อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

อนุโลมนัย

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๖–๘๖พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 31 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 31 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 33 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔๐ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๗ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑

ข้อ ๕๖

กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติ เหตุปจฺจยา กุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา ฯ กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมฺโม อุปฺปชฺชติ เหตุปจฺจยา กุสเล ขนฺเธ ปฏิจฺจ จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ฯ กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล จ อพฺยากโต จ ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ เหตุปจฺจยา กุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ ฯ {๕๖.๑} อกุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อกุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติ เหตุปจฺจยา อกุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา ฯ {๕๖.๒} อกุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมฺโม อุปฺปชฺชติ เหตุปจฺจยา อกุสเล ขนฺเธ ปฏิจฺจ จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ฯ อกุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อกุสโล จ อพฺยากโต จ ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ เหตุปจฺจยา อกุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ ฯ {๕๖.๓} อพฺยากตํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมฺโม อุปฺปชฺชติ เหตุปจฺจยา วิปากาพฺยากตํ กิริยาพฺยากตํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ ปฏิสนฺธิกฺขเณ วิปากาพฺยากตํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา กฏตฺตา จ รูปํ ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ กฏตฺตา จ รูปํ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา กฏตฺตา จ รูปํ ขนฺเธ ปฏิจฺจ วตฺถุ วตฺถุํ ปฏิจฺจ ขนฺธา เอกํ มหาภูตํ ปฏิจฺจ ตโย มหาภูตา ตโย มหาภูเต ปฏิจฺจ เอกํ มหาภูตํ เทฺว มหาภูเต ปฏิจฺจ เทฺว มหาภูตา มหาภูเต ปฏิจฺจ จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ กฏตฺตารูปํ อุปาทารูปํ ฯ {๕๖.๔} กุสลญฺจ อพฺยากตญฺจ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมฺโม อุปฺปชฺชติ เหตุปจฺจยา กุสเล ขนฺเธ จ มหาภูเต จ ปฏิจฺจ จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ฯ อกุสลญฺจ อพฺยากตญฺจ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมฺโม อุปฺปชฺชติ เหตุปจฺจยา อกุสเล ขนฺเธ จ มหาภูเต จ ปฏิจฺจ จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ฯ

กุศลธรรม อาศัยกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศล เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น อัพยากตธรรม อาศัยกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยกุศลขันธ์ทั้งหลาย เกิดขึ้น กุศลธรรมและอัพยากตธรรม อาศัยกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศล เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น อกุศลธรรม อาศัยอกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอกุศล เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น อัพยากตธรรม อาศัยอกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยอกุศลขันธ์ทั้งหลาย เกิดขึ้น อกุศลธรรมและอัพยากตธรรม อาศัยอกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอกุศล เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น@ อุทเทสแห่งปฏิจจวาร คำว่าขันธ์ทั้งหมด หมายถึง นามขันธ์ อัพยากตธรรม อาศัยอัพยากตธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตวิบาก และอัพยากต-*กิริยา เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๓ และกฏัตตารูป อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตวิบากเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ และกฏัตตารูป อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และกฏัตตารูป อาศัยขันธ์ ๒เกิดขึ้น หทยวัตถุอาศัยขันธ์ทั้งหลาย เกิดขึ้น ขันธ์ทั้งหลายอาศัยหทยวัตถุ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๓อาศัยมหาภูตรูป ๑ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๑ อาศัยมหาภูตรูป ๓ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๒ อาศัยมหาภูต-*รูป ๒ เกิดขึ้น จิตตสมุฏฐานรูป กฏัตตารูป ที่เป็นอุปาทารูป อาศัยมหาภูตรูปทั้งหลายเกิดขึ้น อัพยากตธรรม อาศัยกุศลธรรมและอัพยากตธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยกุศลขันธ์ และมหาภูตรูป เกิดขึ้น อัพยากตธรรม อาศัยอกุศลธรรม และอัพยากตธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุ-*ปัจจัย คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยกุศลขันธ์และมหาภูตรูปทั้งหลาย เกิดขึ้น

ข้อ ๕๗

กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อารมฺมณปจฺจยา กุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา ฯ {๕๗.๑} อกุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อกุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อารมฺมณปจฺจยา อกุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา ฯ {๕๗.๒} อพฺยากตํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อารมฺมณปจฺจยา วิปากาพฺยากตํ กิริยาพฺยากตํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา ปฏิสนฺธิกฺขเณ วิปากาพฺยากตํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา วตฺถุํ ปฏิจฺจ ขนฺธา ฯ

กุศลธรรม อาศัยกุศลธรรมเกิดขึ้น เพราะอารัมมณปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศล เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น อกุศลธรรม อาศัยอกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะอารัมมณปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอกุศล เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น อัพยากตธรรม อาศัยอัพยากตธรรม เกิดขึ้น เพราะอารัมมณปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตวิบาก และอัพยากตกิริยา เกิดขึ้น ขันธ์ ๑อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ที่เป็นอัพยากตวิบาก เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้นขันธ์ทั้งหลาย อาศัยหทยวัตถุ เกิดขึ้น

ข้อ ๕๘

กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อธิปติปจฺจยา กุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา ฯ กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อธิปติปจฺจยา กุสเล ขนฺเธ ปฏิจฺจ จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ฯ กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล จ อพฺยากโต จ ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ อธิปติปจฺจยา กุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ ฯ {๕๘.๑} อกุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อกุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อธิปติปจฺจยา อกุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา ฯ อกุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อธิปติปจฺจยา อกุสเล ขนฺเธ ปฏิจฺจ จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ฯ อกุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อกุสโล จ อพฺยากโต จ ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ อธิปติปจฺจยา อกุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ ฯ {๕๘.๒} อพฺยากตํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อธิปติปจฺจยา วิปากาพฺยากตํ กิริยาพฺยากตํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ เอกํ มหาภูตํ ปฏิจฺจ ตโย มหาภูตา ตโย มหาภูเต ปฏิจฺจ เอกํ มหาภูตํ เทฺว มหาภูเต ปฏิจฺจ เทฺว มหาภูตา มหาภูเต ปฏิจฺจ จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ อุปาทารูปํ ฯ กุสลญฺจ อพฺยากตญฺจ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อธิปติปจฺจยา กุสเล ขนฺเธ จ มหาภูเต จ ปฏิจฺจ จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ฯ อกุสลญฺจ อพฺยากตญฺจ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อธิปติปจฺจยา อกุสเล ขนฺเธ จ มหาภูเต จ ปฏิจฺจ จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ฯ

กุศลธรรม อาศัยกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะอธิปติปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศล เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น อัพยากตธรรม อาศัยกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะอธิปติปัจจัย คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยกุศลขันธ์ทั้งหลาย เกิดขึ้น กุศลธรรมและอัพยากตธรรม อาศัยกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะอธิปติปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศล เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น อกุศลธรรม อาศัยอกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะอธิปติปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอกุศล เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น อัพยากตธรรม อาศัยอกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะอธิปติปัจจัย คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยอกุศลขันธ์ทั้งหลาย เกิดขึ้น อกุศลธรรมและอัพยากตธรรม อาศัยอกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะอธิปติปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอกุศล เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น อัพยากตธรรม อาศัยอัพยากตธรรม เกิดขึ้น เพราะอธิปติปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตวิบาก และอัพยากต-*กิริยา เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๓ อาศัยมหาภูตรูป ๑ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๑ อาศัยมหาภูตรูป๓ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๒ อาศัยมหาภูตรูป ๒ เกิดขึ้น จิตตสมุฏฐานรูป ที่เป็นอุปาทารูป อาศัยมหาภูตรูปทั้งหลาย เกิดขึ้น อัพยากตธรรม อาศัยอกุศลธรรมและอัพยากตธรรม เกิดขึ้น เพราะอธิปติ-*ปัจจัย คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยกุศลขันธ์ทั้งหลาย และมหาภูตรูปทั้งหลาย เกิดขึ้น อัพยากตธรรม อาศัยอกุศลธรรมและอัพยากตธรรม เกิดขึ้น เพราะอธิปติ-*ปัจจัย คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยอกุศลขันธ์ทั้งหลาย และมหาภูตรูปทั้งหลาย เกิดขึ้น

ข้อ ๕๙

กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อนนฺตรปจฺจยา สมนนฺตรปจฺจยา กุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา ฯ อนนฺตรํปิ สมนนฺตรํปิ อารมฺมณปจฺจยสทิสํ ฯ

กุศลธรรม อาศัยกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะอนันตรปัจจัย เพราะสมนันตรปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศล เกิดขึ้น ฯลฯ ทั้งอนันตรปัจจัย ทั้งสมนันตรปัจจัย เหมือนกับอารัมมณปัจจัย

ข้อ ๖๐

กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติ สหชาตปจฺจยา กุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา ฯ กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมฺโม อุปฺปชฺชติ สหชาตปจฺจยา กุสเล ขนฺเธ ปฏิจฺจ จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล จ อพฺยากโต จ ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ สหชาตปจฺจยา กุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ ฯ {๖๐.๑} อกุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อกุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติ สหชาตปจฺจยา อกุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา ฯ อกุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมฺโม อุปฺปชฺชติ สหชาตปจฺจยา อกุสเล ขนฺเธ ปฏิจฺจ จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ฯ อกุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อกุสโล จ อพฺยากโต จ ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ สหชาตปจฺจยา อกุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ ฯ {๖๐.๒} อพฺยากตํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมฺโม อุปฺปชฺชติ สหชาตปจฺจยา วิปากาพฺยากตํ กิริยาพฺยากตํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ ปฏิสนฺธิกฺขเณ วิปากาพฺยากตํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา กฏตฺตา จ รูปํ ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ กฏตฺตา จ รูปํ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา กฏตฺตา จ รูปํ ขนฺเธ ปฏิจฺจ วตฺถุ วตฺถุํ ปฏิจฺจ ขนฺธา เอกํ มหาภูตํ ปฏิจฺจ ตโย มหาภูตา ตโย มหาภูเต ปฏิจฺจ เอกํ มหาภูตํ เทฺว มหาภูเต ปฏิจฺจ เทฺว มหาภูตา มหาภูเต ปฏิจฺจ จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ กฏตฺตารูปํ อุปาทารูปํ พาหิรํ เอกํ มหาภูตํ ปฏิจฺจ ตโย มหาภูตา ตโย มหาภูเต ปฏิจฺจ เอกํ มหาภูตํ เทฺว มหาภูเต ปฏิจฺจ เทฺว มหาภูตา มหาภูเต ปฏิจฺจ อุปาทารูปํ อาหารสมุฏฺฐานํ เอกํ มหาภูตํ ปฏิจฺจ ตโย มหาภูตา ตโย มหาภูเต ปฏิจฺจ เอกํ มหาภูตํ เทฺว มหาภูเต ปฏิจฺจ เทฺว มหาภูตา มหาภูเต ปฏิจฺจ อุปาทารูปํ อุตุสมุฏฺฐานํ เอกํ มหาภูตํ ปฏิจฺจ ตโย มหาภูตา ตโย มหาภูเต ปฏิจฺจ เอกํ มหาภูตํ เทฺว มหาภูเต ปฏิจฺจ เทฺว มหาภูตา มหาภูเต ปฏิจฺจ อุปาทารูปํ อสญฺญสตฺตานํ เอกํ มหาภูตํ ปฏิจฺจ ตโย มหาภูตา ตโย มหาภูเต ปฏิจฺจ เอกํ มหาภูตํ เทฺว มหาภูเต ปฏิจฺจ เทฺว มหาภูตา มหาภูเต ปฏิจฺจ กฏตฺตารูปํ อุปาทารูปํ ฯ {๖๐.๔} กุสลญฺจ อพฺยากตญฺจ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมฺโม อุปฺปชฺชติ สหชาตปจฺจยา กุสเล ขนฺเธ จ มหาภูเต จ ปฏิจฺจ จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ฯ อกุสลญฺจ อพฺยากตญฺจ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมฺโม อุปฺปชฺชติ สหชาตปจฺจยา อกุสเล ขนฺเธ จ มหาภูเต จ ปฏิจฺจ จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ฯ

กุศลธรรม อาศัยกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะสหชาตปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศลเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น อัพยากตธรรม อาศัยกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะสหชาตปัจจัย คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยกุศลขันธ์ทั้งหลาย เกิดขึ้น กุศลธรรมและอัพยากตธรรม อาศัยกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะสหชาตปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศลขันธ์ เกิดขึ้น ขันธ์ ๑และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๒เกิดขึ้น อกุศลธรรม อาศัยอกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะสหชาตปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอกุศล เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น อัพยากตธรรม อาศัยอกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะสหชาตปัจจัย คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยกุศลขันธ์ทั้งหลาย เกิดขึ้น อกุศลธรรมและอัพยากตธรรม อาศัยอกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะสหชาตปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ และจิตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอกุศล เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น อัพยากตธรรม อาศัยอัพยากตธรรม เกิดขึ้น เพราะสหชาตปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตวิบากและอัพยากต-*กิริยา เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๓ และกฏัตตารูป อาศัยขันธ์ ๑ ที่อัพยากตวิบากเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ และกฏัตตารูป อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และกฏัตตารูป อาศัยขันธ์ ๒เกิดขึ้น หทยวัตถุ อาศัยขันธ์ทั้งหลายเกิดขึ้น ขันธ์ทั้งหลาย อาศัยหทยวัตถุเกิดขึ้น มหาภูตรูป ๓อาศัยมหาภูตรูป ๑ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๑ อาศัยมหาภูตรูป ๓ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๒ อาศัยมหาภูต-*รูป ๒ เกิดขึ้น จิตตสมุฏฐานรูป กฏัตตารูปที่เป็นอุปาทารูป อาศัยมหาภูตรูปทั้งหลาย เกิดขึ้นมหาภูตรูป ๓ อาศัยพาหิรมหาภูตรูป ๑ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๑ อาศัยมหาภูตรูป ๓ เกิดขึ้น มหาภูต-*รูป ๒ อาศัยมหาภูตรูป ๒ เกิดขึ้น อุปาทารูป อาศัยมหาภูตรูปทั้งหลาย เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๓อาศัยมหาภูตรูป ๑ ซึ่งมีอาหารเป็นสมุฏฐาน เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๑ อาศัยมหาภูตรูป ๓ เกิดขึ้นมหาภูตรูป ๒ อาศัยมหาภูตรูป ๒ เกิดขึ้น อุปาทารูป อาศัยมหาภูตรูปทั้งหลาย เกิดขึ้น มหาภูตรูป๓ อาศัยมหาภูตรูป ๑ ซึ่งมีอุตุเป็นสมุฏฐาน เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๑ อาศัยมหาภูตรูป ๓ เกิดขึ้นมหาภูตรูป ๒ อาศัยมหาภูตรูป ๒ เกิดขึ้น อุปาทารูป อาศัยมหาภูตรูปทั้งหลาย เกิดขึ้น สำหรับพวกอสัญญสัตว์ มหาภูตรูป ๓ อาศัยมหาภูตรูป ๑ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๑ อาศัยอาศัยมหาภูตรูป ๓ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๒ อาศัยมหาภูตรูป ๒ เกิดขึ้น กฏัตตารูป ที่เป็นอุปาทารูปอาศัยมหาภูตรูปทั้งหลาย เกิดขึ้น อัพยากตธรรม อาศัยกุศลธรรมและอัพยากตธรรม เกิดขึ้น เพราะสหชาต-*ปัจจัย คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยกุศลขันธ์ทั้งหลาย และมหาภูตรูปทั้งหลาย เกิดขึ้น อัพยากตธรรม อาศัยอกุศลธรรมและอัพยากตธรรม เกิดขึ้น เพราะสหชาตปัจจัย คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยอกุศลขันธ์ทั้งหลาย และมหาภูตรูปทั้งหลาย เกิดขึ้น

ข้อ ๖๑

กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อญฺญมญฺญปจฺจยา กุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา ฯ อกุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อกุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อญฺญมญฺญปจฺจยา อกุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา ฯ อพฺยากตํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อญฺญมญฺญปจฺจยา วิปากาพฺยากตํ กิริยาพฺยากตํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา ปฏิสนฺธิกฺขเณ วิปากาพฺยากตํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา วตฺถุ จ ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ วตฺถุ จ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา วตฺถุ จ ขนฺเธ ปฏิจฺจ วตฺถุ วตฺถุํ ปฏิจฺจ ขนฺธา เอกํ มหาภูตํ ปฏิจฺจ ตโย มหาภูตา ตโย มหาภูเต ปฏิจฺจ เอกํ มหาภูตํ เทฺว มหาภูเต ปฏิจฺจ เทฺว มหาภูตา ฯ พาหิรํ ฯ อาหารสมุฏฺฐานํ ฯ อุตุสมุฏฺฐานํ ฯ อสญฺญสตฺตานํ เอกํ มหาภูตํ ปฏิจฺจ ตโย มหาภูตา ตโย มหาภูเต ปฏิจฺจ เอกํ มหาภูตํ เทฺว มหาภูเต ปฏิจฺจ เทฺว มหาภูตา ฯ

กุศลธรรม อาศัยกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะอัญญมัญญปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศล เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น อกุศลธรรม อาศัยอกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะอัญญมัญญปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอกุศล เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้นขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น อัพยากตธรรม อาศัยอัพยากตธรรม เกิดขึ้น เพราะอัญญมัญญปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตวิบาก และอัพยากตกิริยา เกิดขึ้น ขันธ์ ๑อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๓ และหทยวัตถุอาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตวิบาก เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ และหทยวัตถุ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒และหทยวัตถุ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น หทยวัตถุ อาศัยขันธ์ทั้งหลาย เกิดขึ้น ขันธ์ทั้งหลาย อาศัยหทยวัตถุ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๓ อาศัยมหาภูตรูป ๑ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๑ อาศัยมหาภูตรูป ๓เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๒ อาศัยมหาภูตรูป ๒ เกิดขึ้น พาหิรรูป อาหารสมุฏฐานรูป อุตุสมุฏฐาน-*รูป ฯลฯ สำหรับพวกอสัญญสัตว์ มหาภูตรูป ๓ อาศัยมหาภูตรูป ๑ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๑อาศัยมหาภูตรูป ๓ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๒ อาศัยมหาภูตรูป ๒ เกิดขึ้น

ข้อ ๖๒

กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นิสฺสยปจฺจยา กุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ฯ นิสฺสยปจฺจยํ สหชาตปจฺจยสทิสํ ฯ

กุศลธรรม อาศัยกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะนิสสยปัจจัย คือ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศล เกิดขึ้น ฯลฯ นิสสยปัจจัย เหมือนกับสหชาตปัจจัย

ข้อ ๖๓

กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อุปนิสฺสยปจฺจยา กุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ฯ อุปนิสฺสยปจฺจยํ อารมฺมณปจฺจยสทิสํ ฯ

กุศลธรรม อาศัยกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะอุปนิสสยปัจจัย คือ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศล เกิดขึ้น ฯลฯ อุปนิสสยปัจจัย เหมือนกับอารัมมณปัจจัย

ข้อ ๖๔

กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติ ปุเรชาตปจฺจยา กุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา วตฺถุํ ปุเรชาตปจฺจยา ฯ อกุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อกุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติ ปุเรชาตปจฺจยา อกุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา วตฺถุํ ปุเรชาตปจฺจยา ฯ อพฺยากตํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมฺโม อุปฺปชฺชติ ปุเรชาตปจฺจยา วิปากาพฺยากตํ กิริยาพฺยากตํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา วตฺถุํ ปุเรชาตปจฺจยา ฯ

กุศลธรรม อาศัยกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะปุเรชาตปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศล เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น ขันธ์ทั้งหลาย อาศัยหทยวัตถุ เกิดขึ้น เพราะปุเรชาตปัจจัย อกุศลธรรม อาศัยอกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะปุเรชาตปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศล เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น ขันธ์ทั้งหลาย อาศัยหทยวัตถุ เกิดขึ้น เพราะปุเรชาตปัจจัย@ ดูข้อ ๖๐ ตอนที่ ๕ อัพยากตธรรม อาศัยอัพยากตธรรม เกิดขึ้น เพราะปุเรชาตปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตวิบาก และอัพยากตกิริยา เกิดขึ้น ขันธ์ ๑อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น ขันธ์ทั้งหลาย อาศัยหทยวัตถุ เกิดขึ้นเพราะปุเรชาตปัจจัย

ข้อ ๖๕

กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อาเสวนปจฺจยา กุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา ฯ อกุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อกุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อาเสวนปจฺจยา อกุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา ฯ อพฺยากตํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อาเสวนปจฺจยา กิริยาพฺยากตํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา ฯ

กุศลธรรม อาศัยกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะอาเสวนปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศล เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น อกุศลธรรม อาศัยอกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะอาเสวนปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอกุศล เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น อัพยากตธรรม อาศัยอัพยากตธรรม เกิดขึ้น เพราะอาเสวนปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตกิริยา เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น

ข้อ ๖๖

กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติ กมฺมปจฺจยา กุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตีณิ ฯ อกุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ ตีณิ ฯ อพฺยากตํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมฺโม อุปฺปชฺชติ กมฺมปจฺจยา วิปากาพฺยากตํ กิริยาพฺยากตํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ปฏิสนฺธิกฺขเณ เอกํ มหาภูตํ ปฏิจฺจ ตโย มหาภูตา มหาภูเต ปฏิจฺจ จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ กฏตฺตารูปํ อุปาทารูปํ อสญฺญสตฺตานํ เอกํ มหาภูตํ ปฏิจฺจ ตโย มหาภูตา มหาภูเต ปฏิจฺจ กฏตฺตารูปํ อุปาทารูปํ ฯ กุสลญฺจ อพฺยากตญฺจ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมฺโม อุปฺปชฺชติ กมฺมปจฺจยา กุสเล ขนฺเธ จ มหาภูเต จ ปฏิจฺจ จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ฯ อกุสลญฺจ อพฺยากตญฺจ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมฺโม อุปฺปชฺชติ กมฺมปจฺจยา อกุสเล ขนฺเธ จ มหาภูเต จ ปฏิจฺจ จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ฯ

กุศลธรรม อาศัยกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะกัมมปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศล ฯลฯ มี ๓ นัย อาศัยอกุศลธรรม ฯลฯ มี ๓ นัย อัพยากตธรรม อาศัยอัพยากตธรรม เกิดขึ้น เพราะกัมมปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตวิบาก และอัพยากตกิริยา เกิดขึ้น ฯลฯ ในปฏิสนธิขณะ มหาภูตรูป ๓ อาศัยมหาภูตรูป ๑ เกิดขึ้น จิตตสมุฏฐานรูป กฏัตตารูป ที่เป็นอุปาทารูป อาศัยมหาภูตรูปทั้งหลาย เกิดขึ้น สำหรับพวกอสัญญสัตว์ มหาภูตรูป ๓ อาศัยมหาภูตรูป ๑ เกิดขึ้น กฏัตตารูป ที่เป็นอุปาทารูป อาศัยมหาภูตรูปทั้งหลาย เกิดขึ้น อัพยากตธรรม อาศัยกุศลธรรมและอัพยากตธรรม เกิดขึ้น เพราะกัมมปัจจัย คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยกุศลขันธ์ทั้งหลาย และมหาภูตรูปทั้งหลาย เกิดขึ้น อัพยากตธรรม อาศัยกุศลธรรมและอัพยากตธรรม เกิดขึ้น เพราะกัมมปัจจัย คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยอกุศลขันธ์ทั้งหลาย และมหาภูตรูปทั้งหลาย เกิดขึ้น@ คำว่า นัย หมายถึงหัวข้อปัจจัยนั้นเอง

ข้อ ๖๗

อพฺยากตํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมฺโม อุปฺปชฺชติ วิปากปจฺจยา วิปากาพฺยากตํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ ปฏิสนฺธิกฺขเณ วิปากาพฺยากตํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา กฏตฺตา จ รูปํ ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ กฏตฺตา จ รูปํ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา กฏตฺตา จ รูปํ ขนฺเธ ปฏิจฺจ วตฺถุ วตฺถุํ ปฏิจฺจ ขนฺธา เอกํ มหาภูตํ ปฏิจฺจ ตโย มหาภูตา ตโย มหาภูเต ปฏิจฺจ เอกํ มหาภูตํ เทฺว มหาภูเต ปฏิจฺจ เทฺว มหาภูตา มหาภูเต ปฏิจฺจ จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ กฏตฺตารูปํ อุปาทารูปํ ฯ

อัพยากตธรรม อาศัยอัพยากตธรรม เกิดขึ้น เพราะวิปากปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตวิบาก เกิดขึ้น ขันธ์ ๑และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้นในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๓ และกฏัตตารูป อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตวิบาก เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ และกฏัตตารูป อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และกฏัตตารูป อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น หทยวัตถุอาศัยขันธ์ทั้งหลาย เกิดขึ้น ขันธ์ทั้งหลายอาศัยหทยวัตถุ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๓ อาศัยมหาภูตรูป ๑เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๑ อาศัยมหาภูตรูป ๓ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๒ อาศัยมหาภูตรูป ๒ เกิดขึ้นจิตตสมุฏฐานรูป กฏัตตารูป ที่เป็นอุปาทารูป อาศัยมหาภูตรูปทั้งหลาย เกิดขึ้น

ข้อ ๖๘

กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อาหารปจฺจยา กุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตีณิ ฯ อกุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อกุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อาหารปจฺจยา อกุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตีณิ ฯ อพฺยากตํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อาหารปจฺจยา วิปากาพฺยากตํ กิริยาพฺยากตํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ปฏิสนฺธิกฺขเณ เอกํ มหาภูตํ ปฏิจฺจ ตโย มหาภูตา มหาภูเต ปฏิจฺจ จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ กฏตฺตารูปํ อุปาทารูปํ อาหารสมุฏฺฐานํ เอกํ มหาภูตํ ปฏิจฺจ มหาภูเต ปฏิจฺจ อุปาทารูปํ ฯ กุสลญฺจ อพฺยากตญฺจ ธมฺมํ ปฏิจฺจ ฯ อกุสลญฺจ อพฺยากตญฺจ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อาหารปจฺจยา อกุสเล ขนฺเธ จ มหาภูเต จ ปฏิจฺจ จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ฯ

กุศลธรรม อาศัยกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะอาหารปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศล เกิดขึ้น ฯลฯ มี ๓ นัย อกุศลธรรม อาศัยอกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะอาหารปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอกุศล เกิดขึ้น ฯลฯ มี ๓ นัย อัพยากตธรรม อาศัยอัพยากตธรรม เกิดขึ้น เพราะอาหารปัจจัย คือ อัพยากตธรรม อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตวิบาก และอัพยากตกิริยา เกิดขึ้นในปฏิสนธิขณะ มหาภูตรูป ๓ อาศัย มหาภูตรูป ๑ เกิดขึ้น จิตตสมุฏฐานรูป กฏัตตารูป ที่เป็นอุปาทารูป อาศัย มหาภูตรูปทั้งหลาย เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๓ อาศัยมหาภูตรูป ๑ ซึ่งมีอาหารเป็นสมุฏฐาน เกิดขึ้น อุปาทารูป อาศัยมหาภูตรูปทั้งหลาย เกิดขึ้น อัพยากตธรรม อาศัยกุศลธรรมและอัพยากตธรรม เกิดขึ้น ฯลฯ อัพยากตธรรม อาศัยกุศลธรรมและอัพยากตธรรม เกิดขึ้น เพราะอาหารปัจจัย คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยอกุศลขันธ์ทั้งหลาย และมหาภูตรูปทั้งหลาย เกิดขึ้น

ข้อ ๖๙

กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อินฺทฺริยปจฺจยา กุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตีณิ ฯ อกุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ ตีณิ ฯ อพฺยากตํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ ฯเปฯ อสญฺญสตฺตานํ เอกํ มหาภูตํ ปฏิจฺจ ฯ อินฺทฺริยปจฺจยํ กมฺมปจฺจยสทิสํ ฯ

กุศลธรรม อาศัยกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะอินทริยปัจจัย คือ อาศัยกุศลขันธ์ ๑ เกิดขึ้น ฯลฯ มี ๓ นัย อาศัยอกุศลธรรม เกิดขึ้น ฯลฯ มี ๓ นัย อาศัยอัพยากตธรรม เกิดขึ้น ฯลฯ สำหรับพวกอสัญญสัตว์ มหาภูตรูป ๓ อาศัยมหาภูตรูป ๑ เกิดขึ้น อินทริยปัจจัย เหมือนกับกัมมปัจจัย

ข้อ ๗๐

กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติ ฌานปจฺจยา .. มคฺคปจฺจยา ฯ ฌานปจฺจยมฺปิ มคฺคปจฺจยมฺปิ เหตุปจฺจยสทิสํ ฯ

กุศลธรรม อาศัยกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะฌานปัจจัย ฯลฯ เพราะมัคคปัจจัย ฌานปัจจัยก็ดี มัคคปัจจัยก็ดี เหมือนกับเหตุปัจจัย

ข้อ ๗๑

กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา กุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ฯ สมฺปยุตฺตปจฺจยํ อารมฺมณปจฺจยสทิสํ ฯ

กุศลธรรม อาศัยกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะสัมปยุตตปัจจัย คือ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศล เกิดขึ้น ฯลฯ สัมปยุตตปัจจัย เหมือนกับอารัมมณปัจจัย

ข้อ ๗๒

กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา กุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา วตฺถุํ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา ฯ กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมฺโม อุปฺปชฺชติ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา ฯ กุสเล ขนฺเธ ปฏิจฺจ จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ขนฺเธ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา ฯ กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล จ อพฺยากโต จ ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา กุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ ขนฺธา วตฺถุํ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ขนฺเธ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา ฯ {๗๒.๑} อกุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อกุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา อกุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา วตฺถุํ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา ฯ อกุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมฺโม อุปฺปชฺชติ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา อกุสเล ขนฺเธ ปฏิจฺจ จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ขนฺเธ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา ฯ อกุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อกุสโล จ อพฺยากโต จ ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา อกุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ ขนฺธา วตฺถุํ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ขนฺเธ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา ฯ อพฺยากตํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมฺโม อุปฺปชฺชติ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา วิปากาพฺยากตํ กิริยาพฺยากตํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ ขนฺธา วตฺถุํ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ขนฺเธ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา ปฏิสนฺธิกฺขเณ วิปากาพฺยากตํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา กฏตฺตา จ รูปํ ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ กฏตฺตา จ รูปํ เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา กฏตฺตา จ รูปํ ขนฺธา วตฺถุํ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา กฏตฺตารูปํ ขนฺเธ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา ขนฺเธ ปฏิจฺจ วตฺถุ วตฺถุํ ปฏิจฺจ ขนฺธา ขนฺธา วตฺถุํ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา วตฺถุ ขนฺเธ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา เอกํ มหาภูตํ ปฏิจฺจ ตโย มหาภูตา ตโย มหาภูเต ปฏิจฺจ เอกํ มหาภูตํ เทฺว มหาภูเต ปฏิจฺจ เทฺว มหาภูตา มหาภูเต ปฏิจฺจ จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ กฏตฺตารูปํ อุปาทารูปํ ขนฺเธ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา ฯ {๗๒.๒} กุสลญฺจ อพฺยากตญฺจ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมฺโม อุปฺปชฺชติ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา กุสเล ขนฺเธ จ มหาภูเต จ ปฏิจฺจ จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ขนฺเธ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา ฯ อกุสลญฺจ อพฺยากตญฺจ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมฺโม อุปฺปชฺชติ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา อกุสเล ขนฺเธ จ มหาภูเต จ ปฏิจฺจ จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ขนฺเธ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา ฯ

กุศลธรรม อาศัยกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศล เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น ขันธ์ทั้งหลาย อาศัยหทยวัตถุ เกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย อัพยากตธรรม อาศัยกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ทั้งหลาย เกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย กุศลธรรมและอัพยากตธรรม อาศัยกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศล เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้นขันธ์ทั้งหลาย อาศัยหทยวัตถุ เกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ทั้งหลายเกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย อกุศลธรรม อาศัยอกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอกุศล เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้นขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น ขันธ์ทั้งหลายอาศัยหทยวัตถุ เกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย อัพยากตธรรม อาศัยอกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยอกุศลขันธ์ทั้งหลาย เกิดขึ้น จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ทั้งหลายเกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย อกุศลธรรม และอัพยากตธรรม อาศัยอกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะวิปปยุตต-*ปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอกุศล เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้นขันธ์ทั้งหลาย อาศัยหทยวัตถุ เกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ทั้งหลาย เกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย อัพยากตธรรม อาศัยอัพยากตธรรม เกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตวิบาก และอัพยากต-*กิริยา ขันธ์ ๑ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตวิบาก และอัพยากตกิริยาขันธ์ ๑ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๒เกิดขึ้น ขันธ์ทั้งหลาย อาศัยหทยวัตถุ เกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ทั้งหลาย เกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๓ และกฏัตตารูป อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตวิบาก เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ และกฏัตตารูป อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒และกฏัตตารูป อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น ขันธ์ทั้งหลาย อาศัยหทยวัตถุ เกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัยกฏัตตรูป อาศัยขันธ์ทั้งหลาย เกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย หทยวัตถุ อาศัยขันธ์ทั้งหลาย เกิดขึ้นขันธ์ทั้งหลาย อาศัยหทยวัตถุ เกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย หทยวัตถุอาศัยขันธ์ทั้งหลาย เกิดขึ้นเพราะวิปปยุตตปัจจัย มหาภูตรูป ๓ อาศัยมหาภูตรูป ๑ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๑ อาศัยมหาภูตรูป ๓เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๒ อาศัยมหาภูตรูป ๒ เกิดขึ้น จิตตสมุฏฐานรูปที่เป็นอุปาทารูป อาศัยมหาภูตรูปทั้งหลาย เกิดขึ้น จิตตสมุฏฐานรูป กฏัตตารูป ที่เป็นอุปาทารูป อาศัยขันธ์ทั้งหลายเกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย อัพยากตธรรม อาศัยกุศลธรรม และอัพยากตธรรม เกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยกุศลขันธ์ทั้งหลายและมหาภูตรูปทั้งหลาย เกิดขึ้น จิตต-*สมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ทั้งหลาย เกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย อัพยากตธรรม อาศัยอกุศลธรรมและอัพยากตธรรม เกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยอกุศลขันธ์ทั้งหลาย และมหาภูตรูปทั้งหลาย เกิดขึ้นจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ทั้งหลาย เกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย

ข้อ ๗๓

กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อตฺถิปจฺจยา กุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา ฯ สงฺขิตฺตํ ฯ อตฺถิปจฺจยํ สหชาตปจฺจยสทิสํ ฯ

กุศลธรรม อาศัยกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะอัตถิปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศลขันธ์ เกิดขึ้น ฯลฯ อัตถิปัจจัย เหมือนกับสหชาตปัจจัย

ข้อ ๗๔

กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นตฺถิปจฺจยา .. วิคตปจฺจยา ฯ นตฺถิปจฺจยมฺปิ วิคตปจฺจยมฺปิ อารมฺมณปจฺจยสทิสํ ฯ

กุศลธรรม อาศัยกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะนัตถิปัจจัย ฯลฯ เพราะวิคตปัจจัย นัตถิปัจจัยก็ดี วิคตปัจจัยก็ดี เหมือนกับอารัมมณปัจจัย

ข้อ ๗๕

กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อวิคตปจฺจยา กุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา ฯ อวิคตปจฺจยํ สหชาตปจฺจยสทิสํ ฯ อิเม เตวีสติ ปจฺจยา สชฺฌายนฺเตน วิตฺถาเรตพฺพา ฯ

กุศลธรรม อาศัยกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะอวิคตปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศลขันธ์ เกิดขึ้นอวิคตปัจจัยเหมือนกับสหชาตปัจจัย ปัจจัยทั้ง ๒๓ เหล่านี้ ผู้สาธยาย พึงจำแนกให้พิสดาร

ข้อ ๗๖

เหตุยา นว อารมฺมเณ ตีณิ อธิปติยา นว อนนฺตเร ตีณิ สมนนฺตเร ตีณิ สหชาเต นว อญฺญมญฺเญ ตีณิ นิสฺสเย นว อุปนิสฺสเย ตีณิ ปุเรชาเต ตีณิ อาเสวเน ตีณิ กมฺเม นว วิปาเก เอกํ อาหาเร นว อินฺทฺริเย นว ฌาเน นว มคฺเค นว สมฺปยุตฺเต ตีณิ วิปฺปยุตฺเต นว อตฺถิยา นว นตฺถิยา ตีณิ วิคเต ตีณิ อวิคเต นว ฯ

ในเหตุปัจจัย มีวาระ ๙ ในอารัมมณปัจจัย มี " ๓ ในอธิปติปัจจัย มี " ๙ ในอนันตรปัจจัย มี " ๓ ในสมนันตรปัจจัย มี " ๓ ในสหชาตปัจจัย มี " ๙ ในอัญญมัญญปัจจัย มี " ๓ ในนิสสยปัจจัย มี " ๙ ในอุปนิสสยปัจจัย มี " ๓ ในปุเรชาตปัจจัย มี " ๓ ในอาเสวนปัจจัย มี " ๓ ในกัมมปัจจัย มี " ๙ ในวิปากปัจจัย มี " ๑ ในอาหารปัจจัย มี " ๙ ในอินทริยปัจจัย มี " ๙ ในฌานปัจจัย มี " ๙ ในมัคคปัจจัย มี " ๙ ในสัมปยุตตปัจจัย มี " ๓ ในวิปปยุตตปัจจัย มี " ๙ ในอัตถิปัจจัย มี " ๙ ในนัตถิปัจจัย มี " ๓ ในวิคตปัจจัย มีวาระ ๓ ในอวิคตปัจจัย มี " ๙

ข้อ ๗๗

เหตุปจฺจยา อารมฺมเณ ตีณิ .. อธิปติยา นว อนนฺตเร ตีณิ สมนนฺตเร ตีณิ สหชาเต นว อญฺญมญฺเญ ตีณิ นิสฺสเย นว อุปนิสฺสเย ตีณิ ปุเรชาเต ตีณิ อาเสวเน ตีณิ กมฺเม นว วิปาเก เอกํ อาหาเร นว อินฺทฺริเย นว ฌาเน นว มคฺเค นว สมฺปยุตฺเต ตีณิ วิปฺปยุตฺเต นว อตฺถิยา นว นตฺถิยา ตีณิ วิคเต ตีณิ อวิคเต นว ฯ

ในอารัมมณปัจจัย กับเหตุปัจจัย มีวาระ ๓ ในอธิปติปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๙ ในอนันตรปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในสมนันตรปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในสหชาตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๙ ในอัญญมัญญปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในนิสสยปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๙ ในอุปนิสสยปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในปุเรชาตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในอาเสวนปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในกัมมปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๙ ในวิปากปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๑ ในอาหารปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๙ ในอินทริยปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๙ ในฌานปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๙ ในมัคคปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๙ ในสัมปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในวิปปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๙ ในอัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๙ ในนัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในวิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในอวิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๙

ข้อ ๗๘

เหตุปจฺจยา อารมฺมณปจฺจยา อธิปติยา ตีณิ .. อนนฺตเร ตีณิ สมนนฺตเร ตีณิ สหชาเต ตีณิ อญฺญมญฺเญ ตีณิ นิสฺสเย ตีณิ อุปนิสฺสเย ตีณิ ปุเรชาเต ตีณิ อาเสวเน ตีณิ กมฺเม ตีณิ วิปาเก เอกํ อาหาเร ตีณิ อินฺทฺริเย ตีณิ ฌาเน ตีณิ มคฺเค ตีณิ สมฺปยุตฺเต ตีณิ วิปฺปยุตฺเต ตีณิ อตฺถิยา ตีณิ นตฺถิยา ตีณิ วิคเต ตีณิ อวิคเต ตีณิ ฯ

ในอธิปติปัจจัย กับเหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย มีวาระ ๓ ในอนันตรปัจจัย กับ ฯลฯ มีวาระ ๓ ในสนนันตรปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในสหชาตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในอัญญมัญญปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในนิสสยปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในอุปนิสสยปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในปุเรชาตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในอาเสวนปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในกัมมปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในวิปากปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๑ ในอาหารปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในอินทริยปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในฌานปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในมัคคปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในสัมปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในวิปปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในอัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในนัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในวิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในอวิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓

ข้อ ๗๙

เหตุปจฺจยา อารมฺมณปจฺจยา อธิปติปจฺจยา .. อนนฺตรปจฺจยา สมนนฺตรปจฺจยา สหชาตปจฺจยา อญฺญมญฺญปจฺจยา นิสฺสยปจฺจยา อุปนิสฺสยปจฺจยา ปุเรชาตปจฺจยา อาเสวนปจฺจยา กมฺเม ตีณิ .. อาหาเร ตีณิ อินฺทฺริเย ตีณิ ฌาเน ตีณิ มคฺเค ตีณิ สมฺปยุตฺเต ตีณิ วิปฺปยุตฺเต ตีณิ อตฺถิยา ตีณิ นตฺถิยา ตีณิ วิคเต ตีณิ อวิคเต ตีณิ ฯ

ในกัมมปัจจัย กับเหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย อธิปติปัจจัย อนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย สหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย ปุเรชาตปัจจัยอาเสวนปัจจัย มีวาระ ๓ ในอาหารปัจจัย กับเหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย อธิปติปัจจัย อนันตรปัจจัย สมนันตร-*ปัจจัย สหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย ปุเรชาตปัจจัยอาเสวนปัจจัย มีวาระ ๓ ในอินทริยปัจจัย กับ ฯลฯ มีวาระ ๓ ในฌานปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในมัคคปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในสัมปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในวิปปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในอัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในนัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในวิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในอวิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓

ข้อ ๘๐

เหตุปจฺจยา อารมฺมณปจฺจยา ฯเปฯ อาเสวนปจฺจยา กมฺมปจฺจยา อาหารปจฺจยา อินฺทฺริยปจฺจยา ฌานปจฺจยา มคฺคปจฺจยา สมฺปยุตฺตปจฺจยา วิปฺปยุตฺตปจฺจยา อตฺถิปจฺจยา นตฺถิปจฺจยา วิคตปจฺจยา อวิคเต ตีณิ ฯ

ในอวิคตปัจจัย กับเหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย ฯลฯ อาเสวนปัจจัยกัมมปัจจัย อาหารปัจจัย อินทริยปัจจัย ฌานปัจจัย มัคคปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย วิปปยุตตปัจจัยอัตถิปัจจัย นัตถิปัจจัย วิคตปัจจัย มีวาระ ๓

ข้อ ๘๑

เหตุปจฺจยา อารมฺมณปจฺจยา ฯเปฯ ปุเรชาตปจฺจยา กมฺมปจฺจยา วิปากปจฺจยา อาหาเร เอกํ .. อินฺทฺริเย เอกํ ฌาเน เอกํ มคฺเค เอกํ สมฺปยุตฺเต เอกํ วิปฺปยุตฺเต เอกํ อตฺถิยา เอกํ นตฺถิยา เอกํ วิคเต เอกํ อวิคเต เอกํ ฯ

ในอาหารปัจจัย กับเหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย ฯลฯ ปุเรชาตปัจจัยกับกัมมปัจจัย วิปากปัจจัย มีวาระ ๑ ในอินทริยปัจจัย กับ ฯลฯ มีวาระ ๑ ในฌานปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๑ ในมัคคปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๑ ในสัมปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๑ ในวิปปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๑ ในอัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๑ ในนัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๑ ในวิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๑ ในอวิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๑

ข้อ ๘๒

เหตุปจฺจยา อารมฺมณปจฺจยา ฯเปฯ ปุเรชาตปจฺจยา กมฺมปจฺจยา วิปากปจฺจยา อาหารปจฺจยา อินฺทฺริยปจฺจยา ฌานปจฺจยา มคฺคปจฺจยา สมฺปยุตฺตปจฺจยา วิปฺปยุตฺตปจฺจยา อตฺถิปจฺจยา นตฺถิปจฺจยา วิคตปจฺจยา อวิคเต เอกํ ฯ เหตุมูลกคณนา นิฏฺฐิตา ฯ อารมฺมเณ ฐิเตน สพฺพตฺถ ตีณิเยว ปญฺหา ฯ

ในอวิคตปัจจัย กับเหตุปัจจัย กับอารัมมณปัจจัย ฯลฯ ปุเรชาตปัจจัยกัมมปัจจัย วิปากปัจจัย อาหารปัจจัย อินทริยปัจจัย ฌานปัจจัย มัคคปัจจัย สัมปยุตตปัจจัยวิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัย นัตถิปัจจัย วิคตปัจจัย มีวาระ ๑ การนับจำนวนเหตุมูลกปัจจัย จบ. ในปัจจัยทั้งปวง กับปัจจัยที่ตั้งอยู่ในอารัมมณปัจจัย มีวาระ ๓ เท่านั้น

ข้อ ๘๓

อารมฺมณปจฺจยา เหตุยา ตีณิ .. อธิปติยา ตีณิ ฯเปฯ อวิคเต ตีณิ ฯ อธิปติปจฺจยา เหตุยา นว .. อารมฺมเณ ตีณิ ฯเปฯ อวิคเต นว ฯ อนนฺตรปจฺจยา สมนนฺตรปจฺจยา เหตุยา ตีณิ ฯเปฯ อวิคเต ตีณิ ฯ สหชาตปจฺจยา เหตุยา นว ฯเปฯ อญฺญมญฺญปจฺจยา เหตุยา ตีณิ ฯ นิสฺสยปจฺจยา เหตุยา นว ฯ อุปนิสฺสยปจฺจยา เหตุยา ตีณิ ฯ ปุเรชาตปจฺจยา เหตุยา ตีณิ ฯ

ในเหตุปัจจัย กับอารัมมณปัจจัย มีวาระ ๓ ในอธิปติปัจจัย กับ " มี " ๓ ฯลฯ ในอวิคตปัจจัย กับ " มี " ๓ ในเหตุปัจจัย กับอธิปติปัจจัย มี " ๙ ในอารัมมณปัจจัย กับ " มี " ๓ ฯลฯ ในอวิคตปัจจัย กับ " มี " ๙ ในเหตุปัจจัย กับอนันตรปัจจัยกับสมนันตรปัจจัย มีวาระ ๓ ฯลฯ ในอวิคตปัจจัย กับ " มี " ๓ ในเหตุปัจจัย กับสหชาตปัจจัย มี " ๙ ในเหตุปัจจัย กับอัญญมัญญปัจจัย มี " ๓ ในเหตุปัจจัย กับนิสสยปัจจัย มี " ๙ ในเหตุปัจจัย กับอุปนิสสยปัจจัย มี " ๓ ในเหตุปัจจัย กับปุเรชาตปัจจัย มี " ๓

ข้อ ๘๔

อาเสวนปจฺจยา เหตุยา ตีณิ .. อารมฺมเณ ตีณิ อธิปติยา ตีณิ อนนฺตเร ตีณิ สมนนฺตเร ตีณิ สหชาเต ตีณิ อญฺญมญฺเญ ตีณิ นิสฺสเย ตีณิ อุปนิสฺสเย ตีณิ ปุเรชาเต ตีณิ กมฺเม ตีณิ อาหาเร ตีณิ อินฺทฺริเย ตีณิ ฌาเน ตีณิ มคฺเค ตีณิ สมฺปยุตฺเต ตีณิ วิปฺปยุตฺเต ตีณิ อตฺถิยา ตีณิ นตฺถิยา ตีณิ วิคเต ตีณิ อวิคเต ตีณิ ฯ อเสวนมูลเก วิปากํ นตฺถิ ฯ กมฺมปจฺจยา เหตุยา นว ฯ

ในเหตุปัจจัย กับอาเสวนปัจจัย มีวาระ ๓ ในอารัมมณปัจจัย กับ " มี " ๓ ในอธิปติปัจจัย กับ " มี " ๓ ในอนันตรปัจจัย กับอาเสวนปัจจัย มี " ๓ ในสมนันตรปัจจัย กับ " มี " ๓ ในสหชาตปัจจัย กับ " มี " ๓ ในอัญญมัญญปัจจัย กับ " มี " ๓ ในนิสสยปัจจัย กับ " มี " ๓ ในอุปนิสสยปัจจัย กับ " มี " ๓ ในปุเรชาตปัจจัย กับ " มี " ๓ ในกัมมปัจจัย กับ " มี " ๓ ในอาหารปัจจัย กับอาเสวนปัจจัย มีวาระ ๓ ในอินทริยปัจจัย กับ " มี " ๓ ในฌานปัจจัย กับ " มี " ๓ ในมัคคปัจจัย กับ " มี " ๓ ในสัมปยุตตปัจจัย กับ " มี " ๓ ในวิปปยุตตปัจจัย กับ " มี " ๓ ในอัตถิปัจจัย กับ " มี " ๓ ในนัตถิปัจจัย กับ " มี " ๓ ในวิคตปัจจัย กับ " มี " ๓ ในอวิคตปัจจัย กับ " มี " ๓ ในปัจจัยที่มีอาเสวนปัจจัยเป็นมูล ไม่มีวิปากปัจจัย ในเหตุปัจจัย กับกัมมปัจจัย มีวาระ ๙

ข้อ ๘๕

วิปากปจฺจยา เหตุยา เอกํ .. อารมฺมเณ เอกํ อธิปติยา เอกํ อนนฺตเร เอกํ สมนนฺตเร เอกํ สหชาเต เอกํ อญฺญมญฺเญ เอกํ นิสฺสเย เอกํ อุปนิสฺสเย เอกํ ปุเรชาเต เอกํ กมฺเม เอกํ อาหาเร เอกํ อินฺทฺริเย เอกํ ฌาเน เอกํ มคฺเค เอกํ สมฺปยุตฺเต เอกํ วิปฺปยุตฺเต เอกํ อตฺถิยา เอกํ นตฺถิยา เอกํ วิคเต เอกํ อวิคเต เอกํ ฯ วิปากมูลเก อาเสวนํ นตฺถิ ฯ อาหารปจฺจยา เหตุยา นว ฯ อินฺทฺริยปจฺจยา เหตุยา นว ฯ ฌานปจฺจยา เหตุยา นว ฯ มคฺคปจฺจยา เหตุยา นว ฯ สมฺปยุตฺตปจฺจยา เหตุยา ตีณิ ฯ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา เหตุยา นว ฯ อตฺถิปจฺจยา เหตุยา นว ฯ นตฺถิปจฺจยา เหตุยา ตีณิ ฯ วิคตปจฺจยา เหตุยา ตีณิ ฯ

ในเหตุปัจจัย กับวิปากปัจจัย มีวาระ ๑ ในอารัมมณปัจจัย กับ " มี " ๑ ในอธิปติปัจจัย กับ " มี " ๑ ในอนันตรปัจจัย กับ " มี " ๑ ในสมนันตรปัจจัย กับ " มี " ๑ ในสหชาตปัจจัย กับ " มี " ๑ ในอัญญมัญญปัจจัย กับ " มี " ๑ ในนิสสยปัจจัย กับ " มี " ๑ ในอุปนิสสยปัจจัย กับ " มี " ๑ ในปุเรชาตปัจจัย กับ " มี " ๑ ในกัมมปัจจัย กับ " มี " ๑ ในอาหารปัจจัย กับ " มี " ๑ ในอินทริยปัจจัย กับ " มี " ๑ ในฌานปัจจัย กับ " มี " ๑ ในมัคคปัจจัย กับ " มี " ๑ ในสัมปยุตตปัจจัย กับวิปากปัจจัย มีวาระ ๑ ในวิปปยุตตปัจจัย กับ " มี " ๑ ในอัตถิปัจจัย กับ " มี " ๑ ในนัตถิปัจจัย กับ " มี " ๑ ในวิคตปัจจัย กับ " มี " ๑ ในอวิคตปัจจัย กับ " มี " ๑ ในปัจจัยที่มีวิปากปัจจัย เป็นมูล ไม่มีอาเสวนปัจจัย ในเหตุปัจจัย กับอาหารปัจจัย มีวาระ ๙ ในเหตุปัจจัย กับอินทริยปัจจัย มี " ๙ ในเหตุปัจจัย กับฌานปัจจัย มี " ๙ ในเหตุปัจจัย กับมัคคปัจจัย มี " ๙ ในเหตุปัจจัย กับสัมปยุตตปัจจัย มี " ๓ ในเหตุปัจจัย กับวิปปยุตตปัจจัย มี " ๙ ในเหตุปัจจัย กับอัตถิปัจจัย มี " ๙ ในเหตุปัจจัย กับนัตถิปัจจัย มี " ๓ ในเหตุปัจจัย กับวิคตปัจจัย มี " ๓

ข้อ ๘๖

อวิคตปจฺจยา เหตุยา นว .. อารมฺมเณ ตีณิ อธิปติยา นว นตฺถิยา ตีณิ .. อวิคเต ตีณิ ฯ เอเกกํ ปจฺจยํ มูลํ กาตูน สชฺฌายมคฺเคน คเณตพฺพาติ ฯ อนุโลมํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ในเหตุปัจจัย กับอวิคตปัจจัย มีวาระ ๙ ในอารัมมณปัจจัย กับ " มี " ๓ ในอธิปติปัจจัย กับ " มี " ๙ ในนัตถิปัจจัย กับ " มี " ๓ ในอวิคตปัจจัย กับ " มี " ๓ พึงกระทำปัจจัยหนึ่งๆ ให้เป็นหลัก แล้วนับโดยนัยแห่งการสาธยายฉะนี้แลอนุโลม จบ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑. กุสลติกะ ๑. ปฏิจจวาร ๑. กุสลติกะ ๑. ปฏิจจวาร ๑. ปัจจยานุโลม ๑. วิภังควาร อนุโลม เหตุปัจจัย

ข้อ ๕๓

สภาวธรรมที่เป็นกุศลอาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลเกิดขึ้นเพราะเหตุ- ปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศลเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้นขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยได้แก่ จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ที่เป็นกุศลเกิดขึ้น (๒) สภาวธรรมที่เป็นกุศลและที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศลเกิดขึ้นขันธ์ ๑ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น (๓) สภาวธรรมที่เป็นอกุศลอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยได้แก่ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอกุศลเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้นขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยได้แก่ จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ที่เป็นอกุศลเกิดขึ้น (๒) สภาวธรรมที่เป็นอกุศลและที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นขันธ์ ๑ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น (๓) สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตวิบาก

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๒๖}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑. กุสลติกะ ๑. ปฏิจจวาร และที่เป็นอัพยากตกิริยาเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้นขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๓ และกฏัตตารูปอาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตวิบากเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ และกฏัตตารูปอาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และกฏัตตารูปอาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น หทัยวัตถุอาศัยขันธ์เกิดขึ้น ขันธ์อาศัยหทัยวัตถุเกิดขึ้น มหาภูตรูป ๓ อาศัยมหาภูตรูป ๑ เกิดขึ้นมหาภูตรูป ๑ อาศัยมหาภูตรูป ๓ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๒ อาศัยมหาภูตรูป ๒ เกิดขึ้นจิตตสมุฏฐานรูป และกฏัตตารูปที่เป็นอุปาทายรูปอาศัยมหาภูตรูปเกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลและที่เป็นอัพยากฤตเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ได้แก่ จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ที่เป็นกุศลและอาศัยมหาภูตรูปเกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอกุศลและที่เป็นอัพยากฤตเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ได้แก่ จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ที่เป็นอกุศลและอาศัยมหาภูตรูปเกิดขึ้น (๑) อารัมมณปัจจัย

ข้อ ๕๔

สภาวธรรมที่เป็นกุศลอาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลเกิดขึ้นเพราะ อารัมมณปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศลเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่เป็นอกุศลอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นเพราะอารัมมณ-ปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอกุศลเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตเกิดขึ้นเพราะอารัมมณปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตวิบากและที่เป็นอัพยากตกิริยาเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้นในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตวิบากเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น ขันธ์อาศัยหทัยวัตถุเกิดขึ้น (๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๒๗}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑. กุสลติกะ ๑. ปฏิจจวาร อธิปติปัจจัย

ข้อ ๕๕

สภาวธรรมที่เป็นกุศลอาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลเกิดขึ้นเพราะอธิปติ- ปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศลเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้นขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลเกิดขึ้นเพราะอธิปติปัจจัยได้แก่ จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ที่เป็นกุศลเกิดขึ้น (๒) สภาวธรรมที่เป็นกุศลและที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลเกิดขึ้นเพราะอธิปติปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศลเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และ จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น (๓) สภาวธรรมที่เป็นอกุศลอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นเพราะอธิปติปัจจัยได้แก่ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอกุศลเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้นขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นเพราะอธิปติ-ปัจจัย ได้แก่ จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ที่เป็นอกุศลเกิดขึ้น (๒) สภาวธรรมที่เป็นอกุศล และที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นเพราะอธิปติปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอกุศลเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น (๓) สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตเกิดขึ้นเพราะอธิปติปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากต-วิบากและอัพยากตกิริยาเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๓ อาศัยมหาภูตรูป ๑ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๑ อาศัยมหาภูตรูป ๓ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๒อาศัยมหาภูตรูป ๒ เกิดขึ้น จิตตสมุฏฐานรูปที่เป็นอุปาทายรูปอาศัยมหาภูตรูปเกิดขึ้น (๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๒๘}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑. กุสลติกะ ๑. ปฏิจจวาร สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลและที่เป็นอัพยากฤตเกิดขึ้นเพราะอธิปติปัจจัย ได้แก่ จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ที่เป็นกุศลและอาศัยมหาภูตรูปเกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอกุศลและที่เป็นอัพยากฤตเกิดขึ้นเพราะอธิปติปัจจัย ได้แก่ จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ที่เป็นอกุศลและอาศัยมหาภูตรูปเกิดขึ้น (๑) อนันตรปัจจัยและสมนันตรปัจจัย

ข้อ ๕๖

สภาวธรรมที่เป็นกุศลอาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลเกิดขึ้นเพราะอนันตร-ปัจจัย เพราะสมนันตรปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศลเกิดขึ้น(อนันตรปัจจัยและสมนันตรปัจจัยเหมือนกับอารัมมณปัจจัย)สหชาตปัจจัย

ข้อ ๕๗

สภาวธรรมที่เป็นกุศลอาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลเกิดขึ้นเพราะสหชาต- ปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศลเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้นขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลเกิดขึ้นเพราะสหชาต-ปัจจัย ได้แก่ จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ที่เป็นกุศลเกิดขึ้น (๒) สภาวธรรมที่เป็นกุศลและที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลเกิดขึ้นเพราะสหชาตปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศลเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และ จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น (๓) สภาวธรรมที่เป็นอกุศลอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นเพราะสหชาตปัจจัยได้แก่ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอกุศลเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้นขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นเพราะสหชาต-ปัจจัย ได้แก่ จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ที่เป็นอกุศลเกิดขึ้น (๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๒๙}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑. กุสลติกะ ๑. ปฏิจจวาร สภาวธรรมที่เป็นอกุศล และที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นเพราะสหชาตปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอกุศลเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น (๓) สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตเกิดขึ้นเพราะสหชาตปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากต-วิบากและที่เป็นอัพยากตกิริยาเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๓เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น ในปฏิสนธิขณะขันธ์ ๓ และกฏัตตารูปอาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตวิบากเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ และกฏัตตารูปอาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และกฏัตตารูปอาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้นหทัยวัตถุอาศัยขันธ์เกิดขึ้น ขันธ์อาศัยหทัยวัตถุเกิดขึ้น มหาภูตรูป ๓ อาศัยมหาภูตรูป ๑ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๑ อาศัยมหาภูตรูป ๓ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๒อาศัยมหาภูตรูป ๒ เกิดขึ้น จิตตสมุฏฐานรูปและกฏัตตารูปที่เป็นอุปาทายรูปอาศัยมหาภูตรูปเกิดขึ้น มหาภูตรูป ๓ อาศัยมหาภูตรูป ๑ ที่เป็นภายนอกเกิดขึ้นมหาภูตรูป ๑ อาศัยมหาภูตรูป ๓ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๒ อาศัยมหาภูตรูป ๒เกิดขึ้น อุปาทายรูปอาศัยมหาภูตรูปเกิดขึ้น มหาภูตรูป ๓ อาศัยมหาภูตรูป ๑ที่มีอาหารเป็นสมุฏฐานเกิดขึ้น มหาภูตรูป ๑ อาศัยมหาภูตรูป ๓ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๒ อาศัยมหาภูตรูป ๒ เกิดขึ้น อุปาทายรูปอาศัยมหาภูตรูปเกิดขึ้นมหาภูตรูป ๓ อาศัยมหาภูตรูป ๑ ที่มีอุตุเป็นสมุฏฐานเกิดขึ้น มหาภูตรูป ๑ อาศัยมหาภูตรูป ๓ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๒ อาศัยมหาภูตรูป ๒ เกิดขึ้น อุปาทายรูปอาศัยมหาภูตรูปเกิดขึ้น สำหรับเหล่าอสัญญสัตตพรหม มหาภูตรูป ๓ อาศัย มหาภูตรูป ๑ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๑ อาศัยมหาภูตรูป ๓ เกิดขึ้น มหาภูตรูป๒ อาศัยมหาภูตรูป ๒ เกิดขึ้น กฏัตตารูปที่เป็นอุปาทายรูปอาศัยมหาภูตรูปเกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลและที่เป็นอัพยากฤตเกิดขึ้นเพราะสหชาตปัจจัย ได้แก่ จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ที่เป็นกุศลและอาศัยมหาภูตรูปเกิดขึ้น (๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๓๐}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑. กุสลติกะ ๑. ปฏิจจวาร สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอกุศลและที่เป็นอัพยากฤตเกิดขึ้นเพราะสหชาตปัจจัย ได้แก่ จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ที่เป็นอกุศลและอาศัยมหาภูตรูปเกิดขึ้น (๑) อัญญมัญญปัจจัย

ข้อ ๕๘

สภาวธรรมที่เป็นกุศลอาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลเกิดขึ้นเพราะอัญญ-มัญญปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศลเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่เป็นอกุศลอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นเพราะอัญญมัญญ-ปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอกุศลเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตเกิดขึ้นเพราะอัญญมัญญปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตวิบากและที่เป็นอัพยากตกิริยาเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้นในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๓ และหทัยวัตถุอาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตวิบากเกิดขึ้นขันธ์ ๑ และหทัยวัตถุอาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และหทัยวัตถุอาศัยขันธ์ ๒เกิดขึ้น หทัยวัตถุอาศัยขันธ์เกิดขึ้น ขันธ์อาศัยหทัยวัตถุเกิดขึ้น มหาภูตรูป๓ อาศัยมหาภูตรูป ๑ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๑ อาศัยมหาภูตรูป ๓ เกิดขึ้นมหาภูตรูป ๒ อาศัยมหาภูตรูป ๒ เกิดขึ้น ที่เป็นภายนอก ... ที่มีอาหารเป็นสมุฏฐาน ... ที่มีอุตุเป็นสมุฏฐาน ... สำหรับเหล่าอสัญญสัตตพรหม มหาภูตรูป๓ อาศัยมหาภูตรูป ๑ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๑ อาศัยมหาภูตรูป ๓ เกิดขึ้นมหาภูตรูป ๒ อาศัยมหาภูตรูป ๒ เกิดขึ้น (๑) นิสสยปัจจัย

ข้อ ๕๙

สภาวธรรมที่เป็นกุศลอาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลเกิดขึ้นเพราะนิสสย- ปัจจัย ได้แก่ ... อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศล (นิสสยปัจจัยเหมือนกับสหชาตปัจจัย)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๓๑}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑. กุสลติกะ ๑. ปฏิจจวาร อุปนิสสยปัจจัย

ข้อ ๖๐

สภาวธรรมที่เป็นกุศลอาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลเกิดขึ้นเพราะอุป-นิสสยปัจจัย ได้แก่ ... อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศล (อุปนิสสยปัจจัยเหมือนกับอารัมมณปัจจัย) ปุเรชาตปัจจัย

ข้อ ๖๑

สภาวธรรมที่เป็นกุศลอาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลเกิดขึ้นเพราะปุเรชาต-ปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศลเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น ขันธ์อาศัยหทัยวัตถุเกิดขึ้นเพราะปุเรชาตปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่เป็นอกุศลอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นเพราะปุเรชาต-ปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอกุศลเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น ขันธ์อาศัยหทัยวัตถุเกิดขึ้นเพราะปุเรชาต-ปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตเกิดขึ้นเพราะปุเรชาตปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตวิบากและที่เป็นอัพยากตกิริยาเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้นขันธ์อาศัยหทัยวัตถุเกิดขึ้นเพราะปุเรชาตปัจจัย (๑) อาเสวนปัจจัย

ข้อ ๖๒

สภาวธรรมที่เป็นกุศลอาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลเกิดขึ้นเพราะอาเสวน- ปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศลเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้นขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่เป็นอกุศลอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นเพราะอาเสวน-ปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอกุศลเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น (๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๓๒}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑. กุสลติกะ ๑. ปฏิจจวาร สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตเกิดขึ้นเพราะอาเสวนปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตกิริยาเกิดขึ้น ขันธ์ ๑อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น (๑) กัมมปัจจัย

ข้อ ๖๓

สภาวธรรมที่เป็นกุศลอาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลเกิดขึ้นเพราะกัมมปัจจัยได้แก่ ... อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศล ... มี ๓ วาระ ... อาศัยสภาวธรรมที่เป็นอกุศล ... มี ๓ วาระ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตเกิดขึ้นเพราะกัมมปัจจัย ได้แก่ ... อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตวิบากและที่เป็นอัพยากตกิริยาฯลฯ ในปฏิสนธิขณะ ฯลฯ มหาภูตรูป ๓ อาศัยมหาภูตรูป ๑ เกิดขึ้น ฯลฯ จิตตสมุฏฐานรูป และกฏัตตารูปที่เป็นอุปาทายรูปอาศัยมหาภูตรูปเกิดขึ้น สำหรับเหล่าอสัญญสัตตพรหม มหาภูตรูป ๓ อาศัยมหาภูตรูป ๑ เกิดขึ้น ฯลฯ กฏัตตารูปที่เป็นอุปาทายรูปอาศัยมหาภูตรูปเกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลและที่เป็นอัพยากฤตเกิดขึ้นเพราะกัมมปัจจัย ได้แก่ จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ที่เป็นกุศลและอาศัยมหาภูตรูปเกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอกุศลและที่เป็นอัพยากฤตเกิดขึ้นเพราะกัมมปัจจัย ได้แก่ จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ที่เป็นอกุศลและอาศัยมหาภูตรูปเกิดขึ้น (๑) วิปากปัจจัย

ข้อ ๖๔

สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตเกิดขึ้น เพราะวิปากปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตวิบากเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๓ และกฏัตตารูป

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๓๓}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑. กุสลติกะ ๑. ปฏิจจวาร อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตวิบากเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ และกฏัตตารูปอาศัยขันธ์ ๓เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และกฏัตตารูปอาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น หทัยวัตถุอาศัยขันธ์เกิดขึ้นขันธ์อาศัยหทัยวัตถุเกิดขึ้น มหาภูตรูป ๓ อาศัยมหาภูตรูป ๑ เกิดขึ้น มหาภูตรูป๑ อาศัยมหาภูตรูป ๓ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๒ อาศัยมหาภูตรูป ๒ เกิดขึ้น จิตตสมุฏฐานรูปและกฏัตตารูปที่เป็นอุปาทายรูปอาศัยมหาภูตรูปเกิดขึ้น (๑)อาหารปัจจัย

ข้อ ๖๕

สภาวธรรมที่เป็นกุศลอาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลเกิดขึ้นเพราะอาหาร-ปัจจัย ได้แก่ ... อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศล ... มี ๓ วาระ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นเพราะอาหาร-ปัจจัย ได้แก่ ... อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอกุศล ... มี ๓ วาระ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตเกิดขึ้นเพราะอาหารปัจจัย ได้แก่ ... อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตวิบากและที่เป็นอัพยากตกิริยาฯลฯ ในปฏิสนธิขณะ ฯลฯ มหาภูตรูป ๓ อาศัยมหาภูตรูป ๑ เกิดขึ้น ฯลฯ จิตตสมุฏฐานรูปและกฏัตตารูปที่เป็นอุปาทายรูปอาศัยมหาภูตรูปเกิดขึ้น ... อาศัยมหาภูตรูป ๑ ที่มีอาหารเป็นสมุฎฐาน ฯลฯ อุปาทายรูปอาศัยมหาภูตรูปเกิดขึ้น (๑) ... อาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลและที่เป็นอัพยากฤต ฯลฯ (๑) สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอกุศลและที่เป็นอัพยากฤตเกิดขึ้นเพราะอาหารปัจจัย ได้แก่ จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ที่เป็นอกุศลและอาศัยมหาภูตรูปเกิดขึ้น (๑) อินทรียปัจจัย

ข้อ ๖๖

สภาวธรรมที่เป็นกุศลอาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลเกิดขึ้นเพราะอินทรีย- ปัจจัย ได้แก่ ... อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศล ... มี ๓ วาระ ... อาศัยสภาวธรรมที่เป็นอกุศล ... มี ๓ วาระ ... อาศัยสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤต ฯลฯ สำหรับเหล่าอสัญญสัตตพรหม ... อาศัยมหาภูตรูป ๑ ฯลฯ (อินทรียปัจจัยเหมือนกับกัมมปัจจัย)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๓๔}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑. กุสลติกะ ๑. ปฏิจจวาร ฌานปัจจัยและมัคคปัจจัย

ข้อ ๖๗

สภาวธรรมที่เป็นกุศลอาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลเกิดขึ้นเพราะฌานปัจจัย... เพราะมัคคปัจจัย (ฌานปัจจัยและมัคคปัจจัยเหมือนกับเหตุปัจจัย) สัมปยุตตปัจจัย

ข้อ ๖๘

สภาวธรรมที่เป็นกุศลอาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลเกิดขึ้นเพราะสัมปยุตต-ปัจจัย ได้แก่ ... อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศล ... (สัมปยุตตปัจจัยเหมือนกับอารัมมณปัจจัย) วิปปยุตตปัจจัย

ข้อ ๖๙

สภาวธรรมที่เป็นกุศลอาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลเกิดขึ้นเพราะวิปปยุตต- ปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศลเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้นขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น ขันธ์อาศัยหทัยวัตถุเกิดขึ้นเพราะวิปปยุตตปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลเกิดขึ้นเพราะวิปปยุตต-ปัจจัย ได้แก่ จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ที่เป็นกุศลเกิดขึ้น จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์เกิดขึ้นเพราะวิปปยุตตปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่เป็นกุศลและที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลเกิดขึ้นเพราะวิปปยุตตปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศลเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น ขันธ์อาศัยหทัยวัตถุเกิดขึ้นเพราะวิปปยุตต-ปัจจัย จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์เกิดขึ้นเพราะวิปปยุตตปัจจัย (๓) สภาวธรรมที่เป็นอกุศลอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นเพราะวิปปยุตต-ปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอกุศลเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้นขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น ขันธ์อาศัยหทัยวัตถุเกิดขึ้นเพราะวิปปยุตตปัจจัย (๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๓๕}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑. กุสลติกะ ๑. ปฏิจจวาร สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นเพราะวิปปยุตต-ปัจจัย ได้แก่ จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ที่เป็นอกุศลเกิดขึ้น จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์เกิดขึ้นเพราะวิปปยุตตปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่เป็นอกุศลและที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นเพราะวิปปยุตตปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอกุศลเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น ขันธ์อาศัยหทัยวัตถุเกิดขึ้นเพราะวิปปยุตต-ปัจจัย จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์เกิดขึ้นเพราะวิปปยุตตปัจจัย (๓) สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตเกิดขึ้นเพราะวิปปยุตตปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากต-วิบากและที่เป็นอัพยากตกิริยาเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๓เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น ขันธ์อาศัยหทัยวัตถุเกิดขึ้นเพราะวิปปยุตตปัจจัย จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์เกิดขึ้นเพราะวิปปยุตตปัจจัยในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๓ และกฏัตตารูปอาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตวิบากเกิดขึ้นขันธ์ ๑ และกฏัตตารูปอาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และกฏัตตารูปอาศัยขันธ์ ๒เกิดขึ้น ขันธ์อาศัยหทัยวัตถุเกิดขึ้นเพราะวิปปยุตตปัจจัย กฏัตตารูปอาศัยขันธ์เกิดขึ้นเพราะวิปปยุตตปัจจัย หทัยวัตถุอาศัยขันธ์เกิดขึ้น ขันธ์อาศัยหทัยวัตถุเกิดขึ้นขันธ์อาศัยหทัยวัตถุเกิดขึ้นเพราะวิปปยุตตปัจจัย หทัยวัตถุอาศัยขันธ์เกิดขึ้นเพราะวิปปยุตตปัจจัย มหาภูตรูป ๓ อาศัยมหาภูตรูป ๑ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๑ อาศัยมหาภูตรูป ๓ เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๒ อาศัยมหาภูตรูป ๒ เกิดขึ้น จิตตสมุฏฐานรูปและกฏัตตารูปที่เป็นอุปาทายรูปอาศัยมหาภูตรูปเกิดขึ้น จิตตสมุฏฐานรูปและกฏัตตารูปที่เป็นอุปาทายรูปอาศัยขันธ์เกิดขึ้นเพราะวิปปยุตตปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลและที่เป็นอัพยากฤตเกิดขึ้นเพราะวิปปยุตตปัจจัย ได้แก่ จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ที่เป็นกุศลและอาศัยมหาภูตรูปเกิดขึ้น จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์เกิดขึ้นเพราะวิปปยุตตปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอกุศลและที่เป็นอัพยากฤตเกิดขึ้นเพราะวิปปยุตตปัจจัย ได้แก่ จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ที่เป็นอกุศลและอาศัยมหาภูตรูปเกิดขึ้น จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์เกิดขึ้นเพราะวิปปยุตตปัจจัย (๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๓๖}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑. กุสลติกะ ๑. ปฏิจจวาร อัตถิปัจจัย

ข้อ ๗๐

สภาวธรรมที่เป็นกุศลอาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลเกิดขึ้นเพราะอัตถิปัจจัยได้แก่ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศลเกิดขึ้น (ย่อ) (อัตถิปัจจัยเหมือนกับสหชาตปัจจัย) นัตถิปัจจัยและวิคตปัจจัย

ข้อ ๗๑

สภาวธรรมที่เป็นกุศลอาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลเกิดขึ้นเพราะนัตถิปัจจัยเพราะวิคตปัจจัย (นัตถิปัจจัยและวิคตปัจจัยเหมือนกับอารัมมณปัจจัย)อวิคตปัจจัย

ข้อ ๗๒

สภาวธรรมที่เป็นกุศลอาศัยสภาวธรรมที่เป็นกุศลเกิดขึ้นเพราะอวิคตปัจจัยได้แก่ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศลเกิดขึ้น (อวิคตปัจจัยเหมือนกับสหชาตปัจจัย) (ผู้สาธยายพึงขยายปัจจัย ๒๓ เหล่านี้ให้พิสดาร) ๑. ปัจจยานุโลม ๒. สังขยาวาร คณนเหตุมูลกนัย

ข้อ ๗๓

เหตุปัจจัย มี ๙ วาระ อารัมมณปัจจัย มี ๓ วาระ อธิปติปัจจัย มี ๙ วาระ อนันตรปัจจัย มี ๓ วาระ สมนันตรปัจจัย มี ๓ วาระ สหชาตปัจจัย มี ๙ วาระ อัญญมัญญปัจจัย มี ๓ วาระ นิสสยปัจจัย มี ๙ วาระ อุปนิสสยปัจจัย มี ๓ วาระ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๓๗}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑. กุสลติกะ ๑. ปฏิจจวาร ปุเรชาตปัจจัย มี ๓ วาระ อาเสวนปัจจัย มี ๓ วาระ กัมมปัจจัย มี ๙ วาระ วิปากปัจจัย มี ๑ วาระ อาหารปัจจัย มี ๙ วาระ อินทรียปัจจัย มี ๙ วาระ ฌานปัจจัย มี ๙ วาระ มัคคปัจจัย มี ๙ วาระ สัมปยุตตปัจจัย มี ๓ วาระ วิปปยุตตปัจจัย มี ๙ วาระ อัตถิปัจจัย มี ๙ วาระ นัตถิปัจจัย มี ๓ วาระ วิคตปัจจัย มี ๓ วาระ อวิคตปัจจัย มี ๙ วาระ ทุกนัย

ข้อ ๗๔

อารัมมณปัจจัย กับเหตุปัจจัย มี ๓ วาระ อธิปติปัจจัย ” มี ๙ วาระ อนันตรปัจจัย ” มี ๓ วาระ สมนันตรปัจจัย ” มี ๓ วาระ สหชาตปัจจัย ” มี ๙ วาระ อัญญมัญญปัจจัย ” มี ๓ วาระ นิสสยปัจจัย ” มี ๙ วาระ อุปนิสสยปัจจัย ” มี ๓ วาระ ปุเรชาตปัจจัย ” มี ๓ วาระ อาเสวนปัจจัย ” มี ๓ วาระ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๓๘}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑. กุสลติกะ ๑. ปฏิจจวาร กัมมปัจจัย กับเหตุปัจจัย มี ๙ วาระ วิปากปัจจัย ” มี ๑ วาระ อาหารปัจจัย ” มี ๙ วาระ อินทรียปัจจัย ” มี ๙ วาระ ฌานปัจจัย ” มี ๙ วาระ มัคคปัจจัย ” มี ๙ วาระ สัมปยุตตปัจจัย ” มี ๓ วาระ วิปปยุตตปัจจัย ” มี ๙ วาระ อัตถิปัจจัย ” มี ๙ วาระ นัตถิปัจจัย ” มี ๓ วาระ วิคตปัจจัย ” มี ๓ วาระ อวิคตปัจจัย ” มี ๙ วาระ ติกนัย

ข้อ ๗๕

อธิปติปัจจัย กับเหตุปัจจัยและอารัมมณปัจจัย มี ๓ วาระ อนันตรปัจจัย ” ” มี ๓ วาระ สมนันตรปัจจัย ” ” มี ๓ วาระ สหชาตปัจจัย ” ” มี ๓ วาระ อัญญมัญญปัจจัย ” ” มี ๓ วาระ นิสสยปัจจัย ” ” มี ๓ วาระ อุปนิสสยปัจจัย ” ” มี ๓ วาระ ปุเรชาตปัจจัย ” ” มี ๓ วาระ อาเสวนปัจจัย ” ” มี ๓ วาระ กัมมปัจจัย ” ” มี ๓ วาระ วิปากปัจจัย ” ” มี ๑ วาระ อาหารปัจจัย ” ” มี ๓ วาระ อินทรียปัจจัย ” ” มี ๓ วาระ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๓๙}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑. กุสลติกะ ๑. ปฏิจจวาร ฌานปัจจัย กับเหตุปัจจัยและอารัมมณปัจจัย มี ๓ วาระ มัคคปัจจัย ” ” มี ๓ วาระ สัมปยุตตปัจจัย ” ” มี ๓ วาระ วิปปยุตตปัจจัย ” ” มี ๓ วาระ อัตถิปัจจัย ” ” มี ๓ วาระ นัตถิปัจจัย ” ” มี ๓ วาระ วิคตปัจจัย ” ” มี ๓ วาระ อวิคตปัจจัย ” ” มี ๓ วาระ ฯลฯ ทวาทสกนัย

ข้อ ๗๖

กัมมปัจจัย กับเหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย อธิปติปัจจัย อนันตรปัจจัยสมนันตรปัจจัย สหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย อุปนิสสยปัจจัยปุเรชาตปัจจัย และอาเสวนปัจจัย มี ๓ วาระ อาหารปัจจัย กับ ฯลฯ มี ๓ วาระ อินทรียปัจจัย กับ ฯลฯ มี ๓ วาระ ฌานปัจจัย กับ ฯลฯ มี ๓ วาระ มัคคปัจจัย กับ ฯลฯ มี ๓ วาระ สัมปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ๓ วาระ วิปปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ๓ วาระ อัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี ๓ วาระ นัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี ๓ วาระ วิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ๓ วาระ อวิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ๓ วาระ ฯลฯ พาวีสกนัย

ข้อ ๗๗

อวิคตปัจจัย กับเหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย ฯลฯ อาเสวนปัจจัย กัมมปัจจัย อาหารปัจจัย อินทรียปัจจัย ฌานปัจจัย มัคคปัจจัย สัมปยุตตปัจจัยวิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัย นัตถิปัจจัย และวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๔๐}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑. กุสลติกะ ๑. ปฏิจจวาร เตรสกนัย

ข้อ ๗๘

อาหารปัจจัย กับเหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย ฯลฯ ปุเรชาตปัจจัยกัมมปัจจัย และวิปากปัจจัย มี ๑ วาระ อินทรียปัจจัย กับ ฯลฯ มี ๑ วาระ ฌานปัจจัย กับ ฯลฯ มี ๑ วาระ มัคคปัจจัย กับ ฯลฯ มี ๑ วาระ สัมปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ๑ วาระ วิปปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ๑ วาระ อัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี ๑ วาระ นัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี ๑ วาระ วิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ๑ วาระ อวิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ๑ วาระ ฯลฯ พาวีสกนัย

ข้อ ๗๙

อวิคตปัจจัย กับเหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย ฯลฯ ปุเรชาตปัจจัยกัมมปัจจัย วิปากปัจจัย อาหารปัจจัย อินทรียปัจจัย ฌานปัจจัย มัคคปัจจัยสัมปยุตตปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัย นัตถิปัจจัย และวิคตปัจจัย มี ๑ วาระการนับวาระ มีเหตุปัจจัยเป็นมูล จบ ทุกนัยมีอารัมมณปัจจัยเป็นต้น (ปัจจัยทั้งปวงกับปัจจัยที่ตั้งอยู่ในอารัมมณปัจจัย มี ๓ วาระ เท่านั้น)

ข้อ ๘๐

เหตุปัจจัย กับอารัมมณปัจจัย มี ๓ วาระ อธิปติปัจจัย ” มี ๓ วาระ ฯลฯ อวิคตปัจจัย ” มี ๓ วาระ ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๔๑}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑. กุสลติกะ ๑. ปฏิจจวาร เหตุปัจจัย กับอธิปติปัจจัย มี ๙ วาระ อารัมมณปัจจัย ” มี ๓ วาระ ฯลฯ อวิคตปัจจัย ” มี ๙ วาระ ฯลฯ เหตุปัจจัย กับอนันตรปัจจัยและสมนันตรปัจจัย มี ๓ วาระ ฯลฯ อวิคตปัจจัย ” ” มี ๓ วาระ ฯลฯ เหตุปัจจัย กับสหชาตปัจจัย มี ๙ วาระ ฯลฯ เหตุปัจจัย กับอัญญมัญญปัจจัย มี ๓ วาระ ฯลฯ เหตุปัจจัย กับนิสสยปัจจัย มี ๙ วาระ ฯลฯ เหตุปัจจัย กับอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ วาระ ฯลฯ เหตุปัจจัย กับปุเรชาตปัจจัย มี ๓ วาระ ฯลฯ อาเสวนทุกนัย

ข้อ ๘๑

เหตุปัจจัย กับอาเสวนปัจจัย มี ๓ วาระ อารัมมณปัจจัย ” มี ๓ วาระ อธิปติปัจจัย ” มี ๓ วาระ อนันตรปัจจัย ” มี ๓ วาระ สมนันตรปัจจัย ” มี ๓ วาระ สหชาตปัจจัย ” มี ๓ วาระ อัญญมัญญปัจจัย ” มี ๓ วาระ นิสสยปัจจัย ” มี ๓ วาระ อุปนิสสยปัจจัย ” มี ๓ วาระ ปุเรชาตปัจจัย ” มี ๓ วาระ กัมมปัจจัย ” มี ๓ วาระ อาหารปัจจัย ” มี ๓ วาระ อินทรียปัจจัย ” มี ๓ วาระ ฌานปัจจัย ” มี ๓ วาระ มัคคปัจจัย ” มี ๓ วาระ สัมปยุตตปัจจัย ” มี ๓ วาระ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๔๒}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑. กุสลติกะ ๑. ปฏิจจวาร วิปปยุตตปัจจัย กับอาเสวนปัจจัย มี ๓ วาระ อัตถิปัจจัย ” มี ๓ วาระ นัตถิปัจจัย ” มี ๓ วาระ วิคตปัจจัย ” มี ๓ วาระ อวิคตปัจจัย ” มี ๓ วาระ (ปัจจัยที่มีอาเสวนปัจจัยเป็นมูลไม่มีวิปากปัจจัย) กัมมทุกนัย

ข้อ ๘๒

เหตุปัจจัย กับกัมมปัจจัย มี ๙ วาระ ฯลฯ วิปากทุกนัย

ข้อ ๘๓

เหตุปัจจัย กับวิปากปัจจัย มี ๑ วาระ อารัมมณปัจจัย ” มี ๑ วาระ อธิปติปัจจัย ” มี ๑ วาระ อนันตรปัจจัย ” มี ๑ วาระ สมนันตรปัจจัย ” มี ๑ วาระ สหชาตปัจจัย ” มี ๑ วาระ อัญญมัญญปัจจัย ” มี ๑ วาระ นิสสยปัจจัย ” มี ๑ วาระ อุปนิสสยปัจจัย ” มี ๑ วาระ ปุเรชาตปัจจัย ” มี ๑ วาระ กัมมปัจจัย ” มี ๑ วาระ อาหารปัจจัย ” มี ๑ วาระ อินทรียปัจจัย ” มี ๑ วาระ ฌานปัจจัย ” มี ๑ วาระ มัคคปัจจัย ” มี ๑ วาระ สัมปยุตตปัจจัย ” มี ๑ วาระ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๔๓}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑. กุสลติกะ ๑. ปฏิจจวาร วิปปยุตตปัจจัย กับวิปากปัจจัย มี ๑ วาระ อัตถิปัจจัย ” มี ๑ วาระ นัตถิปัจจัย ” มี ๑ วาระ วิคตปัจจัย ” มี ๑ วาระ อวิคตปัจจัย ” มี ๑ วาระ (ปัจจัยที่มีวิปากปัจจัยเป็นมูลไม่มีอาเสวนปัจจัย) ทุกนัยมีอาหารปัจจัยเป็นต้น

ข้อ ๘๔

เหตุปัจจัย กับอาหารปัจจัย มี ๙ วาระ ฯลฯ เหตุปัจจัย กับอินทรียปัจจัย มี ๙ วาระ ฯลฯ เหตุปัจจัย กับฌานปัจจัย มี ๙ วาระ ฯลฯ เหตุปัจจัย กับมัคคปัจจัย มี ๙ วาระ ฯลฯ เหตุปัจจัย กับสัมปยุตตปัจจัย มี ๓ วาระ ฯลฯ เหตุปัจจัย กับวิปปยุตตปัจจัย มี ๙ วาระ ฯลฯ เหตุปัจจัย กับอัตถิปัจจัย มี ๙ วาระ ฯลฯ เหตุปัจจัย กับนัตถิปัจจัย มี ๓ วาระ ฯลฯ เหตุปัจจัย กับวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ ฯลฯ อวิคตทุกนัย

ข้อ ๘๕

เหตุปัจจัย กับอวิคตปัจจัย มี ๙ วาระ อารัมมณปัจจัย ” มี ๓ วาระ อธิปติปัจจัย ” มี ๙ วาระ ฯลฯ นัตถิปัจจัย ” มี ๓ วาระ วิคตปัจจัย ” มี ๓ วาระ (ผู้สาธยายพึงทำปัจจัยแต่ละอย่างให้เป็นมูลแล้วนับดูเถิด) อนุโลม จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๔๔}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

วรรณนาเนื้อความแห่งปฏิจจวาระ อรรถกถาปัจจยานุโลมนัย

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะทรงละทิ้งปัญหาที่วิสัชนาไม่ได้อย่างนี้ว่า "อกุศลธรรมอาศัยกุศลธรรมเกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย (ไม่ได้)"เพราะกุศลธรรมกับอกุศลธรรมเป็นต้น เกิดพร้อมกันไม่ได้แล้วแก้เฉพาะปัญหาที่วิสัชนาได้ในปัญหาทั้งหลายที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยกุศลติกะในปัณณัตติวาระเมื่อทรงแสดงเพียงนัยได้ทรงแสดงไว้หาประมาณมิได้ เริ่มแต่ปัญหา ๔๙ ข้อ ด้วยอำนาจเหตุปัจจัยเป็นต้น จึงทรงเริ่มนิทเทสระหว่างแห่งปฏิจจวาระโดยนัยมีอาทิว่า "กุศลธรรมอาศัยกุศลธรรมเกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย."

ในข้อนั้น พึงคำถามว่า ปัญหา ๔๙ ข้อ ผิว่า เหตุปจฺจยา เป็นอาทินี้ย่อมวิสัชนาไม่ได้ทั้งหมด แล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ทำไม พระองค์ควรแสดงเฉพาะปัญหาที่วิสัชนาได้เท่านั้นมิใช่หรือ?

ตอบว่า ใช่ ควรแสดงอย่างนั้น แต่เมื่อแสดงอย่างนั้น ก็จำเป็นต้องแสดงไม่ให้รวบรัดในติกะ ทุกะ ติกทุกะ ติกติกะและทุกทุกะหนึ่งๆ ในปัฏฐานทั้งหมดมีติกทุกปัฏฐานเป็นต้น. เพราะเหตุไร? เพราะปัญหาที่มีอยู่ในกุศลติกะไม่มีในเวทนาติกะเป็นต้นเลย.

อนึ่ง ตอนวิสัชนาวิตักกติกะและปีติติกะ ในติกปัฏฐาน อันว่าด้วยธัมมานุโลมปัจจนียะ ปัญหาเหล่านี้ย่อมได้รับวิสัชนาทั้งหมดด้วย ฉะนั้น โดยการกำหนดอย่างละเอียด ปัญหาที่มีอยู่ในติกะหนึ่งๆ ทั้งหมดพระองค์ทรงแสดงไว้แล้วในกุศลติกะ.

จริงอยู่ เมื่อพระองค์ทรงแสดงปัญหาไว้อย่างนี้ ปัญหาที่วิสัชนาได้ อันพระองค์ทรงละทิ้งปัญหาที่แก้ไม่ได้ในกุศลติกะนั้นแล้วทรงกล่าวไว้, กุลบุตรก็จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้น เพื่อจะให้กุลบุตรเข้าใจได้ง่ายขึ้น พระองค์จึงทรงแสดงปัญหาแม้ทั้งหมด (รวม ๔๙ ข้อ) ไว้ในกุศลติกะ.

บัณฑิตพึงทราบว่า ก็ปัญหาใดไม่ได้วิสัชนาในกุศลติกะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงละทิ้งปัญหานั้นแล้ววิสัชนาเฉพาะปัญหาที่แก้ได้เท่านั้น.

พึงทราบเนื้อความในคำเหล่านั้นต่อไป

คำว่า กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ ความว่า อาศัย คือพึ่งพิงซึ่งธรรมอันหนึ่งอันต่างโดยขันธ์มีเวทนาขันธ์เป็นต้น ในบรรดากุศลธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๔ คือถึงโดยความเป็นไปเช่นเดียวกัน.

อธิบายว่า เข้าถึงความเกิดขึ้นร่วมกับธรรมนั้น.

สองบทว่า กุสโล ธมฺโม คือ ธรรมอันหนึ่งซึ่งต่างโดยสัญญาขันธ์เป็นต้น ในบรรดาธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๔ เช่นเดียวกัน.

บทว่า อุปฺปชฺชติ ความว่า ถึงเบื้องบนตั้งแต่อุปาทขณะจนถึงนิโรธขณะ คือย่อมบังเกิด.

อธิบายว่า ย่อมได้ซึ่งความติดต่อกัน คือเข้าถึงขณะทั้งสามมีอุปาทขณะเป็นต้น.

บทว่า เหตุปจฺจยา คือ เพราะกุศลเหตุที่ให้สำเร็จความเป็นเหตุปัจจัย.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวิสัชนาว่า อุปฺปชฺชติ ย่อมเกิดขึ้น ในปุจฉาว่า พึงเกิดขึ้นพังพรรณนามาแล้ว บัดนี้เพื่อจะแสดงซึ่งธรรมเป็นที่อิงอาศัย (ปัจจัย) และธรรมที่เข้าไปอาศัยเกิดขึ้น (ปัจจยุบบัน) ด้วยอำนาจแห่งขันธ์จึงตรัสคำมีอาทิว่า กุสลํ เอกํ ขนฺธํ ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอกํ คือ ขันธ์ใดขันธ์หนึ่งในบรรดาขันธ์สี่ มีเวทนาขันธ์เป็นต้น.

สองบทว่า ตโย ขนฺธา คือ สามขันธ์ที่เหลือเว้นขันธ์ที่ท่านจัดเป็นปัจจัย.

คำว่า ตโย ขนฺเธ คือ ซึ่งขันธ์สามที่เหลือในบรรดาขันธ์ มีเวทนาเป็นต้น เว้นขันธ์อันหนึ่งที่ท่านจัดว่ากำลังเกิด (เพราะเหตุปัจจัย).

คำว่า เทฺว ขนฺเธ ความว่า อาศัยขันธ์สอง ขันธ์ใดขันธ์หนึ่งในทุกะ ๖ มีเวทนาทุกะและสัญญาทุกะเป็นต้น.

สองบทว่า เทฺว ขนฺธา ความว่า ขันธ์ทั้งหลายสองที่เหลือเว้นที่ท่านจัดว่าเป็นปัจจัยเสีย ย่อมเกิดขึ้นเพราะกุศลเหตุที่ให้สำเร็จความเป็นเหตุปัจจัย. ก็เพราะขันธ์หนึ่งจะเป็นปัจจัยเฉพาะแก่ขันธ์หนึ่งหรือขันธ์สองไม่ได้ หรือขันธ์สองจะเป็นปัจจัยเฉพาะแก่ขันธ์หนึ่งก็ไม่ได้เช่นเดียวกันฉะนั้น พระองค์จึงไม่ตรัสว่า เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ, เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา, เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ เป็นต้น.

แม้ในคำมีอาทิว่า อัพยากตธรรมอาศัยกุศลธรรมเกิดขึ้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อความตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ.

คำนี้ว่า จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ นี้ ท่านกล่าวไว้เพื่อแสดงซึ่งรูป ที่ได้สหชาตปัจจัยและเหตุปัจจัยกับกุศล เพราะอรรถแห่งคำว่า ปฏิจฺจ มีความหมายว่า สหชาตะ (เพราะคำว่าอิงอาศัยมีอรรถว่าเกิดร่วม) แม้ในที่ต่อจากนี้ในฐานะเช่นนี้พึงทราบนัยนี้เหมือนกัน.

ในคำนี้ว่า วิปากาพฺยากตํ กิริยาพฺยากตํ จะเอาอเหตุกจิตเข้ามาร่วมด้วยไม่ได้ เพราะไม่มีเหตุปัจจัย และไม่หมายถึงอรูปวิบากด้วย เพราะไม่เกิดพร้อมกับรูป.

บทว่า ปฏิสนฺธิกฺขเณ ท่านกล่าวไว้เพื่อแสดงว่า อัพยากตธรรมคือกัมมชรูป อาศัยอัพยากตธรรมเกิดขึ้น.

บทว่า วิปากาพฺยากตํ ท่านกล่าวด้วยอำนาจ อัพยากตธรรม ที่มีอยู่ในขณะนั้น.

คำว่า ขนฺเธ ปฏิจฺจ วตฺถํ นี้ ท่านกล่าวไว้เพื่อแสดงว่า แม้เมื่อวัตถุรูป (หทัยวัตถุ) อันท่านถือเอาแล้วด้วยศัพท์ว่า กฏัตตารูป ก็ยังต้องอาศัยขันธ์ทั้งหลายเกิด.

คำว่า วตฺถํ ปฏิจฺจ ขนฺธา ท่านกล่าวไว้เพื่อแสดงว่า ขันธ์ทั้หลายอาศัยวัตถุเกิด.

คำว่า เอกํ มหาภูตํ เป็นต้น ท่านกล่าวไว้เพื่อแสดงว่า อัพยากตธรรม คือรูปอาศัยอัพยากตธรรมฝ่ายรูปเกิด ก็ในคำเหล่านี้ บัณฑิตพึงทราบอรรถโยชนา (การอธิบายความ) ตามนัยที่กล่าวไว้แล้วในคำว่า เอกํ ขนฺธํ เป็นต้น.

ในอัพยากตธรรมฝ่ายรูป พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึง มหาภูตรูปอาศัยมหาภูตรูปเกิด อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะแสดงถึงอุปาทารูป อาศัยมหาภูตรูปเกิด จึงตรัสคำว่า มหาภูเต ปฏิจฺจ จิตฺตสมุฏฐานํ เป็นต้น.

มีคำถามว่า เมื่อเป็นอย่างนั้นก็ควรจะเรียกเสียอย่างนี้ว่า อุปาทารูป แต่เรียกสองอย่างให้ต่างกันทำไม?

แก้ว่า เพื่อแสดงถึงรูปอาศัยมหาภูตรูปเกิด คำว่า มหาภูตํ อุปาทารูปํ นี้บัณฑิตพึงทราบว่า พระองค์ตรัสไว้เพื่อแสดงว่า รูปใดที่แสดงไว้ในหนหลังว่า เกิดจากจิตและเกิดจากกรรม รูปนั้นไม่ได้อาศัยขันธ์ทั้งหลายเกิดอย่างเดียว หากแต่อาศัยมหาภูตรูปเกิดด้วย.

บรรดารูปทั้งสองนั้น รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานย่อมเกิดในปวัตติกาลเท่านั้น รูปเกิดจากกรรมย่อมเกิดแม้ในปฏิสนธิกาลด้วย.

บทว่า อุปาทารูปํ เป็นวิเสสนะของสองบทนั้นนั่นแล.

ในคำนี้ว่า กุสเล ขนฺเธ จ มหาภูเต จ ปฏิจฺจ (อาศัยกุศลขันธ์และมหาภูตรูป) หมายเอามหาภูตรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานเท่านั้น. ส่วนในคำนี้ว่า จิตฺตสมุฏฐานํ รูปํ หมายเอาทั้งมหาภูตรูปและอุปาทารูป.

จริงอยู่ แม้มหาภูตรูปก็อาศัยขันธ์ทั้งหลายและมหาภูตรูปด้วยกันเกิด โดยนัยเป็นต้นว่า เอกํ มหาภูตํ ปฏิจฺจ ตโย มหาภูตาถึงอุปาทารูปก็อาศัยขันธ์และมหาภูตรูปเกิด โดยนัยที่ท่านกล่าวไว้ว่า มหาภูเต ปฏิจฺจ อุปาทารูปํ. แม้ในการวิสัชนาปัญหาว่า อกุสลญฺจ อพฺยากตญฺจ ก็นัยนี้เหมือนกัน.

ปุจฉา ๙ ข้อในเหตุปัจจัยเป็นอันได้รับวิสัชนาแล้วด้วยประการฉะนี้.

จริงอยู่ ปัญหาเหล่านี้เท่านั้นที่ใช้ได้ในเหตุปัจจัยนี้ ปัญหาที่เหลือ ๔๐ ข้อเป็นโมฆปัญหา เพราะเหตุนั้นจึงไม่ได้รับวิสัชนา. บัณฑิตพึงทราบอรรถแห่งปุจฉาและวิสัชนาแม้ในอารัมมณปัจจัยเป็นต้น ตามนัยนี้. ส่วนคำที่ควรจะวิจารณ์ไว้ในปัจจัยนั้นๆ ข้าพเจ้าจักวิจารณ์ต่อไป.

พึงทราบวินิจฉัยในอารัมมณปัจจัยก่อน บรรดาปุจฉา ๙ ข้อ ท่านวิสัชนาไว้ ๓ ข้อเท่านั้น โดยทิ้งปุจฉาที่เกี่ยวกับรูปเสีย เพราะรูปไม่เกิดด้วยอำนาจอารัมมณปัจจัย. เพราะเหตุนั้นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ขันธ์ทั้งหลายอาศัยวัตถุ ไม่ตรัสว่า วัตถุอาศัยขันธ์ทั้งหลาย เพราะว่าวัตถุรูปนั้นไม่เกิดขึ้น เพราะอารัมมณปัจจัย.

ในอธิปติปัจจัย คำว่า วิปากาพฺยากตํ นี้ พระองค์ตรัสหมายเอาเฉพาะโลกุตตรวิบากเท่านั้น เพราะฉะนั้น ในปัจจัยนี้ ท่านจึงไม่ได้มุ่งเอาว่า "ในปฏิสนธิขณะ."

คำที่เหลือเช่นเดียวกับเหตุปัจจัย.

แม้ในอนันตรปัจจัยและสมนันตรปัจจัย รูปก็มีไม่ได้ ฉะนั้นจึงมีปุจฉา ๓ ข้อเหมือนในอารัมมณปัจจัย.

ในสหชาตปัจจัย คำว่า ปฏิสนฺธิกฺขเณ พระองค์ตรัสด้วยอำนาจปฏิสนธิในปัญจโวการภพ ส่วนในปัจจัยวิภังค์ในหนหลัง (ข้างต้น) มาแล้วว่า โอกฺกนฺติกฺขเณ. แม้คำนั้นกับคำนี้ ว่าโดยเนื้อความแล้วเป็นอันเดียวกัน.

จริงอยู่ สองคำนี้ต่างกันเพียงพยัญชนะเท่านั้น.

อีกอย่างหนึ่ง คำว่า โอกฺกนฺติ นี้เป็นชื่อแห่งปัญจโวการปฏิสนธิ โดยพระบาลีว่า เพราะประชุมพร้อมแห่งองค์สาม สัตว์ย่อมก้าวลงสู่ครรภ์.

คำว่า ปฏิสนฺธิ ใช้ทั่วไปแก่ภพทั้งปวง. แต่ในที่นี้ ประสงค์เอาเฉพาะปัญจโวการปฏิสนธิเท่านั้น เพราะพระบาลีว่า กฏตฺตา จ รูปํ ดังนี้เป็นต้น.

จริงอยู่ คำว่า ปฏิสนธิ นั้น ย่อมประมวลมาซึ่งความเป็นปัจจัยและปัจจยุบบันแห่งรูป และอรูปเข้าด้วยกัน. เพราะฉะนั้น การวิสัชนาที่บริบูรณ์ท่านจึงถือเอาว่าย่อมมีได้.

คำว่า พาหิรํ เอกํ มหาภูตํ ท่านกล่าวหมายเอามหาภูตรูปในที่ทั้งหลายมีพื้นดินและแผ่นหินเป็นต้น ซึ่งไม่เนื่องด้วยอินทรีย์.

จริงอยู่ ในปัจจัยวิภังควาระท่านถือเอารวมกัน ทั้งภายในและภายนอกว่า จตุตาโร มหาภูตา. เพราะนั่นเป็นการแสดงโดยย่อ. แต่นี้เป็นการแสดงโดยพิสดาร เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงจำแนกให้หมดจึงตรัสว่า พาหิรํ เอกํ มหาภูตํ เป็นต้น.

คำว่า อสญฺญสตฺตานํ เอกํ มหาภูตํ ปฏิจฺจ พระองค์ตรัสด้วยอำนาจแห่งมหาภูตรูปที่สันตติและสมุฏฐานสอง.

ส่วนคำนี้ว่า มหาภูเต ปฏิจฺจ กฏตฺตารูปํ ท่านกล่าวด้วยอำนาจรูปมีกรรมเป็นสมุฏฐาน.

คำนี้ว่า อุปาทารูปํ ท่านกล่าวด้วยอำนาจรูปมีอุตุเป็นสมุฏฐาน.

ในอัญญมัญญปัจจย ท่านกล่าวว่า ขนฺเธ ปฏิจฺจ วตฺถุ วตฺถํ ปฏิจฺจ ขนฺธา (วัตถุอาศัยขันธ์ ขันธ์อาศัยวัตถุ) ดังนี้ ก็เพื่อแสดงว่า (นาม) ขันธ์แม้ทั้งสี่เป็นอัญญมัญญปัจจัยแก่วัตถุโดยส่วนเดียว.

ในนิสสยปัจจัย อันอรรถแห่งคำว่า ปฏิจฺจ ใจความเหมือนกับสหชาตะ เพราะฉะนั้น ความที่จักขายตนะเป็นต้น เป็นนิสสยปัจจัย ซึ่งท่านแสดงไว้แล้วในปัจจยวิภังควาระในหนหลัง พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ทรงถือเอาด้วย.

จริงอยู่ จักขายตนะเป็นต้นเป็นปุเรชาตปัจจัย แต่ในที่นี้เป็นได้เฉพาะสหชาตปัจจัย เพราะเหตุนั้นเอง ท่านจึงกล่าวไว้ว่า นิสสยปัจจัยเช่นเดียวกับสหชาตปัจจัย.

ในอุปนิสสยปัจจัย ย่อมได้วิสัชนา ๓ วาระเท่านั้น เพราะความที่รูปเป็นอุปนิสสยปัจจัยไม่ได้. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าเช่นเดียวกับอารัมมณปัจจัย. ในอุปนิสสยปัจจัยนั้น กุศล อกุศลและอัพยากตธรรมทั้งหมดย่อมไม่ได้อารัมมณูปนิสสยปัจจัย แม้ก็จริง แต่คำนั้นบัณฑิตพึงทราบว่า ท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่งธรรมที่ได้ (อารัมมณูปนิสสยะ) เท่านั้น.

พึงทราบวินิจฉัยในปุเรชาตปัจจัยต่อไป.

สองบทว่า วตฺถํ ปุเรชาตปจฺจยา ความว่า ธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นเพราะอาศัยวัตถุ คือด้วยวัตถุอันให้สำเร็จความเป็นปุเรชาตปัจจัย.

ในคำว่า วิปากาพฺยากตํ เอกํ ขนฺธํ นี้ มีอธิบายว่า ในอธิการนี้ วัตถุรูปใดเป็นสหชาตปัจจัยแก่อัพยากตวิบาก บัณฑิตไม่พึงถือเอาวัตถุรูปนั้น ในปุเรชาตปัจจัยนี้ เพราะจะต้องจำแนกโดยปุเรชาตปัจจัย.

แม้ธรรมทั้งหลายมีกุศลเป็นต้น ที่ไม่ได้ปุเรชาตปัจจัยในอรูปภพ ก็ไม่ควรถือเอาในอธิการนี้ เพราะจะต้องจำแนกเป็นปุเรชาตปัจจัยเหมอนกัน. ส่วนอารมณ์ย่อมไม่ได้ความเป็นปุเรชาตปัจจัยโดยแน่นอน. เพราะว่ารูปายตนะเป็นต้น ให้สำเร็จความเป็นปุเรชาตปัจจัยแก่จักขุวิญญาณเป็นต้นเท่านั้น. อารมณ์ทั้งหลายที่เป็นอดีต อนาคตย่อมมีแก่มโนวิญญาณธาตุเท่านั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงไม่ถือเอาในที่นี้. เพราะว่านี้เป็นการแสดงด้วยอำนาจแห่งขันธ์ ไม่ใช่ด้วยอำนาจแห่งวิญญาณธาตุ.

อนึ่ง ด้วยเทศนาว่า วิปากาพฺยากตํ เอกํ ขนฺธํ ท่านหมายเอาวิญญาณธาตุทั้งหมด ไม่หมายเฉพาะจักขุวิญญาณธาตุเป็นต้นเท่านั้น ดังนี้แล.

ธรรมที่เกิดขึ้นภายหลัง ย่อมไม่เป็นปัจจัยแก่กุศลและอกุศล เพียงแต่ค้ำจุนอัพยากตธรรมเท่านั้น หาใช่เป็นตัวแต่งให้เกิดไม่ เพราะเหตุนั้น แม้ธรรมอย่างหนึ่งที่ควรจะกล่าวอย่างนี้ว่า เกิดขึ้นเพราะปัจฉาชาตปัจจัยจึงไม่มี เพราะฉะนั้น ท่านจึงไม่ได้ทำการวิสัชนาไว้ด้วยอำนาจปัจฉาชาตปัจจัย.

พึงทราบวินิจฉัยในอาเสวนปัจจัย กิริยาจิตย่อมไม่ได้อาเสวนปัจจัยทั้งหมดก็จริง ถึงอย่างนั้นท่านก็กล่าวว่า กิริยาพฺยากตํ ด้วยอำนาจกิริยาจิตที่ได้ (อาเสวนปัจจัย) เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า อันชวนะกิริยาท่านถือเอาแล้วในอธิการนี้.

พึงทราบวินิจฉัยในกัมมปัจจัย พึงทราบว่า ในกุศลจิต อกุศลจิตมีกัมมปัจจัยที่เกิดขึ้นในขณะเดียวกัน แม้อัพยากตกิริยาก็เหมือนกัน. ส่วนในอัพยากตะฝ่ายวิบาก พึงทราบว่า กัมมปัจจัยที่เป็นไปต่างขณะกัน.

อนึ่ง ในขณะปฏิสนธิ นานักขณิกกัมมปัจจัย พึงทราบว่ามีแก่มหาภูตรูปด้วย. ส่วนรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน มีเอกขณิกกัมมปัจจัยเท่านั้น. กัมมชรูปและรูปแห่งอสัญญสัตตพรหม มีเฉพาะนานักขณิกกัมมปัจจัยเหมือนกัน. ก็กัมมชรูปในที่นี้ได้แก่ชีวิตินทรีย์. รูปที่เหลือท่านเรียกว่าอุปาทารูป รูปอาศัย เพราะไม่ได้เกิดจากกรรมอย่างเดียว. เมื่อเป็นเช่นนั้นในอธิการนี้ ท่านประสงค์เอาเฉพาะกัมมชรูปเท่านั้น.

กุศล อกุศลและกิริยาย่อมไม่ได้ในวิปากปัจจัย เพราะฉะนั้น ท่านจึงแต่งวิสัชนาด้วยอำนาจแห่งอัพยากตะเท่านั้น.

บทว่า จิตฺตสมุฏฐานํ มุ่งเฉพาะรูปที่มีวิบากจิตเป็นสมุฏฐานเท่านั้น.

บทว่า กฏตฺตารูปํ คือ อินทรีย์รูปและวัตถุรูปตามสมควรแก่ภูมิที่จะมีได้.

บทว่า อุปาทารูปํ คือ อุปาทารูปที่เหลือจากนั้น ซึ่งมีอยู่ในสมัยนั้น.

ในอาหารปัจจัย พึงทราบการเกิดขึ้นแห่งขันธ์ทั้งหลายมีกุศลเป็นต้นทั้งหมด แห่งรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน แห่งอรูปและแห่งมหาภูตรูป ในขณะปฏิสนธิ ด้วยอำนาจแห่งอาหารที่เป็นนาม.

บทว่า จิตฺตสมุฏฐานํ คือ มีภวังคจิตเป็นต้น เป็นสมุฏฐาน.

บทว่า อาหารสมุฏฐานํ คือ มีกพฬีการาหารเป็นสมุฏฐาน.

บทว่า จิตฺตสมุฏฐานํ คือ มีกุศลจิตและอกุศลจิตเป็นสมุฏฐานเท่านั้น ว่าโดยลำดับแห่งอาหารในปัจจัยวิภังควาระ ท่านแสดงกพฬีการาหารไว้เป็นที่ ๑ แต่ในที่นี้พึงทราบว่าท่านแสดงอาหารที่เป็นนามก่อน ด้วยอำนาจปุจฉาว่า กุสลํ ธมฺมํ เป็นต้น.

แม้ในอินทริยปัจจัย โดยการจัดลำดับอินทรีย์ในปัจจัยวิภังค์ ท่านแสดงจักขุนทรีย์เป็นอันดับแรก ส่วนในอธิการนี้ท่านแสดงความที่อรูปอินทรีย์ เป็นปัจจัยก่อนเกี่ยวกับคำถามถึงธรรมที่เป็นกุศลเป็นต้น บรรดาอรูปอินทรีย์เหล่านั้น ควรถือเอาอรูปอินทรีย์เท่าที่หาได้ในธรรมทั้งหลายมีกุศลเป็นต้น. แม้ในภูตรูปทั้งหลาย ที่เกิดแล้วแก่อสัญญสัตตพรหมทั้งหลายก็ควรถือเอาเฉพาะชีวิตินทรีย์แล.

ในฌานปัจจัยและมัคคปัจจัย มีวิสัชนาเช่นเดียวกับเหตุปัจจัย เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอธิการนี้ว่า เช่นเดียวกับเหตุปัจจัย. วิสัชนาในสัมปยุตตปัจจัย มีคติเหมือนอารัมมณปัจจัย ฉะนั้น ในที่นี้ ท่านจึงกล่าวว่า เหมือนอารัมมณปัจจัย.

พึงทราบวินิจฉัยในวิปปยุตตปัจจัยต่อไป.

สองบทว่า วตฺถํ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา ความว่า ธรรมทั้งหลายอาศัยวัตถุเกิดขึ้นเพราะวิปปยุตตปัจจัย คือเพราะวัตถุที่ให้สำเร็จความเป็นวิปปยุตตปัจจัย.

สองบทว่า ขนฺเธ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา ความว่า ธรรมทั้งหลายอาศัยขันธ์ทั้งหลายเกิดขึ้นเพราะวิปปยุตตปัจจัย คือเพราะขันธ์ทั้งหลายที่ให้สำเร็จความเป็นวิปปยุตตปัจจัย.

คำว่า ขนฺธา วตฺถํ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา อธิบายว่า ขันธ์ทั้งหลายอาศัยวัตถุเกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย คือเพราะวัตถุที่ให้สำเร็จความเป็นวิปปยุตตปัจจัย.

คำว่า จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ขนฺเธ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา ความว่า รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานอาศัยขันธ์ทั้งหลายเกิดขึ้นเพราะวิปปยุตตปัจจัย เพราะขันธ์ทั้งหลายให้สำเร็จความเป็นวิปปยุตตปัจจัย แม้ในวิสัชนาที่เหลือ บัณฑิตพึงทราบความตามนัยที่ท่านกล่าวไว้ในคำว่า วตฺถํ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา เป็นต้น.

ก็ด้วยศัพท์ว่า วัตถุ ในวิปากาพยากตะนี้ บัณฑิตควรรวมเอาจักขุเป็นต้นมาด้วย.

คำว่า เอกํ มหาภูตํ เป็นอาทิ ท่านกล่าวไว้เพื่อแสดงว่า มหาภูตรูปเป็นปัจจัยแก่อัพยากตธรรมฝ่ายรูป.

บทว่า จิตฺตสมุฏฐานํ ความว่า ย่อมได้ที่มีอัพยากตจิตเป็นสมุฏฐาน และรูปที่มีกุศลและอกุศลจิตเป็นสมุฏฐาน.

ในอัตถิปัจจัย คำอธิบายทั้งหมดดำเนินตามสหชาตปัจจัย เพราะฉะนั้น ในปัจจัยนี้ท่านกล่าวว่า เหมือนกับสหชาตปัจจัย.

นัตถิปัจจัยและวิคตปัจจัย แนวเดียวกับอารัมมณปัจจัย. อวิคตปัจจัยมีคติเหมือนสหชาตปัจจัย เพราะเหตุนั้นในปัจจัยนั้นท่านจึงกล่าวว่า เหมือนสหชาตปัจจัย.

คำว่า อิเม เตวีสติ ปจฺจยา ท่านกล่าวไว้ด้วยอำนาจปัจจัย อันท่านย่อแสดงไว้.

บทว่า วิตฺถาเรตพฺพา ความว่า ผู้ศึกษาพึงอธิบายให้พิสดารด้วยอำนาจปุจฉาที่วิสัชนาได้ นี้เป็นการพรรณนาเนื้อความในการวิสัชนากุสลติกะแห่งปฏิจจวาระ ในปัจจยานุโลมที่มีมูลหนึ่ง เริ่มแต่เหตุปัจจัยเป็นต้น.

บัดนี้ เพื่อจะแสดงวิสัชนาวาระที่ได้ในปัจจัยหนึ่งๆ ในบรรดาเหตุปัจจัยเป็นต้นนี้ ด้วยอำนาจแห่งจำนวนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เหตุยา นว เป็นอาทิ. พึงทราบวินิจฉัยในคำนั้น.

สองบทว่า เหตุยา นว ความว่า ในเหตุปัจจัยมีวาระแห่งปุจฉาและวิสัชนา ๙ วาระ คืออย่างไร?

คือกุศลกับกุศล อัพยากตะกับกุศล กุศลและอัพยากตะกับกุศล อกุศลกับอกุศล อัพยากตะกับอกุศล อกุศลและอัพยากตุกับอกุศล อัพยากตะกับอัพยากตะ อัพยากตะกับกุศลและอัพยากตะ อัพยากตะกับอกุศลและอัพยากตะ.

สองบทว่า อารฺมมเณ ตีณิ คือ กุศลกับกุศล อกุศลกับอกุศล อัพยากตะกับอัพยากตะ.

บทว่า อธิปติยา นว เช่นเดียวกับที่กล่าวแล้วในเหตุ.

ท่านกล่าวไว้ว่า จริงอยู่ ในปัจจัย ๑๒ ท่านจำแนกออกไปปัจจัยละ ๙. ปุจฉาและวิสัชนาในปัจจัยทั้งปวงเช่นเดียวกับเหตุปัจจัยนั่นเอง. แต่ในวิภังค์มีแปลกกันออกไป เพราะว่ารูปก็ยังมีได้ในการวิสัชนาอัพยากตบท ในอัญญมัญญปัจจัย. ในปุเรชาตปัจจัยก็เหมือนกัน.

ในอาเสวนปัจจัย ไม่ได้วิบากจิตและวิถีจิต.

สองบทว่า วิปาเก เอกํ คือ อัพยากตะกับอัพยากตะนั่นเอง. เมื่อว่าโดยย่อ ในอธิการนี้มีการกำหนดวาระ ๓ อย่างเท่านั้น คือ ๙-๓-๑ โดยพิสดารดังนี้ คือหมวดนวกะมี ๑๒ ปัจจัย หมวดติกะมี ๑๐ หมวดเอกะมี ๑.

ในปัจจัย ๒๓ ทั้งหมดมี ๑๓๙ วาระและปุจฉาอีก ๑๓๙ ข้อ.

แม้คำว่า เอกูนจตฺตาฬีสาธิกํ ปุจฺฉาวิสชฺชนสตํ ก็ระบุถึงคำว่า เอกูนจตฺตาฬีสาธิกํ วารสตํ นั้นเอง พระอาจารย์ครั้นแสดงการนับในปัจจัยที่มีมูลหนึ่ง มีเหตุปัจจัยเป็นต้นอย่างนี้แล้ว เพื่อจะถือเอาเฉพาะจำนวนที่ได้อยู่ในเทศนาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงย่อวิตถารเทศนาในปัจจัยที่มีมูลสองอื่นจากนี้ แล้วแสดงไว้ในปัจจัยที่มีมูลหนึ่งแล้วแสดงการกำหนดวาระ จึงกล่าวคำว่า เหตุปจฺจยา อารมฺมเณ ตีณิ เพราะเหตุปัจจัย ในอารัมมณปัจจัยมี ๓ วาระเป็นต้น ในปัจจัยที่มีมูลสองก่อน.

ในข้อนั้น มีวิธีกำหนดดังนี้ ปัจจัยที่มีการนับมาก (คือมีวาระมาก) ประกอบกับปัจจัยที่มีการนับไม่มาก ย่อมมีจำนวน (วาระ) เท่ากับจำนวนไม่มากนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เหตุปัจฺจยา อารมฺมเณ ตีณิ เพราะเหตุปัจจัยในอารัมมณปัจจัยมี ๓ วาระ.

อธิบายว่า ในเหตุอารัมมณทุกะได้วิสัชนา ๓ ข้อที่กล่าวไว้ในอารมณ์เท่านั้น.

ส่วนปัจจัยที่มีวิธีนับเท่ากัน ประกอบกับปัจจัยที่มีวิธีนับเท่ากัน ย่อมมีจำนวนเพิ่มขึ้นและลดลง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เหตุปจฺจยา อธิปติยา นว เพราะเหตุปัจจัยในอธิปติปัจจัยมี ๙ วาระ. อธิบายว่า ในเหตุอธิปติทุกะได้วิสัชนา ๙ ข้อ.

สองบทว่า วิปาเก เอกํ ความว่า ในเหตุวิปากทุกะย่อมได้วิสัชนา ๑ ข้อที่กล่าวไว้ในวิบากเท่านั้น บัณฑิตพึงทราบการกำหนดวาระในปัจจัยที่มีมูล ๒ เท่านี้ก่อนด้วยประการฉะนี้. ในวิสัชนาที่มีมูล ๓ เป็นต้น ก็มีวิธีกำหนดอย่างนี้เหมือนกัน เพราะเหตุนั้น จึงกล่าวว่า เหตุปจฺจยา อารมฺมณปจฺจยา อธิปติยา ตีณิ เพราะเหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย ในอธิปติปัจจัยมี ๓ วาระ. อธิบายว่า ในเหตุอารมฺมณอธิปติติกะ ได้วิสัชนา ๓ ที่กล่าวไว้ในอารมณ์เท่านั้น ในวิสัชนาทั้งปวง บัณฑิตพึงขยายนัยออกไปอย่างนี้. ส่วนในวิสัชนาที่มีมูล ๑๒ ย่อมไม่ได้วิปากปัจจัย เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อาเสวนปจฺจยา กมฺเม ตีณิ เพราะอาเสวนปัจจัย ในกัมมปัจจัยมี ๓ วาระแล้วกล่าวว่า อาหาเร ตีณิ ในอาหารปัจจัยมี ๓ วาระ เป็นต้น ไม่เท้าความไปถึงวิบากเลย แม้ในวิสัชนาที่มีมูล ๑๓ เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกันเป็นแต่ว่าในที่นี้ท่านย่อปัจจัยเหล่านั้น แล้วกล่าวถึงปัจจัยที่มีมูล ๒๓.

ปัจจัยที่มีมูล ๒๓ นั้น ปัจจัยนั้นแยกเป็น ๒ ประเภท คือที่มีอาเสวนะบ้าง มีวิบากบ้าง ใน ๒ อย่างนั้นที่มีอาเสวนะ ท่านแสดงไว้ก่อนปัจจัยที่มีอาเสวนะนั้นได้วิสัชนา ๓ ข้อเท่านั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อาเสวนปจฺจยา อวิคเต ตีณิ เพราะอาเสวนปัจจัย ในอวิคตปัจจัย ๓ วาระส่วนปัจจัยที่มีวิบาก (เกิดร่วมกับวิบาก) ย่อมไม่ได้อาเสวนะ เพราะฉะนั้น เพื่อจะละอาเสวนะแล้วแสดงจำนวนด้วยอำนาจวิบากท่านจึงแสดงนัยหนึ่งคั่นไว้ว่า เหตุปจฺจยา ฯเปฯ วิปากปจฺจยา อาหาเร เอกํ แล้วแสดงมูล ๒๓ ภายหลัง.

ก็บรรดาปัจจัยที่มีมูล ๒๓ สองพวกนี้ วิปากปัจจัยไม่มีในพวกหนึ่ง อาเสวนปัจจัยไม่มีในพวกหนึ่งก็จริง แต่ปัจฉาชาตปัจจัยมีได้ทั้งสองพวก. แต่บัณฑิตพึงทราบมูล ๒๓ นี้เท่านั้น โดยศัพท์เกินมา ในปัจจัย ๒ พวกนั้น ฝ่ายมีอาเสวนะได้วิสัชนา ๓ ด้วยอำนาจอาเสวนะฝ่ายมีวิบากได้วิสัชนาหนึ่ง ด้วยอำนาจวิปากปัจจัยนี้เป็นการนับในปัจจัยที่มีมูลหนึ่งเป็นต้น เริ่มแต่เหตุปัจจัยมาด้วยประการฉะนี้.

ก็คำนี้อันใดท่านกล่าวไว้ว่า อารมฺมเณ ฐิเตน สพฺพตฺถ ตีเณว ปญฺหา ในลำดับปัจจัยที่มีเหตุปัจจัยเป็นมูลคำนั้นท่านกล่าวไว้เพื่อแสดงว่าในอารัมมณบททุกบท ทั้งในฝ่ายปัจจัยที่มีมูล ๑ และมีมูล ๒ เป็นต้นเริ่มแต่อารัมมณปัจจัยไป และในการประกอบอธิบายปัจจัยที่เหลือพร้อมกับอารมณ์ ปัจจัยที่มีปัญหา ๙ ข้อ มีปุจฉา ๓ ข้อเท่านั้น ส่วนในวิปากบทและในการประกอบปัจจัยที่เหลือพร้อมกับวิปากบท มีปัญหาข้อเดียวเท่านั้น

คำใดที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในหนหลังว่า ปัจจัยที่มีวิธีการนับมาก รวมกับปัจจัยที่มีวิธีการนับไม่มาก ย่อมมีจำนวนเท่ากันกับปัจจัยที่ไม่มากนัก ดังนี้ คำนั้นข้าพเจ้ากล่าวไว้ถูกต้องแล้วแล.

บัดนี้ พึงแสดงปัจจัยที่มีมูลเดียวเป็นต้น ด้วยอำนาจอารัมมณปัจจัยเป็นอาทิ ในปัจจัยเหล่านั้น ปัจจัยที่มีมูล ๑ ก่อน ท่านไม่ได้แสดงไว้ในปัจจัยสักอย่างหนึ่งว่า เหมือนกับปัจจัยที่มีมูลหนึ่งแห่งเหตุปัจจัยนั่นเอง.

ก็เพื่อจะแสดงจำนวนในปัจจัยที่มีมูล ๒ ด้วยอำนาจอารัมมณปัจจัย ท่านจึงกล่าวว่า อารมฺมณปจฺจยา เหตุยา ตีณิ อธิปติยา ตีณิ ฯเปฯ อวิคเต ตีณิ ก็ในอธิการนี้เมื่อท่านควรจะกล่าวว่า อารมฺมณปจฺจยา อธิปติยา ตีณิ ฯเปฯ อวิคเต ตีณิ ท่านก็วางเหตุปัจจัยแม้อยู่ข้างหน้าของอารัมมณปัจจัยไว้ข้างหลังแล้วกล่าวว่า อารมฺมณปจฺจยา เหตุยา ตีณิ เพราะอารัมมณปัจจัย ในเหตุปัจจัยมี ๓ วาระ เพื่อแสดงปัจจัยที่มีวิธีนับมากมีเหตุปัจจัยเป็นต้น และวิธีนับที่หาได้ในการเทียบเคียงปัจจัยเหล่านั้นกับปัจจัยที่มีวิธีการนับน้อยกว่าและเท่ากัน. คำนี้ย่อมแจ่มแจ้งด้วยอธิบายนั้น.

อารัมมณปัจจัยย่อมถึงความต่างกัน โดยเป็นทุกะและติกะ เพราะวิธีการนับที่มากกว่าหรือเท่ากับปัจจัยใดๆ ในปัจจัยนั้นทั้งหมด พึงทราบว่ามีปัญหาและวิสัชนา ๓ ข้อเท่านั้น. ส่วนในการเทียบเคียงกับวิปากปัจจัย ย่อมได้ปุจฉาและวิสัชนาข้อเดียวเท่านั้น ข้อนั้นท่านไม่ได้แสดงไว้ในอธิการนี้ว่า จักมีแจ้งในการนับเกี่ยวกับวิปากปัจจัยเป็นต้น และการนับที่ท่านแสดงไว้ในปัจจัยที่มีมูล ๒ นี้แหละ เป็นวิธีนับในปัจจัยที่มีมูล ๓ เป็นต้นด้วยเพราะฉะนั้น ปัจจัยที่มีมูล ๓ เป็นต้น ท่านจึงไม่อธิบายไว้อย่างพิสดารด้วยอำนาจอารัมมณปัจจัย.

บัดนี้ ท่านกล่าวคำมีอาทิว่า อธิปติปจฺจยา เหตุยา นว เพราะอธิปติปัจจัย ในเหตุปัจจัยมี ๙ วาระ เพื่อจะแสดงวิธีนับในปัจจัยที่มีมูล ๒ เป็นต้น ด้วยอำนาจอธิปติปัจจัยเป็นต้น พึงทราบนิทเทสแห่งปัจจัยตามนัยที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วในเหตุปัจจัยนั้นนั่นแล.

ก็เพราะอธิปติปัจจัย (เป็นมูล) เหตุปัจจัยมีปุจฉาและวิสัชนา ๙ ข้อฉันใด ในปัจจัยที่มีวิธีนับเท่ากับเหตุปัจจัยที่เหลือก็มี ๙ ข้อฉันนั้น ดังที่ได้อธิบายมาแล้วนี้ในการเทียบเคียงปัจจัยที่มีวิธีนับเท่ากับปัจจัยที่มีอยู่ในอันดับแรก การนับย่อมมีด้วยอำนาจแห่งปัจจัยที่อยู่ในอันดับแรกผู้ศึกษาพึงทราบว่า ก็ในการเทียบเคียงปัจจัยที่มีการนับน้อยกว่ากับปัจจัยที่เป็นตัวตั้งนั้น จำนวนย่อมมีด้วยอำนาจแห่งปัจจัยที่มีการนับน้อยกว่าบัณฑิตอธิบายปัจจัยที่มีมูล ๓ ให้พิสดารด้วยอำนาจอารัมมณปัจจัย ฉันใด จะอธิบายด้วยอำนาจอธิปติปัจจัยก็ดี อนันตรปัจจัยอื่นจากนั้นก็ดี เหมือนอย่างนั้นไม่ได้เพราะฉะนั้น ในปัจจัยทั้งหมดควรให้สำเร็จด้วยอำนาจแห่งวิธีนับ อันท่านแสดงไว้แล้วในปัจจัยที่มีมูล ๒ เพราะเหตุนั้นนั่นแหละท่านจึงกล่าวว่า การทำปัจจัยหนึ่งๆ ให้เป็นมูลแล้วนับตามพลความเป็นลำดับไว้.

จบอรรถกถาปัจจยานุโลมนัย. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา