ชัมพุขาทกสังยุตต์
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ชมฺพุขาทกสํยุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค ชัมพุขาทกสังยุตต์
เอกํ สมยํ อายสฺมา สารีปุตฺโต มคเธสุ วิหรติ นาลคามเก ฯ อถ โข ชมฺพุขาทโก ปริพฺพาชโก เยนายสฺมา สารีปุตฺโต เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมตา สารีปุตฺเตน สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข ชมฺพุขาทโก ปริพฺพาชโก อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ เอตทโวจ นิพฺพานํ นิพฺพานนฺติ อาวุโส สารีปุตฺต วุจฺจติ กตมํ นุ โข อาวุโส นิพฺพานนฺติ ฯ {๔๙๗.๑} โย โข อาวุโส ราคกฺขโย โทสกฺขโย โมหกฺขโย อิทํ วุจฺจติ นิพฺพานนฺติ ฯ อตฺถิ ปนาวุโส มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา เอตสฺส นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยายาติ ฯ อตฺถิ โข อาวุโส มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา เอตสฺส นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยายาติ ฯ กตโม ปนาวุโส มคฺโค กตมา ปฏิปทา เอตสฺส นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยายาติ ฯ อยเมว โข อาวุโส อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เอตสฺส นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ฯ เสยฺยถีทํ ฯ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ ฯ อยํ โข อาวุโส มคฺโค อยํ ปฏิปทา เอตสฺส นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยายาติ ฯ ภทฺทโก อาวุโส มคฺโค ภทฺทิกา ปฏิปทา เอตสฺส นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย อลญฺจ ปนาวุโส สารีปุตฺต อปฺปมาทายาติ ฯ
สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรอยู่ ณ บ้านนาลคาม ในแคว้นมคธครั้งนั้นแล ปริพาชกชื่อว่าชัมพุขาทกะ เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับท่านพระสารีบุตร ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่งณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ถามท่านพระสารีบุตรว่า ดูกรท่านสารีบุตรที่เรียกว่า นิพพานๆ ดังนี้ นิพพานเป็นไฉนหนอ ท่านพระสารีบุตรตอบว่าดูกรผู้มีอายุ ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้เรียกว่านิพพาน ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคามีอยู่หรือ ปฏิปทามีอยู่หรือ เพื่อกระทำนิพพานนั้นให้แจ้ง ฯ สา. มีอยู่ ผู้มีอายุ ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคาเป็นไฉน ปฏิปทาเป็นไฉน เพื่อกระทำนิพพานนั้นให้แจ้ง ฯ สา. ดูกรผู้มีอายุ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบความดำริชอบ วาจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ เพียรชอบ ตั้งสติชอบตั้งใจมั่นชอบ นี้แลเป็นมรรคา เป็นปฏิปทาเพื่อกระทำนิพพานนั้นให้แจ้ง ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคาดีนัก ปฏิปทาดีนัก เพื่อกระทำนิพพานให้แจ้ง และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท นะท่านสารีบุตร ฯ
อรหตฺตํ อรหตฺตนฺติ อาวุโส สารีปุตฺต วุจฺจติ กตมํ นุ โข อาวุโส อรหตฺตนฺติ ฯ โย โข อาวุโส ราคกฺขโย โทสกฺขโย โมหกฺขโย อิทํ วุจฺจติ อรหตฺตนฺติ ฯ อตฺถิ ปนาวุโส มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา เอตสฺส อรหตฺตสฺส สจฺฉิกิริยายาติ ฯ อตฺถิ โข อาวุโส มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา เอตสฺส อรหตฺตสฺส สจฺฉิกิริยายาติ ฯ กตโม ปนาวุโส มคฺโค กตมา ปฏิปทา เอตสฺส อรหตฺตสฺส สจฺฉิกิริยายาติ ฯ อยเมว โข อาวุโส อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เอตสฺส อรหตฺตสฺส สจฺฉิกิริยาย ฯ เสยฺยถีทํ ฯ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ อยํ โข อาวุโส มคฺโค อยํ ปฏิปทา เอตสฺส อรหตฺตสฺส สจฺฉิกิริยายาติ ฯ ภทฺทโก อาวุโส มคฺโค ภทฺทิกา ปฏิปทา เอตสฺส อรหตฺตสฺส สจฺฉิกิริยาย อลญฺจ ปนาวุโส สารีปุตฺต อปฺปมาทายาติ ฯ
ดูกรท่านสารีบุตร ที่เรียกว่า อรหัตๆ ดังนี้ อรหัตเป็นไฉน ฯ สา. ดูกรผู้มีอายุ ธรรมเป็นที่สิ้นราคะ ธรรมเป็นที่สิ้นโทสะ ธรรมเป็นที่สิ้นโมหะ นี้เรียกว่าอรหัต ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคามีอยู่หรือ ปฏิปทามีอยู่หรือ เพื่อกระทำอรหัตนั้นให้แจ้ง ฯ สา. มีอยู่ ผู้มีอายุ ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคาเป็นไฉน ปฏิปทาเป็นไฉน เพื่อกระทำอรหัตนั้นให้แจ้ง ฯ สา. ดูกรผู้มีอายุ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบฯลฯ ตั้งใจมั่นชอบ นี้แลเป็นมรรคา เป็นปฏิปทา เพื่อกระทำอรหัตนั้นให้แจ้ง ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคาดีนัก ปฏิปทาดีนัก เพื่อกระทำอรหัตนั้นให้แจ้ง และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท นะท่านสารีบุตร ฯ
เก นุ โข อาวุโส สารีปุตฺต โลเก ธมฺมวาทิโน เก โลเก สุปฏิปนฺนา เก โลเก สุคตาติ ฯ เย โข อาวุโส ราคปฺปหานาย ธมฺมํ เทเสนฺติ โทสปฺปหานาย ธมฺมํ เทเสนฺติ โมหปฺปหานาย ธมฺมํ เทเสนฺติ เต โลเก ธมฺมวาทิโน ฯ เย โข อาวุโส ราคสฺส ปหานาย ปฏิปนฺนา โทสสฺส ปหานาย ปฏิปนฺนา โมหสฺส ปหานาย ปฏิปนฺนา เต โลเก สุปฏิปนฺนา ฯ เยสํ โข อาวุโส ราโค ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวงฺคโต อายตึ อนุปฺปาทธมฺโม โทโส ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวงฺคโต อายตึ อนุปฺปาทธมฺโม โมโห ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวงฺคโต อายตึ อนุปฺปาทธมฺโม เต โลเก สุคตาติ ฯ {๔๙๙.๑} อตฺถิ ปนาวุโส มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา เอตสฺส ราคสฺส โทสสฺส โมหสฺส ปหานายาติ ฯ อตฺถิ โข อาวุโส มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา เอตสฺส ราคสฺส โทสสฺส โมหสฺส ปหานายาติ ฯ กตโม ปนาวุโส มคฺโค กตมา ปฏิปทา เอตสฺส ราคสฺส โทสสฺส โมหสฺส ปหานายาติ ฯ อยเมว โข อาวุโส อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เอตสฺส ราคสฺส โทสสฺส โมหสฺส ปหานาย ฯ เสยฺยถีทํ ฯ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ อยํ โข อาวุโส มคฺโค อยํ ปฏิปทา เอตสฺส ราคสฺส โทสสฺส โมหสฺส ปหานายาติ ฯ ภทฺทโก อาวุโส มคฺโค ภทฺทิกา ปฏิปทา เอตสฺส ราคสฺส โทสสฺส โมหสฺส ปหานาย อลญฺจ ปน อาวุโส สารีปุตฺต อปฺปมาทายาติ ฯ
ดูกรท่านสารีบุตร ใครหนอเป็นธรรมวาทีในโลก ใครเป็นผู้ ปฏิบัติดีในโลก ใครเป็นผู้ไปดีแล้วในโลก ฯ สา. ดูกรผู้มีอายุ ท่านผู้ใดแสดงธรรมเพื่อละราคะ โทสะ โมหะท่านผู้นั้นเป็นธรรมวาทีในโลก อนึ่ง ท่านผู้ใดปฏิบัติเพื่อละราคะ โทสะ โมหะท่านผู้นั้นเป็นผู้ปฏิบัติดีในโลก ราคะ โทสะ โมหะ อันท่านผู้ใดละแล้ว ถอนรากเสียแล้วทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน กระทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ท่านผู้นั้นเป็นผู้ไปดีแล้วในโลก ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคามีอยู่หรือ ปฏิปทามีอยู่หรือ เพื่อละราคะโทสะ โมหะนั้น ฯ สา. มีอยู่ ผู้มีอายุ ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคาเป็นไฉน ปฏิปทาเป็นไฉน เพื่อละราคะโทสะ โมหะนั้น ฯ สา. อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ตั้งใจมั่น-*ชอบ นี้แลเป็นมรรคา เป็นปฏิปทาเพื่อละราคะ โทสะ โมหะนั้น ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคาดีนัก ปฏิปทาดีนัก เพื่อละราคะ โทสะโมหะนั้น และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท นะท่านสารีบุตร ฯ
กิมตฺถิยํ อาวุโส สารีปุตฺต สมเณ โคตเม พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ ฯ ทุกฺขสฺส โข อาวุโส ปริญฺญตฺถํ ภควติ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ ฯ อตฺถิ ปนาวุโส มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา เอตสฺส ทุกฺขสฺส ปริญฺญายาติ ฯ อตฺถิ โข อาวุโส มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา เอตสฺส ทุกฺขสฺส ปริญฺญายาติ ฯ กตโม ปนาวุโส มคฺโค กตมา ปฏิปทา เอตสฺส ทุกฺขสฺส ปริญฺญายาติ ฯ อยเมว โข อาวุโส อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เอตสฺส ทุกฺขสฺส ปริญฺญาย ฯ เสยฺยถีทํ ฯ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ อยํ โข อาวุโส มคฺโค อยํ ปฏิปทา เอตสฺส ทุกฺขสฺส ปริญฺญายาติ ฯ ภทฺทโก อาวุโส มคฺโค ภทฺทิกา ปฏิปทา เอตสฺส ทุกฺขสฺส ปริญฺญาย อลญฺจ ปนาวุโส สารีปุตฺต อปฺปมาทายาติ ฯ
ดูกรท่านสารีบุตร ท่านอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระสมณะ โคดม เพื่อประโยชน์อะไร ฯ สา. ดูกรผู้มีอายุ เราอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อกำหนดรู้ทุกข์ ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคามีอยู่หรือ ปฏิปทามีอยู่หรือ เพื่อกำหนดรู้ทุกข์นั้น ฯ สา. มีอยู่ ผู้มีอายุ ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคาเป็นไฉน ปฏิปทาเป็นไฉน เพื่อกำหนดรู้ทุกข์นั้น ฯ สา. ดูกรผู้มีอายุ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบฯลฯ ตั้งใจมั่นชอบ นี้แลเป็นมรรคา เป็นปฏิปทา เพื่อกำหนดรู้ทุกข์นั้น ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคาดีนัก ปฏิปทาดีนัก เพื่อกำหนดรู้ทุกข์นั้นและเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท นะท่านสารีบุตร ฯ
อสฺสาสปตฺโต อสฺสาสปตฺโตติ อาวุโส สารีปุตฺต วุจฺจติ กิตฺตาวตา นุ โข อาวุโส สารีปุตฺต อสฺสาสปตฺโต โหตีติ ฯ ยโต โข อาวุโส ภิกฺขุ ฉนฺนํ ผสฺสายตนานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ ยถาภูตํ ปชานาติ เอตฺตาวตา โข อาวุโส อสฺสาสปตฺโต โหตีติ ฯ อตฺถิ ปนาวุโส มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา เอตสฺส อสฺสาสสฺส สจฺฉิกิริยายาติ ฯ อตฺถิ โข อาวุโส มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา เอตสฺส อสฺสาสสฺส สจฺฉิกิริยายาติ ฯ กตโม ปนาวุโส มคฺโค กตมา ปฏิปทา เอตสฺส อสฺสาสสฺส สจฺฉิกิริยายาติ ฯ อยเมว โข อาวุโส อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เอตสฺส อสฺสาสสฺส สจฺฉิกิริยาย ฯ เสยฺยถีทํ ฯ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ อยํ โข อาวุโส มคฺโค อยํ ปฏิปทา เอตสฺส อสฺสาสสฺส สจฺฉิกิริยายาติ ฯ ภทฺทโก อาวุโส มคฺโค ภทฺทิกา ปฏิปทา เอตสฺส อสฺสาสสฺส สจฺฉิกิริยาย อลญฺจ ปนาวุโส สารีปุตฺต อปฺปมาทายาติ ฯ
ดูกรท่านสารีบุตร ที่เรียกว่า ถึงความโล่งใจๆ ดังนี้ ด้วยเหตุ เพียงเท่าไรหนอแล จึงจะชื่อว่าถึงความโล่งใจ ฯ สา. ดูกรผู้มีอายุ เมื่อไรภิกษุย่อมรู้ความเกิด ความดับ คุณ โทษและอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ตามความเป็นจริง ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล จึงจะชื่อว่าถึงความโล่งใจ ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคามีอยู่หรือ ปฏิปทามีอยู่หรือ เพื่อกระทำความโล่งใจนั้นให้แจ้ง ฯ สา. มีอยู่ ผู้มีอายุ ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคาเป็นไฉน ปฏิปทาเป็นไฉน เพื่อกระทำความโล่งใจนั้นให้แจ้ง ฯ สา. อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ตั้งใจมั่นชอบ นี้แลเป็นมรรคา เป็นปฏิปทา เพื่อกระทำความโล่งใจนั้นให้แจ้ง ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคาดีนัก ปฏิปทาดีนัก เพื่อกระทำความโล่งใจนั้นให้แจ้ง และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท นะท่านสารีบุตร ฯ
ปรมสฺสาสปตฺโต ปรมสฺสาสปตฺโตติ อาวุโส สารีปุตฺต วุจฺจติ กิตฺตาวตา นุ โข อาวุโส ปรมสฺสาสปตฺโต โหตีติ ฯ ยโต โข อาวุโส ภิกฺขุ ฉนฺนํ ผสฺสายตนานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ ยถาภูตํ วิทิตฺวา อนุปาทา วิมุตฺโต โหติ เอตฺตาวตา โข อาวุโส ปรมสฺสาสปตฺโต โหตีติ ฯ อตฺถิ ปนาวุโส มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา เอตสฺส ปรมสฺสาสสฺส สจฺฉิกิริยายาติ ฯ อตฺถิ โข อาวุโส มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา เอตสฺส ปรมสฺสาสสฺส สจฺฉิกิริยายาติ ฯ กตโม ปน อาวุโส มคฺโค กตมา ปฏิปทา เอตสฺส ปรมสฺสาสสฺส สจฺฉิกิริยายาติ ฯ อยเมว โข อาวุโส อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เอตสฺส ปรมสฺสาสสฺส สจฺฉิกิริยาย ฯ เสยฺยถีทํ ฯ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ อยํ โข อาวุโส มคฺโค อยํ ปฏิปทา เอตสฺส ปรมสฺสาสสฺส สจฺฉิกิริยายาติ ฯ ภทฺทโก อาวุโส มคฺโค ภทฺทิกา ปฏิปทา เอตสฺส ปรมสฺสาสสฺส สจฺฉิกิริยาย อลญฺจ ปนาวุโส สารีปุตฺต อปฺปมาทายาติ ฯ
ดูกรท่านสารีบุตร ที่เรียกว่า ถึงความโล่งใจอย่างยิ่งๆ ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล จึงจะชื่อว่าถึงความโล่งใจอย่างยิ่ง ฯ สา. ดูกรผู้มีอายุ เมื่อไรภิกษุรู้ความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ตามความเป็นจริงแล้ว เป็นผู้หลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล จึงจะชื่อว่าถึงความโล่งใจอย่างยิ่ง ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคามีอยู่หรือ ปฏิปทามีอยู่หรือ เพื่อกระทำความโล่งใจอย่างยิ่งนั้นให้แจ้ง ฯ สา. มีอยู่ ผู้มีอายุ ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคาเป็นไฉน ปฏิปทาเป็นไฉน เพื่อกระทำความโล่งใจอย่างยิ่งนั้นให้แจ้ง ฯ สา. ดูกรผู้มีอายุ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบฯลฯ ตั้งใจมั่นชอบ นี้แลเป็นมรรคา เป็นปฏิปทา เพื่อกระทำความโล่งใจอย่างยิ่งนั้นให้แจ้ง ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคาดีนัก ปฏิปทาดีนัก เพื่อกระทำความโล่งใจอย่างยิ่งนั้นให้แจ้ง และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท นะท่านสารีบุตร ฯ
เวทนา เวทนาติ อาวุโส สารีปุตฺต วุจฺจติ กตมา นุ โข อาวุโส เวทนาติ ฯ ติสฺโส อิมา อาวุโส เวทนา ฯ กตมา ติสฺโส สุขา เวทนา ทุกฺขา เวทนา อทุกฺขมสุขา เวทนา ฯ อิมา โข อาวุโส ติสฺโส เวทนาติ ฯ อตฺถิ ปนาวุโส มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา เอตาสํ ติสฺสนฺนํ เวทนานํ ปริญฺญายาติ ฯ อตฺถิ โข อาวุโส มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา เอตาสํ ติสฺสนฺนํ เวทนานํ ปริญฺญายาติ ฯ กตโม ปนาวุโส มคฺโค กตมา ปฏิปทา เอตาสํ ติสฺสนฺนํ เวทนานํ ปริญฺญายาติ ฯ อยเมว โข อาวุโส อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เอตาสํ ติสฺสนฺนํ เวทนานํ ปริญฺญาย ฯ เสยฺยถีทํ ฯ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ อยํ โข อาวุโส มคฺโค อยํ ปฏิปทา เอตาสํ ติสฺสนฺนํ เวทนานํ ปริญฺญายาติ ฯ ภทฺทโก อาวุโส มคฺโค ภทฺทิกา ปฏิปทา เอตาสํ ติสฺสนฺนํ เวทนานํ ปริญฺญาย อลญฺจ ปนาวุโส สารีปุตฺต อปฺปมาทายาติ ฯ
ดูกรท่านสารีบุตร ที่เรียกว่า เวทนาๆ ดังนี้ เวทนา เป็นไฉนหนอ ฯ สา. ดูกรผู้มีอายุ เวทนา ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน คือ สุขเวทนาทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา เวทนา ๓ อย่าง นี้แล ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคามีอยู่หรือ ปฏิปทามีอยู่หรือ เพื่อกำหนดรู้เวทนา ๓ อย่างนั้น ฯ สา. มีอยู่ ผู้มีอายุ ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคาเป็นไฉน ปฏิปทาเป็นไฉน เพื่อกำหนดรู้เวทนา ๓ อย่างนั้น ฯ สา. ดูกรผู้มีอายุ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือความเห็นชอบ ฯลฯ ตั้งใจมั่นชอบ นี้แลเป็นมรรคา เป็นปฏิปทา เพื่อกำหนดรู้เวทนา ๓ อย่างนั้น ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคาดีนัก ปฏิปทาดีนัก เพื่อกำหนดรู้เวทนา๓ อย่างนั้น และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท นะท่านสารีบุตร ฯ
อาสโว อาสโวติ อาวุโส สารีปุตฺต วุจฺจติ กตโม นุ โข อาวุโส อาสโวติ ฯ ตโยเม อาวุโส อาสวา กามาสโว ภวาสโว อวิชฺชาสโว อิเม โข อาวุโส ตโย อาสวาติ ฯ อตฺถิ ปนาวุโส มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา เอเตสํ อาสวานํ ปหานายาติ ฯ อตฺถิ โข อาวุโส มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา เอเตสํ อาสวานํ ปหานายาติ ฯ กตโม ปนาวุโส มคฺโค กตมา ปฏิปทา เอเตสํ อาสวานํ ปหานายาติ ฯ อยเมว โข อาวุโส อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เอเตสํ อาสวานํ ปหานาย ฯ เสยฺยถีทํ ฯ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ อยํ โข อาวุโส มคฺโค อยํ ปฏิปทา เอเตสํ อาสวานํ ปหานายาติ ฯ ภทฺทโก อาวุโส มคฺโค ภทฺทิกา ปฏิปทา เอเตสํ อาสวานํ ปหานาย อลญฺจ ปนาวุโส สารีปุตฺต อปฺปมาทายาติ ฯ
ดูกรท่านสารีบุตร ที่เรียกว่า อาสวะๆ ดังนี้ อาสวะเป็นไฉน หนอ ฯ สา. ดูกรผู้มีอายุ อาสวะ ๓ อย่างนี้ คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชา-*สวะ อาสวะ ๓ อย่างนี้แล ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคามีอยู่หรือ ปฏิปทามีอยู่หรือ เพื่อละอาสวะเหล่านั้น ฯ สา. มีอยู่ ผู้มีอายุ ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคาเป็นไฉน ปฏิปทาเป็นไฉน เพื่อละอาสวะเหล่านั้น ฯ สา. ดูกรผู้มีอายุ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบฯลฯ ตั้งใจมั่นชอบ นี้แลเป็นมรรคา เป็นปฏิปทา เพื่อละอาสวะเหล่านั้น ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคาดีนัก ปฏิปทาดีนัก เพื่อละอาสวะเหล่านั้นและเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท นะท่านสารีบุตร ฯ
อวิชฺชา อวิชฺชาติ อาวุโส สารีปุตฺต วุจฺจติ กตมา นุ โข อาวุโส อวิชฺชาติ ฯ ยํ โข อาวุโส ทุกฺเข อญฺญาณํ ทุกฺขสมุทเย อญฺญาณํ ทุกฺขนิโรเธ อญฺญาณํ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย อญฺญาณํ อยํ วุจฺจตาวุโส อวิชฺชาติ ฯ อตฺถิ ปนาวุโส มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา เอติสฺสา อวิชฺชาย ปหานายาติ ฯ อตฺถิ โข อาวุโส มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา เอติสฺสา อวิชฺชาย ปหานายาติ ฯ กตโม ปนาวุโส มคฺโค กตมา ปฏิปทา เอติสฺสา อวิชฺชาย ปหานายาติ ฯ อยเมว โข อาวุโส อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เอติสฺสา อวิชฺชาย ปหานาย ฯ เสยฺยถีทํ ฯ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ อยํ โข อาวุโส มคฺโค อยํ ปฏิปทา เอติสฺสา อวิชฺชาย ปหานายาติ ภทฺทโก อาวุโส มคฺโค ภทฺทิกา ปฏิปทา เอติสฺสา อวิชฺชาย ปหานาย อลญฺจ ปนาวุโส สารีปุตฺต อปฺปมาทายาติ ฯ
ดูกรท่านสารีบุตร ที่เรียกว่า อวิชชาๆ ดังนี้ อวิชชาเป็น ไฉนหนอ ฯ สา. ดูกรผู้มีอายุ ความไม่รู้ในทุกข์ ในเหตุเกิดแห่งทุกข์ ในความดับทุกข์ ในปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับทุกข์ นี้เรียกว่าอวิชชา ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคามีอยู่หรือ ปฏิปทามีอยู่หรือ เพื่อละอวิชชาเหล่านั้น ฯ สา. มีอยู่ ผู้มีอายุ ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคาเป็นไฉน ปฏิปทาเป็นไฉน เพื่อละอวิชชาเหล่านั้น ฯ สา. ดูกรผู้มีอายุ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบฯลฯ ตั้งใจมั่นชอบ นี้แลเป็นมรรคา เป็นปฏิปทา เพื่อละอวิชชาเหล่านั้น ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคาดีนัก ปฏิปทาดีนัก เพื่อละอวิชชาเหล่านั้น และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท นะท่านสารีบุตร ฯ
ตณฺหา ตณฺหาติ อาวุโส สารีปุตฺต วุจฺจติ กตมา นุ โข อาวุโส ตณฺหาติ ฯ ติสฺโส อิมา อาวุโส ตณฺหา กามตณฺหา ภวตณฺหา วิภวตณฺหา ฯ อิมา โข อาวุโส ติสฺโส ตณฺหาติ ฯ อตฺถิ ปนาวุโส มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา เอตาสํ ตณฺหานํ ปหานายาติ ฯ อตฺถิ โข อาวุโส มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา เอตาสํ ตณฺหานํ ปหานายาติ ฯ กตโม ปนาวุโส มคฺโค กตมา ปฏิปทา เอตาสํ ตณฺหานํ ปหานายาติ ฯ อยเมว โข อาวุโส อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เอตาสํ ตณฺหานํ ปหานาย ฯ เสยฺยถีทํ ฯ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ อยํ โข อาวุโส มคฺโค อยํ ปฏิปทา เอตาสํ ตณฺหานํ ปหานายาติ ฯ ภทฺทโก อาวุโส มคฺโค ภทฺทิกา ปฏิปทา เอตาสํ ตณฺหานํ ปหานาย อลญฺจ ปนาวุโส สารีปุตฺต อปฺปมาทายาติ ฯ
ดูกรท่านสารีบุตร ที่เรียกว่า ตัณหาๆ ดังนี้ ตัณหาเป็นไฉน หนอ ฯ สา. ดูกรผู้มีอายุ ตัณหา ๓ ประการนี้ คือ กามตัณหา ภวตัณหาวิภวตัณหา ตัณหา ๓ ประการนี้แล ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคามีอยู่หรือ ปฏิปทามีอยู่หรือ เพื่อละตัณหาเหล่านั้น ฯ สา. มีอยู่ ผู้มีอายุ ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคาเป็นไฉน ปฏิปทาเป็นไฉน เพื่อละตัณหาเหล่านั้น ฯ สา. ดูกรท่านผู้มีอายุ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบฯลฯ ตั้งใจมั่นชอบ นี้แลเป็นมรรคา เป็นปฏิปทา เพื่อละตัณหาเหล่านั้น ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคาดีนัก ปฏิปทาดีนัก เพื่อละตัณหาเหล่านั้นและเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท นะท่านสารีบุตร ฯ
โอโฆ โอโฆติ อาวุโส สารีปุตฺต วุจฺจติ กตโม นุ โข อาวุโส โอโฆติ ฯ จตฺตาโรเม อาวุโส โอฆา กาโมโฆ ภโวโฆ ทิฏฺโฐโฆ อวิชฺโชโฆ ฯ อิเม โข อาวุโส จตฺตาโร โอฆาติ ฯ อตฺถิ ปนาวุโส มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา เอเตสํ โอฆานํ ปหานายาติ ฯ อตฺถิ โข อาวุโส มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา เอเตสํ โอฆานํ ปหานายาติ ฯ กตโม ปนาวุโส มคฺโค กตมา ปฏิปทา เอเตสํ โอฆานํ ปหานายาติ ฯ อยเมว โข อาวุโส อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เอเตสํ โอฆานํ ปหานาย ฯ เสยฺยถีทํ ฯ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ อยํ โข อาวุโส มคฺโค อยํ ปฏิปทา เอเตสํ โอฆานํ ปหานายาติ ฯ ภทฺทโก อาวุโส มคฺโค ภทฺทิกา ปฏิปทา เอเตสํ โอฆานํ ปหานาย อลญฺจ ปนาวุโส สารีปุตฺต อปฺปมาทายาติ ฯ
ดูกรท่านสารีบุตร ที่เรียกว่า โอฆะๆ ดังนี้ โอฆะเป็นไฉน หนอ ฯ สา. ดูกรผู้มีอายุ โอฆะ ๔ ประการนี้ คือ กาโมฆะ ภโวฆะ ทิฏโฐฆะอวิชโชฆะ โอฆะ ๔ ประการนี้แล ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคามีอยู่หรือ ปฏิปทามีอยู่หรือ เพื่อละโอฆะเหล่านั้น ฯ สา. มีอยู่ ผู้มีอายุ ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคาเป็นไฉน ปฏิปทาเป็นไฉน เพื่อละโอฆะเหล่านั้น ฯ สา. ดูกรผู้มีอายุ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบฯลฯ ตั้งใจมั่นชอบ นี้แลเป็นมรรคา เป็นปฏิปทา เพื่อละโอฆะเหล่านั้น ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคาดีนัก ปฏิปทาดีนัก เพื่อละโอฆะเหล่านั้นและเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท นะท่านสารีบุตร ฯ
อุปาทานํ อุปาทานนฺติ อาวุโส สารีปุตฺต วุจฺจติ กตมํ นุ โข อาวุโส อุปาทานนฺติ ฯ จตฺตารีมานิ อาวุโส อุปาทานานิ กามุปาทานํ ทิฏฺฐุปาทานํ สีลพฺพตุปาทานํ อตฺตวาทุปาทานํ ฯ อิมานิ โข อาวุโส จตฺตาริ อุปาทานานีติ ฯ อตฺถิ ปนาวุโส มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา เอเตสํ อุปาทานานํ ปหานายาติ ฯ อตฺถิ โข อาวุโส มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา เอเตสํ อุปาทานานํ ปหานายาติ ฯ กตโม ปนาวุโส มคฺโค กตมา ปฏิปทา เอเตสํ อุปาทานานํ ปหานายาติ ฯ อยเมว โข อาวุโส อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เอเตสํ อุปาทานานํ ปหานาย ฯ เสยฺยถีทํ ฯ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ อยํ โข อาวุโส มคฺโค อยํ ปฏิปทา เอเตสํ อุปาทานานํ ปหานายาติ ฯ ภทฺทโก อาวุโส มคฺโค ภทฺทิกา ปฏิปทา เอเตสํ อุปาทานานํ ปหานาย อลญฺจ ปนาวุโส สารีปุตฺต อปฺปมาทายาติ ฯ
ดูกรท่านสารีบุตร ที่เรียกว่า อุปาทานๆ ดังนี้ อุปาทานเป็น ไฉนหนอ ฯ สา. ดูกรผู้มีอายุ อุปาทาน ๔ ประการนี้ คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทานสีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน อุปาทาน ๔ ประการนี้แล ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคามีอยู่หรือ ปฏิปทามีอยู่หรือ เพื่อละอุปาทานเหล่านั้น ฯ สา. มีอยู่ ผู้มีอายุ ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคาเป็นไฉน ปฏิปทาเป็นไฉน เพื่อละอุปาทานเหล่านั้น ฯ สา. ดูกรผู้มีอายุ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบฯลฯ ตั้งใจมั่นชอบ นี้แลเป็นมรรคา เป็นปฏิปทา เพื่อละอุปาทานเหล่านั้น ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคาดีนัก ปฏิปทาดีนัก เพื่อละอุปาทานเหล่านั้นและเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท นะท่านสารีบุตร ฯ
ภโว ภโวติ อาวุโส สารีปุตฺต วุจฺจติ กตโม นุ โข อาวุโส ภโวติ ฯ ตโยเม อาวุโส ภวา กามภโว รูปภโว อรูปภโว ฯ อิเม โข อาวุโส ตโย ภวาติ ฯ อตฺถิ ปนาวุโส มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา เอเตสํ ภวานํ ปริญฺญายาติ ฯ อตฺถิ โข อาวุโส มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา เอเตสํ ภวานํ ปริญฺญายาติ ฯ กตโม ปนาวุโส มคฺโค กตมา ปฏิปทา เอเตสํ ภวานํ ปริญฺญายาติ ฯ อยเมว โข อาวุโส อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เอเตสํ ภวานํ ปริญฺญาย ฯ เสยฺยถีทํ ฯ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ อยํ โข อาวุโส มคฺโค อยํ ปฏิปทา เอเตสํ ภวานํ ปริญฺญายาติ ฯ ภทฺทโก อาวุโส มคฺโค ภทฺทิกา ปฏิปทา เอเตสํ ภวานํ ปริญฺญาย อลญฺจ ปนาวุโส สารีปุตฺต อปฺปมาทายาติ ฯ
ดูกรท่านสารีบุตร ที่เรียกว่า ภพๆ ดังนี้ ภพเป็นไฉนหนอ ฯ สา. ดูกรผู้มีอายุ ภพ ๓ เหล่านี้ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพภพ ๓ เหล่านี้แล ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคามีอยู่หรือ ปฏิปทามีอยู่หรือ เพื่อกำหนดรู้ภพเหล่านั้น ฯ สา. มีอยู่ ผู้มีอายุ ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคาเป็นไฉน ปฏิปทาเป็นไฉน เพื่อกำหนดรู้ภพเหล่านั้น ฯ สา. ดูกรผู้มีอายุ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบฯลฯ ตั้งใจมั่นชอบ นี้แลเป็นมรรคา เป็นปฏิปทา เพื่อกำหนดรู้ภพเหล่านั้น ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคาดีนัก ปฏิปทาดีนัก เพื่อกำหนดรู้ภพเหล่านั้น และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท นะท่านสารีบุตร ฯ
ทุกฺขํ ทุกฺขนฺติ อาวุโส สารีปุตฺต วุจฺจติ กตมํ นุ โข อาวุโส ทุกฺขนฺติ ฯ ติสฺโส อิมา อาวุโส ทุกฺขตา ทุกฺขทุกฺขตา สงฺขารทุกฺขตา วิปริณามทุกฺขตา ฯ อิมา โข อาวุโส ติสฺโส ทุกฺขตาติ ฯ อตฺถิ ปนาวุโส มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา เอตาสํ ทุกฺขตานํ ปริญฺญายาติ ฯ อตฺถิ โข อาวุโส มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา เอตาสํ ทุกฺขตานํ ปริญฺญายาติ ฯ กตโม ปนาวุโส มคฺโค กตมา ปฏิปทา เอตาสํ ทุกฺขตานํ ปริญฺญายาติ ฯ อยเมว โข อาวุโส อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เอตาสํ ทุกฺขตานํ ปริญฺญาย ฯ เสยฺยถีทํ ฯ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ อยํ โข อาวุโส มคฺโค อยํ ปฏิปทา เอตาสํ ทุกฺขตานํ ปริญฺญายาติ ฯ ภทฺทโก อาวุโส มคฺโค ภทฺทิกา ปฏิปทา เอตาสํ ทุกฺขตานํ ปริญฺญาย อลญฺจ ปนาวุโส สารีปุตฺต อปฺปมาทายาติ ฯ
ดูกรท่านสารีบุตร ที่เรียกว่า ทุกข์ๆ ดังนี้ ทุกข์เป็นไฉน หนอ ฯ สา. ดูกรผู้มีอายุ สภาพทุกข์ ๓ ประการนี้ คือ สภาพทุกข์คือทุกข์สภาพทุกข์คือสังขาร สภาพทุกข์คือความแปรปรวน สภาพทุกข์ ๓ ประการนี้แล ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคามีอยู่หรือ ปฏิปทามีอยู่หรือ เพื่อกำหนดรู้สภาพทุกข์เหล่านั้น ฯ สา. มีอยู่ ผู้มีอายุ ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคาเป็นไฉน ปฏิปทาเป็นไฉน เพื่อกำหนดรู้สภาพทุกข์เหล่านั้น ฯ สา. ดูกรผู้มีอายุ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือความเห็นชอบฯลฯ ตั้งใจมั่นชอบ นี้แลเป็นมรรคา เป็นปฏิปทา เพื่อกำหนดรู้สภาพทุกข์เหล่านั้น ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคาดีนัก ปฏิปทาดีนัก เพื่อกำหนดรู้สภาพทุกข์เหล่านั้น และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท นะท่านสารีบุตร ฯ
สกฺกาโย สกฺกาโยติ อาวุโส สารีปุตฺต วุจฺจติ กตมา นุ โข อาวุโส สกฺกาโยติ ฯ ปญฺจิเม อาวุโส อุปาทานกฺขนฺธา สกฺกาโย วุตฺตา ภควตา ฯ เสยฺยถีทํ ฯ รูปูปาทานกฺขนฺโธ เวทนูปาทานกฺขนฺโธ สญฺญูปาทานกฺขนฺโธ สงฺขารูปาทานกฺขนฺโธ วิญฺญาณูปาทานกฺขนฺโธ อิเม โข อาวุโส ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา สกฺกาโย วุตฺตา ภควตาติ ฯ อตฺถิ ปนาวุโส มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา เอตสฺส สกฺกายสฺส ปริญฺญายาติ ฯ อตฺถิ โข อาวุโส มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา เอตสฺส สกฺกายสฺส ปริญฺญายาติ ฯ กตโม ปนาวุโส มคฺโค กตมา ปฏิปทา เอตสฺส สกฺกายสฺส ปริญฺญายาติ ฯ อยเมว โข อาวุโส อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เอตสฺส สกฺกายสฺส ปริญฺญาย ฯ เสยฺยถีทํ ฯ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ อยํ โข อาวุโส มคฺโค อยํ ปฏิปทา เอตสฺส สกฺกายสฺส ปริญฺญายาติ ฯ ภทฺทโก อาวุโส มคฺโค ภทฺทิกา ปฏิปทา เอตสฺส สกฺกายสฺส ปริญฺญาย อลญฺจ ปนาวุโส สารีปุตฺต อปฺปมาทายาติ ฯ
ดูกรท่านสารีบุตร ที่เรียกว่า สักกายะๆ ดังนี้ สักกายะเป็น ไฉนหนอ ฯ สา. ดูกรผู้มีอายุ อุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้ คือ อุปาทานขันธ์คือรูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสว่าสักกายะ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคามีอยู่หรือ ปฏิปทามีอยู่หรือ เพื่อกำหนดรู้สักกายะนั้น ฯ สา. มีอยู่ ผู้มีอายุ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคาเป็นไฉน ปฏิปทาเป็นไฉน เพื่อกำหนดรู้สักกายะนั้น ฯ สา. ดูกรท่านผู้มีอายุ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือความเห็นชอบฯลฯ ตั้งใจมั่นชอบ นี้แลเป็นมรรคา เป็นปฏิปทา เพื่อกำหนดรู้สักกายะนั้น ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคาดีนัก ปฏิปทาดีนัก เพื่อกำหนดรู้สักกายะนั้น และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท นะท่านสารีบุตร ฯ
กึ นุ โข อาวุโส สารีปุตฺต อิมสฺมึ ธมฺมวินเย ทุกฺกรนฺติ ฯ ปพฺพชฺชา โข อาวุโส อิมสฺมึ ธมฺมวินเย ทุกฺกราติ ฯ ปพฺพชิเตน ปนาวุโส กึ ทุกฺกรนฺติ ฯ ปพฺพชิเตน โข อาวุโส อภิรติ ทุกฺกราติ ฯ อภิรเตน ปนาวุโส กึ ทุกฺกรนฺติ ฯ อภิรเตน โข อาวุโส ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติ ทุกฺกราติ ฯ กีวจิรํ ปนาวุโส ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน ภิกฺขุ อรหํ อสฺสาติ ฯ น จิรํ อาวุโสติ ฯ ชมฺพุขาทกสํยุตฺตํ สมตฺตํ ฯ ตสฺสุทฺทานํ นิพฺพานํ อรหตฺตญฺจ ธมฺมวาที กิมตฺถิยํ อสฺสาโส ปรมสฺสาโส เวทนา อาสวาวิชฺชา ตณฺหา โอฆา อุปาทานํ ภโว ทุกฺขญฺจ สกฺกาโย อิมสฺมึ ธมฺมวินเย ทุกฺกรนฺติ ฯ ---------------
ดูกรท่านสารีบุตร อะไรหนอ เป็นการยากที่จะกระทำได้ใน ธรรมวินัยนี้ ฯ สา. บรรพชา ผู้มีอายุ ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็สิ่งอะไรอันบุคคลผู้บวชแล้ว กระทำได้โดยยาก ฯ สา. ความยินดียิ่ง ผู้มีอายุ ฯ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็สิ่งอะไร อันภิกษุผู้ยินดียิ่งแล้วกระทำได้โดยยาก ฯ สา. การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ผู้มีอายุ ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว จะพึงเป็นพระอรหันต์ได้นานเพียงไร ฯ สา. ไม่นานนัก ผู้มีอายุ ฯ จบชัมพุขาทกสังยุตต์ -----------------------------------------------------รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. นิพพานสูตร ๒. อรหัตตสูตร ๓. ธรรมวาทีสูตร ๔. กิมัตถิย-*สูตร ๕. อัสสาสสูตร ๖. ปรมัสสาสสูตร ๗. เวทนาสูตร ๘. อาสวสูตร๙. อวิชชาสูตร ๑๐. ตัณหาสูตร ๑๑. โอฆสูตร ๑๒. อุปาทานสูตร ๑๓. ภวสูตร๑๔. ทุกขสูตร ๑๕. สักกายสูตร ๑๖. ทุกกรสูตร ฯ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๔. ชัมพุขาทกสังยุต] ๑. นิพพานปัญหาสูตร ๔. ชัมพุขาทกสังยุต ๑. นิพพานปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาเรื่องนิพพาน
สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรอยู่ ณ หมู่บ้านนาลกคาม แคว้นมคธ ครั้งนั้น ชัมพุขาทกปริพาชกเข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ ได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ได้ถามท่านพระสารีบุตรดังนี้ว่า “ท่านสารีบุตร ที่เรียกกันว่า ‘นิพพาน นิพพาน’ นิพพานเป็นอย่างไร” ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ผู้มีอายุ ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ และ ความสิ้นโมหะ นี้เรียกว่า นิพพาน” “มีมรรค มีปฏิปทาเพื่อทำให้แจ้งนิพพานนั้นอยู่หรือ” “มีมรรค มีปฏิปทาเพื่อทำให้แจ้งนิพพานนั้นอยู่” “มรรคเป็นอย่างไร ปฏิปทาเพื่อทำให้แจ้งนิพพานนั้นเป็นอย่างไร” “ผู้มีอายุ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล เพื่อทำให้แจ้งนิพพานนั้น ได้แก่ ๑. สัมมาทิฏฐิ ๒. สัมมาสังกัปปะ ๓. สัมมาวาจา ๔. สัมมากัมมันตะ ๕. สัมมาอาชีวะ ๖. สัมมาวายามะ ๗. สัมมาสติ ๘. สัมมาสมาธิ นี้แลคือมรรค นี้คือปฏิปทาเพื่อทำให้แจ้งนิพพานนั้น” “ท่านสารีบุตร มรรคดีจริงหนอ ปฏิปทาเพื่อทำให้แจ้งนิพพานนั้นดีจริงหนอและควรที่จะไม่ประมาท” นิพพานปัญหาสูตรที่ ๑ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๓๓๕}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๔. ชัมพุขาทกสังยุต] ๓. ธัมมวาทีปัญหาสูตร ๒. อรหัตตปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาเรื่องอรหัต
ชัมพุขาทกปริพาชกถามว่า “ท่านสารีบุตร ที่เรียกกันว่า ‘อรหัตอรหัต’ อรหัตเป็นอย่างไร” ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ผู้มีอายุ ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ และความสิ้นโมหะ นี้เรียกว่า อรหัต” “มีมรรค มีปฏิปทาเพื่อทำให้แจ้งอรหัตนั้นอยู่หรือ” “มีมรรค มีปฏิปทาเพื่อทำให้แจ้งอรหัตนั้นอยู่” “มรรคเป็นอย่างไร ปฏิปทาเพื่อทำให้แจ้งอรหัตนั้นเป็นอย่างไร” “ผู้มีอายุ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล เพื่อทำให้แจ้งอรหัตนั้น ได้แก่ ๑. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ๘. สัมมาสมาธิ นี้แลคือมรรค นี้คือปฏิปทาเพื่อทำให้แจ้งอรหัตนั้น” “ท่านสารีบุตร มรรคดีจริงหนอ ปฏิปทาเพื่อทำให้แจ้งอรหัตนั้นดีจริงหนอและควรที่จะไม่ประมาท” อรหัตตปัญหาสูตรที่ ๒ จบ ๓. ธัมมวาทีปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาเรื่องผู้เป็นธรรมวาที
ชัมพุขาทกปริพาชกถามว่า “ท่านสารีบุตร ใครหนอเป็นธรรมวาที ในโลก ใครเป็นผู้ปฏิบัติดีในโลก ใครเป็นผู้ไปดีแล้วในโลก” ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ผู้มีอายุ คนพวกใดแสดงธรรมเพื่อละราคะ แสดงธรรมเพื่อละโทสะ และแสดงธรรมเพื่อละโมหะ คนพวกนั้นเป็นธรรมวาทีในโลกคนพวกใดปฏิบัติเพื่อละราคะ ปฏิบัติเพื่อละโทสะ และปฏิบัติเพื่อละโมหะ คนพวกนั้นเป็นผู้ปฏิบัติดีในโลก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๓๓๖}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๔. ชัมพุขาทกสังยุต] ๔. กิมัตถิยสูตร และคนพวกใดละราคะได้แล้ว ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ละโทสะได้แล้วตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มีเกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ และละโมหะได้แล้ว ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ คนพวกนั้นเป็นผู้ไปดีแล้วในโลก” “มีมรรค มีปฏิปทาเพื่อละราคะ โทสะ และโมหะนั้นอยู่หรือ” “มีมรรค มีปฏิปทาเพื่อละราคะ โทสะ และโมหะนั้นอยู่” “มรรคเป็นอย่างไร ปฏิปทาเพื่อละราคะ โทสะ และโมหะนั้นเป็นอย่างไร” “ผู้มีอายุ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล เพื่อละราคะ โทสะ และโมหะนั้น ได้แก่ ๑. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ๘. สัมมาสมาธิ นี้แลคือมรรค นี้คือปฏิปทาเพื่อละราคะ โทสะ และโมหะนั้น” “ท่านสารีบุตร มรรคดีจริงหนอ ปฏิปทาเพื่อละราคะ โทสะ และโมหะนั้นดีจริงหนอ และควรที่จะไม่ประมาท” ธัมมวาทีปัญหาสูตรที่ ๓ จบ ๔. กิมัตถิยสูตร ว่าด้วยคำถามเกี่ยวกับประโยชน์ของการประพฤติพรหมจรรย์
ชัมพุขาทกปริพาชกถามว่า “ท่านสารีบุตร ท่านประพฤติพรหมจรรย์ ในพระสมณโคดม เพื่อต้องการอะไร” ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ผู้มีอายุ เราประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพื่อกำหนดรู้ทุกข์” “มีมรรค มีปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้ทุกข์นั้นอยู่หรือ” “มีมรรค มีปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้ทุกข์นั้นอยู่”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๓๓๗}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๔. ชัมพุขาทกสังยุต] ๕. อัสสาสัปปัตตสูตร “มรรคเป็นอย่างไร ปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้ทุกข์นั้นเป็นอย่างไร” “ผู้มีอายุ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล เพื่อกำหนดรู้ทุกข์นั้น ได้แก่ ๑. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ๘. สัมมาสมาธิ นี้แลคือมรรค นี้คือปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้ทุกข์นั้น” “ท่านสารีบุตร มรรคดีจริงหนอ ปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้ทุกข์นั้นดีจริงหนอ และควรที่จะไม่ประมาท” กิมัตถิยสูตรที่ ๔ จบ ๕. อัสสาสัปปัตตสูตร ว่าด้วยผู้ถึงความโล่งใจ
ชัมพุขาทกปริพาชกถามว่า “ท่านสารีบุตร ที่เรียกกันว่า ‘ถึงความ โล่งใจ ถึงความโล่งใจ’ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ ภิกษุจึงเป็นผู้ถึงความโล่งใจ” ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ผู้มีอายุ ภิกษุรู้ชัดความเกิด ความดับ คุณ โทษและเครื่องสลัดออกจากผัสสายตนะ ๖ ประการตามความเป็นจริง ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล เธอจึงเป็นผู้ถึงความโล่งใจ” “มีมรรค มีปฏิปทาเพื่อทำให้แจ้งความโล่งใจนั้นอยู่หรือ” “มีมรรค มีปฏิปทาเพื่อทำให้แจ้งความโล่งใจนั้นอยู่” “มรรคเป็นอย่างไร ปฏิปทาเพื่อทำให้แจ้งความโล่งใจนั้นเป็นอย่างไร” “ผู้มีอายุ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล เพื่อทำให้แจ้งความโล่งใจนั้น ได้แก่ ๑. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ๘. สัมมาสมาธิ นี้แลคือมรรค นี้คือปฏิปทาเพื่อทำให้แจ้งความโล่งใจนั้น” “ท่านสารีบุตร มรรคดีจริงหนอ ปฏิปทาเพื่อทำให้แจ้งความโล่งใจนั้นดีจริงหนอ และควรที่จะไม่ประมาท” อัสสาสัปปัตตสูตรที่ ๕ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๓๓๘}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๔. ชัมพุขาทกสังยุต] ๗. เวทนาปัญหาสูตร ๖. ปรมัสสาสัปปัตตสูตร ว่าด้วยผู้ถึงความโล่งใจอย่างยิ่ง
ชัมพุขาทกปริพาชกถามว่า “ท่านสารีบุตร ที่เรียกกันว่า ‘ถึงความโล่งใจอย่างยิ่ง ถึงความโล่งใจอย่างยิ่ง’ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ ภิกษุจึงเป็นผู้ถึงความโล่งใจอย่างยิ่ง” ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ผู้มีอายุ ภิกษุรู้ชัดความเกิด ความดับ คุณ โทษและเครื่องสลัดออกจากผัสสายตนะ ๖ ประการตามความเป็นจริงแล้ว หลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล เธอจึงเป็นผู้ถึงความโล่งใจอย่างยิ่ง” “มีมรรค มีปฏิปทาเพื่อทำให้แจ้งความโล่งใจอย่างยิ่งนั้นอยู่หรือ” “มีมรรค มีปฏิปทาเพื่อทำให้แจ้งความโล่งใจอย่างยิ่งนั้นอยู่” “มรรคเป็นอย่างไร ปฏิปทาเพื่อทำให้แจ้งความโล่งใจอย่างยิ่งนั้นเป็นอย่างไร” “ผู้มีอายุ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล เพื่อทำให้แจ้งความโล่งใจอย่างยิ่งนั้นได้แก่ ๑. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ๘. สัมมาสมาธิ นี้แลคือมรรค นี้คือปฏิปทาเพื่อทำให้แจ้งความโล่งใจอย่างยิ่งนั้น” “ท่านสารีบุตร มรรคดีจริงหนอ ปฏิปทาเพื่อทำให้แจ้งความโล่งใจอย่างยิ่งนั้นดีจริงหนอ และควรที่จะไม่ประมาท” ปรมัสสาสัปปัตตสูตรที่ ๖ จบ ๗. เวทนาปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาเรื่องเวทนา
ชัมพุขาทกปริพาชกถามว่า “ท่านสารีบุตร ที่กล่าวกันว่า ‘เวทนา เวทนา’ เวทนามีเท่าไร” ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ผู้มีอายุ เวทนามี ๓ ประการนี้ เวทนา ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๓๓๙}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๔. ชัมพุขาทกสังยุต] ๘. อาสวปัญหาสูตร ๑. สุขเวทนา ๒. ทุกขเวทนา ๓. อทุกขมสุขเวทนา เวทนามี ๓ ประการนี้แล” “มีมรรค มีปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้เวทนา ๓ ประการนั้นอยู่หรือ” “มีมรรค มีปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้เวทนา ๓ ประการนั้นอยู่” “มรรคเป็นอย่างไร ปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้เวทนา ๓ ประการนั้นเป็นอย่างไร” “ผู้มีอายุ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล เพื่อกำหนดรู้เวทนา ๓ ประการนั้นได้แก่ ๑. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ๘. สัมมาสมาธิ นี้แลคือมรรค นี้คือปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้เวทนา ๓ ประการนั้น” “ท่านสารีบุตร มรรคดีจริงหนอ ปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้เวทนา ๓ ประการ นั้นดีจริงหนอ และควรที่จะไม่ประมาท” เวทนาปัญหาสูตรที่ ๗ จบ ๘. อาสวปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาเรื่องอาสวะ
ชัมพุขาทกปริพาชกถามว่า “ท่านสารีบุตร ที่เรียกกันว่า ‘อาสวะ อาสวะ’ อาสวะมีเท่าไร” ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ผู้มีอายุ อาสวะมี ๓ ประการนี้ คือ ๑. กามาสวะ (อาสวะคือกาม) ๒. ภวาสวะ (อาสวะคือภพ) ๓. อวิชชาสวะ (อาสวะคืออวิชชา) อาสวะมี ๓ ประการนี้แล” “มีมรรค มีปฏิปทาเพื่อละอาสวะเหล่านั้นอยู่หรือ”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๓๔๐}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๔. ชัมพุขาทกสังยุต] ๙. อวิชชาปัญหาสูตร “มีมรรค มีปฏิปทาเพื่อละอาสวะเหล่านั้นอยู่” “มรรคเป็นอย่างไร ปฏิปทาเพื่อละอาสวะเหล่านั้นเป็นอย่างไร” “ผู้มีอายุ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล เพื่อละอาสวะเหล่านั้น ได้แก่ ๑. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ๘. สัมมาสมาธิ นี้แลคือมรรค นี้คือปฏิปทาเพื่อละอาสวะเหล่านั้น” “ท่านสารีบุตร มรรคดีจริงหนอ ปฏิปทาเพื่อละอาสวะเหล่านั้นดีจริงหนอ และควรที่จะไม่ประมาท” อาสวปัญหาสูตรที่ ๘ จบ ๙. อวิชชาปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาเรื่องอวิชชา
ชัมพุขาทกปริพาชกถามว่า “ท่านสารีบุตร ที่เรียกกันว่า ‘อวิชชา อวิชชา’ อวิชชาคืออะไร” ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ผู้มีอายุ คือ ความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในทุกข-สมุทัย (เหตุเกิดทุกข์) ความไม่รู้ในทุกขนิโรธ (ความดับทุกข์) และความไม่รู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์) นี้เรียกว่า อวิชชา” “มีมรรค มีปฏิปทาเพื่อละอวิชชานั้นอยู่หรือ” “มีมรรค มีปฏิปทาเพื่อละอวิชชานั้นอยู่” “มรรคเป็นอย่างไร ปฏิปทาเพื่อละอวิชชานั้นเป็นอย่างไร” “ผู้มีอายุ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล เพื่อละอวิชชานั้น ได้แก่ ๑. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ๘. สัมมาสมาธิ นี้แลคือมรรค นี้คือปฏิปทาเพื่อละอวิชชานั้น” “ท่านสารีบุตร มรรคดีจริงหนอ ปฏิปทาเพื่อละอวิชชานั้นดีจริงหนอ และควรที่จะไม่ประมาท” อวิชชาปัญหาสูตรที่ ๙ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๓๔๑}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๔. ชัมพุขาทกสังยุต] ๑๑. โอฆปัญหาสูตร ๑๐. ตัณหาปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาเรื่องตัณหา
ชัมพุขาทกปริพาชกถามว่า “ท่านสารีบุตร ที่เรียกกันว่า ‘ตัณหาตัณหา’ ตัณหามีเท่าไร” ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ผู้มีอายุ ตัณหามี ๓ ประการนี้ คือ ๑. กามตัณหา (ความทะยานอยากในกาม) ๒. ภวตัณหา (ความทะยานอยากในภพ) ๓. วิภวตัณหา (ความทะยานอยากในวิภพ) ตัณหามี ๓ ประการนี้แล” “มีมรรค มีปฏิปทาเพื่อละตัณหาเหล่านั้นอยู่หรือ” “มีมรรค มีปฏิปทาเพื่อละตัณหาเหล่านั้นอยู่” “มรรคเป็นอย่างไร ปฏิปทาเพื่อละตัณหาเหล่านั้นเป็นอย่างไร” “ผู้มีอายุ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล เพื่อละตัณหาเหล่านั้น ได้แก่ ๑. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ๘. สัมมาสมาธิ นี้แลคือมรรค นี้คือปฏิปทาเพื่อละตัณหาเหล่านั้น” “ท่านสารีบุตร มรรคดีจริงหนอ ปฏิปทาเพื่อละตัณหาเหล่านั้นดีจริงหนอและควรที่จะไม่ประมาท” ตัณหาปัญหาสูตรที่ ๑๐ จบ ๑๑. โอฆปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาเรื่องโอฆะ
ชัมพุขาทกปริพาชกถามว่า “ท่านสารีบุตร ที่เรียกกันว่า ‘โอฆะ โอฆะ’ โอฆะมีเท่าไร” ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ผู้มีอายุ โอฆะมี ๔ ประการนี้ คือ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๓๔๒}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๔. ชัมพุขาทกสังยุต] ๑๒. อุปาทานปัญหาสูตร ๑. กาโมฆะ (โอฆะคือกาม) ๒. ภโวฆะ (โอฆะคือภพ) ๓. ทิฏโฐฆะ (โอฆะคือทิฏฐิ) ๔. อวิชโชฆะ (โอฆะคืออวิชชา) โอฆะมี ๔ ประการนี้แล” “มีมรรค มีปฏิปทาเพื่อละโอฆะเหล่านั้นอยู่หรือ” “มีมรรค มีปฏิปทาเพื่อละโอฆะเหล่านั้นอยู่” “มรรคเป็นอย่างไร ปฏิปทาเพื่อละโอฆะเหล่านั้นเป็นอย่างไร” “ผู้มีอายุ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล เพื่อละโอฆะเหล่านั้น ได้แก่ ๑. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ๘. สัมมาสมาธิ นี้แลคือมรรค นี้คือปฏิปทาเพื่อละโอฆะเหล่านั้น” “ท่านสารีบุตร มรรคดีจริงหนอ ปฏิปทาเพื่อละโอฆะเหล่านั้นดีจริงหนอ และควรที่จะไม่ประมาท” โอฆปัญหาสูตรที่ ๑๑ จบ ๑๒. อุปาทานปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาเรื่องอุปาทาน
ชัมพุขาทกปริพาชกถามว่า “ท่านสารีบุตร ที่เรียกกันว่า ‘อุปาทาน อุปาทาน’ อุปาทานมีเท่าไร” ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ผู้มีอายุ อุปาทานมี ๔ ประการนี้ คือ ๑. กามุปาทาน (ความยึดมั่นในกาม) ๒. ทิฏฐุปาทาน (ความยึดมั่นในทิฏฐิหรือทฤษฎี) ๓. สีลัพพตุปาทาน (ความยึดมั่นในศีลและพรต) ๔. อัตตวาทุปาทาน (ความยึดมั่นในวาทะว่าอัตตา) อุปาทานมี ๔ ประการนี้แล” “มีมรรค มีปฏิปทาเพื่อละอุปาทานเหล่านั้นอยู่หรือ” “มีมรรค มีปฏิปทาเพื่อละอุปาทานเหล่านั้นอยู่”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๓๔๓}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๔. ชัมพุขาทกสังยุต] ๑๕. สักกายปัญหาสูตร “มรรคเป็นอย่างไร ปฏิปทาเพื่อละอุปาทานเหล่านั้นเป็นอย่างไร” “ผู้มีอายุ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล เพื่อละอุปาทานเหล่านั้น ได้แก่ ๑. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ๘. สัมมาสมาธิ นี้แลคือมรรค นี้คือปฏิปทาเพื่อละอุปาทานเหล่านั้น” “ท่านสารีบุตร มรรคดีจริงหนอ ปฏิปทาเพื่อละอุปาทานเหล่านั้นดีจริงหนอและควรที่จะไม่ประมาท” อุปาทานปัญหาสูตรที่ ๑๒ จบ ๑๓. ภวปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาเรื่องภพ
ชัมพุขาทกปริพาชกถามว่า “ท่านสารีบุตร ที่เรียกกันว่า ‘ภพ ภพ’ ภพมีเท่าไร” ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ผู้มีอายุ ภพมี ๓ ประการนี้ คือ ๑. กามภพ (ภพที่เป็นกามาวจร) ๒. รูปภพ (ภพที่เป็นรูปาวจร) ๓. อรูปภพ (ภพที่เป็นอรูปาวจร) ภพมี ๓ ประการนี้แล” “มีมรรค มีปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้ภพเหล่านั้นอยู่หรือ” “มีมรรค มีปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้ภพเหล่านั้นอยู่” “มรรคเป็นอย่างไร ปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้ภพเหล่านั้นเป็นอย่างไร” “ผู้มีอายุ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล เพื่อกำหนดรู้ภพเหล่านั้น ได้แก่ ๑. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ๘. สัมมาสมาธิ นี้แลคือมรรค นี้คือปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้ภพเหล่านั้น” “ท่านสารีบุตร มรรคดีจริงหนอ ปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้ภพเหล่านั้นดีจริงหนอและควรที่จะไม่ประมาท” ภวปัญหาสูตรที่ ๑๓ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๓๔๔}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๔. ชัมพุขาทกสังยุต] ๑๕. สักกายปัญหาสูตร ๑๔. ทุกขปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาเรื่องทุกข์
ชัมพุขาทกปริพาชกถามว่า “ท่านสารีบุตร ที่เรียกกันว่า ‘ทุกข์ ทุกข์’ทุกข์มีเท่าไร” ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ผู้มีอายุ สภาวทุกข์มี ๓ ประการนี้ คือ ๑. สภาวทุกข์คือทุกข์ ๒. สภาวทุกข์คือสังขาร ๓. สภาวทุกข์คือความแปรผันไป สภาวทุกข์มี ๓ อย่างเหล่านี้” “มีมรรค มีปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้สภาวทุกข์เหล่านั้นอยู่หรือ” “มีมรรค มีปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้สภาวทุกข์เหล่านั้นอยู่” “มรรคเป็นอย่างไร ปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้สภาวทุกข์เหล่านั้นเป็นอย่างไร” “ผู้มีอายุ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล เพื่อกำหนดรู้สภาวทุกข์เหล่านั้น ได้แก่ ๑. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ๘. สัมมาสมาธิ นี้แลคือมรรค นี้คือปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้สภาวทุกข์เหล่านั้น” “ท่านสารีบุตร มรรคดีจริงหนอ ปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้สภาวทุกข์เหล่านั้นดีจริงหนอ และควรที่จะไม่ประมาท” ทุกขปัญหาสูตรที่ ๑๔ จบ ๑๕. สักกายปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาเรื่องสักกายะ
ชัมพุขาทกปริพาชกถามว่า “ท่านสารีบุตร ที่เรียกกันว่า ‘สักกายะ (กายของตน) สักกายะ’ สักกายะคืออะไร” ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ผู้มีอายุ อุปาทานขันธ์ ๕ นี้พระผู้มีพระภาค ตรัสเรียกว่า สักกายะ ได้แก่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๓๔๕}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๔. ชัมพุขาทกสังยุต] ๑๖. ทุกกรปัญหาสูตร ๑. รูปูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือรูป) ๒. เวทนูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือเวทนา) ๓. สัญญูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือสัญญา) ๔. สังขารูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือสังขาร) ๕. วิญญาณูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ) อุปาทานขันธ์ ๕ นี้แลพระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่า สักกายะ” “มีมรรค มีปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้สักกายะนั้นอยู่หรือ” “มีมรรค มีปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้สักกายะนั้นอยู่” “มรรคเป็นอย่างไร ปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้สักกายะนั้นเป็นอย่างไร” “ผู้มีอายุ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล เพื่อกำหนดรู้สักกายะนั้น ได้แก่ ๑. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ๘. สัมมาสมาธิ นี้แลคือมรรค นี้คือปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้สักกายะนั้น” “ท่านสารีบุตร มรรคดีจริงหนอ ปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้สักกายะนั้นดีจริงหนอและควรที่จะไม่ประมาท” สักกายปัญหาสูตรที่ ๑๕ จบ ๑๖. ทุกกรปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาเรื่องสิ่งที่ทำได้ยาก
ชัมพุขาทกปริพาชกถามว่า “ท่านสารีบุตร อะไรหนอที่ทำได้ยากใน พระธรรมวินัยนี้” ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ผู้มีอายุ การบรรพชาทำได้ยากในพระธรรมวินัยนี้” “อะไรที่บรรพชิตทำได้ยาก” “ความยินดียิ่ง บรรพชิตทำได้ยาก” “อะไรที่บรรพชิตผู้ยินดียิ่งทำได้ยาก”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๓๔๖}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๔. ชัมพุขาทกสังยุต] รวมพระสูตรที่มีในวรรค “การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมที่บรรพชิตผู้ยินดียิ่งทำได้ยาก” “ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม นานเท่าไรจึงจะเป็นพระอรหันต์” “ไม่นานดอก ผู้มีอายุ” ทุกกรปัญหาสูตรที่ ๑๖ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้คือ ๑. นิพพานปัญหาสูตร ๒. อรหัตตปัญหาสูตร ๓. ธัมมวาทีปัญหาสูตร ๔. กิมัตถิยสูตร ๕. อัสสาสัปปัตตสูตร ๖. ปรมัสสาสัปปัตตสูตร ๗. เวทนาปัญหาสูตร ๘. อาสวปัญหาสูตร ๙. อวิชชาปัญหาสูตร ๑๐. ตัณหาปัญหาสูตร ๑๑. โอฆปัญหาสูตร ๑๒. อุปาทานปัญหาสูตร ๑๓. ภวปัญหาสูตร ๑๔. ทุกขปัญหาสูตร ๑๕. สักกายปัญหาสูตร ๑๖. ทุกกรปัญหาสูตร ชัมพุขาทกสังยุต จบบริบูรณ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๓๔๗}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาชัมพุขาทกสังยุต อรรถกถานิพพานปัญหาสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในชัมพุขาทกสังยุต ดังต่อไปนี้.
บทว่า ชมฺพุขาทโก ปริพฺพาชโก ความว่า ปริพาชกผู้นุ่งผ้าเป็นหลานของพระสารีบุตรเถระ ซึ่งมีชื่ออย่างนี้.
บทว่า โย โข อาวุโส ราคกฺขโย ความว่า ราคะย่อมสิ้นไปเพราะอาศัยนิพพาน เพราะฉะนั้น พระสารีบุตรจึงเรียกนิพพานว่าความสิ้นราคะ ดังนี้.
แม้ในความสิ้นโทสะและโมหะ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
ส่วนผู้ใดพึงกล่าวเพียงความสิ้นกิเลสว่านิพพานด้วยสูตรนี้. ผู้นั้นพึงถูกถามว่า กิเลสของใครนั่น ของตนหรือ หรือของคนเหล่าอื่น. เขาจักตอบว่าของตนแน่. เขาต้องถูกถามต่อไปว่า อะไรเป็นอารมณ์ของโคตรภูญาณ เมื่อรู้จักตอบว่านิพพาน.
ถามว่า ก็กิเลสทั้งหลายสิ้นแล้ว กำลังสิ้น จักสิ้น ในขณะแห่งโคตรภูญาณหรือ.
ตอบว่า เขาไม่พึงตอบว่า สิ้นแล้วหรือกำลังสิ้น แต่พึงตอบว่า จักสิ้นดังนี้.
ก็เมื่อกิเลสทั้งหลายเหล่านั้นยังไม่สิ้นแล้ว โคตรภูญาณจะทำความสิ้นแห่งกิเลส ให้เป็นอารมณ์ได้หรือ. เมื่อท่านถูกถามอย่างนี้แล้ว เขาจักไม่มีคำตอบ.
แต่ในข้อนี้ พึงประกอบความสิ้นกิเลสแม้ด้วยมรรคญาณ.
ด้วยว่า กิเลสทั้งหลาย แม้ในขณะแห่งมรรคไม่ควรกล่าวว่า สิ้นแล้วหรือจักสิ้น แต่ควรกล่าวว่า กำลังสิ้น.
อนึ่ง เมื่อกิเลสทั้งหลายยังไม่สิ้นไป ความสิ้นกิเลสย่อมเป็นอารมณ์หาได้ไม่. เพราะฉะนั้น ข้อนั้นควรรับได้. ธรรมมีราคะเป็นต้นย่อมสิ้นไป เพราะอาศัยธรรมชาติใด เพราะเหตุนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่านิพพาน.
ส่วนนิพพานนี้นั้นไม่เพียงเป็นความสิ้นกิเลสเท่านั้น เพราะท่านรวบรวมไว้ว่าสงเคราะห์ว่าเป็นอรูปธรรม.
ธรรมทั้งหลายที่ชื่อว่ารูป ในทุกะมาติกามีอาทิว่า
รูปิโน ธมฺมา อรูปโน ธมฺมา
ธรรมทั้งหลายที่ชื่อว่ารูป ธรรมทั้งหลายที่ไม่ชื่อว่ารูป ดังนี้. จบอรรถกถานิพพานปัญหาสูตรที่ ๑
อรรกถกถาอรหัตตปัญหาสูตรที่ ๒
ในการพยากรณ์ปัญหาในอรหัต เพราะอรหัตย่อมเกิดขึ้นในที่สุดแห่งความสิ้นราคะโทสะและโมหะ ฉะนั้น พระสารีบุตรจึงกล่าวว่า ความสิ้นราคะ โทสะ โมหะดังนี้. จบอรรถกถาอรหัตตปัญหาสูตรที่ ๒
อรรถกถาธรรมวาทีปัญหาสูตรที่ ๓
บทว่า เต โลเก สุคตา ความว่า ท่านเหล่านั้นชื่อว่าไปดีแล้ว เพราะละราคะเป็นต้นไปแล้ว.
บทว่า ทุกฺขสฺส โข อาวุโส ปริญฺญตฺถํ ความว่า เพื่อกำหนดรู้วัฏฏทุกข์. จบธรรมวาทีปัญหาสูตรที่ ๓
อรรถกถาทุกขปัญหาสูตรที่ ๑๔
บทว่า ทุกฺขตา คือ สภาพแห่งทุกข์.
ในบทเป็นอาทิว่า ทุกฺขทุกฺขตา ได้แก่ สภาพแห่งทุกข์กล่าวคือทุกข์ ชื่อว่า ทุกฺขตา.
แม้ในสองบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน. จบอรรถกถาทุกขปัญหาสูตรที่ ๑๔
อรรถกถาทุกกรปัญหาสูตรที่ ๑๖
บทว่า อภิรติ คือ ความไม่กระสันในการบรรพชา.
บทว่า น จิรํ อาวุโส ท่านแสดงว่า ข้าแต่ท่านผู้มีอายุ ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม เมื่อพากเพียรพยายามอยู่ จะพึงเป็นพระอรหันต์ คือพึงตั้งอยู่ในพระอรหัตได้ไม่นานนัก คือเร็วนั่นเอง. เพราะท่านกล่าวว่า ภิกษุผู้อันท่านตักเตือนแล้วในเวลาเช้า จักบรรลุคุณวิเศษในเวลาเย็น ภิกษุผู้อันท่านตักเตือนแล้ว ในเวลาเย็น จักบรรลุคุณวิเศษในเวลาเช้า.
คำที่เหลือในบททั้งปวงมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น. จบอรรถกถาทุกกรปัญหาสูตรที่ ๑๖
จบอรรถกถาชัมพุขาทกสังยุต -----------------------------------------------------
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. นิพพานสูตร [นิพพานปัญหาสูตรที่ ๑]
๒. อรหัตตสูตร [อรหัตตปัญหาสูตรที่ ๒]
๓. ธรรมวาทีสูตร [ธรรมวาทีปัญหาสูตรที่ ๓]
๔. กิมัตถิยสูตร
๕. อัสสาสสูตร
๖. ปรมัสสาสสูตร
๗. เวทนาสูตร
๘. อาสวสูตร
๙. อวิชชาสูตร
๑๐. ตัณหาสูตร
๑๑. โอฆสูตร
๑๒. อุปาทานสูตร
๑๓. ภวสูตร
๑๔. ทุกขสูตร [ทุกขปัญหาสูตรที่ ๑๔]
๑๕. สักกายสูตร
๑๖. ทุกกรสูตร [ทุกกรปัญหาสูตรที่ ๑๖] ฯ -----------------------------------------------------