อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา

อวิคตปัจจัย

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๕1 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔๐ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๗ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑

ข้อ ๒๕

อวิคตปจฺจโยติ จตฺตาโร ขนฺธา อรูปิโน อญฺญมญฺญํ อวิคตปจฺจเยน ปจฺจโย จตฺตาโร มหาภูตา อญฺญมญฺญํ อวิคตปจฺจเยน ปจฺจโย โอกฺกนฺติกฺขเณ นามรูปํ อญฺญมญฺญํ อวิคตปจฺจเยน ปจฺจโย จิตฺตเจตสิกา ธมฺมา จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ อวิคตปจฺจเยน ปจฺจโย มหาภูตา อุปาทารูปานํ อวิคตปจฺจเยน ปจฺจโย จกฺขายตนํ จกฺขุวิญฺญาณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ อวิคตปจฺจเยน ปจฺจโย โสตายตนํ โสตวิญฺญาณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ อวิคตปจฺจเยน ปจฺจโย ฆานายตนํ ฆานวิญฺญาณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ อวิคตปจฺจเยน ปจฺจโย ชิวฺหายตนํ ชิวฺหาวิญฺญาณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ อวิคตปจฺจเยน ปจฺจโย กายายตนํ กายวิญฺญาณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ อวิคตปจฺจเยน ปจฺจโย รูปายตนํ จกฺขุวิญฺญาณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ อวิคตปจฺจเยน ปจฺจโย สทฺทายตนํ โสตวิญฺญาณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ อวิคตปจฺจเยน ปจฺจโย คนฺธายตนํ ฆานวิญฺญาณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ อวิคตปจฺจเยน ปจฺจโย รสายตนํ ชิวฺหาวิญฺญาณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ อวิคตปจฺจเยน ปจฺจโย โผฏฺฐพฺพายตนํ กายวิญฺญาณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ อวิคตปจฺจเยน ปจฺจโย รูปายตนํ สทฺทายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ มโนธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ อวิคตปจฺจเยน ปจฺจโย ยํ รูปํ นิสฺสาย มโนธาตุ จ มโนวิญฺญาณธาตุ จ วตฺตนฺติ ตํ รูปํ มโนธาตุยา จ มโนวิญฺญาณธาตุยา จ ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ อวิคตปจฺจเยน ปจฺจโยติ ฯ ปจฺจยวิภงฺควาโร นิฏฺฐิโต ฯ ------------ อนุโลมติกปฏฺฐานํ กุสลตฺติกํ -------

อวิคตปัจจัย คือ นามขันธ์ ๔ เป็นปัจจัยแก่กันและกัน โดยอวิคตปัจจัย มหาภูตรูป ๔ เป็นปัจจัยแก่กันและกัน โดยอวิคตปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ นามและรูปเป็นปัจจัยแก่กันและกัน โดยอวิคตปัจจัย จิตและเจตสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่รูป อันมีจิตเป็นสมุฏฐาน โดยอวิคตปัจจัย มหาภูตรูป เป็นปัจจัยแก่อุปาทารูป โดยอวิคตปัจจัย จักขายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณธาตุ และธรรมอันสัมปยุตด้วยจักขุวิญญาณธาตุนั้น โดยอวิคตปัจจัย โสตายตนะ เป็นปัจจัยแก่โสตวิญญาณธาตุ และธรรมอันสัมปยุตด้วยโสตวิญญาณธาตุนั้น โดยอวิคตปัจจัย ฆานายตนะ เป็นปัจจัยแก่ฆานวิญญาณธาตุ และธรรมอันสัมปยุตด้วยฆานวิญญาณธาตุนั้น โดยอวิคตปัจจัย ชิวหายตนะ เป็นปัจจัยแก่ชิวหาวิญญาณธาตุ และธรรมอันสัมปยุตด้วยชิวหาวิญญาณธาตุนั้น โดยอวิคตปัจจัย กายายตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณธาตุ และธรรมอันสัมปยุตด้วยกายวิญญาณธาตุนั้น โดยอวิคตปัจจัย รูปายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณธาตุ และธรรมอันสัมปยุตด้วยจักขุวิญญาณธาตุนั้น โดยอวิคตปัจจัย สัททายตนะ เป็นปัจจัยแก่โสตวิญญาณธาตุ และธรรมอันสัมปยุตด้วยโสตวิญญาณธาตุนั้น โดยอวิคตปัจจัย คันธายตนะ เป็นปัจจัยแก่ฆานวิญญาณธาตุ และธรรมอันสัมปยุตด้วยฆานวิญญาณธาตุนั้น โดยอวิคตปัจจัย รสายตนะ เป็นปัจจัยแก่ชิวหาวิญญาณธาตุ และธรรมอันสัมปยุตด้วยชิวหาวิญญาณธาตุนั้น โดยอวิคตปัจจัย โผฏฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณธาตุ และธรรมอันสัมปยุตด้วยกายวิญญาณธาตุนั้น โดยอวิคตปัจจัย รูปายตนะ สัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยแก่มโนธาตุ และธรรมอันสัมปยุตด้วยมโนธาตุนั้น โดยอวิคตปัจจัย มโนธาตุ และมโนวิญญาณธาตุอาศัยรูปใดเป็นไป รูปนั้นเป็นปัจจัยแก่มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ และธรรมอันสัมปยุตด้วยธาตุคู่นั้น โดยอวิคตปัจจัย ปัจจยวิภังควาร จบ -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้
ข้อ ๒๔

อวิคตปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๔ ที่ไม่เป็นรูป เป็นปัจจัยแก่กันและกันโดย อวิคตปัจจัย มหาภูตรูป ๔ เป็นปัจจัยแก่กันและกันโดยอวิคตปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ นามรูป เป็นปัจจัยแก่กันและกันโดยอวิคตปัจจัย สภาวธรรมที่เป็นจิตและเจตสิกเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยอวิคตปัจจัย มหาภูตรูป เป็นปัจจัยแก่อุปาทายรูปโดยอวิคตปัจจัย จักขายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วย จักขุวิญญาณธาตุนั้นโดยอวิคตปัจจัย โสตายตนะ เป็นปัจจัยแก่โสตวิญญาณธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วย โสตวิญญาณธาตุนั้นโดยอวิคตปัจจัย ฆานายตนะ เป็นปัจจัยแก่ฆานวิญญาณธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วย ฆานวิญญาณธาตุนั้นโดยอวิคตปัจจัย ชิวหายตนะ เป็นปัจจัยแก่ชิวหาวิญญาณธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วย ชิวหาวิญญาณธาตุนั้นโดยอวิคตปัจจัย กายายตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วย กายวิญญาณธาตุนั้นโดยอวิคตปัจจัย รูปายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วย จักขุวิญญาณธาตุนั้นโดยอวิคตปัจจัย สัททายตนะ เป็นปัจจัยแก่โสตวิญญาณธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วย โสตวิญญาณธาตุนั้นโดยอวิคตปัจจัย คันธายตนะ เป็นปัจจัยแก่ฆานวิญญาณธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วย ฆานวิญญาณธาตุนั้นโดยอวิคตปัจจัย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๑๓}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ปุจฉาวาร ๑. ปัจจยานุโลม รสายตนะ เป็นปัจจัยแก่ชิวหาวิญญาณธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วย ชิวหาวิญญาณธาตุนั้นโดยอวิคตปัจจัย โผฏฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยกายวิญญาณธาตุนั้นโดยอวิคตปัจจัย รูปายตนะ สัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ และโผฏฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยแก่มโนธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนธาตุนั้นโดยอวิคตปัจจัย รูปที่มโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุอาศัยเป็นไป เป็นปัจจัยแก่มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ และสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยธาตุทั้ง ๒ นั้นโดยอวิคตปัจจัยปัจจยนิทเทส จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

วรรณนานิทเทสแห่งอวิคตปัจจัย

คำเป็นต้นว่า จตฺตาโร ขนฺธา ในอวิคตปัจจัยนิทเทส ผู้ศึกษาพึงทราบเนื้อความโดยอาการทั้งปวง ตามนัยที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในอัตถิปัจจัยนิทเทส.

จริงอยู่ ปัจจัยนี้กับอัตถิปัจจัยต่างกันเพียงพยัญชนะเท่านั้น เนื้อความหาต่างกันไม่.

วรรณนานิทเทสแห่งอวิคตปัจจัย จบ. -----------------------------------------------------

วรรณนาปัจจัยนิทเทสวาระ (บาลีอรรถกถาหน้า ๕๑๘-๕๒๙)

เพื่อความแจ่มแจ้งแห่งการดำเนินไปแห่งญาณ ในปัจจัย ๒๔ เหล่านี้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วทั้งโดยอุทเทสและนิทเทส ดังพรรณนามาแล้ว บัดนี้ ผู้ศึกษาพึงทราบปกิณณกวินิจฉัย ด้วยอำนาจแห่งบท ๑๐ เหล่านี้คือ

๑. โดยภาวะที่ธรรมหลายๆ อย่าง เป็นปัจจัยอย่างเดียวกัน

๒. โดยภาวะที่ธรรมอย่างเดียว เป็นปัจจัยได้หลายๆ อย่าง

๓. โดยภาวะที่ปัจจัยอย่างเดียว เป็นปัจจัยได้หลายๆ อย่าง

๔. โดยปัจจัยที่เป็นสภาคะกัน

๕. โดยปัจจัยที่เป็นวิสภาคะกัน

๖. โดยปัจจัยที่เป็นคู่กัน

๗. โดยเป็นชนกปัจจัย และอชนกปัจจัย

๘. โดยปัจจัยที่เข้ากับธรรมได้ทั้งหมดและไม่ทั้งหมด

๙. โดยการกำหนดมีอาทิว่า รูปเป็นปัจจัยแก่รูปเป็นต้น

๑๐. โดยการจำแนกโดยภพ.

ใน ๑๐ อย่างนั้น

๑. บทว่า โดยภาวะที่ธรรมหลายๆ อย่างเป็นปัจจัยอย่างเดียวกัน ความว่า ธรรมหลายอย่างเป็นปัจจัยโดยความเป็นอันเดียวกัน ในปัจจัย ๒๓ ที่เหลือเว้นกัมมปัจจัยเหล่านี้. ส่วนกัมมปัจจัย ได้แก่เจตนาธรรมอย่างเดียวเท่านั้น. ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัยโดยภาวะที่ธรรมหลายๆ อย่างเป็นปัจจัยอย่างเดียวกัน ในอธิการนี้อย่างนี้ก่อน.

๒. บทว่า โดยภาวะที่ธรรมอย่างเดียวเป็นปัจจัยหลายๆ อย่าง ความว่า ในเหตุปัจจัยก่อน ธรรมอย่างหนึ่งคืออโมหะ ไม่เป็นเพียงปุเรชาตปัจจัย กัมมปัจจัย อาหารปัจจัย ฌานปัจจัยเท่านั้น (แต่) เป็นปัจจัยด้วยอำนาจปัจจัย ๒๐ ที่เหลือ.

อโลภะและอโทสะ แม้ไม่เป็นอินทริยปัจจัยและมัคคปัจจัย เป็นปัจจัยด้วยอำนาจปัจจัย ๑๘ ที่เหลือ. โลภะ โมหะ แม้ไม่เป็นวิปากปัจจัย เป็นปัจจัยด้วยอำนาจปัจจัย ๑๗ ที่เหลือ. โทสะ แม้ไม่เป็นอธิปติปัจจัย ก็เป็นปัจจัยด้วยอำนาจปัจจัย ๑๖ ที่เหลือ.

ในอารัมมณปัจจัย รูปายตนะเป็นปัจจัย ๔ อย่าง คืออารัมมณปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัยแก่จักขุวิญญาณธาตุ มโนธาตุและอเหตุกมโนวิญญาณธาตุ แต่ยังเป็นปัจจัยด้วยอำนาจของอารัมมราธิปติปัจจัยและอารัมมณูปนิสสยปัจจัยอีก แก่สเหตุกมโนวิญญาณธาตุ.

ผู้ศึกษาพึงทราบความที่อารัมมณปัจจัยธรรมทั้งหมด เป็นปัจจัยหลายอย่างโดยนัยนี้.

ในอธิปติปัจจัย ผู้ศึกษาพึงทราบความที่อารัมมณาธิปติเป็นปัจจัยหลายอย่าง ตามนัยที่กล่าวแล้วในอารัมมณปัจจัย. ในธรรมที่เป็นสหชาตาธิปติ วิมังสาธิปติ เป็นปัจจัย ๒๐ อย่าง เหมือนอโมหะเหตุ. ฉันทะไม่เป็นเหตุปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย กัมมปัจจัย อาหารปัจจัย อินทริยปัจจัย ฌานปัจจัย และมัคคปัจจัย เป็นปัจจัยด้วยอำนาจปัจจัย ๑๗ ที่เหลือ. จิตตะไม่เป็นเหตุปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย กัมมปัจจัย ฌานปัจจัยและมัคคปัจจัย เป็นปัจจัยด้วยอำนาจปัจจัย ๑๙ ที่เหลือ. วิริยะไม่เป็นเหตุปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย กัมมปัจจัย อาหารปัจจัยและฌานปัจจัย เป็นปัจจัยด้วยอำนาจปัจจัย ๑๙ ที่เหลือ.

ในอนันตรปัจจัย บรรดาขันธ์ ๔ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยนัย เป็นต้นว่า "จกฺขุวิญฺญาณธาตุ".

เวทนาขันธ์ไม่เป็นเหตุปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย กัมมปัจจัย อาหารปัจจัยและมัคคปัจจัย เป็นปัจจัยด้วยอำนาจปัจจัย ๑๙ ที่เหลือ.

สัญญาขันธ์ไม่เป็นอินทริยปัจจัยและฌานปัจจัย เป็นปัจจัยด้วยอำนาจปัจจัย ๑๗ ที่เหลือ.

ในสังขารขันธ์ เหตุเป็นปัจจัยตามนัยที่กล่าวแล้วในเหตุปัจจัย ฉันทะและวิริยะเป็นปัจจัยตามนัยที่กล่าวแล้วในอธิปติปัจจัย.

ผัสสะไม่เป็นเหตุปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย กัมมปัจจัย อินทริยปัจจัย ฌานปัจจัยและมัคคปัจจัย เป็นปัจจัยด้วยอำนาจปัจจัย ๑๘ ที่เหลือ.

เจตนาไม่เป็นเหตุปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย อินทริยปัจจัย ฌานปัจจัยและมัคคปัจจัย เป็นปัจจัยด้วยอำนาจปัจจัย ๑๙ ที่เหลือ.

วิตกไม่เป็นเหตุปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย กัมมปัจจัย อาหารปัจจัยและอินทริยปัจจัย เป็นปัจจัยด้วยอำนาจปัจจัย ๑๙ ที่เหลือ.

วิจารไม่เป็นมัคคปัจจัย เป็นปัจจัยด้วยอำนาจปัจจัย ๑๘ ที่เหลือ.

ปีติเป็นปัจจัยด้วยอำนาจปัจจัย ๑๘ เหล่านั้นเหมือนกัน.

เอกัคคตาไม่เป็นเหตุปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย กัมมปัจจัยและอาหารปัจจัย เป็นปัจจัยด้วยอำนาจปัจจัย ๒๐ ที่เหลือ.

สัทธาไม่เป็นเหตุปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย กัมมปัจจัย อาหารปัจจัย ฌานปัจจัยและมัคคปัจจัย เป็นปัจจัยด้วยอำนาจปัจจัย ๑๘ ที่เหลือ.

สติเป็นปัจจัยด้วยอำนาจปัจจัย ๑๙ คือปัจจัย ๑๘ เหล่านั้นและมัคคปัจจัย.

ชีวิตินทรีย์เป็นปัจจัยด้วยอำนาจปัจจัย ๑๘ ที่กล่าวแล้วในสัทธา.

หิริและโอตตัปปะเป็นปัจจัยด้วยอำนาจปัจจัย ๑๗ ที่เหลือ โดยเอาอินทริยปัจจัยออก.

เจตสิกที่เป็นคู่ๆ กัน มีกายปัสสัทธิ์เป็นต้น และบรรดาเยวปนกะ เจตสิกคือ อธิโมกข์ มนสิการ ตัตรมัชฌัตตา กรุณาและมุทิตาก็เหมือนกัน คือเป็นปัจจัยด้วยอำนาจปัจจัย ๑๗ เหล่านั้น.

ส่วนวิรตีเจตสิกเป็นปัจจัย ๑๘ อย่าง คือปัจจัย ๑๗ เหล่านั้นและมัคคปัจจัย.

มิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย ๑๗ อย่าง โดยนำวิปากปัจจัยออก.

มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันตะและมิจฉาอาชีวะ เป็นปัจจัย ๑๙ อย่าง คือปัจจัย ๑๗ เหล่านั้น และกัมมปัจจัยกับอาหารปัจจัย.

เจตสิกธรรมเหล่านี้ คืออหิริกะ อโนตตัปปะ มานะ ถีนะ มิทธะ อุทธัจจะ ไม่เป็นเหตุปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย กัมมาปัจจัย วิปากปัจจัย อาหารปัจจัย อินทริยปัจจัย ฌานปัจจัยและมัคคปัจจัย แต่เป็นปัจจัยด้วยอำนาจปัจจัย ๑๖ ที่เหลือ.

วิจิกิจฉา อิสสา มิจฉริยะและกุกกุจจะเป็นปัจจัย ๑๕ อย่าง โดยเอาอธิปติปัจจัยออกจากนั้น.

พึงทราบความที่วิญญาณขันธ์เป็นปัจจัยหลายอย่างตามนัยที่กล่าวแล้วในอธิปติปัจจัย.

แม้ในสมนันตรปัจจัยก็นัยนี้เหมือนกัน.

ในสหชาตปัจจัย บรรดาขันธ์ ๔ ก่อน พึงทราบความเป็นธรรมหนึ่งๆ เป็นปัจจัยหลายอย่างตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นเอง.

มหาภูตรูป ๔ เป็นปัจจัย ๙ อย่าง คืออารัมมณปัจจัย อารัมมณาธิปติปัจจัย สหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย.

หทัยวัตถุเป็นปัจจัย ๑๐ อย่าง คือปัจจัย ๙ เหล่านั้น และวิปปยุตตปัจจัย.

ในอัญญมัญญปัจจัย ไม่มีธรรมที่ไม่เคยมีมาก่อน (คือเหมือนกับสหชาตปัจจัย).

ในนิสสยปัจจัย จักขายตนะเป็นต้นเป็นปัจจัย ๙ อย่าง คืออารัมมณปัจจัย อารัมมณาธิปติปัจจัย นิสสยปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย อินทริยปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย.

ในอุปนิสสยปัจจัย ไม่มีธรรมที่ไม่เคยกล่าวมาก่อน.

ในปุเรชาตปัจจัย รูปายตนะ สัททายตนะ คันธายตนะและรสายตนะ เป็นปัจจัย ๖ อย่าง คืออารัมมณปัจจัย อารัมมณาธิปติปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย ในปุเรชาตปัจจัยนี้มีคำที่ยังไม่ได้อธิบายเพียงเท่านี้.

ในปัจฉาชาตปัจจัยเป็นต้น ไม่มีธรรมที่ยังไม่เคยมีมาก่อน.

ในอาหารปัจจัย กพฬีการาหารเป็นปัจจัย ๖ อย่าง คืออารัมมณปัจจัย อารัมมณาธิปติปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย อาหารปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย.

ในอินทริยปัจจัย เป็นต้น ไม่มีธรรมที่ยังไม่เคยมีมา.

ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัย แม้โดยภาวะที่ธรรมอย่างเดียว เป็นปัจจัยได้หลายอย่างในอธิการนี้ ดังพรรณนามาแล้วแล.

๓. บทว่า โดยภาวะทีปัจจัยเดียว เป็นปัจจัยได้หลายอย่าง ความว่า ธรรมใดเป็นปัจจัยแห่งปัจจยุบบันชนิดใดชนิดหนึ่ง ในบรรดาเหตุปัจจัยเป็นต้น โดยอาการใด โดยอรรถใด ธรรมนั้นไม่ละอาการนั้นอรรถนั้น ถึงความเป็นปัจจัยหลายอย่างแก่ธรรมเหล่านั้นในขณะนั้นเอง โดยอาการใด โดยอรรถใด อย่างอื่นอีก.

ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัยธรรมนั้นโดยภาวะที่เป็นปัจจัยได้หลายอย่าง โดยอาการนั้น โดยอรรถนั้น คือ

อโมหะเป็นเหตุปัจจัย อโมหะนั้นไม่ละอรรถแห่งเหตุปัจจัยนั้นเลย ถึงความเป็นปัจจัยหลายอย่างโดยอาการ ๑๑ อีก คืออธิปติปัจจัย สหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย วิปากปัจจัย อินทริยปัจจัยมัคคปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย.

อโลภะและอโทสะถึงความเป็นปัจจัยหลายอย่าง ด้วยอำนาจปัจจัยที่เหลือจาก ๑๑ ปัจจัยนั้น โดยนำปัจจัย ๓ คืออธิปติปัจจัย อินทริยปัจจัยและมัคคปัจจัยออก. อโลภะและอโทสะ ทั้งสองนี้ย่อมได้ในเหตุปัจจัยและวิปากปัจจัยด้วย. ส่วนในกุศลและกิริยา ขาดวิปากปัจจัยไป. โลภะโทสะและโมหะ ย่อมถึงความเป็นปัจจัยหลายอย่างด้วยอำนาจปัจจัยที่เหลือ เว้นปัจจัย ๔ คือปัจจัย ๓ เหล่านั้นและวิปากปัจจัย.

อารัมมณปัจจัย ไม่ละอรรถแห่งอารัมมณปัจจัยนั้นเลย ย่อมถึงความเป็นปัจจัยหลายอย่าง ด้วยอาการ ๗ อีก คืออารัมมณาธิปติปัจจัยนิสสยปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย. นี้เป็นกำหนดอย่างสูงสุดในอารัมมณปัจจัยนี้. ก็เมื่ออรูปธรรมหรือรูปธรรม ที่เป็นอดีตและอนาคต เป็นอารัมมณปัจจัยมีอยู่ ย่อมได้ปัจจัยเพิ่มขึ้นเพียงอารัมมณาธิปติปัจจัยและอารัมมณูปนิสสยปัจจัยเท่านั้น.

วิมังสา ในอธิปติปัจจัย เหมือนกับอโมหะ. ฉันทะ ไม่ละอรรถแห่งอธิปติปัจจัย ย่อมถึงความเป็นปัจจัยหลายอย่างโดยอาการ ๘ อีก คือสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย วิปากปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย. วิริยะ ถึงความเป็นปัจจัยหลายอย่างด้วยอาการ ๑๐ ด้วยอำนาจปัจจัยเหล่านี้ คือปัจจัย ๘ เหล่านั้น และอินทริยปัจจัยกับมัคคปัจจัย. จิตตะ ถึงความเป็นปัจจัยหลายอย่าง โดยอาการ ๑๐ นอกเหนือจากอธิปติปัจจัย ด้วยอำนาจการนำมัคคปัจจัยออกจากนั้น แล้วเพิ่มอาหารปัจจัยเข้าไป.

ส่วนอารัมมณาธิปติปัจจัย ผู้ศึกษาพึงทราบว่าเป็นปัจจัยหลายอย่าง ตามนัยที่กล่าวแล้วในอารัมมณปัจจัยในหนหลัง.

อนันตรปัจจัยและสมนันตรปัจจัย ไม่ละอรรถแห่งอนันตรปัจจัยและสมนันตรปัจจัย ย่อมถึงความเป็นปัจจัยหลายอย่าง ด้วยอาการ ๕ อีกคืออุปนิสสยปัจจัย กัมมปัจจัย อาเสวนปัจจัย นัตถิปัจจัยและวิคตปัจจัย เจตนาในอริยมรรคเท่านั้น ย่อมได้ความเป็นกัมมปัจจัย ในอนันตรปัจจัยนี้ ธรรมที่เหลือหาได้ไม่.

สหชาตปัจจัย ไม่ละอรรถแห่งสหชาตปัจจัยเลย ย่อมถึงความเป็นปัจจัยหลายอย่าง ด้วยอาการ ๑๔ อีก คือเหตุปัจจัย อธิปติปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย กัมมปัจจัย วิปากปัจจัย อาหารปัจจัย อินทริยปัจจัย ฌานปัจจัย มัคคปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย. นี้เป็นกำหนดอย่างสูงสุด. แต่ว่าด้วยอำนาจวัตถุสหชาตะ (วัตถุที่เกิดพร้อม คือ ป. หทัย) เป็นต้น พึงทราบว่าไม่มีเหตุปัจจัยเป็นต้นในวัตถุสหชาตะนี้.

แม้ในอัญญมัญญปัจจัย ก็นัยนี้เหมือนกัน.

นิสสยปัจจัย ไม่ละอรรถแห่งนิสสยปัจจัย ย่อมถึงความเป็นปัจจัยหลายอย่าง ด้วยอาการ ๑๗ แม้อื่นอีก ด้วยอำนาจปัจจัยที่เหลือโดยนำออก ๖ ปัจจัยในบรรดาปัจจัย ๒๔ คืออนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย ปัจฉาชาตปัจจัย อาเสวนปัจจัย นัตถิปัจจัย วิคตปัจจัยและอรรถแห่งนิสสยปัจจัยของตนด้วย. แม้นี้ก็เป็นกำหนดอย่างสูงสุด. ก็เมื่อว่าด้วยอำนาจแห่งวัตถุนิสสยะเป็นต้น. พึงทราบว่า ไม่มีเหตุปัจจัยเป็นต้น ในนิสสยปัจจัยนี้.

ในอุปนิสสยปัจจัย อารัมมณูปนิสสยปัจจัย เหมือนกับอารัมมณาธิปติปัจจัย.

อนันตรูปนิสสยปัจจัยไม่ละอรรถแห่งอนันตรรูปนิสสยปัจจัย ย่อมถึงความเป็นปัจจัยหลายอย่าง ด้วยอาการ ๖ อีก คืออนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย กัมมปัจจัย อาเสวนปัจจัย นัตถิปัจจัยและวิคตปัจจัย.

อริยมรรคเจตนาเท่านั้น ย่อมได้ความเป็นกัมมปัจจัย ในอนันตรูปนิสสยปัจจัยนี้ ธรรมที่เหลือหาได้ไม่. ปกตูปนิสสยะ ก็คือปกตูปนิสสยปัจจัยนั่นเอง.

ปุเรชาตปัจจัย ไม่ละอรรถแห่งปุเรชาตปัจจัยของตน ย่อมถึงความเป็นปัจจัยอีกหลายอย่าง โดยอาการ ๘ อีก คืออารัมมณปัจจัย อารัมมณาธิปติปัจจัย นิสสยปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย อินทริยปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย. นี้เป็นการแสดงปัจจัยที่มากที่สุด แต่ในอารัมมณปุเรชาตปัจจัย ย่อมไม่ได้นิสสยปัจจัย อินทริยปัจจัยและวิปปยุตตปัจจัย. พึงทราบปัจจัยที่ได้หรือไม่ได้ ยิ่งไปกว่านี้.

ปัจฉาชาตปัจจัย ไม่ละอรรถแห่งปัจฉาชาตปัจจัยของตน ย่อมถึงความเป็นปัจจัยหลายอย่างด้วยอาการ ๓ อีก คือวิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย.

อาเสวนปัจจัย ไม่ละอรรถแห่งอาเสวนปัจจัย ย่อมถึงความเป็นปัจจัยอีกหลายอย่างโดยอาการ ๕ คืออนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย นัตถิปัจจัยและวิคตปัจจัย.

กัมมปัจจัย ไม่ละอรรถแห่งกัมมปัจจัยที่เป็นกัมมปัจจัยในขณะเดียวกัน (เอกขณิกกัมมปัจจัย คือสหชาตกัม) ก่อน ยังถึงความเป็นปัจจัยอีกหลายอย่าง ด้วยอาการ ๙ คือสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย วิปากปัจจัย อาหารปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย.

ที่เป็นนานักขณิกกัมมปัจจัย ย่อมถึงความเป็นปัจจัยอีกหลายอย่าง โดยอาการ ๕ คืออุปนิสสยปัจจัย อนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย นัตถิปัจจัยและวิคตปัจจัย.

วิปากปัจจัย ไม่ละอรรถแห่งวิปากปัจจัย ย่อมถึงความเป็นปัจจัยอีกหลายอย่างด้วยอาการ ๑๔ คือเหตุปัจจัย อธิปติปัจจัย สหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย กัมมปัจจัย อาหารปัจจัย อินทริยปัจจัย ฌานปัจจัย มัคคปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย.

ในอาหารปัจจัย กวฬีการาหารไม่ละอรรถแห่งอาหารปัจจัย ย่อมถึงความเป็นปัจจัยอีกหลายอย่างด้วยอาการ ๒ อย่างคืออัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย. อาหาร ๓ ที่เหลือไม่ละอรรถแห่งอาหารปัจจัย ย่อมถึงความเป็นปัจจัยอีกหลายอย่างด้วยอาการ ๑๑ คืออธิปติปัจจัย สหชาตปัจจัยอัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย กัมมปัจจัย วิปากปัจจัย อินทริยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย ตามสมควร.

ในอินทริยปัจจัย รูปอินทรีย์ ๕ ไม่ละอรรถแห่งอินทริยปัจจัย ย่อมถึงความเป็นปัจจัยอีกหลายอย่าง โดยอาการ ๕ คือนิสสยปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัย อวิคตปัจจัย.

แม้รูปชีวิตินทรีย์ก็ไม่ละอรรถแห่งอินทริยปัจจัย ย่อมถึงความเป็นปัจจัยอีกหลายอย่างโดยอาการ ๒ คืออัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย. อรูปอินทรีย์ไม่ละอรรถแห่งอินทริยปัจจัย ย่อมถึงความเป็นปัจจัยอีกหลายอย่างโดยอาการ ๑๓คือเหตุปัจจัย อธิปติปัจจัย สหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย ตามสมควร.

ฌานปัจจัย ไม่ละอรรถแห่งฌานปัจจัย ย่อมถึงความเป็นปัจจัยอีกหลายอย่างโดยอาการ ๑๐ คือสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย วิปากปัจจัย อินทริยปัจจัย มัคคปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย.

มัคคปัจจัย ไม่ละอรรถแห่งมัคคปัจจัย ย่อมถึงความเป็นปัจจัยอีกหลายอย่างโดยอาการ ๑๒ คือปัจจัย ๑๐ ที่กล่าวแล้วในฌานปัจจัย และเหตุปัจจัยกับอธิปติปัจจัย ตามสมควร.

สัมปยุตตปัจจัย ไม่ละอรรถแห่งสัมปยุตตปัจจัย ย่อมถึงความเป็นปัจจัยอีกหลายอย่างโดยอาการ ๑๓ คือเหตุปัจจัย อธิปติปัจจัย สหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย กัมมปัจจัย วิปากปัจจัย อาหารปัจจัย อินทริยปัจจัย ฌานปัจจัย มัคคปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย.

วิปปยุตตปัจจัย ไม่ละอรรถแห่งวิปปยุตตปัจจัย ย่อมถึงความเป็นปัจจัยอีกหลายอย่างด้วยอาการ ๑๗ ตามสมควร คือปัจจัยที่เหลือ โดยนำเอาปัจจัย ๖ ออก คืออนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย อาเสวนปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย นัตถิปัจจัยและวิคตปัจจัย.

พึงทราบวิภาคแห่งปัจจัยแห่งรูปและอรูปในวิปปยุตตปัจจัยนั้น.

อัตถิปัจจัย ไม่ละอรรถแห่งอัตถิปัจจัย ย่อมถึงความเป็นปัจจัยอีกหลายอย่างโดยอาการ ๑๘ ตามสมควร ด้วยอำนาจปัจจัยที่เหลือ ด้วยนำปัจจัย ๕ ออก คืออนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย อาเสวนปัจจัย นัตถิปัจจัยและวิคตปัจจัย.

นัตถิปัจจัย และ วิคตปัจจัย เหมือนกับอนันตรปัจจัย.

อวิคตปัจจัย เหมือนกับอัตถิปัจจัย.

ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัยแม้โดยภาวะที่ปัจจัยอย่างเดียวเป็นปัจจัยได้หลายอย่างในอธิการนี้ ดังพรรณนามาแล้ว.

๔. บทว่า โดยเป็นปัจจัยที่เป็นสภาคกัน ความว่า จริงอยู่ ในปัจจัย ๒๔ นี้ อนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย อนันตรูปนิสสยปัจจัย อาเสวนาปัจจัย นัตถิปัจจัยและวิคตปัจจัยเป็นภาคกัน.

อนึ่ง อารัมมณปัจจัย อารัมมณาธิปติปัจจัยและอารัมมณูปนิสสยปัจจัย ก็เป็นสภาคกันแล.

พึงทราบวินิจฉัยแม้ด้วยอำนาจของปัจจัยที่เป็นสภาคกันในอธิการนี้ ด้วยอุบายนี้.

๕. บทว่า โดยเป็นปัจจัยที่เป็นวิสภาคกัน ความว่า ก็บรรดาปัจจัยเหล่านี้ ปุเรชาตปัจจัยเป็นวิสภาคกับปัจฉาชาตปัจจัยสัมปยุตตปัจจัยเป็นวิสภาคกับวิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัยเป็นวิสภาคกับนัตถิปัจจัย วิคตปัจจัยเป็นวิสภาคกับอวิคตปัจจัย. พึงทราบวินิจฉัยแม้ด้วยอำนาจของปัจจัยที่เป็นวิสภาคกันในอธิการนี้ โดยอุบายนี้.

๖. บทว่า โดยเป็นปัจจัยที่เป็นคู่กัน มีอธิบายว่า ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัยด้วยอำนาจของปัจจัยที่เป็นคู่กันในปัจจัยเหล่านี้ ด้วยเหตุเหล่านี้ คือโดยความมีอรรถเหมือนกัน มีศัพท์เหมือนกัน มีกาลที่ผิดกัน เป็นเหตุและเป็นผลกัน และเป็นปฏิปักษ์ต่อกันและกัน.

จริงอยู่ อนันตรปัจจยกับสมนันตรปัจจัย จัดเป็นคู่หนึ่ง เพราะมีเนื้อความเหมือนกัน.

นิสสยปัจจัยกับอุปนิสสยปัจจัย จัดเป็นคู่หนึ่ง เพราะมีศัพท์เหมือนกัน.

ปุเรชาตปัจจัยกับปัจฉาชาตปัจจัย จัดเป็นคู่หนึ่ง เพราะมีกาลเป็นปฏิปักษ์กัน.

กัมมปัจจัยกับวิปากปัจจัย จัดเป็นคู่หนึ่ง เพราะเป็นเหตุและเป็นผลกัน.

สัมปยุตตปัจจัยกับวิปปยุตตปัจจัย จัดเป็นคู่หนึ่ง เพราะเป็นปฏิปักษ์ซึ่งกันและกัน.

อัตถิปัจจัยกับนัตถิปัจจัย วิคตปัจจัยกับอวิคตปัจจัยก็เหมือนกันอย่างนั้น.

ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัยแม้ด้วยอำนาจปัจจัยที่เป็นของคู่กันในอธิการนี้ ดังกล่าวมาแล้ว.

๗. บทว่า โดยเป็นชนกปัจจัยและอชนกปัจจัย ความว่า ก็บรรดาปัจจัยเหล่านี้ ปัจจัยนี้คืออนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย อนันตรูปนิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสยปัจจัยและอาเสวนปัจจัย นานักขณิกกัมมปัจจัยนัตถิปัจจัย วิคตปัจจัย จัดเป็นชนกปัจจัยอย่างเดียว ไม่เป็นอชนกปัจจัย. ปัจฉาชาตปัจจัยเป็นฝ่ายอุปถัมภ์เท่านั้น ไม่เป็นชนกปัจจัย. ปัจจัยที่เหลือเป็นชนกปัจจัย อชนกปัจจัยและอุปถัมภปัจจัย.

พึงทราบวินิจฉัยแม้ด้วยอำนาจของปัจจัยที่เป็นชนกปัจจัยและอชนกปัจจัยในอธิการนี้ ดังพรรณนามาแล้ว.

๘. บทว่า โดยเป็นปัจจัยที่เข้ากับธรรมทั้งหมดและไม่ทั้งหมด ความว่า ในปัจจัยเหล่านี้ สหชาตปัจจัย นิสสยปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย ชื่อว่าเข้าได้กับธรรมทั้งหมด (สพฺพฏฺฐานิก).

อธิบายว่า เป็นที่ตั้งเป็นเหตุแห่งรูปธรรมและอรูปธรรม ที่เป็นสังขตะทั้งหมด.

อธิบายว่า ธรรมแม้อย่างหนึ่งเมื่อเกิดขึ้น เว้นจากปัจจัยเหล่านี้ย่อมไม่มี.

อารัมมณะ อารัมมณาธิปติ อนันตระ สมนันตระ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ อาเสวนะ สัมปยุต นัตถิและวิคตปัจจัย ชื่อว่าปัจจัยที่เข้าได้กับธรรมไม่หมด (อสพฺพฏฺฐานิก) เพราะไม่เป็นที่ตั้งแห่งรูปธรรมและอรูปธรรมทั้งหมด.

อธิบายว่า เป็นที่ตั้งเป็นเหตุแห่งอรูปขันธ์ทั้งหลายเท่านั้น.

จริงอยู่ อรูปธรรมเท่านั้นย่อมเกิดเพราะปัจจัยเหล่านี้ รูปธรรมหาเกิดขึ้นไม่. แม้ปุเรชาตปัจจัย และปัจฉาชาตปัจจัย ชื่อว่าปัจจัยที่เข้าไม่ได้กับธรรมทั้งหมด (อสพฺพฏฐานิก) เพราะเป็นปัจจัยเฉพาะแก่อรูปขันธ์ และรูปขันธ์เท่านั้นตามลำดับ. แม้ปัจจัยที่เหลือจากที่กล่าวแล้วก็ชื่อว่าประกอบไม่ได้ทุกแห่ง เพราะเป็นเหตุแห่งการเกิดขึ้นของรูปธรรมและอรูปธรรมบางพวก.

พึงทราบวินิจฉัยแม้ด้วยอำนาจของปัจจัยที่เข้าได้ทุกแห่ง และเข้าไม่ได้ทุกแห่งในอธิการนี้ ดังพรรณนามาแล้ว.

๙. บทว่า โดยการกำหนดว่า รูปเป็นปัจจัยแก่รูปเป็นต้น ความว่า ก็ในปัจจัย ๒๔ เหล่านี้ แม้ปัจจัยอย่างหนึ่งที่เป็นรูปอย่างเดียว จะชื่อว่าเป็นปัจจัยเฉพาะแก่รูปเท่านั้น ย่อมไม่มี. แต่ที่เป็นรูปโดยส่วนเดียว เป็นปัจจัยเฉพาะแก่อรูปเท่านั้นมีอยู่.

ถามว่า ก็ปัจจัยอย่างนั้นคือปัจจัยไหน?

ตอบว่า ปุเรชาตปัจจัย.

จริงอยู่ ปุเรชาตปัจจัยเป็นรูปโดยแน่นอน (แต่) เป็นปัจจัยเฉพาะแก่อรูปเท่านั้น. ปัจจัยที่เป็นรูปอย่างเดียวชื่อว่าเป็นปัจจัยแก่รูปและอรูปไม่มี แต่ที่เป็นอรูปอย่างเดียวเป็นปัจจัยเฉพาะแก่อรูปเท่านั้นมีอยู่.

ถามว่า ได้แก่ปัจจัยไหน?

ตอบว่า ได้แก่ปัจจัย ๖ คือ อนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย อาเสวนปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย นัตถิปัจจัยและวิคตปัจจัย.

จริงอยู่ ปัจจัยทั้ง ๖ นั้นเป็นอรูปอย่างเดียว เป็นปัจจัยเฉพาะแก่อรูปเท่านั้น.

ปัจจัยที่เป็นอรูปอย่างเดียว เป็นปัจจัยเฉพาะแก่รูปเท่านั้นมีอยู่.

ถามว่า ได้แก่ปัจจัยไหน?

ตอบว่า ได้แก่ปัจฉาชาตปัจจัย.

จริงอยู่ ปัจฉาชาตปัจจัยนั้นเป็นอรูปอย่างเดียว เป็นปัจจัยเฉพาะแก่รูปเท่านั้น.

ส่วนปัจจัยที่เป็นอรูปธรรมอย่างเดียว เป็นปัจจัยทั้งแก่รูปและอรูปมีอยู่.

ถามว่า ได้แก่ปัจจัย?

ตอบว่า ได้แก่ปัจจัย ๕ คือเหตุปัจจัย กัมมปัจจัย วิปากปัจจัย ฌานปัจจัยและมัคคปัจจัย.

จริงอยู่ ปัจจัย ๕ ทั้งหมดนั้นเป็นอรูปอย่างเดียว เป็นปัจจัยแก่รูปธรรมก็ได้ อรูปธรรมก็ได้. แต่ปัจจัยที่เป็นทั้งรูปและอรูปโดยแน่นอน ชื่อว่าเป็นปัจจัยเฉพาะแก่รูปเท่านั้น ย่อมไม่มี แต่เป็นปัจจัยเฉพาะแก่อรูปมีอยู่.

ถามว่า ได้แก่ปัจจัยไหน?

ตอบว่า ได้แก่อารัมมณปัจจัยและอุปนิสสปัจจัย.

จริงอยู่ ปัจจัยทั้งสองนี้เป็นทั้งรูปและอรูปแน่นอน (แต่) เป็นปัจจัยเฉพาะแก่อรูปเท่านั้น.

อนึ่ง ปัจจัยที่เป็นทั้งรูปและอรูปโดยแน่นอน เป็นปัจจัยทั้งแก่รูปและอรูปมีอยู่.

ถามว่า ได้แก่ปัจจัยไหน?

ตอบว่า ได้แก่อธิปติปัจจัย สหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย อาหารปัจจัย อินทริยปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย.

จริงอยู่ ปัจจัยนั้นทั้งหมดเป็นทั้งรูปและอรูป (และ) เป็นปัจจัยทั้งแก่รูปและอรูปด้วย.

พึงทราบวินิจฉัยแม้โดยการกำหนดมีอาทิว่า รูปเป็นปัจจัยแก่รูปเป็นต้นในอธิการนี้ดังกล่าวมาแล้ว.

๑๐. บทว่า โดยการจำแนกโดยภพ ความว่า มีบรรดาปัจจัย ๒๔ เหล่านี้ ในปัญจโวการภพก่อน ปัจจัยอะไรๆ ที่ชื่อว่ามีไม่ได้ ย่อมไม่มี. ส่วนในจตุโวการภพ ปัจจัย ๒๑ ที่เหลือย่อมมีได้โดยนำปัจจัย ๓ คือปุเรชาตปัจจัย ปัจฉาชาตปัจจัยและวิปปยุตตปัจจัยออก.

ในเอกโวการภพย่อมได้ปัจจัย ๗ เหล่านั้น คือสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย กัมมปัจจัย อินทริยปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย. ส่วนในรูปที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ในภายนอก ย่อมได้ปัจจัย ๕ เท่านั้น คือสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย.

พึงทราบวินิจฉัยแม้โดยการจำแนกโดยภพในอธิการนี้ ดังกล่าวมาแล้วแล.

วรรณนาปัจจัยนิทเทสวาระ จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา