อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๕๐๕

ข้อ ๕๐๕–๕๑๑

ชั้นตัวบทพุทธพจน์พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 7 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 7 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 1 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔๐ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๗ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑

ข้อ ๕๐๕

กุสโล ธมฺโม กุสลสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ปุริมา ปุริมา กุสลา ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ กุสลานํ ขนฺธานํ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย อนุโลมํ โคตฺรภุสฺส อนุโลมํ โวทานสฺส โคตฺรภุ มคฺคสฺส โวทานํ มคฺคสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

กุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม โดยอนันตรปัจจัย คือ กุศลขันธ์ที่เกิดขึ้นก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่กุศลขันธ์ที่เกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย อนุโลม เป็นปัจจัยแก่โคตรภู อนุโลม เป็นปัจจัยแก่โวทาน โคตรภู เป็นปัจจัยแก่มรรค โวทาน เป็นปัจจัยแก่มรรค โดยอนันตรปัจจัย

ข้อ ๕๐๖

กุสโล ธมฺโม อพฺยากตสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย กุสลํ วุฏฺฐานสฺส มคฺโค ผลสฺส เสกฺขานํ อนุโลมํ ผลสมาปตฺติยา นิโรธา วุฏฺฐหนฺตสฺส เนวสญฺญานาสญฺญายตนกุสลํ ผลสมาปตฺติยา อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

กุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อัพยากตธรรม โดยอนันตรปัจจัย คือ กุศลเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ มรรค เป็นปัจจัยแก่ผล อนุโลมญาณของพระเสขะ เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนกุศล ของพระอริยบุคคลผู้ออกจากนิโรธ เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ โดยอนันตรปัจจัย

ข้อ ๕๐๗

อกุสโล ธมฺโม อกุสลสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ปุริมา ปุริมา อกุสลา ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ อกุสลานํ ขนฺธานํ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

อกุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรม โดยอนันตรปัจจัย คือ กุศลขันธ์ที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่กุศลขันธ์ทั้งหลายที่เกิดหลังๆ โดยอนันตร-*ปัจจัย

ข้อ ๕๐๘

อกุสโล ธมฺโม อพฺยากตสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย อกุสลํ วุฏฺฐานสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

อกุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อัพยากตธรรม โดยอนันตรปัจจัย คือ อกุศล เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ

ข้อ ๕๐๙

อพฺยากโต ธมฺโม อพฺยากตสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ปุริมา ปุริมา วิปากาพฺยากตา กิริยาพฺยากตา ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ วิปากาพฺยากตานํ กิริยาพฺยากตานํ ขนฺธานํ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ภวงฺคํ อาวชฺชนาย กิริยํ วุฏฺฐานสฺส อรหโต อนุโลมํ ผลสมาปตฺติยา นิโรธา วุฏฺฐหนฺตสฺส เนวสญฺญานาสญฺญายตนกิริยํ ผลสมาปตฺติยา อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

อัพยากตธรรม เป็นปัจจัยแก่อัพยากตธรรม โดยอนันตรปัจจัย คือ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัพยากตวิบาก และอัพยากตกิริยา ที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัพยากตกิริยา และอัพยากตวิบากที่เกิดหลังๆ ภวังคจิต เป็นปัจจัยแก่อาวัชชนะ กิริยา เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ อนุโลมญาณของพระอรหันต์ เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนกิริยา ของพระอรหันต์ผู้ออกจากนิโรธ เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ โดยอนันตรปัจจัย

ข้อ ๕๑๐

อพฺยากโต ธมฺโม กุสลสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย อาวชฺชนา กุสลานํ ขนฺธานํ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

อัพยากตธรรม เป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรม โดยอนันตรปัจจัย คือ อาวัชชนะ เป็นปัจจัยแก่กุศลขันธ์ทั้งหลาย โดยอนันตรปัจจัย

ข้อ ๕๑๑

อพฺยากโต ธมฺโม อกุสลสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย อาวชฺชนา อกุสลานํ ขนฺธานํ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

อัพยากตธรรม เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม โดยอนันตรปัจจัย คือ อาวัชชนะ เป็นปัจจัยแก่กุศลขันธ์ทั้งหลาย โดยอนันตรปัจจัย

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑. กุสลติกะ ๗. ปัญหาวาร อนันตรปัจจัย

ข้อ ๔๑๗

สภาวธรรมที่เป็นกุศลเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นกุศลโดยอนันตร- ปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นกุศลซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นกุศลซึ่งเกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โคตรภู อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โวทานโคตรภูเป็นปัจจัยแก่มรรค โวทานเป็นปัจจัยแก่มรรคโดยอนันตรปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่เป็นกุศลเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตโดยอนันตรปัจจัยได้แก่ กุศลเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ มรรคเป็นปัจจัยแก่ผล อนุโลมของพระเสขะเป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนกุศลของท่านผู้ออกจากนิโรธเป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติโดยอนันตรปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่เป็นอกุศลเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลโดยอนันตรปัจจัยได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอกุศลซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นอกุศลซึ่งเกิดหลังๆโดยอนันตรปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่เป็นอกุศลเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตโดยอนันตรปัจจัยได้แก่ อกุศลเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะโดยอนันตรปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตโดย อนันตรปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอัพยากตวิบากและที่เป็นอัพยากตกิริยาซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นอัพยากตวิบากและที่เป็นอัพยากตกิริยาซึ่งเกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย ภวังคจิตเป็นปัจจัยแก่อาวัชชนจิต กิริยาเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ อนุโลมของพระอรหันต์เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญา-ยตนกิริยาของท่านผู้ออกจากนิโรธเป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติโดยอนันตรปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นกุศลโดยอนันตรปัจจัยได้แก่ อาวัชชนจิตเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นกุศลโดยอนันตรปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลโดยอนันตรปัจจัยได้แก่ อาวัชชนจิตเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นอกุศลโดยอนันตรปัจจัย (๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๒๖๔}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาอนันตรปัจจัย

ในอนันตรปัจจัย สองบทว่า ปุริมา ปุริมา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรวมกุศลที่เกิดในภูมิเดียวกันและต่างภูมิกัน.

คำว่า อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โคตรภู อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โวทาน ตรัสด้วยอำนาจอารมณ์ที่แตกต่างกัน.

คำว่า โคตรภูเป็นปัจจัยแก่มรรค โวทานเป็นปัจจัยแก่มรรค ตรัสด้วยอำนาจภูมิที่ต่างกัน.

ก็คำว่า กุศล ในคำว่า กุสลํ วุฏฺฐานสฺส นี้ ได้แก่กุศลอันเป็นไปในภูมิ ๓.

บทว่า วุฏฺฐานํ คือ วิบากอันเป็นไปในภูมิ ๓. พระโยคาวจรทั้งหลายย่อมออกจากกุศลชวนวิถีด้วยวิบากเหล่านั้น ฉะนั้น วิบากนั้นท่านจึงเรียกว่า วุฏฐานะ วุฏฐานะ นั้นมี ๒ อย่าง คือตทารัมมณะ ๑ ภวังค์ ๑.

บรรดาวุฏฐานะเหล่านั้น แม้ทั้งสองอย่างเป็นวุฏฐานะของกามาวจรกุศล ภวังค์อย่างเดียวเป็นวุฏฐานะแห่งมหัคคตกุศล.

คำว่า มคฺโค ผลสฺส นี้ พระองค์ตรัสแยกไว้ เพราะโลกุตตรวิบากเป็นวุฏฐานไม่ได้ เหตุที่นับเนื่องในชวนวิถี.

สองบทว่า เสกฺขานํ อนุโลมํ ความว่า กุศลย่อมไม่เป็นอนันตรปัจจัยแก่เสขธรรม เพราะฉะนั้น จึงทรงทำการแยกไว้. บทว่า ผลสมาปตฺตยา คือ ผลสมาบัติของโสดาปัตติผล สกทาคามิผลและอนาคามิผล. บทว่า ผลสมาปตฺติยา คือ อนาคามิผลสมาบัติ. ในอกุศลจิตย่อมได้วุฏฐานวิบากทั้งสอง.

ในคำว่า วิปากาพฺยากตา กิริยาพฺยากตา นี้ ผู้ศึกษาพึงทราบวิปากาพยากตะเฉพาะแก่วิปากาพยากตะด้วยกันเท่านั้น และกิริยาพยากตะเฉพาะแก่กิริยาพยากตะด้วยกันเท่านั้นเหมือนกัน.

คำว่า ภวงฺคํ อาวชฺชนาย เป็นต้น ตรัสด้วยอำนาจธรรมที่เจือกัน.

ในคำว่า กิริยา นั้น กามาวจรกิริยาเป็นอนันตรปัจจัยแก่วุฏฐานวิบากทั้งสอง มหัคคตกิริยาเป็นอนันตรปัจจัยแก่ภวังค์เท่านั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่มคำว่า กุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมที่เกิดหลังๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัยแล้วแสดงวาระ ๗ วาระเหล่าใดไว้ในปัจจวิภังค์ในหนหลังว่า กุศลเป็นปัจจัยแก่กุศล กุศลเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ อกุศลเป็นปัจจัยแก่อกุศล อกุศลเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะอัพยากตะเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ อัพยากตะเป็นปัจจัยแก่กุศล อัพยากตะเป็นปัจจัยแก่อกุศล (เพราะอำนาจของอนันตรปัจจัย). ในอธิการนี้ ท่านจำแนกอนันตรปัจจัยไว้โดยสังเขปด้วยอำนาจแห่งวาระเหล่านั้น แต่ว่าโดยพิสดารในอธิการนี้ บัณฑิตพึงกำหนดนิทเทส ๑๐-๑๗-๖๐ ถ้วนและมากกว่านั้นให้ดีแล.

จริงอยู่ อนันตรปัจจัยนี้หาได้นิทเทส ๗ อย่างเดียวเท่านั้นไม่ แต่ย่อมได้นิทเทส ๑๐ อย่างนี้ คือ กุศลเป็นปัจจัยแก่กุศล ๑ แก่วิบาก ๑.

อกุศลเป็นปัจจัยแก่อกุศล ๑ แก่วิบาก ๑.

วิบากเป็นปัจจัยแก่วิบาก ๑ แก่กิริยา ๑.

กิริยาเป็นปัจจัยแก่กุศล ๑ แก่อกุศล ๑ แก่วิบาก ๑ แก่กิริยา ๑.

ก็อนันตรปัจจัยนี้จะได้นิทเทสเฉพาะ ๑๐ อย่างเท่านี้ก็หามิได้ แต่ยังได้นิทเทส ๑๗ อย่าง อย่างนี้อีก คือกุศลเป็นปัจจัยแก่กุศล ๑ กุศลวิบาก ๑ อกุศลวิบาก ๑.

อกุศลเป็นปัจจัยแก่อกุศล ๑ อกุศลวิบาก ๑ กุศลวิบาก ๑.

กุศลวิบากเป็นปัจจัยแก่กุศลวิบาก ๑ อกุศลวิบาก ๑ กิริยา ๑.

อกุศลวิบากเป็นปัจจัยแก่อกุศลวิบาก ๑ แก่กุศลวิบาก ๑ แก่กิริยา ๑.

กิริยาเป็นปัจจัยแก่กิริยา ๑ กุศล ๑ อกุศล ๑ กุศลวิบาก ๑ อกุศลวิบาก ๑.

ก็อนันตรปัจจัยนี้จะได้นิทเทสเฉพาะ ๑๗ อย่างเท่านั้นหามิได้ ยังได้นิทเทส ๖๐ ถ้วนอีก คือกุศลเป็นอนันตรปัจจัยแก่กุศล ๖ อย่าง ได้แก่ กามาวจรกุศลเป็นอนันตรปัจจัยแก่กุศลทั้ง ๔ อย่าง ตามความต่างกันแห่งภูมิ,รูปาวจรกุศลและอรูปาวจรกุศล, เป็นอนันตรปัจจัยแก่กุศลที่เกิดในภูมิของตนๆ.

ส่วนกุศลเป็นอนันตรปัจจัยแก่วิบาก ๑๒ อย่าง คือกามาวจรกุศลเป็นปัจจัยแก่กามาวจรกุศลวิบาก, อกุศลวิบาก, รูปาวจรวิบาก, อรูปาวจรวิบาก, โลกุตตรวิบาก. รูปาวจรกุศลเป็นปัจจัยแก่รูปาวจรวิบาก กามาวจรวิบาก. อรูปาวจรกุศลเป็นปัจจัยแก่กามาวจรกุศลวิบาก, รูปาวจรวิบาก, อรูปาวจรวิบาก, โลกุตตรวิบาก, โลกุตตรกุศล เป็นปัจจัยแก่โลกุตตรวิบาก.

อกุศลเป็นอนันตรปัจจัย ๕ อย่าง คือแก่อกุศล, อกุศลวิบาก, วิบากอันเป็นไปในภูมิ ๓.

กามาวจรกุศลวิบากเป็นอนันตรปัจจัยแก่วิบาก ๔ อย่าง คือแก่กามาวจรกุศลวิบาก, อกุศลวิบาก, รูปาวจรวิบาก, อรูปาวจรวิบาก.

รูปาวจรวิบากเป็นอนันตรปัจจัย ๓ อย่าง คือแก่กุศลวิบากที่เป็นไปในภูมิทั้ง ๓.

อรูปาวจรวิบากเป็นอนันตรปัจจัย ๒ อย่าง คือแก่อรูปาวจรวิบากและกามาวจรกุศลวิบาก. โลกุตตรวิบากเป็นอนันตรปัจจัย ๔ อย่าง คือแก่กุศลวิบากที่เป็นไปในภูมิ ๔. กุศลวิบากเป็นอนันตรปัจจัย ๑๓ อย่างแก่วิบาก ด้วยประการฉะนี้.

อกุศลวิบากเป็นอนันตรปัจจัย ๒ อย่าง คือแก่อกุศลวิบากและกามาวจรกุศลวิบาก. วิบากแม้ในที่ทั้งปวงเป็นอนันตรปัจจัย ๑๕ อย่างแก่วิบาก โดยประการฉะนี้.

วิบากเป็นอนันตรปัจจัย ๔ อย่างแม้แก่กิริยา คือกามาวจรกุศลวิบากเป็นปัจจัยแก่กามาวจรกิริยา อกุศลวิบาก รูปาวจรวิบาก และอรูปวจรวิบากก็เป็นปัจจัยแก่กามาวจรกิริยาได้เหมือนกัน.

กิริยาเป็นอนันตรปัจจัยแก่กิริยา ๕ อย่าง คือกามาวจรกิริยาเป็นปัจจัยแก่กิริยาที่เป็นไปในภูมิ ๓, รูปาวจรกิริยา อรูปาวจรกิริยา เป็นปัจจัยเฉพาะแก่กิริยาในภูมิของตนๆ.

กิริยาเป็นอนันตรปัจจัยแก่วิบาก ๑๑ อย่าง คือกามาวจรกิริยาเป็นปัจจัยแก่อกุศลวิบากและกุศลวิบากที่เป็นไปในภูมิทั้ง ๔, รูปาวจรกิริยาเป็นปัจจัยแก่กามาวจรกุศลวิบาก และรูปาวจรวิบาก, อรูปาวจรกิริยาเป็นปัจจัยแก่กุศลวิบากที่เป็นไปในภูมิ ๔.

ส่วนกามาวจรกิริยาเป็นอนันตรปัจจัย ๒ อย่างแก่กุศลและอกุศล คือแก่กามาวจรกุศลและอกุศล.

อนันตรปัจจัยย่อมได้นิทเทส ๖๐ ถ้วน ด้วยประการฉะนี้.

อนันตรปัจจัยนี้จะได้นิทเทส ๖๐ ถ้วนเท่านี้ก็หาไม่ ยังได้นิทเทสแม้อีกมากอย่าง คือกามาวจรมหากุศลจิตดวงที่ ๑ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๕๓ ดวง คือแก่ตนเอง แก่รูปาวจรกุศล ๔ ดวง โลกุตตรกุศลโสมนัส ๑๖ ดวง เพราะประกอบโดยเป็นบาท.

รวมความว่า เป็นปัจจัยแก่กุศลจิต ๒๑ ดวงเป็นปัจจัยแก่วิบากอีก ๓๒ ดวง คือแก่กามาวจรวิบาก ๑๑ ดวง ที่เกิดด้วยอำนาจตทารัมมณะ และแก่ภวังค์ในที่สุดแห่งชวนะ แก่รูปาวจรวิบากและอรูปาวจรวิบากเป็นไปด้วยอำนาจภวังค์อย่างเดียว แก่โลกุตตรวิบาก ๑๒ ที่เป็นไปด้วยอำนาจผลสมาบัติ.

กุศลจิตดวงที่ ๒ ก็เหมือนกัน. ส่วนดวงที่ ๓ และที่ ๔ ย่อมเป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๒๑ ดวงที่เหลือ เว้นกุศลที่เกิดในภูมิสูงๆ ขึ้นไป และโลกุตตรวิบาก.

มหากุศลจิตดวงที่ ๕ และที่ ๖ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๓๓ ดวง คือแก่ตนเอง แก่กุศลจิตที่สหรคตด้วยอุเบกขาซึ่งเกิดในภูมิสูงๆ ขึ้นไป ๙ ดวง และแก่วิบากจิต ๒๓ ดวง.

มหากุศลจิตดวงที่ ๗ และที่ ๘ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๒๑ ดวงเท่านั้น.

รูปาวจรกุศลจิต ๕ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๐ ดวง คือแก่รูปาวจรกุศลที่เกิดภายหลังตน ๑ แก่มหาวิบากญาณสัมปยุต ๔ ดวง และแก่รูปาวจรวิบาก ๕ ดวง.

โดยนัยนี้แหละ บรรดาอรูปาวจรกุศลทั้งหลาย ดวงที่ ๑ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๑ ดวง พร้อมกับวิบากของตน.

อรูปาวจรกุศลดวงที่ ๒ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๒ ดวง.

อรูปาวจรกุศลดวงที่ ๓ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๓ ดวง.

อรูปาวจรกุศลดวงที่ ๔ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๕ ดวง คือจิต ๑๔ ดวงและผลสมาบัติ ๑ ดวง.

โลกุตตรกุศล เป็นอนันตรปัจจัยเฉพาะแก่วิบากของๆ ตน เท่านั้น.

บรรดาจิตที่สหรคตด้วยโลภะ ๘ ดวง อกุศลจิตดวงหนึ่งๆ เป็นปัจจัยแก่จิต ๒๑ ดวง คือกามาวจรวิบากมโนวิญญาณธาตุ ๑๑ ดวง มหัคคตวิบาก ๙ ดวง และแก่ตนเองที่เกิดภายหลัง ๑.

จิตที่สหรคตด้วยโทสะ ๒ ดวงเป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๗ ดวง คือกามาวจรวิบากมโนวิญญาณธาตุ ๖ ดวง ซึ่งสหรคตด้วยอุเบกขาและแก่ตนเองที่เกิดภายหลัง ๑.

จิตที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและอุทธัจจะ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๒๑ ดวง คือกามาวจรวิบากมโนวิญญาณธาตุ ๑๑ ดวง พร้อมกับอเหตุกวิบากที่สหรคตด้วยโสมนัสมหัคคตวิบาก ๙ และแก่ตนเองที่เกิดภายหลัง ๑.

ปัญจวิญญาณฝ่ายกุศลวิบาก เป็นอนันตรปัจจัยแก่มโนธาตุฝ่ายกุศลวิบาก.

มโนธาตุเป็นอนันตรปัจจัยแก่มโนวิญญาณธาตุฝ่ายวิบาก ๒ ดวง. บรรดามโนวิญญาณธาตุฝ่ายวิบาก ๒ ดวงนั้น ดวงที่สหรคตด้วยโสมนัสเป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๒ ดวงคือมโนวิญญาณธาตุฝ่ายวิบาก ๑๐ ดวงที่ทำหน้าที่เป็นภวังค์ แก่ตนเองที่เกิดภายหลังตนในเวลาเป็นตทารัมมณะและแก่โวฏฐัพพนกิริยา.

ส่วนอเหตุกมโนวิญญาณธาตุที่สหรคตด้วยอุเบกขา เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๒ ดวงเหมือนกัน คือแก่อาวัชชนมโนธาตุ อาวัชชนมโนวิญญาณธาตุที่มีฐาน ๒ และวิบากมโนวิญญาณธาตุ ๑๐.

มหาวิบากที่เป็นติเหตุกะ เป็นปัจจัยแก่จิต ๒๑ ดวง คือแก่มโนวิญญาณธาตุฝ่ายวิบากที่เป็นกามาวจร ๑๐ เว้นโสมนัสสันตีรณะ รูปาวจรวิบาก อรูปาวจรวิบาก และอาวัชชนจิตทั้งสอง.

ทุเหตุวิบากเป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๒ ดวง ที่เหลือเว้นมหัคคตวิบาก.

รูปาวจรวิบาก ๕ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๙ ดวง คือแก่สเหตุกกุศลวิบากปฏิสนธิจิต อันเป็นไปในภูมิทั้งสาม ๑๗ ดวงและอาวัชชนจิต ๒.

ในบรรดาอรูปาวจรวิบาก อรูปาวจรวิบากจิตดวงที่ ๑ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๙ ดวง คือติเหตุกปฏิสนธิฝ่ายกุศลวิบากชั้นกามาวจร ๔ อรูปาวจรวิบาก ๔ และมโนทวาราวัชชนจิต ๑.

อรูปาวจรวิบากจิตดวงที่ ๒ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๘ ดวง เว้นวิบากชั้นต่ำกว่าเสียหนึ่งดวง.

อรูปาวจรวิบากจิตดวงที่ ๓ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๗ ดวง เว้นวิบากที่ต่ำกว่า ๒ ดวง.

อรูปาวจรวิบากจิตดวงที่ ๔ เป็นปัจจัยแก่จิต ๖ ดวง เว้นวิบากเบื้องต่ำ ๓ ดวง.

โลกุตตรวิบาก ๔ ดวงเป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๔ ดวง คือติเหตุกวิบาก ๑๓ ดวงและแก่ตนเองที่เกิดภายหลัง ๑. ปัญจวิญญาณฝ่ายอกุศลวิบาก เป็นอนันตรปัจจัยแก่อกุศลวิบากมโนธาตุ. มโนธาตุเป็นอนันตรปัจจัยแก่อเหตุกมโนวิญญาณธาตุฝ่ายอกุศลวิบาก. อเหตุกมโนวิญญาณธาตุฝ่ายอกุศลวิบากนั้นเป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๒ ดวง คือแก่ตนเองที่เกิดภายหลัง ในเวลาเป็นตทารัมมณะกามาวจรวิบาก ๙ ที่เป็นไปด้วยอำนาจปฏิสนธิและภวังค์ในจุติกาล และกามาวจรกิริยา ๒ ดวงที่สหรคตด้วยอุเบกขา.

กิริยามโนธาตุเป็นปัจจัยแก่ทวิปัญญาวิญญาณจิต ๑๐.

หสิตุปปาทกิริยาเป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๓ ดวง โดยไม่นับที่ซ้ำ คือแก่ติเหตุกวิบาก ๙ ที่เป็นไปด้วยอำนาจภวังค์ในปัญจโวการภพและแก่วิบากที่สหรคตด้วยโสมนัส ๕ ที่เป็นไปด้วยอำนาจตทารัมมณะ และแก่ตนเองที่เกิดภายหลัง.

โวฏฐัพพนกิริยาเป็นปัจจัยแก่จิต ๔๕ ดวง คือกามาวจรกิริยา ๑๐ เว้นกิริยามโนธาตุ กามาวจรกุศล ๘ อกุศล ๑๒ และวิบากจิต ๑๕ ที่เป็นไปด้วยอำนาจภวังค์ในปัญจโวการภพ.

กามาวจรติเหตุกกิริยาที่สหรคตด้วยโสมนัส ๒ ดวงเป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๒๕ ดวง ที่นับแล้วไม่นับซ้ำอีก คือแก่ติเหตุกวิบาก ๑๓ ที่เป็นไปด้วยอำนาจภวังค์ โสมนัสสหรคตวิบาก ๕ ด้วยอำนาจตทารัมมณะ รูปาวจรกิริยา ๔ ที่เป็นไปด้วยอำนาจบริกรรม อรหัตตผลสมาบัติที่สหรคตด้วยโสมนัส ๔ ด้วยอำนาจแห่งอรหัตตผลสมาบัติ และแก่ตนเองที่เกิดภายหลัง ๑.

ทุเหตุกโสมนัสสหรคตกิริยา ๒ ดวง เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๗ ดวง โดยไม่นับที่ซ้ำกัน คือแก่ภวังคจิต ๑๓ ตามที่กล่าวแล้ว ตทารัมมณะ ๕ และแก่ตนเองที่เกิดภายหลัง ๑.

กามาวจรติเหตุกอุเบกขาสหรคตกิริยา ๒ ดวง เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๒๔ ดวง โดยไม่นับที่ซ้ำกันคือแก่ภวังคจิต ๑๓ ดวงเหล่านั้นนั่นแหละ อุเบกขาสหรคตวิบาก ๖ ที่เป็นไปด้วยอำนาจตทารัมมณะรูปาวจรกิริยา ๑ ที่เป็นไปด้วยอำนาจบริกรรม อรูปาวจรกิริยา ๔ อรหัตตผลสมาบัติ ๑ และแก่ตนเองที่เกิดภายหลัง ๑.

ทุเหตุกอุเบกขาสหรคตกิริยา ๒ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๘ ดวงโดยไม่นับที่ซ้ำ คือแก่ภวังคจิต ๑๓ เหล่านั้นด้วย แก่ตทารัมมณจิต ๖ และแก่ตนเองที่เกิดภายหลัง ๑.

บรรดารูปาวจรกิริยาดวงหนึ่งๆ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๐ ดวง คือติเหตุกภวังค์ในปัญจโวการภพ ๙ ดวง และแก่ตนเองที่เกิดภายหลัง ๑ ดวง.

บรรดาอรูปาวจรกิริยาจิตทั้งหลาย

อรูปาวจรกิริยาจิตดวงที่ ๑ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๑ ดวง คือภวังคจิต ๙ ดวงในปัญจโวการภพ อีก ๑ ดวงในจตุโวการภพ และแก่ตนเองที่เกิดภายหลัง ๑ ดวง.

อรูปาวจรกิริยาจิตดวงที่ ๒ ย่อมได้ภวังคจิต ๒ ดวง ในจตุโวการภพ.

อรูปาวจรกิริยาจิตดวงที่ ๓ ได้ ๓ ดวง.

อรูปาวจรกิริยาจิตดวงที่ ๔ ย่อมได้ภวังจิต ๔ ดวง และผลสมาบัติอีก ๑ ดวง.

บรรดาอรูปาวจรกิริยาเหล่านั้น ดวงหนึ่งๆ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๑-๑๒-๑๓ และ ๑๕ ดวง ตามลำดับดังนี้แล. อนันตรปัจจัยย่อมได้นิทเทสแม้หลายอย่างด้วยประการฉะนี้. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า บัณฑิตควรกำหนดนิทเทส ๑๐-๑๗-๖๐ และแม้มากหลาย (ของอนันตรปัจจัย) ให้ดี.

สมนันตรปัจจัยเป็นต้น มีเนื้อความกระจ่างแล้ว.

อรรถกถาอนันตรปัจจัย จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา