สัมปยุตตวาร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔๐ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๗ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑ สัมปยุตตวาร
๑๔๗๕อุปาทินนุปาทานิยธรรม สัมปยุตตด้วยอุปาทินนุปาทานิยธรรม เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ในเหตุปัจจัย มีวาระ ๓ ฯลฯ ในอวิคตปัจจัย มี " ๓ สังสัฏฐวารก็ดี สัมปยุตตวารก็ดี เหมือนกันสัมปยุตตวาร จบ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๔. อุปาทินนติกะ ๗. ปัญหาวาร ๔. อุปาทินนติกะ ๖. สัมปยุตตวาร
สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานสัมปยุตกับสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย (ย่อ) เหตุปัจจัย มี ๓ วาระ ฯลฯ อวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ (สังสัฏฐวารและสัมปยุตตวารเหมือนกัน) สัมปยุตตวาร จบ
อรรถกถา
ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกอรรถกถายึดที่ข้อ ๑๔๑๘ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาพรรณนาเนื้อความแห่งอุปาทินนติกปัฏฐาน
ในปัญหาวาระแห่งอุปาทินนุปาทานิยติกะ
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึงปวัตติกาลว่า วัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยะ โดยปุเรชาตปัจจัยเท่านั้น แต่ในปฏิสนธิกาล วัตถุนั้นหาเป็นปุเรชาตปัจจัยไม่.
ในคำนี้ว่า กพฬีการาหารที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยะ เป็นปัจจัยแก่กายที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยะ โดยอาหารปัจจัย ดังนี้ความว่า ชื่อว่ากพฬีการาหารที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยะได้แก่ โอชาที่อยู่ในภายในแห่งรูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน.
สองบทว่า อุปาทินฺนุปาทานิยสฺส กายสฺส ความว่า เป็นปัจจัยแก่กาย คือรูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐานนั่นเอง โดยอาหารปัจจัย.
อาหารเป็นปัจจัย ด้วยอำนาจการเลี้ยงรักษาและค้ำจุนแก่กัมมชรูป เหมือนรูปชีวิตินทรีย์ ไม่ได้เป็นปัจจัยด้วยอำนาจการยังรูปให้เกิดขึ้น.
ส่วนคำใดที่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า โอชาในตัวกบเป็นต้นที่ยังเป็นอยู่ เป็นปัจจัยโดยอาหารปัจจัยแก่ตัวงูที่กลืนกบเป็นต้นเข้าไป คำนั้นไม่พึงถือเอา เพราะว่า โอชาในตัวสัตว์ที่ยังเป็นอยู่ ย่อมไม่ให้สำเร็จความเป็นอาหารปัจจัยแก่ร่างกายของผู้อื่น.
ก็ในคำนี้ว่า อนุปาทินฺนุปาทานิยสฺส กายสฺส ย่อมได้ความเป็นปัจจัยด้วยอำนาจการให้เกิดขึ้น.
ในคำนี้ว่า อุปาทินฺนุปาทานิยสฺส จ อนุปาทินฺนุปาทานิยสฺส จ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอาหารปัจจัยด้วยอำนาจเป็นธรรมค้ำจุนแก่กายอย่างหนึ่ง ด้วยอำนาจทำให้เกิดแก่กายอย่างหนึ่ง หรือด้วยอำนาจเป็นธรรมค้ำจุนเท่านั้น แก่กายที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยะ และที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะ.
ก็อาหาร ๒ เมื่อเป็นปัจจัยร่วมกัน ย่อมเป็นอุปัตถัมภกสัตติคือค้ำจุนเท่านั้น ไม่เป็นชนกสัตติคือทำให้เกิด.
คำที่เหลือในอธิการนี้ ผู้ศึกษาพึงตรวจบาลีให้ดีแล้วทราบเถิด.
อรรถกถาพรรณนาเนื้อความแห่งอุปาทินนติกปัฏฐาน จบ. -----------------------------------------------------