธ์ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นขันธ์ทำหทัยวัตถุให้เป็น ปัจจัยเกิดขึ้น มหาภูตรูป ๓ ทำมหาภูตรูป ๑ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ กฏัตตารูป ที่เป็นอุปาทายรูปทำมหาภูตรูปให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ขันธ์ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ได้แก่ จิตตสมุฏฐานรูปทำขันธ์ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ขันธ์ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๒) สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๓) สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานและที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๗๙๗}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๔. อุปาทินนติกะ ๓. ปัจจยวาร อุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ และจิตต-สมุฏฐานรูปทำขันธ์ ๑ ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ (๔)
สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็น อารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย มี ๑ วาระ สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย มี ๓ วาระ สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานและที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ ทำขันธ์ ๑ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน และทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ขันธ์ ๒ ทำขันธ์ ๒ และหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานและที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ได้แก่ จิตตสมุฏฐานรูปทำขันธ์ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานและทำมหาภูตรูปให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือเป็นอารมณ์ของอุปาทานและที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๗๙๘}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๔. อุปาทินนติกะ ๓. ปัจจยวาร อุปาทาน ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ได้แก่ จิตตสมุฏฐานรูปทำขันธ์ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานและทำมหาภูตรูปให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ขันธ์ ๓ ทำขันธ์ ๑ ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานและทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ขันธ์๒ ทำขันธ์ ๒ และหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) อารัมมณปัจจัย
สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะอารัมมณปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ ทำขันธ์ ๑ ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ขันธ์ ๒ ทำขันธ์ ๒ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ในปฏิสนธิขณะขันธ์ ๓ ทำขันธ์ ๑ ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ขันธ์ ๒ ทำขันธ์ ๒ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นขันธ์ทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น จักขุวิญญาณทำจักขายตนะให้เป็นปัจจัย เกิดขึ้น ฯลฯ กายวิญญาณทำกายายตนะให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ขันธ์ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะอารัมมณปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๒) สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๗๙๙}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๔. อุปาทินนติกะ ๓. ปัจจยวาร อารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะอารัมมณปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๓) สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะอารัมมณปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ ทำขันธ์ ๑ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ขันธ์ ๒ ทำขันธ์ ๒ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะอารัมมณปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ ทำขันธ์ ๑ ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ขันธ์ ๒ ทำขันธ์ ๒ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานและที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะอารัมมณปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ ทำขันธ์ ๑ ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานและทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ขันธ์ ๒ ทำขันธ์ ๒ และทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานและที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะอารัมมณปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ ทำขันธ์ ๑ ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานและทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ขันธ์ ๒ ทำขันธ์ ๒ และทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๘๐๐}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๔. อุปาทินนติกะ ๓. ปัจจยวาร อธิปติปัจจัย
สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็น อารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะอธิปติปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะอธิปติปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๒) สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะอธิปติปัจจัย มี ๑ วาระ ... ทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน ... มี ๓ วาระ ... ทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานและที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน ฯลฯ เพราะอธิปติปัจจัย ฯลฯ (๑) ... ทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานและที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน ฯลฯ เพราะอธิปติปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานและที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๘๐๑}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๔. อุปาทินนติกะ ๓. ปัจจยวาร อุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะอธิปติปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ ทำขันธ์ ๑ ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานและทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ขันธ์ ๒ ทำขันธ์ ๒ และทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น อนันตรปัจจัย
สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะอนันตรปัจจัย(พึงขยายปัจจัย ๒๔ ให้พิสดาร) ... เพราะอวิคตปัจจัย๑. ปัจจยานุโลม ๒. สังขยาวาร สุทธนัย
เหตุปัจจัย มี ๑๑ วาระ อารัมมณปัจจัย มี ๗ วาระ อธิปติปัจจัย มี ๙ วาระ อนันตรปัจจัย มี ๗ วาระ สมนันตรปัจจัย มี ๗ วาระ สหชาตปัจจัย มี ๑๑ วาระ อัญญมัญญปัจจัย มี ๗ วาระ นิสสยปัจจัย มี ๑๑ วาระ อุปนิสสยปัจจัย มี ๗ วาระ ปุเรชาตปัจจัย มี ๗ วาระ อาเสวนปัจจัย มี ๖ วาระ กัมมปัจจัย มี ๑๑ วาระ วิปากปัจจัย มี ๑๑ วาระ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๘๐๒}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๔. อุปาทินนติกะ ๓. ปัจจยวาร อาหารปัจจัย มี ๑๑ วาระ อินทรียปัจจัย มี ๑๑ วาระ ฌานปัจจัย มี ๑๑ วาระ มัคคปัจจัย มี ๑๑ วาระ สัมปยุตตปัจจัย มี ๗ วาระ วิปปยุตตปัจจัย มี ๑๑ วาระ อัตถิปัจจัย มี ๑๑ วาระ นัตถิปัจจัย มี ๗ วาระ วิคตปัจจัย มี ๗ วาระ อวิคตปัจจัย มี ๑๑ วาระ เหตุทุกนัย อารัมมณปัจจัย กับเหตุปัจจัย มี ๗ วาระ ฯลฯ อวิคตปัจจัย ” มี ๑๑ วาระ (พึงนับเหมือนในกุสลติกะ) อนุโลม จบ ๒. ปัจจยปัจจนียะ ๑. วิภังควาร นเหตุปัจจัย
สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนเหตุปัจจัย ได้แก่ ... ทำขันธ์ ๑ ที่เป็นอเหตุกะซึ่งกรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน ฯลฯ ในปฏิสนธิขณะที่เป็นอเหตุกะ ฯลฯ สำหรับเหล่าอสัญญสัตตพรหม... ทำมหาภูตรูป ๑ ฯลฯ จักขุวิญญาณทำจักขายตนะให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๘๐๓}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๔. อุปาทินนติกะ ๓. ปัจจยวาร กายวิญญาณทำกายายตนะให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ขันธ์ที่เป็นอเหตุกะซึ่งกรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนเหตุปัจจัย ได้แก่ จิตตสมุฏฐานรูปทำขันธ์ที่เป็นอเหตุกะซึ่งกรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ขันธ์ที่เป็นอเหตุกะซึ่งกรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและที่สหรคตด้วยอุทธัจจะทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๒) สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานและที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนเหตุปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏ-ฐานรูปทำขันธ์ ๑ ที่เป็นอเหตุกะซึ่งกรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ (๓) สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนเหตุปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ และจิตต-สมุฏฐานรูปทำขันธ์ ๑ ที่เป็นอเหตุกะซึ่งกรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ที่เป็นภายนอก ... ที่มีอาหารเป็นสมุฏฐาน ... ทำมหาภูตรูป ๑ ที่มีอุตุเป็นสมุฏฐาน ฯลฯ รูป ... โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและที่สหรคตด้วยอุทธัจจะทำขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและที่สหรคตด้วยอุทธัจจะให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๘๐๔}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๔. อุปาทินนติกะ ๓. ปัจจยวาร ของอุปาทานและที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนเหตุปัจจัย ได้แก่ จิตตสมุฏฐานรูปทำขันธ์ที่เป็นอเหตุกะซึ่งกรรมอันประกอบตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานและทำมหาภูตรูปให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ขันธ์ ๓ ทำขันธ์ ๑ ที่เป็นอเหตุกะซึ่งกรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานและทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ขันธ์ ๒ ทำขันธ์ ๒ และหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นโมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและที่สหรคตด้วยอุทธัจจะทำขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและที่สหรคตด้วยอุทธัจจะและทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) นอารัมมณปัจจัย
สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนอารัมมณปัจจัย (ย่อ)นอธิปติปัจจัย
สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนอธิปติปัจจัย ได้แก่ ... ทำขันธ์ ๑ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน ฯลฯ (๑) สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนอธิปติปัจจัย ได้แก่ จิตตสมุฏฐานรูปทำขันธ์ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ขันธ์ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๒) สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๘๐๕}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๔. อุปาทินนติกะ ๓. ปัจจยวาร อารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนอธิปติปัจจัย ได้แก่ อธิบดีธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๓) สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานและที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็น อารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนอธิปติปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูปทำขันธ์ ๑ ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ (๔) ... ทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน ... (มี ๑ วาระ) สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนอธิปติปัจจัย ได้แก่ อธิบดีธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำขันธ์ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานและที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนอธิปติปัจจัย ได้แก่ อธิบดีธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำขันธ์ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานและทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๘๐๖}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๔. อุปาทินนติกะ ๓. ปัจจยวาร ของอุปาทานและที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนอธิปติปัจจัย ได้แก่ จิตตสมุฏฐานรูปทำขันธ์ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานและทำมหาภูตรูปให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ขันธ์ ๓ ทำขันธ์ ๑ ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานและทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ขันธ์ ๒ ทำขันธ์ ๒ และทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) นอนันตรปัจจัยเป็นต้น
สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนอนันตรปัจจัย เพราะนสมนันตรปัจจัยเพราะนอัญญมัญญปัจจัย เพราะนอุปนิสสยปัจจัย เพราะนปุเรชาตปัจจัย เพราะนปัจฉาชาตปัจจัย เพราะนอาเสวนปัจจัย ฯลฯ นกัมมปัจจัย
สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็น อารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนกัมมปัจจัย ได้แก่ เจตนาที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนกัมมปัจจัย ได้แก่ เจตนาที่เป็นกุศลซึ่งกรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๘๐๗}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๔. อุปาทินนติกะ ๓. ปัจจยวาร สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนกัมมปัจจัย ได้แก่ เจตนาที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำขันธ์ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ... ที่เป็นภายนอก ... ที่มีอาหารเป็นสมุฏฐาน ... ทำมหาภูตรูป ๑ ที่มีอุตุเป็นสมุฏฐานฯลฯ (๑) สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนกัมมปัจจัย ได้แก่ เจตนาที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำขันธ์ที่เป็นกุศลซึ่งกรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานและที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนกัมมปัจจัย ได้แก่ เจตนาที่เป็นกุศลซึ่งกรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำขันธ์ที่เป็นกุศลซึ่งกรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานและทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานและที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนกัมมปัจจัย ได้แก่ เจตนาที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำขันธ์ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานและทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๘๐๘}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๔. อุปาทินนติกะ ๓. ปัจจยวาร นวิปากปัจจัย
สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนวิปากปัจจัย ได้แก่ สำหรับเหล่าอสัญญสัตตพรหม ... ทำมหาภูตรูป ๑ ฯลฯ (๑) สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนวิปากปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๒) สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนวิปากปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นกุศลซึ่งกรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๓) ... ทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็น อารมณ์ของอุปาทาน ... มี ๑ วาระ ... ทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน ... มี ๓ วาระ สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานและที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนวิปากปัจจัย (ย่อ) สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานและที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนวิปากปัจจัย (ย่อ)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๘๐๙}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๔. อุปาทินนติกะ ๓. ปัจจยวาร สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานและที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนวิปากปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ ทำขันธ์ ๑ ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานและทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ขันธ์ ๒ ทำขันธ์ ๒ และทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นนอาหารปัจจัยเป็นต้น
สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานทำสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนอาหารปัจจัย เพราะนอินทรียปัจจัยเพราะนฌานปัจจัย เพราะนมัคคปัจจัย เพราะนสัมปยุตตปัจจัย เพราะนวิปปยุตต-ปัจจัย เพราะโนนัตถิปัจจัย เพราะโนวิคตปัจจัย (ย่อ) ๒. ปัจจยปัจจนียะ ๒. สังขยาวาร
นเหตุปัจจัย มี ๕ วาระ นอารัมมณปัจจัย มี ๖ วาระ นอธิปติปัจจัย มี ๘ วาระ นอนันตรปัจจัย มี ๖ วาระ นสมนันตรปัจจัย มี ๖ วาระ นอัญญมัญญปัจจัย มี ๖ วาระ นอุปนิสสยปัจจัย มี ๖ วาระ นปุเรชาตปัจจัย มี ๗ วาระ นปัจฉาชาตปัจจัย มี ๑๑ วาระ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๘๑๐}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๔. อุปาทินนติกะ ๓. ปัจจยวาร นอาเสวนปัจจัย มี ๑๑ วาระ นกัมมปัจจัย มี ๖ วาระ นวิปากปัจจัย มี ๑๐ วาระ นอาหารปัจจัย มี ๒ วาระ นอินทรียปัจจัย มี ๒ วาระ นฌานปัจจัย มี ๒ วาระ นมัคคปัจจัย มี ๕ วาระ นสัมปยุตตปัจจัย มี ๖ วาระ นวิปปยุตตปัจจัย มี ๓ วาระ โนนัตถิปัจจัย มี ๖ วาระ โนวิคตปัจจัย มี ๖ วาระ (พึงนับโดยพิสดาร) ๓. ปัจจยานุโลมปัจจนียะ
นอารัมมณปัจจัย กับเหตุปัจจัย มี ๖ วาระ ฯลฯ โนวิคตปัจจัย ” มี ๖ วาระ (พึงนับโดยพิสดาร) ๔. ปัจจยปัจจนียานุโลม
อารัมมณปัจจัย กับนเหตุปัจจัย มี ๔ วาระ ฯลฯ อวิคตปัจจัย ” มี ๕ วาระ ปัจจยวาร จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๘๑๑}
อรรถกถา
ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกอรรถกถายึดที่ข้อ ๑๔๑๘ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาพรรณนาเนื้อความแห่งอุปาทินนติกปัฏฐาน
ในปัญหาวาระแห่งอุปาทินนุปาทานิยติกะ
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึงปวัตติกาลว่า วัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยะ โดยปุเรชาตปัจจัยเท่านั้น แต่ในปฏิสนธิกาล วัตถุนั้นหาเป็นปุเรชาตปัจจัยไม่.
ในคำนี้ว่า กพฬีการาหารที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยะ เป็นปัจจัยแก่กายที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยะ โดยอาหารปัจจัย ดังนี้ความว่า ชื่อว่ากพฬีการาหารที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยะได้แก่ โอชาที่อยู่ในภายในแห่งรูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน.
สองบทว่า อุปาทินฺนุปาทานิยสฺส กายสฺส ความว่า เป็นปัจจัยแก่กาย คือรูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐานนั่นเอง โดยอาหารปัจจัย.
อาหารเป็นปัจจัย ด้วยอำนาจการเลี้ยงรักษาและค้ำจุนแก่กัมมชรูป เหมือนรูปชีวิตินทรีย์ ไม่ได้เป็นปัจจัยด้วยอำนาจการยังรูปให้เกิดขึ้น.
ส่วนคำใดที่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า โอชาในตัวกบเป็นต้นที่ยังเป็นอยู่ เป็นปัจจัยโดยอาหารปัจจัยแก่ตัวงูที่กลืนกบเป็นต้นเข้าไป คำนั้นไม่พึงถือเอา เพราะว่า โอชาในตัวสัตว์ที่ยังเป็นอยู่ ย่อมไม่ให้สำเร็จความเป็นอาหารปัจจัยแก่ร่างกายของผู้อื่น.
ก็ในคำนี้ว่า อนุปาทินฺนุปาทานิยสฺส กายสฺส ย่อมได้ความเป็นปัจจัยด้วยอำนาจการให้เกิดขึ้น.
ในคำนี้ว่า อุปาทินฺนุปาทานิยสฺส จ อนุปาทินฺนุปาทานิยสฺส จ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอาหารปัจจัยด้วยอำนาจเป็นธรรมค้ำจุนแก่กายอย่างหนึ่ง ด้วยอำนาจทำให้เกิดแก่กายอย่างหนึ่ง หรือด้วยอำนาจเป็นธรรมค้ำจุนเท่านั้น แก่กายที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยะ และที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะ.
ก็อาหาร ๒ เมื่อเป็นปัจจัยร่วมกัน ย่อมเป็นอุปัตถัมภกสัตติคือค้ำจุนเท่านั้น ไม่เป็นชนกสัตติคือทำให้เกิด.
คำที่เหลือในอธิการนี้ ผู้ศึกษาพึงตรวจบาลีให้ดีแล้วทราบเถิด.
อรรถกถาพรรณนาเนื้อความแห่งอุปาทินนติกปัฏฐาน จบ. -----------------------------------------------------