อารัมมณปัจจัย
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔๐ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๗ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑
๓อารัมมณปัจจัย คือ รูปายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญาณธาตุ และธรรม อันสัมปยุตด้วยจักขุวิญญาณธาตุนั้น โดยอารัมมณปัจจัย สัททายตนะ เป็นปัจจัยแก่โสตวิญญาณธาตุ และธรรมอันสัมปยุตด้วยโสตวิญญาณธาตุนั้น โดยอารัมมณปัจจัย คันธายตนะ เป็นปัจจัยแก่ฆานวิญญาณธาตุ และธรรมอันสัมปยุตด้วยฆานวิญญาณธาตุนั้น โดยอารัมมณปัจจัย รสายตนะ เป็นปัจจัยแก่ชิวหาวิญญาณธาตุ และธรรมอันสัมปยุตด้วยชิวหาวิญญาณธาตุนั้น โดยอารัมมณปัจจัย โผฏฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณธาตุ และธรรมอันสัมปยุตด้วยกายวิญญาณธาตุนั้น โดยอารัมมณปัจจัย @ คือโลภะ โทสะ โมหะ อโลภะ อโทสะ อโมหะ @ เป็นธรรมอุดหนุน @ โดยอำนาจเหตุปัจจัย รูปายตนะ สัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยแก่มโนธาตุ และธรรมอันสัมปยุตด้วยมโนธาตุนั้น โดยอารัมมณปัจจัย ธรรมทั้งปวง เป็นปัจจัยแก่มโนวิญญาณธาตุ และธรรมอันสัมปยุตด้วยมโนวิญญาณธาตุนั้น โดยอารัมมณปัจจัย ธรรม คือ จิตและเจตสิกใดๆ ปรารภธรรมใดๆ เกิดขึ้น ธรรมนั้นๆ เป็นปัจจัยแก่ธรรม (คือ จิต และเจตสิก) นั้นๆ โดยอารัมมณปัจจัย
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้อารัมมณปัจจัย ได้แก่ รูปายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณธาตุและ สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยจักขุวิญญาณธาตุนั้นโดยอารัมมณปัจจัย สัททายตนะ เป็นปัจจัยแก่โสตวิญญาณธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วย โสตวิญญาณธาตุนั้นโดยอารัมมณปัจจัย คันธายตนะ เป็นปัจจัยแก่ฆานวิญญาณธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วย ฆานวิญญาณธาตุนั้นโดยอารัมมณปัจจัย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๒}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ปัจจยวิภังควาร ๒. ปัจจยนิทเทส รสายตนะเป็นปัจจัยแก่ชิวหาวิญญาณธาตุ และสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วย ชิวหาวิญญาณธาตุนั้นโดยอารัมมณปัจจัย โผฏฐัพพายตนะเป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยกายวิญญาณธาตุนั้นโดยอารัมมณปัจจัย รูปายตนะ สัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ และโผฏฐัพพายตนะเป็นปัจจัยแก่มโนธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนธาตุนั้นโดยอารัมมณปัจจัย สภาวธรรมทั้งปวงเป็นปัจจัยแก่มโนวิญญาณธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนวิญญาณธาตุนั้นโดยอารัมมณปัจจัย สภาวธรรมที่เป็นจิตและเจตสิกใดๆ ปรารภสภาวธรรมใดๆ เกิดขึ้น สภาว-ธรรมนั้นๆ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นจิตและเจตสิกนั้นๆ โดยอารัมมณปัจจัย
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
วรรณนานิทเทสแห่งอารัมมณปัจจัย
ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัย ในนิทเทสแห่งอารัมมณปัจจัยต่อไป.
บทว่า รูปายตนํ ได้แก่ อายตนะ กล่าวคือรูป. แม้ในธรรมที่เหลือก็นัยนี้แหละ.
บทว่า จกฺขุวิญฺญาณธาตุยา แปลว่า แก่ธาตุ คือจักขุวิญญาณ. แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า ตํ สมฺปยุตฺตกานํ แปลว่า แก่ขันธ์ ๓ ที่สัมปยุตด้วยจักขุวิญญาณธาตุนั้น.
อธิบายว่า รูปายตนะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๔ ที่อาศัยจักขุประสาท แม้ทั้งหมดด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย. ในธรรมอื่นจากนี้ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า มโนธาตุยา ความว่า อายตนะ ๕ มีรูปายตนะเป็นต้น เป็นปัจจัยแก่มโนธาตุทั้ง ๓ พร้อมทั้งธรรมที่สัมปยุต ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย แต่ไม่ได้เป็นไปในขณะเดียวกัน.
สองบทว่า สพฺเพ ธมฺมา ความว่า อายตนะ ๕ มีรูปายตนะเป็นต้นเหล่านี้ด้วย ไญยธรรมทั้งหมดที่เหลือด้วย เป็นปัจจัยแก่มโนวิญญาณธาตุ พร้อมทั้งธรรมที่สัมปยุตที่เหลือ เว้นธาตุ ๖ ๑ (ได้แก่ เว้นวิญญาณธาตุ ๖ คือจักขุวิญญาณธาตุ ฯลฯ มโนธาตุ) เหล่านี้ ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย.
ด้วยคำว่า ยํ ยํ ธมฺมํ อารพฺภ เป็นต้นนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ธรรมเหล่าใดที่ตรัสว่าเป็นอารมณ์แห่งวิญญาณธาตุ ๗ เหล่านี้ธรรมเหล่านั้นเป็นอารัมมณปัจจัยแก่ธาตุเหล่านั้น ในขณะที่ทำให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้น. ถึงแม้ว่าธรรมเหล่านั้นจะเป็นอย่างนั้นก็จริง แต่ก็หาได้เป็นอารัมมณปัจจัยในคราวเดียวกันไม่เพราะว่าธรรมเหล่าใดๆ ปรารภธรรมเหล่าใดๆ เกิดขึ้น ธรรมเหล่านั้นๆ เป็นอารัมมณปัจจัยแก่ธรรมเหล่านั้นๆ เฉพาะอย่างๆ เท่านั้น.
บทว่า อุปฺปชฺชติ ผู้ศึกษาพึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เหมือนคำว่า น้ำย่อมไหลไป ภูเขาย่อมตั้งอยู่ อันพระองค์ตรัสด้วยอำนาจการพูดคลุมไปถึงกาลทั้งหมด. ด้วยบทนั้นย่อมสำเร็จใจความว่า ธรรมเหล่าใดปรารภธรรมเหล่าใดเกิดขึ้นแล้ว ธรรมเหล่าใดปรารภธรรมเหล่าใดจักเกิดขึ้นธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเกิดขึ้นแล้ว แล้วจักเกิดขึ้นด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัยเท่านั้น.
คำว่า จิตฺตเจตสิกา ธมฺมา นี้ เป็นการอธิบายโดยย่อซึ่งธรรมที่พระองค์ตรัสไว้ว่า เย เย ธมฺมา (ธรรมเหล่าใดๆ).
คำว่า เต เต ธมฺมา คือ ธรรมที่เป็นอารมณ์เหล่านั้นๆ.
สองบทว่า เตสํ เตสํ ได้แก่ ธรรม คือจิตและเจตสิกเหล่านั้นๆ.
พรรณนาบาลีในอธิการนี้เพียงเท่านี้.
ก็ชื่อว่า อารมณ์นี้ว่าโดยเป็นส่วนๆ แล้วมี ๖ อย่าง คือรูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์และธัมมารมณ์. บรรดาอารมณ์เหล่านั้น อารมณ์ที่เหลือเว้นบัญญัติ ว่าโดยภูมิมี ๔ คือกามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิและโลกุตตรภูมิ. บรรดาอารมณ์ที่นับเนื่องในภูมิ ๔ เหล่านี้ อารมณ์ที่เป็นกามาวจรมี ๕ อย่าง โดยจำแนกเป็นกุศล อกุศล วิบาก กิริยาและรูป. อารมณ์ที่เป็นรูปาวจรและอรูปาวจร มีอย่างละ ๓ โดยเป็นกุศล วิบากและกิริยา. อารมณ์ที่เป็นโลกุตตรภูมิมี ๓ อย่าง ด้วยอำนาจเป็นกุศล วิบากและนิพพาน.
อีกอย่างหนึ่ง อารมณ์นี้ทั้งหมดมี ๗ อย่าง โดยจำแนกเป็นกุศล อกุศล วิบาก กิริยา รูป นิพพานและบัญญัติ.
บรรดาอารมณ์ ๗ อย่างนั้น เมื่อว่าโดยภูมิ อารมณ์ที่เป็นกุศลมี ๔ อารมณ์ที่เป็นอกุศลเป็นกามาวจรอย่างเดียวอารมณ์ที่เป็นวิบากเป็นไปในภูมิ ๔ อารมณ์ที่เป็นกิริยาเป็นไปในภูมิ ๓ รูปเป็นไปในภูมิเดียว คือเป็นกามาวจรเท่านั้น แม้นิพพานก็เป็นไปในภูมิเดียว คือเป็นโลกุตตระเท่านั้น บัญญัติพ้นจากภูมิแล. ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัยโดยการจำแนกโดยประการต่างๆ ในอารัมมณปัจจัยนี้ ดังพรรณนามานี้.
ก็ในอารมณ์นี้ซึ่งแตกต่างกันอย่างนี้ อารมณ์อันเป็นกามาวจรกุศล เป็นอารัมมณปัจจัยแก่ธรรม ๖ หมวดเหล่านี้ คือกามาวจรกุศล รูปาวจรกุศล อกุศล กามาวจรวิบาก กามาวจรกิริยา รูปาวจรกิริยา. อารมณ์อันเป็นรูปาวจรกุศลเป็นอารัมมณปัจจัยแก่ธรรม ๖ หมวดเหล่านั้น เพียง ๕ หมวด คือเว้นกามาวจรวิบากอารมณ์ที่เป็นโลกุตตระเป็นอารัมมณปัจจัยเฉพาะแก่กุศลและกิริยาเท่านั้น โดยที่กุศลและกิริยานั้นเป็นกามาวจรและรูปาวจร. อารมณ์ที่เป็นอกุศลเป็นปัจจัยแก่ธรรม ๖ หมวดเหล่านี้คือ กามาวจรกุศล รูปาวจรกุศล อกุศล กามาวจรวิบาก กามาวจรกิริยาและรูปาวจรกิริยา. อารมณ์ที่เป็นกามาวจรวิบากเป็นอารัมมณปัจจัยแก่ธรรม ๖ หมวดเหล่านี้คือ กามาวจรกุศล รูปาวจรกุศล อกุศล กามาวจรวิบาก กามาวจรกิริยา รูปาวจรกิริยาอารมณ์ที่เป็นรูปาวจรวิบากเป็นอารัมมณปัจจัยแก่ธรรม ๕ หมวดเหล่านี้คือ กามาวจรกุศล รูปาวจรกุศล อกุศล กามาวจรกิริยาและรูปาวจรกิริยา.
แม้อารมณ์ที่เป็นอรูปาวจรวิบากก็เป็นอารัมมณปัจจัยแก่ธรรม ๕ หมวดเหล่านี้เหมือนกัน. อารมณ์ที่เป็นโลกุตตรวิบากเป็นอารัมมณปัจจัยเฉพาะแก่กุศลและกิริยาเท่านั้น โดยกุศลและกิริยานั้นเป็นกามาวจรและรูปาวจร. อารมณ์ที่เป็นกามาวจรกิริยาเป็นอารัมมณปัจจัยแก่ธรรม ๖ หมวดเหล่านี้คือ กามาวจรกุศล รูปาวจรกุศล อกุศล กามาวจรวิบาก กามาวจรกิริยาและรูปาวจรกิริยา.
บรรดาธรรม ๖ หมวดเหล่านี้ อารมณ์ที่เป็นรูปาวจรกิริยา เป็นอารัมมณปัจจัยแก่ธรรม ๕ หมวด เว้นกามาวจรวิบาก. อารมณ์ที่เป็นอรูปาวจรกิริยา เป็นอารัมมณปัจจัยแก่ธรรม ๖ หมวดเหล่านี้ คือ ๕ หมวดเหล่านั้นและอรูปาวจรกิริยา. อารมณ์คือรูป กล่าวคือรูปขันธ์ที่มีสมุฏฐาน ๔ เป็นอารัมมณปัจจัยแก่ธรรม ๖ หมวดเหล่านี้คือ กามาวจรกุศล รูปาวจรกุศล อกุศล กามาวจรวิบาก กามาวจรกิริยาและรูปาวจรกิริยา.
อารมณ์คือนิพพาน เป็นอารัมมณปัจจัยแก่ธรรม ๖ หมวดเหล่านี้คือ กามาวจรกุศล รูปาวจรกุศล โลกุตตรกุศล โลกุตตรวิบาก กามาวจรกิริยาและรูปาวจรกิริยา. อาจารย์บางพวกไม่เอารูปาวจรกุศล และรูปาวจรกิริยา คำนั้น ผู้ศึกษาพึงพิจารณาโดยที่ถูกที่ควร. ส่วนอารมณ์ที่เป็นบัญญัติซึ่งมีประการต่างๆ เป็นอารัมมณปัจจัยแก่ธรรม ๙ หมวดเหล่านี้คือ กุศลที่เป็นไปในภูมิทั้ง ๓.
บรรดาอารมณ์เหล่านั้น อารมณ์ใดๆ เป็นปัจจัยแก่ธรรมใดๆ ธรรมนั้นๆ ชื่อว่าเป็นปัจจยุบบันแห่งอารมณ์นั้นๆ. ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัยโดยธรรมที่เป็นปัจจยุบบันในอารัมมณปัจจัย ดังพรรณนามานี้ แล.
วรรณนานิทเทสแห่งอารัมมณปัจจัย จบ. -----------------------------------------------------