ปัญหาวาร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปญฺหาวาโร
๑๖๖๘สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา เหตู สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๖๖๙สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา เหตู จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๖๗๐สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส จ อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส จ ธมฺมสฺส เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา เหตู สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๖๗๑อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา เหตู สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย ปฏิสนฺธิกฺขเณ อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา เหตู สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ กฏตฺตา จ รูปานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๖๗๒อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกา เหตู สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๖๗๓อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกา เหตู จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๖๗๔อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส จ อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกสฺส จ ธมฺมสฺส เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกา เหตู สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๖๗๕สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย ราคํ อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ตํ อารพฺภ ราโค อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ วิจิกิจฺฉา อุปฺปชฺชติ อุทฺธจฺจํ อุปฺปชฺชติ โทมนสฺสํ อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐึ อสฺสาเทติ วิจิกิจฺฉํ อารพฺภ อุทฺธจฺจํ อารพฺภ โทมนสฺสํ อารพฺภ ฯ ยถา กุสลตฺติเก วิภตฺตํ เอวํ วิภชิตพฺพํ ฯ
๑๖๗๖สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย อริยา ปหีเน กิเลเส ปจฺจเวกฺขนฺติ วิกฺขมฺภิเต กิเลเส ปจฺจเวกฺขนฺติ ปุพฺเพ สมุทาจิณฺเณ กิเลเส ชานนฺติ สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิเก ขนฺเธ อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต วิปสฺสนฺติ เจโตปริยญาเณน สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกจิตฺตสมงฺคิสฺส จิตฺตํ ชานนฺติ เสกฺขา วา ปุถุชฺชนา วา สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิเก ขนฺเธ อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต วิปสฺสนฺติ กุสเล นิรุทฺเธ วิปาโก ตทารมฺมณตา อุปฺปชฺชติ สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิเก ขนฺเธ อสฺสาเทนฺติ อภินนฺทนฺติ โทมนสฺสํ อุปฺปชฺชติ อกุสเล นิรุทฺเธ วิปาโก ตทารมฺมณตา อุปฺปชฺชติ สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา ขนฺธา เจโตปริยญาณสฺส ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณสฺส ยถากมฺมูปคญาณสฺส อนาคตํสญาณสฺส อาวชฺชนาย อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๖๗๗อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย ทานํ ทตฺวา สีลํ สมาทิยิตฺวา อุโปสถกมฺมํ กตฺวา ตํ ปจฺจเวกฺขติ ปุพฺเพ สุจิณฺณานิ ปจฺจเวกฺขติ ฌานา วุฏฺฐหิตฺวา ฌานํ ปจฺจเวกฺขติ อริยา โคตฺรภุํ ปจฺจเวกฺขนฺติ โวทานํ ปจฺจเวกฺขนฺติ จกฺขุํ อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต วิปสฺสนฺติ โสตํ ... ฆานํ ชิวฺหํ กายํ รูเป สทฺเท คนฺเธ รเส โผฏฺฐพฺเพ วตฺถุํ ... อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิเก ขนฺเธ อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต วิปสฺสนฺติ ทิพฺเพน จกฺขุนา รูปํ ปสฺสนฺติ ทิพฺพาย โสตธาตุยา สทฺทํ สุณนฺติ เจโตปริยญาเณน อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกจิตฺตสมงฺคิสฺส จิตฺตํ ชานนฺติ อากาสานญฺจายตนํ วิญฺญาณญฺจายตนสฺส อากิญฺจญฺญายตนํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย รูปายตนํ จกฺขุวิญฺญาณสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพายตนํ กายวิญฺญาณสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา ขนฺธา อิทฺธิวิธญาณสฺส เจโตปริยญาณสฺส ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณสฺส ยถากมฺมูปคญาณสฺส อนาคตํสญาณสฺส อาวชฺชนาย อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๖๗๘อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย ทานํ ทตฺวา สีลํ สมาทิยิตฺวา อุโสถกมฺมํ กตฺวา ตํ อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ตํ อารพฺภ ราโค อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ โทมนสฺสํ อุปฺปชฺชติ ปุพฺเพ สุจิณฺณานิ อสฺสาเทติ ฌานา วุฏฺฐหิตฺวา ฌานํ อสฺสาเทติ จกฺขุํ อสฺสาเทติ ... โผฏฺฐพฺเพ ... วตฺถุํ ... อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิเก ขนฺเธ อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ตํ อารพฺภ ราโค อุปฺปชฺชติ โทมนสฺสํ อุปฺปชฺชติ ฯ
๑๖๗๙อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย นิพฺพานํ มคฺคสฺส ผลสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๖๘๐อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย อริยา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา มคฺคํ ปจฺจเวกฺขนฺติ ผลํ ปจฺจเวกฺขนฺติ นิพฺพานํ ปจฺจเวกฺขนฺติ นิพฺพานํ โคตฺรภุสฺส โวทานสฺส อาวชฺชนาย อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย อริยา เจโตปริยญาเณน อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกจิตฺตสมงฺคิสฺส จิตฺตํ ชานนฺติ อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกา ขนฺธา เจโตปริยญาณสฺส ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณสฺส อนาคตํสญาณสฺส อาวชฺชนาย อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๖๘๑สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณาธิปติ สหชาตาธิปติ ฯ อารมฺมณาธิปติ: ราคํ ครุํ กตฺวา อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ตํ ครุํ กตฺวา ราโค อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐึ ครุํ กตฺวา อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ตํ ครุํ กตฺวา ราโค อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ ฯ สหชาตาธิปติ: สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกาธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๖๘๒สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ สหชาตาธิปติ: สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกาธิปติ จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๖๘๓สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส จ อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส จ ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ สหชาตาธิปติ: สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกาธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๖๘๔อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณาธิปติ สหชาตาธิปติ ฯ อารมฺมณาธิปติ: ทานํ ทตฺวา สีลํ สมาทิยิตฺวา อุโปสถกมฺมํ กตฺวา ตํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขติ ปุพฺเพ สุจิณฺณานิ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขติ ฌานา วุฏฺฐหิตฺวา ฌานํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขติ เสกฺขา โคตฺรภุํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ โวทานํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ ฯ สหชาตาธิปติ: อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกาธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๖๘๕อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ อารมฺมณาธิปติ: ทานํ ทตฺวา สีลํ สมาทิยิตฺวา อุโปสถกมฺมํ กตฺวา ตํ ครุํ กตฺวา อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ตํ ครุํ กตฺวา ราโค อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ ปุพฺเพ สุจิณฺณานิ ครุํ กตฺวา อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ฌานา วุฏฺฐหิตฺวา ฌานํ ครุํ กตฺวา อสฺสาเทติ อภินนฺทติ จกฺขุํ ครุํ กตฺวา อสฺสาเทติ อภินนฺทติ โผฏฺฐพฺเพ ... วตฺถุํ ... อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิเก ขนฺเธ ครุํ กตฺวา อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ตํ ครุํ กตฺวา ราโค อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ ฯ
๑๖๘๖อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณาธิปติ สหชาตาธิปติ ฯ อารมฺมณาธิปติ: นิพฺพานํ มคฺคสฺส ผลสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ สหชาตาธิปติ: อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกาธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๖๘๗อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณาธิปติ สหชาตาธิปติ ฯ อารมฺมณาธิปติ: อริยา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา มคฺคํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ ผลํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ นิพฺพานํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ นิพฺพานํ โคตฺรภุสฺส โวทานสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ สหชาตาธิปติ: อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกาธิปติ จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๖๘๘อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐ อสงฺกิเลสิกสฺส จ อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส จ ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ สหชาตาธิปติ: อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกาธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๖๘๙สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ปุริมา ปุริมา สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกานํ ขนฺธานํ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๖๙๐สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา ขนฺธา วุฏฺฐานสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๖๙๑อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ปุริมา ปุริมา อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกานํ ขนฺธานํ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย อนุโลมํ โคตฺรภุสฺส อนุโลมํ โวทานสฺส อาวชฺชนา อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกานํ ขนฺธานํ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๖๙๒อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย อาวชฺชนา สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกานํ ขนฺธานํ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๖๙๓อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย โคตฺรภุ มคฺคสฺส โวทานํ มคฺคสฺส อนุโลมํ ผลสมาปตฺติยา นิโรธา วุฏฺฐหนฺตสฺส เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ ผลสมาปตฺติยา อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๖๙๔อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ปุริมา ปุริมา อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกา ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกานํ ขนฺธานํ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย มคฺโค ผลสฺส ผลํ ผลสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๖๙๕อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ผลํ วุฏฺฐานสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๖๙๖สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส สมนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯเปฯ ... สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย ... อญฺญมญฺญปจฺจเยน ปจฺจโย ... นิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ... อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณูปนิสฺสโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: ราคํ อุปนิสฺสาย ปาณํ หนติ สงฺฆํ ภินฺทติ โทสํ อุปนิสฺสาย ปาณํ หนติ สงฺฆํ ภินฺทติ ราโค ... ปตฺถนา ราคสฺส ปตฺถนาย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ปาณาติปาโต ปาณาติปาตสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย นิยตมิจฺฉาทิฏฺฐิ นิยตมิจฺฉาทิฏฺฐิยา อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๖๙๗สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: ราคํ อุปนิสฺสาย ทานํ เทติ สีลํ สมาทิยติ อุโปสถกมฺมํ กโรติ ฌานํ ... วิปสฺสนํ ... อภิญฺญํ อุปฺปาเทติ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ ปตฺถนํ อุปนิสฺสาย ทานํ เทติ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ ราโค ... ปตฺถนา สทฺธาย กายิกสฺส สุขสฺส กายิกสฺส ทุกฺขสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ปาณํ หนฺตฺวา ตสฺส ปฏิฆาตตฺถาย ทานํ เทติ สีลํ สมาทิยติ อุโปสถกมฺมํ กโรติ ฌานํ อุปฺปาเทติ วิปสฺสนํ อุปฺปาเทติ อภิญฺญํ อุปฺปาเทติ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ สงฺฆํ ภินฺทิตฺวา ตสฺส ปฏิฆาตตฺถาย ทานํ เทติ สีลํ สมาทิยติ อุโปสถกมฺมํ กโรติ อกุสลํ กมฺมํ วิปากสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๖๙๘สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ปกตูปนิสฺสโย: ราคํ อุปนิสฺสาย มคฺคํ อุปฺปาเทติ ผลสมาปตฺตึ สมาปชฺชติ โทสํ ... ปตฺถนํ อุปนิสฺสาย มคฺคํ อุปฺปาเทติ ผลสมาปตฺตึ สมาปชฺชติ ราโค ... ปตฺถนา มคฺคสฺส ผลสมาปตฺติยา อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๖๙๙อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณูปนิสฺสโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: สทฺธํ อุปนิสฺสาย ทานํ เทติ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ สีลํ ... สุตํ จาคํ ปญฺญํ กายิกํ สุขํ กายิกํ ทุกฺขํ อุตุํ โภชนํ ... เสนาสนํ อุปนิสฺสาย ทานํ เทติ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ สทฺธา ... เสนาสนํ สทฺธาย กายิกสฺส สุขสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย กุสลํ กมฺมํ วิปากสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ปฐมสฺส ฌานสฺส ปริกมฺมํ ปฐมสฺส ฌานสฺส อากิญฺจญฺญายตนํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสฺส ฯ
๑๗๐๐อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณูปนิสฺสโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: สทฺธํ อุปนิสฺสาย มานํ ชปฺเปติ ทิฏฺฐึ คณฺหาติ สีลํ ... เสนาสนํ อุปนิสฺสาย ปาณํ หนติ สงฺฆํ ภินฺทติ สทฺธา ... เสนาสนํ ราคสฺส ปตฺถนาย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๐๑อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: ปฐมสฺส มคฺคสฺส ปริกมฺมํ ปฐมสฺส มคฺคสฺส ... ทุติยสฺส ตติยสฺส จตุตฺถสฺส มคฺคสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๐๒อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณูปนิสฺสโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: ปฐโม มคฺโค ทุติยสฺส มคฺคสฺส ทุติโย มคฺโค ตติยสฺส มคฺคสฺส ตติโย มคฺโค จตุตฺถสฺส มคฺคสฺส จตุตฺโถ มคฺโค ผลสมาปตฺติยา อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๐๓อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณูปนิสฺสโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: อริยา มคฺคํ อุปนิสฺสาย อนุปฺปนฺนํ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทนฺติ อุปฺปนฺนํ สมาปตฺตึ สมาปชฺชนฺติ สงฺขาเร อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต วิปสฺสนฺติ มคฺโค อริยานํ อตฺถปฏิสมฺภิทาย ธมฺม ... นิรุตฺติ ... ปฏิภาณ ... ฐานาฐานโกสลฺลสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ผลสมาปตฺติ กายิกสฺส สุขสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๐๔อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส ปุเรชาตปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณปุเรชาตํ วตฺถุปุเรชาตํ ฯ อารมฺมณปุเรชาตํ: จกฺขุํ อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต วิปสฺสติ โสตํ ... ฆานํ ชิวฺหํ กายํ รูเป สทฺเท คนฺเธ รเส โผฏฺฐพฺเพ ... วตฺถุํ อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต วิปสฺสติ ทิพฺเพน จกฺขุนา รูปํ ปสฺสติ ทิพฺพาย โสตธาตุยา สทฺทํ สุณาติ รูปายตนํ จกฺขุวิญฺญาณสฺส โผฏฺฐพฺพายตนํ กายวิญฺญาณสฺส ปุเรชาตํ ฯ วตฺถุปุเรชาตํ: จกฺขายตนํ จกฺขุวิญฺญาณสฺส กายายตนํ กายวิญฺญาณสฺส ปุเรชาตปจฺจเยน ปจฺจโย วตฺถุ อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกานํ ขนฺธานํ ปุเรชาตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๐๕อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส ปุเรชาตปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณปุเรชาตํ วตฺถุปุเรชาตํ ฯ อารมฺมณปุเรชาตํ: จกฺขุํ อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ตํ อารพฺภ ราโค อุปฺปชฺชติ โทมนสฺสํ อุปฺปชฺชติ โสตํ ... ฯเปฯ โผฏฺฐพฺเพ ... วตฺถุํ อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ตํ อารพฺภ ราโค อุปฺปชฺชติ โทมนสฺสํ อุปฺปชฺชติ ฯ วตฺถุปุเรชาตํ: วตฺถุ สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกานํ ขนฺธานํ ปุเรชาตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๐๖อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส ปุเรชาตปจฺจเยน ปจฺจโย วตฺถุ อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกานํ ขนฺธานํ ปุเรชาตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๐๗สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส ปจฺฉาชาตปจฺจเยน ปจฺจโย ปจฺฉาชาตา: สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา ขนฺธา ปุเรชาตสฺส อิมสฺส กายสฺส ปจฺฉาชาตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๐๘อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส ปจฺฉาชาตปจฺจเยน ปจฺจโย ปจฺฉาชาตา: อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา ขนฺธา ปุเรชาตสฺส อิมสฺส กายสฺส ปจฺฉาชาตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๐๙อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส ปจฺฉาชาตปจฺจเยน ปจฺจโย ปจฺฉาชาตา: อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกา ขนฺธา ปุเรชาตสฺส อิมสฺส กายสฺส ปจฺฉาชาตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๑๐สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อาเสวนปจฺจเยน ปจฺจโย ปุริมา ปุริมา สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกานํ ขนฺธานํ อาเสวนปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๑๑อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อาเสวนปจฺจเยน ปจฺจโย ปุริมา ปุริมา ฯเปฯ อนุโลมํ โคตฺรภุสฺส อนุโลมํ โวทานสฺส อาเสวนปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๑๒อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อาเสวนปจฺจเยน ปจฺจโย โคตฺรภุ มคฺคสฺส โวทานํ มคฺคสฺส อาเสวนปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๑๓สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา เจตนา สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๑๔สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย สหชาตา นานาขณิกา ฯ สหชาตา: สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา เจตนา จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ นานาขณิกา: สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา เจตนา วิปากานํ ขนฺธานํ กฏตฺตา จ รูปานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๑๕สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส จ อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส จ ธมฺมสฺส กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา เจตนา สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๑๖อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย สหชาตา นานาขณิกา ฯ สหชาตา: อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา เจตนา สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ นานาขณิกา: อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา เจตนา วิปากานํ ขนฺธานํ กฏตฺตา จ รูปานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๑๗อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย สหชาตา นานาขณิกา ฯ สหชาตา: อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกา เจตนา สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ นานาขณิกา: อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกา เจตนา วิปากานํ อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกานํ ขนฺธานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๑๘อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย สหชาตา: อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกา เจตนา จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๑๙อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส จ อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกสฺส จ ธมฺมสฺส กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย สหชาตา: อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกา เจตนา สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๒๐อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส วิปากปจฺจเยน ปจฺจโย วิปาโก อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก เอโก ขนฺโธ ติณฺณนฺนํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ วิปากปจฺจเยน ปจฺจโย เทฺว ขนฺธา ทฺวินฺนํ ขนฺธานํ ปฏิสนฺธิกฺขเณ อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก เอโก ขนฺโธ ติณฺณนฺนํ ขนฺธานํ กฏตฺตา จ รูปานํ วิปากปจฺจเยน ปจฺจโย เทฺว ขนฺธา ทฺวินฺนํ ขนฺธานํ ขนฺธา วตฺถุสฺส วิปากปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๒๑อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส วิปากปจฺจเยน ปจฺจโย วิปาโก อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิโก เอโก ขนฺโธ ติณฺณนฺนํ ขนฺธานํ วิปากปจฺจเยน ปจฺจโย เทฺว ขนฺธา ทฺวินฺนํ ขนฺธานํ ฯ
๑๗๒๒อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส วิปากปจฺจเยน ปจฺจโย วิปากา อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกา ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ วิปากปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๒๓อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส จ อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกสฺส จ ธมฺมสฺส วิปากปจฺจเยน ปจฺจโย อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิโก เอโก ขนฺโธ ติณฺณนฺนํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ วิปากปจฺจเยน ปจฺจโย เทฺว ขนฺธา ฯเปฯ
๑๗๒๔สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อาหารปจฺจเยน ปจฺจโย ตีณิ ฯ
๑๗๒๕อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อาหารปจฺจเยน ปจฺจโย อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา อาหารา สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ อาหารปจฺจเยน ปจฺจโย ปฏิสนฺธิกฺขเณ กพฬึกาโร อาหาโร อิมสฺส กายสฺส อาหารปจฺจเยน ปจฺจโย ฯเปฯ
๑๗๒๖อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อาหารปจฺจเยน ปจฺจโย ตีณิ ฯ
๑๗๒๗สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม สงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อินฺทฺริยปจฺจเยน ปจฺจโย ตีณิ ฯ อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อินฺทฺริยปจฺจเยน ปจฺจโย อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา อินฺทฺริยา สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ อินฺทฺริยปจฺจเยน ปจฺจโย ปฏิสนฺธิกฺขเณ จกฺขุนฺทฺริยํ จกฺขุวิญฺญาณสฺส กายินฺทฺริยํ กายวิญฺญาณสฺส อินฺทฺริยปจฺจเยน ปจฺจโย รูปชีวิตินฺทฺริยํ กฏตฺตารูปานํ อินฺทฺริยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิโก ธมฺโม ตีณิ ฯ
๑๗๒๘สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส ฌานปจฺจเยน ปจฺจโย ... มคฺคปจฺจเยน ปจฺจโย ... สมฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๒๙สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย สหชาตํ ปจฺฉาชาตํ ฯ สหชาตา: สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปจฺฉาชาตา: สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา ขนฺธา ปุเรชาตสฺส อิมสฺส กายสฺส วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๓๐อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย สหชาตํ ปุเรชาตํ ปจฺฉาชาตํ ฯ สหชาตา: อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย ปฏิสนฺธิกฺขเณ อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา ขนฺธา กฏตฺตา จ รูปานํ วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย ขนฺธา วตฺถุสฺส วตฺถุ ขนฺธานํ วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปุเรชาตํ: จกฺขายตนํ จกฺขุวิญฺญาณสฺส กายายตนํ กายวิญฺญาณสฺส วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย วตฺถุ อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกานํ ขนฺธานํ วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปจฺฉาชาตา: อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา ขนฺธา ปุเรชาตสฺส อิมสฺส กายสฺส วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๓๑อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย ปุเรชาตํ: วตฺถุ สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกานํ ขนฺธานํ วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๓๒อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย ปุเรชาตํ: วตฺถุ อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกานํ ขนฺธานํ วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๓๓อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย สหชาตํ ปจฺฉาชาตํ ฯ สหชาตา: อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกา ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปจฺฉาชาตา: อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกา ขนฺธา ปุเรชาตสฺส อิมสฺส กายสฺส วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๓๔สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก เอโก ขนฺโธ ติณฺณนฺนํ ขนฺธานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯเปฯ
๑๗๓๕สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย สหชาตํ ปจฺฉาชาตํ ฯ สหชาตา: สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปจฺฉาชาตา: สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา ขนฺธา ปุเรชาตสฺส อิมสฺส กายสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๓๖สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส จ อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส จ ธมฺมสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก เอโก ขนฺโธ ติณฺณนฺนํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย เทฺว ขนฺธา ... ฯ
๑๗๓๗อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย สหชาตํ ปุเรชาตํ ปจฺฉาชาตํ อาหารํ อินฺทฺริยํ ฯ สหชาโต: อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก เอโก ขนฺโธ ติณฺณนฺนํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ปฏิสนฺธิกฺขเณ อสญฺญสตฺตานํ เอกํ มหาภูตํ ติณฺณนฺนํ ขนฺธานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯเปฯ ปุเรชาตํ: จกฺขุํ อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต วิปสฺสติ โสตํ ... ฯเปฯ กายํ รูเป โผฏฺฐพฺเพ ... วตฺถุํ อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต วิปสฺสติ ทิพฺเพน จกฺขุนา รูปํ ปสฺสติ ทิพฺพาย โสตธาตุยา สทฺทํ สุณาติ รูปายตนํ จกฺขุวิญฺญาณสฺส โผฏฺฐพฺพายตนํ กายวิญฺญาณสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย จกฺขายตนํ จกฺขุวิญฺญาณสฺส กายายตนํ กายวิญฺญาณสฺส วตฺถุ อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกานํ ขนฺธานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปจฺฉาชาตา: อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา ขนฺธา ปุเรชาตสฺส อิมสฺส กายสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิมสฺส กายสฺส รูปชีวิตินฺทฺริยํ กฏตฺตารูปานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๓๘อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ปุเรชาตํ: จกฺขุํ อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ตํ อารพฺภ ราโค อุปฺปชฺชติ โทมนสฺสํ อุปฺปชฺชติ วตฺถุํ อสฺสาเทติ วตฺถุ สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกานํ ขนฺธานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๓๙อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ปุเรชาตํ: วตฺถุ อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกานํ ขนฺธานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๔๐อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิโก เอโก ขนฺโธ ติณฺณนฺนํ ขนฺธานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๔๑อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย สหชาตํ ปจฺฉาชาตํ ฯ สหชาตา: อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกา ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปจฺฉาชาตา: อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกา ขนฺธา ปุเรชาตสฺส อิมสฺส กายสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๔๒อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิโก ธมฺโม อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส จ อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกสฺส จ ธมฺมสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิโก เอโก ขนฺโธ ติณฺณนฺนํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๔๓อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก จ อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิโก จ ธมฺมา อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย สหชาตํ ปจฺฉาชาตํ อาหารํ อินฺทฺริยํ ฯ สหชาตา: อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกา ขนฺธา จ มหาภูตา จ จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปจฺฉาชาตา: อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกา ขนฺธา จ กพฬึกาโร อาหาโร จ อิมสฺส กายสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปจฺฉาชาตา: อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา ขนฺธา จ รูปชีวิตินฺทฺริยญฺจ กฏตฺตารูปานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๔๔อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก จ อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิโก จ ธมฺมา อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย สหชาตํ ปุเรชาตํ ฯ สหชาโต: อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิโก เอโก ขนฺโธ จ วตฺถุ จ ติณฺณนฺนํ ขนฺธานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๔๕สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก จ อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก จ ธมฺมา สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย สหชาตํ ปุเรชาตํ ฯ สหชาโต: สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก เอโก ขนฺโธ จ วตฺถุ จ ติณฺณนฺนํ ขนฺธานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย เทฺว ขนฺธา ฯ
๑๗๔๖สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก จ อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก จ ธมฺมา อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย สหชาตํ ปจฺฉาชาตํ อาหารํ อินฺทฺริยํ ฯ สหชาตา: สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา ขนฺธา จ มหาภูตา จ จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปจฺฉาชาตา: สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา ขนฺธา จ กพฬึกาโร อาหาโร จ ปุเรชาตสฺส อิมสฺส กายสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปจฺฉาชาตา: สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา ขนฺธา จ รูปชีวิตินฺทฺริยญฺจ กฏตฺตารูปานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๔๗สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก ธมฺโม สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกสฺส ธมฺมสฺส นตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ... วิคตปจฺจเยน ปจฺจโย ... อวิคตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๔๘เหตุยา สตฺต อารมฺมเณ ฉ อธิปติยา อฏฺฐ อนนฺตเร สตฺต สมนนฺตเร สตฺต สหชาเต นว อญฺญมญฺเญ ตีณิ นิสฺสเย เตรส อุปนิสฺสเย อฏฺฐ ปุเรชาเต ตีณิ ปจฺฉาชาเต ตีณิ อาเสวเน ตีณิ กมฺเม สตฺต วิปาเก จตฺตาริ อาหาเร อินฺทฺริเย ฌาเน มคฺเค สตฺต สมฺปยุตฺเต ตีณิ วิปฺปยุตฺเต ปญฺจ อตฺถิยา เตรส นตฺถิยา สตฺต วิคเต สตฺต อวิคเต เตรส ฯ
๑๗๔๙เหตุปจฺจยา อธิปติยา จตฺตาริ ... สหชาเต สตฺต อญฺญมญฺเญ ตีณิ นิสฺสเย สตฺต วิปาเก จตฺตาริ อินฺทฺริเย มคฺเค จตฺตาริ สมฺปยุตฺเต ตีณิ วิปฺปยุตฺเต ตีณิ อตฺถิยา อวิคเต สตฺต ฯ
๑๗๕๐เหตุสหชาตนิสฺสยอตฺถิอวิคตนฺติ สตฺต ฯ เหตุสหชาตอญฺญมญฺญนิสฺสยอตฺถิอวิคตนฺติ ตีณิ ฯ เหตุสหชาตอญฺญมญฺญนิสฺสยสมฺปยุตฺตอตฺถิอวิคตนฺติ ตีณิ ฯ เหตุสหชาตนิสฺสยวิปฺปยุตฺตอตฺถิอวิคตนฺติ ตีณิ ฯ เหตุสหชาตนิสฺสยวิปากอตฺถิอวิคตนฺติ จตฺตาริ ฯ เหตุสหชาตอญฺญมญฺญนิสฺสยวิปากอตฺถิอวิคตนฺติ เทฺว ฯ เหตุสหชาตอญฺญมญฺญนิสฺสยวิปากสมฺปยุตฺตอตฺถิอวิคตนฺติ เทฺว ฯ เหตุสหชาตนิสฺสยวิปากวิปฺปยุตฺตอตฺถิอวิคตนฺติ เทฺว ฯ เหตุสหชาตอญฺญมญฺญนิสฺสยวิปากวิปฺปยุตฺตอตฺถิอวิคตนฺติ เอกํ ฯ ยถา กุสลตฺติเก เอวํ วิตฺถาเรตพฺพํ ฯ อนุโลมํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๕. สังกิลิฏฐติกะ ๗. ปัญหาวาร ๕. สังกิลิฏฐติกะ ๗. ปัญหาวาร ๑. ปัจจยานุโลม ๑. วิภังควาร เหตุปัจจัย
สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสโดยเหตุปัจจัย ได้แก่เหตุที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์โดยเหตุปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยเหตุปัจจัย ได้แก่เหตุที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยเหตุปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองเป็นอารมณ์ของกิเลสและที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยเหตุปัจจัย ได้แก่ เหตุที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูปโดยเหตุปัจจัย (๓) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยเหตุปัจจัย ได้แก่เหตุที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูปโดยเหตุปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ เหตุที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และกฏัตตารูปโดยเหตุปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยเหตุปัจจัย ได้แก่เหตุที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์โดยเหตุปัจจัย (๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๘๘๐}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๕. สังกิลิฏฐติกะ ๗. ปัญหาวาร สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยเหตุปัจจัย ได้แก่เหตุที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่จิตต-สมุฏฐานรูปโดยเหตุปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสและที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยเหตุปัจจัย ได้แก่ เหตุที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูปโดยเหตุปัจจัย (๓) อารัมมณปัจจัย
สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่บุคคลยินดีเพลิดเพลินราคะ เพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินราคะนั้น ราคะจึงเกิดขึ้น ทิฏฐิจึงเกิดขึ้น วิจิกิจฉาจึงเกิดขึ้น อุทธัจจะจึงเกิดขึ้น โทมนัสจึงเกิดขึ้นบุคคลยินดีทิฏฐิ ฯลฯ เพราะปรารภวิจิกิจฉา ฯลฯ เพราะปรารภอุทธัจจะ ฯลฯ เพราะปรารภโทมนัส ฯลฯ (๑) (พึงจำแนกเหมือนในกุสลติกะ) สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาว-ธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่พระอริยะพิจารณากิเลสที่ละได้แล้ว พิจารณากิเลสที่ข่มได้แล้ว รู้กิเลสที่เคยเกิดขึ้นเห็นแจ้งขันธ์ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสโดยเป็นสภาวะไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา รู้จิตของบุคคคลผู้มีความพรั่งพร้อมด้วยจิตที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสด้วยเจโตปริยญาณ พระเสขะหรือปุถุชนเห็นแจ้งขันธ์ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสโดยเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตา เมื่อกุศลดับแล้ว จิตตุปบาทที่เป็นวิบากจึงเกิดขึ้นโดยเป็นตทารมณ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๘๘๑}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๕. สังกิลิฏฐติกะ ๗. ปัญหาวาร บุคคลยินดีเพลิดเพลินขันธ์ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลส ฯลฯ โทมนัสจึงเกิดขึ้น เมื่ออกุศลดับแล้ว จิตตุปบาทที่เป็นวิบากจึงเกิดขึ้นโดยเป็นตทารมณ์ ขันธ์ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่เจโต-ปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ยถากัมมูปคญาณ อนาคตังสญาณ และ อาวัชชนจิตโดยอารัมมณปัจจัย (๒)
สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัย แก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอารัมมณปัจจัยได้แก่ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถแล้วพิจารณากุศลนั้น พิจารณากุศลที่สั่งสมไว้ดีแล้ว ออกจากฌานแล้วพิจารณาฌาน พระอริยะพิจารณาโคตรภูพิจารณาโวทาน เห็นแจ้งจักษุโดยเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เห็นแจ้งโสตะ ... ฆานะ ... ชิวหา ... กาย ... รูป ... เสียง ... กลิ่น ... รส ... โผฏฐัพพะ ... หทัยวัตถุ ... ขันธ์ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เห็นรูปด้วยทิพพจักขุ ฟังเสียงด้วยทิพพโสตธาตุ รู้จิตของบุคคลผู้มีความพรั่งพร้อมด้วยจิตที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสด้วยเจโตปริยญาณ อากาสานัญจายตนะเป็นปัจจัยแก่วิญญาณัญจายตนะ ฯลฯ อากิญจัญญายตนะเป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญายตนะโดยอารัมมณปัจจัย รูปายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณโดยอารัมมณปัจจัย ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะเป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณโดยอารัมมณปัจจัย ขันธ์ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณเจโตปริยญาณปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ยถากัมมูปคญาณ อนาคตังสญาณ และอาวัชชนจิตโดยอารัมมณปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่บุคคลให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถแล้ว ยินดีเพลิดเพลินกุศลนั้น เพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินกุศลนั้น ราคะจึงเกิดขึ้น ทิฏฐิจึงเกิดขึ้น ฯลฯ โทมนัสจึงเกิดขึ้น ยินดีกุศลที่เคยสั่งสมไว้ดีแล้ว ฯลฯ ออกจากฌานแล้ว ยินดีฌาน ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๘๘๒}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๕. สังกิลิฏฐติกะ ๗. ปัญหาวาร ยินดีจักษุ ... ยินดีเพลิดเพลินโผฏฐัพพะ ... หทัยวัตถุ ... ขันธ์ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลส เพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินจักษุเป็นต้นนั้น ราคะจึงเกิดขึ้น โทมนัสจึงเกิดขึ้น (๒) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอารัมมณปัจจัยได้แก่ นิพพานเป็นปัจจัยแก่มรรคและผลโดยอารัมมณปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอารัมมณปัจจัยได้แก่ พระอริยะออกจากมรรคแล้ว พิจารณามรรค พิจารณาผล พิจารณานิพพานนิพพานเป็นปัจจัยแก่โคตรภู โวทาน และอาวัชชนจิตโดยอารัมมณปัจจัย พระอริยะรู้จิตของบุคคลผู้มีความพรั่งพร้อมด้วยจิตที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสด้วยเจโตปริยญาณ ขันธ์ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ อนาคตังส-ญาณและอาวัชชนจิตโดยอารัมมณปัจจัย (๒) อธิปติปัจจัย
สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอธิปติปัจจัย มี ๒อย่าง คือ อารัมมณาธิปติและสหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ บุคคลยินดีเพลิดเพลินราคะให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น เพราะทำความยินดีเพลิดเพลินราคะนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะจึงเกิดขึ้น ทิฏฐิจึงเกิดขึ้น ยินดีเพลิดเพลินทิฏฐิให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น เพราะทำความยินดีเพลิดเพลินทิฏฐินั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะจึงเกิดขึ้นทิฏฐิจึงเกิดขึ้น สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์โดยอธิปติปัจจัย (๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๘๘๓}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๕. สังกิลิฏฐติกะ ๗. ปัญหาวาร สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาว-ธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียวคือ สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยอธิปติปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาว-ธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองเป็นอารมณ์ของกิเลสและที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่อธิบดีธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูปโดยอธิปติปัจจัย (๓)
สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัย แก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอธิปติปัจจัยมี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติและสหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถแล้ว พิจารณากุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น พิจารณากุศลที่สั่งสมไว้ดีแล้วให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ออกจากฌานแล้วพิจารณาฌานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น พระเสขะพิจารณาโคตรภูให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น พิจารณาโวทานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูปโดยอธิปติปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถแล้ว ยินดีเพลิดเพลินกุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น เพราะทำความยินดีเพลิดเพลินกุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะจึงเกิดขึ้น ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นยินดีเพลิดเพลินกุศลที่เคยสั่งสมไว้ดีแล้วให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ฯลฯ ออกจากฌานแล้ว ยินดีเพลิดเพลินฌานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ยินดีเพลิดเพลิน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๘๘๔}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๕. สังกิลิฏฐติกะ ๗. ปัญหาวาร จักษุให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ยินดีเพลิดเพลินโผฏฐัพพะ ฯลฯ หทัยวัตถุยินดีเพลิดเพลินขันธ์ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น เพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินขันธ์เป็นต้นนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะจึงเกิดขึ้น ทิฏฐิจึงเกิดขึ้น (๒) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอธิปติปัจจัยมี๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติและสหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ นิพพานเป็นปัจจัยแก่มรรคและผลโดยอธิปติปัจจัย สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์โดยอธิปติปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอธิปติปัจจัยมี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติและสหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ พระอริยะออกจากมรรคแล้ว พิจารณามรรคให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น พิจารณาผลให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น พิจารณา นิพพานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น นิพพานเป็นปัจจัยแก่โคตรภูและโวทานโดยอธิปติปัจจัย สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยอธิปติปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสและที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติได้แก่ อธิบดีธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูปโดยอธิปติปัจจัย (๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๘๘๕}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๕. สังกิลิฏฐติกะ ๗. ปัญหาวาร อนันตรปัจจัย
สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอนันตรปัจจัย ได้แก่ขันธ์ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสซึ่งเกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอนันตรปัจจัย ได้แก่ขันธ์ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะโดยอนันตรปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอนันตรปัจจัย ได้แก่ขันธ์ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสซึ่งเกิดหลังๆ โดยอนันตร-ปัจจัย อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โคตรภู อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โวทาน อาวัชชนจิตเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอนันตรปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอนันตรปัจจัย ได้แก่อาวัชชนจิตเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอนันตรปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอนันตรปัจจัยได้แก่ โคตรภูเป็นปัจจัยแก่มรรค โวทานเป็นปัจจัยแก่มรรค อนุโลมเป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนะของท่านผู้ออกจากนิโรธเป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติโดยอนันตรปัจจัย (๓) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอนันตรปัจจัย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๘๘๖}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๕. สังกิลิฏฐติกะ ๗. ปัญหาวาร ได้แก่ ขันธ์ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสซึ่งเกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย มรรคเป็นปัจจัยแก่ผล ผลเป็นปัจจัยแก่ผลโดยอนันตรปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอนันตรปัจจัยได้แก่ ผลเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะโดยอนันตรปัจจัย (๒) สมนันตรปัจจัยเป็นต้น
สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสโดยสมนันตรปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอัญญมัญญปัจจัย เป็นปัจจัยโดยนิสสย-ปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยราคะจึงฆ่าสัตว์ ฯลฯ ทำลายสงฆ์ ฯลฯ อาศัยโทสะ จึงฆ่าสัตว์ ฯลฯ ทำลายสงฆ์ ราคะ ฯลฯ ความปรารถนาเป็นปัจจัยแก่ราคะ ฯลฯ ความปรารถนาโดยอุปนิสสยปัจจัย ปาณาติบาตเป็นปัจจัยแก่ปาณาติบาตโดยอุปนิสสยปัจจัย ฯลฯ นิยตมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัยแก่นิยตมิจฉาทิฏฐิโดยอุปนิสสยปัจจัย ฯลฯ (๑) สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอุปนิสสยปัจจัยมี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยะและปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยราคะจึงให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถทำฌาน ... วิปัสสนา ... ทำอภิญญาให้เกิดขึ้น ทำสมาบัติให้เกิดขึ้น ฯลฯ อาศัยความปรารถนาจึงให้ทาน ฯลฯ ทำสมาบัติให้เกิดขึ้น ราคะ ฯลฯ ความปรารถนาเป็นปัจจัยแก่ศรัทธา ฯลฯ สุขทางกายและทุกข์ทางกายโดยอุปนิสสยปัจจัย บุคคลฆ่าสัตว์แล้ว ประสงค์จะลบล้างกรรมชั่วนั้นจึงให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๘๘๗}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๕. สังกิลิฏฐติกะ ๗. ปัญหาวาร ทำฌานให้เกิดขึ้น ทำวิปัสสนาให้เกิดขึ้น ทำอภิญญาให้เกิดขึ้น ทำสมาบัติให้เกิดขึ้นฯลฯ ทำลายสงฆ์ ประสงค์จะลบล้างกรรมชั่วนั้น จึงให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ กรรมที่เป็นอกุศลเป็นปัจจัยแก่วิบากโดยอุปนิสสยปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาว-ธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอุปนิสสยปัจจัย มีอย่างเดียว คือ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยราคะจึงทำมรรคให้เกิดขึ้น เข้าผลสมาบัติ อาศัยโทสะ ฯลฯ ความปรารถนาจึงทำมรรคให้เกิดขึ้น เข้าผลสมาบัติราคะ ฯลฯ ความปรารถนาเป็นปัจจัยแก่มรรคและผลสมาบัติโดยอุปนิสสยปัจจัย (๓)
สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัย แก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอุปนิสสยปัจจัยมี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยศรัทธาจึงให้ทาน ฯลฯ ทำสมาบัติให้ เกิดขึ้น อาศัยศีล ... สุตะ ... จาคะ ... ปัญญา ... สุขทางกาย ... ทุกข์ทางกาย... อุตุ ... โภชนะ ... เสนาสนะ จึงให้ทาน ฯลฯ ทำสมาบัติให้เกิดขึ้น ศรัทธาฯลฯ เสนาสนะเป็นปัจจัยแก่ศรัทธา ฯลฯ สุขทางกายและทุกข์ทางกายโดยอุปนิสสยปัจจัย กรรมที่เป็นกุศลเป็นปัจจัยแก่วิบากโดยอุปนิสสยปัจจัย บริกรรม-ปฐมฌานเป็นปัจจัยแก่ปฐมฌาน ฯลฯ อากิญจัญญายตนะเป็นปัจจัยแก่เนวสัญญา-นาสัญญายตนะ ฯลฯ (๑) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอุปนิสสยปัจจัยมี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยศรัทธา มีมานะ ถือทิฏฐิ อาศัยศีล ฯลฯ เสนาสนะ จึงฆ่าสัตว์ ฯลฯ ทำลายสงฆ์ ศรัทธา ฯลฯ เสนาสนะเป็นปัจจัยแก่ราคะ ฯลฯ ความปรารถนาโดยอุปนิสสยปัจจัย (๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๘๘๘}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๕. สังกิลิฏฐติกะ ๗. ปัญหาวาร สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอุปนิสสยปัจจัยมี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บริกรรมปฐมมรรคเป็นปัจจัยแก่ปฐมมรรค ฯลฯ ทุติยมรรค ฯลฯ ตติยมรรค ฯลฯ จตุตถมรรคโดยอุปนิสสยปัจจัย (๓)
สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ ปฐมมรรคเป็นปัจจัยแก่ทุติยมรรค ฯลฯ ทุติยมรรคเป็นปัจจัยแก่ตติยมรรค ฯลฯ ตติยมรรคเป็นปัจจัยแก่จตุตถมรรค ฯลฯ มรรคเป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติโดยอุปนิสสยปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอุปนิสสยปัจจัย มี๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ พระอริยะอาศัยมรรคจึงทำสมาบัติที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นเข้าสมาบัติที่เกิดขึ้นแล้วเห็นแจ้งสังขารโดยเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตามรรคของพระอริยะเป็นปัจจัยแก่อัตถปฏิสัมภิทา ฯลฯ ความเป็นผู้ฉลาดในฐานะและมิใช่ฐานะโดยอุปนิสสยปัจจัย ผลสมาบัติเป็นปัจจัยแก่สุขทางกายโดยอุปนิสสยปัจจัย (๒)ปุเรชาตปัจจัย
สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัย แก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยปุเรชาตปัจจัยมี ๒ อย่าง คือ อารัมมณปุเรชาตะและวัตถุปุเรชาตะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๘๘๙}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๕. สังกิลิฏฐติกะ ๗. ปัญหาวาร อารัมมณปุเรชาตะ ได้แก่ บุคคลเห็นแจ้งจักษุโดยเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เห็นแจ้งโสตะ ... ฆานะ ... ชิวหา ... กาย .. รูป ... เสียง... กลิ่น ... รส ... โผฏฐัพพะ ... หทัยวัตถุโดยเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตา บุคคลเห็นรูปด้วยทิพพจักขุ ฟังเสียงด้วยทิพพโสตธาตุ รูปายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะเป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณโดยปุเรชาตปัจจัย วัตถุปุเรชาตะ ได้แก่ จักขายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ กายายตนะเป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณโดยปุเรชาตปัจจัย หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยปุเรชาตปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสโดยปุเรชาตปัจจัยมี ๒ อย่าง คือ อารัมมณปุเรชาตะและวัตถุปุเรชาตะ อารัมมณปุเรชาตะ ได้แก่ บุคคลยินดีเพลิดเพลินจักษุ เพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินจักษุนั้น ราคะจึงเกิดขึ้น ฯลฯ โทมนัสจึงเกิดขึ้น บุคคลยินดีเพลิดเพลินโสตะ ... โผฏฐัพพะ ... หทัยวัตถุ เพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินโสตะเป็นต้นนั้น ราคะจึงเกิดขึ้น ฯลฯ โทมนัสจึงเกิดขึ้น วัตถุปุเรชาตะ ได้แก่ หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่กิเลสทำให้เศร้าหมอง และเป็นอารมณ์ของกิเลสโดยปุเรชาตปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยปุเรชาตปัจจัยได้แก่ หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยปุเรชาตปัจจัย (๓) ปัจฉาชาตปัจจัย
สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัย แก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยปัจฉาชาตปัจจัย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๘๙๐}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๕. สังกิลิฏฐติกะ ๗. ปัญหาวาร ได้แก่ ขันธ์ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสซึ่งเกิดภายหลัง เป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อนโดยปัจฉาชาตปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยปัจฉาชาตปัจจัย ได้แก่ขันธ์ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสซึ่งเกิดภายหลัง เป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อนโดยปัจฉาชาตปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยปัจฉาชาตปัจจัยได้แก่ ขันธ์ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสซึ่งเกิดภายหลังเป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อนโดยปัจฉาชาตปัจจัย (๑) อาเสวนปัจจัย
สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอาเสวนปัจจัย ได้แก่ขันธ์ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสซึ่งเกิดหลังๆ โดยอาเสวน-ปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอาเสวนปัจจัย ได้แก่ขันธ์ที่เกิดก่อนๆ ฯลฯ อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โคตรภู อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โวทานโดยอาเสวนปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอาเสวนปัจจัยได้แก่ โคตรภูเป็นปัจจัยแก่มรรค โวทานเป็นปัจจัยแก่มรรคโดยอาเสวนปัจจัย (๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๘๙๑}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๕. สังกิลิฏฐติกะ ๗. ปัญหาวาร กัมมปัจจัย
สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัย แก่สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสโดยกัมมปัจจัย ได้แก่เจตนาที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์โดยกัมมปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยกัมมปัจจัยมี ๒ อย่าง คือ สหชาตะ และนานาขณิกะ สหชาตะ ได้แก่ เจตนาที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยกัมมปัจจัย นานาขณิกะ ได้แก่ เจตนาที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นวิบากและกฏัตตารูปโดยกัมมปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองเป็นอารมณ์ของกิเลสและที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยกัมมปัจจัย ได้แก่ เจตนาที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูปโดยกัมมปัจจัย (๓) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยกัมมปัจจัย มี ๒อย่าง คือ สหชาตะ และนานาขณิกะ สหชาตะ ได้แก่ เจตนาที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูปโดยกัมมปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ ฯลฯ นานาขณิกะ ได้แก่ เจตนาที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นวิบากและกฏัตตารูปโดยกัมมปัจจัย (๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๘๙๒}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๕. สังกิลิฏฐติกะ ๗. ปัญหาวาร สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยกัมมปัจจัยมี ๒ อย่าง คือ สหชาตะและนานาขณิกะ สหชาตะ ได้แก่ เจตนาที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์โดยกัมมปัจจัย นานาขณิกะ ได้แก่ เจตนาที่เป็นกุศลซึ่งกิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นวิบากซึ่งกิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยกัมมปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยกัมมปัจจัย ได้แก่เจตนาที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสซึ่งเกิดร่วมกันเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยกัมมปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสและที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยกัมมปัจจัย ได้แก่ เจตนาที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสซึ่งเกิดร่วมกันเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูปโดยกัมมปัจจัย (๓) วิปากปัจจัย
สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็น ปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยวิปากปัจจัยได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่เป็นวิบากซึ่งกิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ และจิตสมุฏฐานรูปโดยวิปากปัจจัย ฯลฯ ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ ฯลฯ ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๑ ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ และกฏัตตารูปโดยวิปากปัจจัย ฯลฯ ขันธ์๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ ฯลฯ ขันธ์เป็นปัจจัยแก่หทัยวัตถุโดยวิปากปัจจัย (๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๘๙๓}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๕. สังกิลิฏฐติกะ ๗. ปัญหาวาร สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยวิปากปัจจัยได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่เป็นวิบากซึ่งกิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ โดยวิปากปัจจัย ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ ฯลฯ (๑) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยวิปากปัจจัย ได้แก่ขันธ์ที่เป็นวิบากซึ่งกิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยวิปากปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสและที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยวิปากปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่เป็นวิบากซึ่งกิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ และจิตต-สมุฏฐานรูปโดยวิปากปัจจัย ขันธ์ ๒ ฯลฯ (๓) อาหารปัจจัย
สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัย แก่สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอาหารปัจจัยมี ๓ วาระ สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัย แก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอาหารปัจจัยได้แก่ อาหารที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูปโดยอาหารปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ ฯลฯ กวฬิงการาหารเป็นปัจจัยแก่กายนี้โดยอาหารปัจจัย สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอาหารปัจจัยมี ๓ วาระ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๘๙๔}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๕. สังกิลิฏฐติกะ ๗. ปัญหาวาร อินทรียปัจจัย
สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอินทรียปัจจัยมี ๓ วาระ สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอินทรียปัจจัย ได้แก่อินทรีย์ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตต-ขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูปโดยอินทรียปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ ฯลฯ จักขุนทรีย์เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ กายินทรีย์เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณโดยอินทรียปัจจัยรูปชีวิตินทรีย์เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูปโดยอินทรียปัจจัย สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส ... มี ๓ วาระฌานปัจจัยเป็นต้น
สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสโดยฌานปัจจัย เป็นปัจจัยโดยมัคคปัจจัย เป็นปัจจัยโดยสัมปยุตตปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย
สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัย แก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยวิปปยุตตปัจจัยมี ๒ อย่าง คือ สหชาตะและปัจฉาชาตะ สหชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยวิปปยุตตปัจจัย ปัจฉาชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อนโดยวิปปยุตตปัจจัย (๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๘๙๕}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๕. สังกิลิฏฐติกะ ๗. ปัญหาวาร สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยวิปปยุตตปัจจัยมี ๓ อย่าง คือ สหชาตะ ปุเรชาตะและปัจฉาชาตะ สหชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยวิปปยุตตปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูปโดยวิปปยุตตปัจจัย ขันธ์เป็นปัจจัยแก่หทัยวัตถุ ฯลฯ หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์โดยวิปปยุตตปัจจัย ปุเรชาตะ ได้แก่ จักขายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ กายายตนะเป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณโดยวิปปยุตตปัจจัย หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยวิปปยุตตปัจจัย ปัจฉาชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อนโดยวิปปยุตตปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสโดยวิปปยุตตปัจจัยมีอย่างเดียวคือ ปุเรชาตะ ได้แก่ หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสโดยวิปปยุตตปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยวิปปยุตตปัจจัยมีอย่างเดียวคือ ปุเรชาตะ ได้แก่ หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยวิปปยุตตปัจจัย (๓) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยวิปปยุตตปัจจัยมี ๒ อย่าง คือ สหชาตะและปัจฉาชาตะ สหชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยวิปปยุตตปัจจัย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๘๙๖}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๕. สังกิลิฏฐติกะ ๗. ปัญหาวาร ปัจฉาชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อนโดยวิปปยุตตปัจจัย (๑) อัตถิปัจจัย
สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอัตถิปัจจัย ได้แก่ขันธ์ ๑ ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ โดยอัตถิปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอัตถิปัจจัยมี ๒ อย่าง คือ สหชาตะและปัจฉาชาตะ สหชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยอัตถิปัจจัย ปัจฉาชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อนโดยอัตถิปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองเป็นอารมณ์ของกิเลสและที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอัตถิปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูปโดยอัตถิปัจจัยขันธ์ ๒ ฯลฯ (๓)
สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัย แก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอัตถิปัจจัยมี ๕ อย่าง คือ สหชาตะ ปุเรชาตะ ปัจฉาชาตะ อาหาระ และอินทรียะ สหชาตะ ได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูปโดยอัตถิปัจจัย ฯลฯ ในปฏิสนธิขณะฯลฯ สำหรับเหล่าอสัญญสัตตพรหม มหาภูตรูป ๑ เป็นปัจจัยแก่มหาภูตรูป ๓โดยอัตถิปัจจัย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๘๙๗}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๕. สังกิลิฏฐติกะ ๗. ปัญหาวาร ปุเรชาตะ ได้แก่ บุคคลเห็นแจ้งจักษุโดยเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เห็นแจ้งโสตะ ... กาย ... รูป ... โผฏฐัพพะ ... หทัยวัตถุโดยเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา บุคคลเห็นรูปด้วยทิพพจักขุ ฟังเสียงด้วยทิพพโสตธาตุ รูปายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะเป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณโดยอัตถิปัจจัย จักขายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ กายายตนะเป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ ฯลฯ หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอัตถิปัจจัย ปัจฉาชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อนโดยอัตถิปัจจัย กวฬิงการาหารเป็นปัจจัยแก่กายนี้ฯลฯ รูปชีวิตินทรีย์เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูปโดยอัตถิปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอัตถิปัจจัย มีอย่างเดียว คือ ปุเรชาตะ ได้แก่ บุคคลยินดีเพลิดเพลินจักษุ เพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินจักษุนั้น ราคะจึงเกิดขึ้น ฯลฯ โทมนัสจึงเกิดขึ้น ยินดีหทัยวัตถุ ฯลฯ หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอัตถิปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอัตถิปัจจัยมีอย่างเดียว คือ ปุเรชาตะ ได้แก่ หทัยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอัตถิปัจจัย (๓)
สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอัตถิปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ โดยอัตถิปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอัตถิปัจจัยมี ๒ อย่าง คือ สหชาตะและปัจฉาชาตะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๘๙๘}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๕. สังกิลิฏฐติกะ ๗. ปัญหาวาร สหชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยอัตถิปัจจัย ปัจฉาชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อนโดยอัตถิปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสและที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอัตถิปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูปโดยอัตถิปัจจัย (๓)
สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสและที่กิเลส ไม่ทำให้เศร้าหมองไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอัตถิปัจจัย มี ๔ อย่าง คือ สหชาตะปัจฉาชาตะ อาหาระ และอินทรียะ สหชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสและมหาภูตรูปเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยอัตถิปัจจัย ปัจฉาชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสและกวฬิงการาหารเป็นปัจจัยแก่กายนี้โดยอัตถิปัจจัย ปัจฉาชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสและรูปชีวิตินทรีย์เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูปโดยอัตถิปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสและที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอัตถิปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตะและปุเรชาตะ สหชาตะ ได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสและหทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ โดยอัตถิปัจจัย (๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๘๙๙}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๕. สังกิลิฏฐติกะ ๗. ปัญหาวาร สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองเป็นอารมณ์ของกิเลสและที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอัตถิปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตะและปุเรชาตะ สหชาตะ ได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองเป็นอารมณ์ของกิเลสและหทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ โดยอัตถิปัจจัย ขันธ์ ๒ ฯลฯ (๑) สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองเป็นอารมณ์ของกิเลสและที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสโดยอัตถิปัจจัย มี ๔ อย่าง คือ สหชาตะ ปัจฉาชาตะอาหาระ และอินทรียะ สหชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองเป็นอารมณ์ของกิเลสและมหา-ภูตรูปเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยอัตถิปัจจัย ปัจฉาชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองเป็นอารมณ์ของกิเลสและกวฬิงการาหารเป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อนโดยอัตถิปัจจัย ปัจฉาชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองเป็นอารมณ์ของกิเลสและรูปชีวิตินทรีย์ เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูปโดยอัตถิปัจจัย (๒) นัตถิปัจจัย วิคตปัจจัย และอวิคตปัจจัย
สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสโดยนัตถิปัจจัย เป็นปัจจัยโดยวิคตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอวิคตปัจจัย ๑. ปัจจยานุโลม ๒. สังขยาวาร สุทธนัย
เหตุปัจจัย มี ๗ วาระ อารัมมณปัจจัย มี ๖ วาระ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๙๐๐}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๕. สังกิลิฏฐติกะ ๗. ปัญหาวาร อธิปติปัจจัย มี ๘ วาระ อนันตรปัจจัย มี ๗ วาระ สมนันตรปัจจัย มี ๗ วาระ สหชาตปัจจัย มี ๙ วาระ อัญญมัญญปัจจัย มี ๓ วาระ นิสสยปัจจัย มี ๑๓ วาระ อุปนิสสยปัจจัย มี ๘ วาระ ปุเรชาตปัจจัย มี ๓ วาระ ปัจฉาชาตปัจจัย มี ๓ วาระ อาเสวนปัจจัย มี ๓ วาระ กัมมปัจจัย มี ๗ วาระ วิปากปัจจัย มี ๔ วาระ อาหารปัจจัย มี ๗ วาระ อินทรียปัจจัย มี ๗ วาระ ฌานปัจจัย มี ๗ วาระ มัคคปัจจัย มี ๗ วาระ สัมปยุตตปัจจัย มี ๓ วาระ วิปปยุตตปัจจัย มี ๕ วาระ อัตถิปัจจัย มี ๑๓ วาระ นัตถิปัจจัย มี ๗ วาระ วิคตปัจจัย มี ๗ วาระ อวิคตปัจจัย มี ๑๓ วาระ เหตุสภาคนัย อธิปติปัจจัย กับเหตุปัจจัย มี ๔ วาระ สหชาตปัจจัย ” มี ๗ วาระ อัญญมัญญปัจจัย ” มี ๓ วาระ นิสสยปัจจัย ” มี ๗ วาระ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๙๐๑}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๕. สังกิลิฏฐติกะ ๗. ปัญหาวาร วิปากปัจจัย กับเหตุปัจจัย มี ๔ วาระ อินทรียปัจจัย ” มี ๔ วาระ มัคคปัจจัย ” มี ๔ วาระ สัมปยุตตปัจจัย ” มี ๓ วาระ วิปปยุตตปัจจัย ” มี ๓ วาระ อัตถิปัจจัย ” มี ๗ วาระ อวิคตปัจจัย ” มี ๗ วาระ เหตุฆฏนา (๙)
ปัจจัย ๕ คือ เหตุ สหชาตะ นิสสยะ อัตถิ และอวิคตะ มี ๗ วาระ ปัจจัย ๖ คือ เหตุ สหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ อัตถิ และอวิคตะ มี ๓ วาระ ปัจจัย ๗ คือ เหตุ สหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ สัมปยุตตะ อัตถิ และอวิคตะ มี ๓ วาระ ปัจจัย ๖ คือ เหตุ สหชาตะ นิสสยะ วิปปยุตตะ อัตถิและอวิคตะ มี ๓ วาระอวิปากะ ๔ ปัจจัย ๖ คือ เหตุ สหชาตะ นิสสยะ วิปากะ อัตถิและอวิคตะ มี ๔ วาระ ปัจจัย ๗ คือ เหตุ สหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ วิปากะ อัตถิ และ อวิคตะ มี ๒ วาระ ปัจจัย ๘ คือ เหตุ สหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ วิปากะ สัมปยุตตะ อัตถิ และอวิคตะ มี ๒ วาระ ปัจจัย ๗ คือ เหตุ สหชาตะ นิสสยะ วิปากะ วิปปยุตตะ อัตถิ และอวิคตะมี ๒ วาระ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๙๐๒}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๕. สังกิลิฏฐติกะ ๗. ปัญหาวาร ปัจจัย ๘ คือ เหตุ สหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ วิปากะ วิปปยุตตะ อัตถิและอวิคตะ มี ๑ วาระ (สวิปากะ ๕ ) (ย่อ) (พึงขยายให้พิสดารเหมือนในกุสลติกะ) อนุโลม จบ
อรรถกถา
ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกอรรถกถายึดที่ข้อ ๑๖๖๐ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสังกิลิฏฐติกะ
คำทั้งหมดในสังกิลิฏฐสังกิเลสติกะ ผู้ศึกษาพึงทราบตามแนวแห่งนัยที่กล่าวแล้วในกุสลติกะ.
อรรถกถาสังกิลิฏฐติกะ จบ. -----------------------------------------------------