วรรคที่ ๒
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อสงฺขตสํยุตฺตสฺส ทุติยวคฺโค
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค อสังขตสังยุตต์ วรรคที่ ๒
อสงฺขตญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ อสงฺขตคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว อสงฺขตํ ฯ โย ภิกฺขเว ราคกฺขโย โทสกฺขโย โมหกฺขโย ฯ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตํ ฯ กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ สมโถ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อิติ โข ภิกฺขเว เทสิตํ โว มยา อสงฺขตํ เทสิโต อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ ยํ ภิกฺขเว สตฺถารา กรณียํ สาวกานํ หิเตสินา อนุกมฺปเกน อนุกมฺปํ อุปาทาย กตํ โว ตํ มยา ฯ เอตานิ ภิกฺขเว รุกฺขมูลานิ เอตานิ สุญฺญาคารานิ ฯ ฌายถ ภิกฺขเว มา ปมาทตฺถ มา ปจฺฉา วิปฺปฏิสาริโน อหุวตฺถ ฯ อยํ โว อมฺหากํ อนุสาสนีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอสังขตะ และทางที่จะให้ถึงอสังขตะแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อสังขตะเป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้เรียกว่าอสังขตะดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน คือสมถะ นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสังขตะและทางที่จะให้ถึงอสังขตะ เราแสดงแล้วแก่เธอทั้งหลาย ดังนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย กิจใดอันศาสดาพึงแสวงหาประโยชน์เกื้อกูล ผู้อนุเคราะห์ พึงทำแก่สาวกทั้งหลาย กิจนั้นอันเราอาศัยความอนุเคราะห์ทำแล้วแก่เธอทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง ดูกรภิกษุทั้งหลายเธอทั้งหลายจงเพ่ง อย่าประมาท อย่าได้เป็นผู้เดือดร้อนในภายหลังเลย นี้เป็นอนุศาสนีของเรา เพื่อเธอทั้งหลาย ฯ
อสงฺขตญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ อสงฺขตคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว อสงฺขตํ ฯ โย ภิกฺขเว ราคกฺขโย โทสกฺขโย โมหกฺขโย ฯ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตํ ฯ กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ วิปสฺสนา ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อิติ โข ภิกฺขเว เทสิตํ โว มยา อสงฺขตํ ฯเปฯ อยํ โว อมฺหากํ อนุสาสนีติ ฯเปฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอสังขตะและทางที่จะให้ถึงอสังขตะแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อสังขตะเป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้เรียกว่าอสังขตะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน คือ วิปัสสนานี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสังขตะและทางที่จะให้ถึงอสังขตะ เราแสดงแล้วแก่เธอทั้งหลาย ดังนี้แล ฯลฯ นี้เป็นอนุศาสนีของเราเพื่อเธอทั้งหลาย ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ สวิตกฺโก สวิจาโร สมาธิ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน คือ สมาธิมีทั้งวิตกวิจาร นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ... ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อวิตกฺโก วิจารมตฺโต สมาธิ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯเปฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน คือ สมาธิไม่มีวิตก มีแต่วิจาร นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ... ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อวิตกฺโก อวิจาโร สมาธิ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน คือ สมาธิไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ... ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ สุญฺญโต สมาธิ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน คือ สุญญตสมาธิ นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ... ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อนิมิตฺโต สมาธิ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน คือ อนิมิตตสมาธิ นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ... ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อปฺปณิหิโต สมาธิ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน คือ อัปปณิหิตสมาธิ นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ... ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯเปฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะมีสติ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ... ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ ฯเปฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะมีสติ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ... ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ ฯเปฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะมีสติ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ... ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ ฯเปฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะมีสติ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ... ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อนุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ อนุปฺปาทาย ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วิริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมยังความพอใจให้เกิดขึ้น พยายามปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตไว้ เพื่อยังธรรมอันเป็นบาปอกุศลที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ... ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วิริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมยังความพอใจให้เกิดขึ้น พยายามปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตไว้ เพื่อละธรรมอันเป็นบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ... ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อนุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ อุปฺปาทาย ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วิริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมยังความพอใจให้เกิดขึ้น พยายามปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตไว้ เพื่อยังธรรมอันเป็นกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ... ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ ฐิติยา อสมฺโมสาย ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วิริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมยังความพอใจให้เกิดขึ้น พยายามปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตไว้ เพื่อความตั้งอยู่ ความไม่เลอะเลือนความเพิ่มพูน ความไพบูลย์ ความเจริญ ความบริบูรณ์ แห่งธรรมอันเป็นกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ... ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ฉนฺทสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันทสมาธิและปธานสังขาร นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ... ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ วิริยสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิริยสมาธิและปธานสังขาร นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ... ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ จิตฺตสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยจิตตสมาธิและปธานสังขาร นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ... ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ วีมํสาสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิมังสาสมาธิและปธานสังขาร นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ... ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สทฺธินฺทฺริยํ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามึ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัทธินทรีย์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อความสละ นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ... ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ วิริยินฺทฺริยํ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ ฯเปฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญวิริยินทรีย์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อความสละ นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ... ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สตินฺทฺริยํ ภาเวติ ฯเปฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสตินทรีย์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อความสละ นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ... ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สมาธินฺทฺริยํ ภาเวติ ฯเปฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสมาธินทรีย์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อความสละ นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ... ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปญฺญินฺทฺริยํ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามึ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญปัญญินทรีย์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อความสละ นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ... ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สทฺธาพลํ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ ฯเปฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัทธาพละอันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อความสละ นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ... ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ วิริยพลํ ภาเวติ ฯเปฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญวิริยพละอันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะอาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อความสละ นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ... ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สติพลํ ภาเวติ ฯเปฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน ดูกร-*ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติพละอันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะอาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อความสละ นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ... ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สมาธิพลํ ภาเวติ ฯเปฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน ดูกร-*ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสมาธิพละอันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อความสละ นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ... ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปญฺญาพลํ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามึ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน ดูกร-*ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญปัญญาพละอันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อความสละ นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ... ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามึ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน ดูกร-*ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อความสละ นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ... ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ฯเปฯ วิริยสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ฯเปฯ ปีติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ฯเปฯ ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ฯเปฯ สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ฯเปฯ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามึ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญธรรม- *วิจยสัมโพชฌงค์ ... วิริยสัมโพชฌงค์ ... ปีติสัมโพชฌงค์ ... ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ... สมาธิสัมโพชฌงค์... อุเบกขาสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธน้อมไปเพื่อความสละ นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ... ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สมฺมาทิฏฺฐึ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามึ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน ดูกร-*ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฐิอันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะอาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อความสละ นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ... ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สมฺมาสงฺกปฺปํ ภาเวติ ฯ สมฺมาวาจํ ภาเวติ ฯ สมฺมากมฺมนฺตํ ภาเวติ ฯ สมฺมาอาชีวํ ภาเวติ ฯ สมฺมาวายามํ ภาเวติ ฯ สมฺมาสตึ ภาเวติ ฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน ดูกร-*ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาสังกัปปะ ... สัมมาวาจา ... สัมมากัมมันตะ ... สัมมาอาชีวะ ... สัมมาวายามะ ... สัมมาสติอันอาศัยวิเวกอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อความสละ นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ... ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สมฺมาสมาธึ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามึ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ อิติ โข ภิกฺขเว เทสิตํ โว มยา อสงฺขตํ เทสิโต อสงฺขตคามิมคฺโค ฯ ยํ ภิกฺขเว สตฺถารา กรณียํ สาวกานํ หิเตสินา อนุกมฺปเกน อนุกมฺปํ อุปาทาย กตํ โว ตํ มยา ฯ เอตานิ ภิกฺขเว รุกฺขมูลานิ เอตานิ สุญฺญาคารานิ ฯ ฌายถ ภิกฺขเว มา ปมาทตฺถ มา ปจฺฉา วิปฺปฏิสาริโน อหุวตฺถ ฯ อยํ โว อมฺหากํ อนุสาสนีติ ฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิอันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อความสละ นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะดูกรภิกษุทั้งหลาย อสังขตะและทางที่จะให้ถึงอสังขตะ เราแสดงแล้วแก่เธอทั้งหลาย ดังนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย กิจใดอันศาสดาผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อกูลผู้อนุเคราะห์ พึงกระทำแก่สาวกทั้งหลาย กิจนั้นอันเราอาศัยความอนุเคราะห์กระทำแล้วแก่เธอทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเพ่ง อย่าประมาท อย่าได้เป็นผู้มีความเดือดร้อนในภายหลังเลย นี้เป็นอนุศาสนีของเราเพื่อเธอทั้งหลาย ฯ
อนตญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ อนตคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว อนตํ ฯเปฯ (ยถา อสงฺขตํ วิตฺถาริตํ ตถา วิตฺถาเรตพฺพํ) ฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงที่สุดและทางที่จะให้ถึงที่สุด แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ที่สุดเป็นไฉน ฯลฯ
อนาสวญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ อนาสวคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว อนาสวํ ฯเปฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันหาอาสวะมิได้ และทางที่จะให้ถึงธรรมอันหาอาสวะมิได้แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันหาอาสวะมิได้เป็นไฉน ฯลฯ
สจฺจญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ สจฺจคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว สจฺจํ ฯเปฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่จริงแล และทางที่จะให้ถึงธรรมที่จริงแท้แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ธรรมที่จริงแท้เป็นไฉน ฯลฯ
ปารญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ ปารคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว ปารํ ฯเปฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันเป็นฝั่ง และทางที่จะให้ถึงธรรมอันเป็นฝั่งแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ธรรมอันเป็นฝั่งเป็นไฉน ฯลฯ
นิปุณญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ นิปุณคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว นิปุณํ ฯเปฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันละเอียด และทางที่จะให้ถึงธรรมอันละเอียดแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ธรรมอันละเอียดเป็นไฉน ฯลฯ
สุทุทฺทสญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ สุทุทฺทสคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว สุทุทฺทสํ ฯเปฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันเห็นได้แสนยากและทางที่จะให้ถึงธรรมอันเห็นได้แสนยากแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันเห็นได้แสนยากเป็นไฉน ฯลฯ
อชชฺชรญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ อชชฺชรคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว อชชฺชรํ ฯเปฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันไม่คร่ำคร่า และทางที่จะให้ถึงธรรมอันไม่คร่ำคร่าแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันไม่คร่ำคร่าเป็นไฉน ฯลฯ
ธุวญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ ธุวคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว ธุวํ ฯเปฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันยั่งยืน และทางที่จะให้ถึงธรรมอันยั่งยืนแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ธรรมอันยั่งยืนเป็นไฉน ฯลฯ
อปโลกินญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ อปโลกินคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว อปโลกินํ ฯเปฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันไม่ทรุดโทรม และทางที่จะให้ถึงธรรมอันไม่ทรุดโทรมแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันไม่ทรุดโทรมเป็นไฉน ฯลฯ
อนิทสฺสนญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ อนิทสฺสนคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว อนิทสฺสนํ ฯเปฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันใครๆ ไม่พึงเห็นด้วยจักษุวิญญาณ และทางที่จะให้ถึงธรรมอันใครๆ ไม่พึงเห็นด้วยจักษุวิญญาณแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันใครๆ ไม่พึงเห็นด้วยจักษุวิญญาณเป็นไฉน ฯลฯ
นิปฺปปญฺจํ จ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ นิปฺปปญฺจคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว นิปฺปปญฺจํ ฯเปฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันไม่มีกิเลสเครื่องให้เนิ่นช้า และทางที่จะให้ถึงธรรมอันไม่มีกิเลสเครื่องให้เนิ่นช้าแก่เธอทั้งหลายเธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันไม่มีกิเลสเครื่องให้เนิ่นช้าเป็นไฉน ฯลฯ
สนฺตญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ สนฺตคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว สนฺตํ ฯเปฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันสงบ และทางที่จะให้ถึงธรรมอันสงบแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันสงบเป็นไฉน ฯลฯ
อมตญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ อมตคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว อมตํ ฯเปฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันไม่ตาย และทางที่จะให้ถึงธรรมอันไม่ตายแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ธรรมอันไม่ตายเป็นไฉน ฯลฯ
ปณีตญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ ปณีตคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว ปณีตํ ฯเปฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันประณีต และทางที่จะให้ถึงธรรมอันประณีตแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ธรรมอันประณีตเป็นไฉน ฯลฯ
สิวญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ สิวคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว สิวํ ฯเปฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันเยือกเย็น และทางที่จะให้ถึงธรรมอันเยือกเย็นแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันเยือกเย็นเป็นไฉน ฯลฯ
เขมญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ เขมคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว เขมํ ฯเปฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันปลอดภัย และทางที่จะให้ถึงธรรมอันปลอดภัยแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันปลอดภัยเป็นไฉน ฯลฯ
ตณฺหกฺขยญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ ตณฺหกฺขยคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว ตณฺหกฺขยํ ฯเปฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา และทางที่จะให้ถึงธรรมเป็นที่สิ้นตัณหาแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมเป็นที่สิ้นตัณหาเป็นไฉน ฯลฯ
อจฺฉริยญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ อจฺฉริยคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว อจฺฉริยํ ฯเปฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันอัศจรรย์ และทางที่จะให้ถึงธรรมอันอัศจรรย์แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันอัศจรรย์เป็นไฉน ฯลฯ
อพฺภุตญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ อพฺภุตคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว อพฺภุตํ ฯเปฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันไม่เคยมีเคยเป็นและทางที่จะให้ถึงธรรมอันไม่เคยมีเคยเป็นแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันไม่เคยมีเคยเป็นเป็นไฉน ฯลฯ
อนีติกญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ อนีติกคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว อนีติกํ ฯเปฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงความไม่มีทุกข์ และทางที่จะให้ถึงความไม่มีทุกข์แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ความไม่มีทุกข์เป็นไฉน ฯลฯ
อนีติกธมฺมญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ อนีติกธมฺมคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว อนีติกธมฺมํ ฯเปฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันหาทุกข์มิได้ และทางที่จะให้ถึงธรรมอันหาทุกข์มิได้แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันหาทุกข์มิได้เป็นไฉน ฯลฯ
นิพฺพานญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ นิพฺพานคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว นิพฺพานํ ฯเปฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงนิพพาน และทางที่จะให้ถึงนิพพานแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็นิพพานเป็นไฉน ฯลฯ
อพฺยาปชฺฌญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ อพฺยาปชฺฌคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว อพฺยาปชฺฌํ ฯเปฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันหาความเบียดเบียนมิได้ และทางที่จะให้ถึงธรรมอันหาความเบียดเบียนมิได้แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันหาความเบียดเบียนมิได้เป็นไฉน ฯลฯ
วิราคญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ วิราคคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตโม จ ภิกฺขเว วิราโค ฯเปฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันปราศจากความกำหนัด และทางที่จะให้ถึงธรรมอันปราศจากความกำหนัดแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันปราศจากความกำหนัดเป็นไฉน ฯลฯ
สุทฺธิญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ สุทฺธิคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตมา จ ภิกฺขเว สุทฺธิ ฯเปฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงความบริสุทธิ์ และทางที่จะให้ถึงความบริสุทธิ์แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ความบริสุทธิ์เป็นไฉน ฯลฯ
มุตฺติญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ มุตฺติคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตมา จ ภิกฺขเว มุตฺติ ฯเปฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงความพ้น และทางที่จะให้ถึงความพ้นแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความพ้นเป็นไฉน ฯลฯ
อนาลยญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ อนาลยคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตโม จ ภิกฺขเว อนาลโย ฯเปฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันหาความอาลัยมิได้และทางที่จะให้ถึงธรรมอันหาความอาลัยมิได้แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันหาความอาลัยมิได้เป็นไฉน ฯลฯ
ทีปญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ ทีปคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว ทีปํ ฯเปฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจะแสดงที่พึ่ง และทางที่จะให้ถึง ที่พึ่งแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ที่พึ่งเป็นไฉน ฯลฯ
เลณญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ เลณคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว เลณํ ฯเปฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงที่เร้น และทางที่จะให้ถึง ที่เร้นแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ที่เร้นเป็นไฉน ฯลฯ
ตาณญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ ตาณคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว ตาณํ ฯเปฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงที่ต้านทาน และทางที่จะให้ถึงที่ต้านทานแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ที่ต้านทานเป็นไฉน ฯลฯ
สรณญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ สรณคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว สรณํ ฯเปฯ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสรณะ และทางที่จะให้ถึงสรณะแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สรณะเป็นไฉน ฯลฯ
ปรายนญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ ปรายนคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว ปรายนํ ฯ โย ภิกฺขเว ราคกฺขโย โทสกฺขโย โมหกฺขโย ฯ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปรายนํ ฯ กตโม จ ภิกฺขเว ปรายนคามิมคฺโค ฯ กายคตาสติ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปรายนคามิมคฺโค ฯ อิติ โข ภิกฺขเว เทสิตํ โว มยา ปรายนํ เทสิโต ปรายนคามิมคฺโค ฯ ยํ ภิกฺขเว สตฺถารา กรณียํ สาวกานํ หิเตสินา อนุกมฺปเกน อนุกมฺปํ อุปาทาย กตํ โว ตํ มยา ฯ เอตานิ ภิกฺขเว รุกฺขมูลานิ เอตานิ สุญฺญาคารานิ ฯ ฌายถ ภิกฺขเว มา ปมาทตฺถ มา ปจฺฉา วิปฺปฏิสาริโน อหุวตฺถ ฯ อยํ โว อมฺหากํ อนุสาสนีติ ฯ (ยถา อสงฺขตํ วิตฺถาริตํ ตถา วิตฺถาเรตพฺพํ) ฯ ทุติโย วคฺโค สมตฺโต ฯ ตสฺสุทฺทานํ อสงฺขตํ อนตํ อนาสวํ สจฺจญฺจ ปารํ นิปุณํ สุทุทฺทสํ อชชฺชรนฺตํ ธุวํ อปโลกินํ อนิทสฺสนํ นิปฺปปญฺจสนฺตํ ฯ อมตํ ปณีตญฺจ สิวญฺจ เขมํ ตณฺหกฺขโย อจฺฉริยญฺจ อพฺภุตํ อนีติกํ อนีติกธมฺมํ นิพฺพานเมตํ สุคเตน เทสิตํ ฯ อพฺยาปชฺโฌ วิราโค จ สุทฺธิ มุตฺติ อนาลโย ทีปํ เลณญฺจ ตาณญฺจ สรณญฺจ ปรายนนฺติ ฯ อสงฺขตสํยุตฺตํ สมตฺตํ ฯ ------
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้าและทางที่จะให้ถึงธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้าแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้าเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้เรียกว่า ธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้าเป็นไฉนทางที่จะให้ถึงธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า คือ กายคตาสติ นี้เรียกว่า ทางที่จะให้ถึงธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้าและทางที่จะให้ถึงธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า เราแสดงแล้วแก่เธอทั้งหลายดังนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย กิจใดอันศาสดาผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อกูลผู้อนุเคราะห์ พึงทำแก่สาวกทั้งหลาย กิจนั่นอันเราอาศัยความอนุเคราะห์ ทำแล้วแก่เธอทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง ดูกรภิกษุทั้งหลายเธอทั้งหลายจงเพ่ง อย่าประมาท อย่าได้เป็นผู้มีความเดือดร้อนในภายหลังเลยนี้เป็นอนุศาสนีของเราเพื่อเธอทั้งหลาย (พึงขยายความให้พิสดารเหมือนอย่างอสังขตะ) จบวรรคที่ ๒ -----------------------------------------------------รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อสังขตสูตร ๒. อันตสูตร ๓. อนาสวสูตร ๔. สัจจสูตร๕. ปารสูตร ๖. นิปุณสูตร ๗. สุทุทฺทสสูตร ๘. อชัชชรสูตร๙. ธุวสูตร ๑๐. อปโลกินสูตร ๑๑. อนิทัสสนสูตร ๑๒. นิปปปัญจ-*สูตร ๑๓. สันตสูตร ๑๔. อมตสูตร ๑๕. ปณีตสูตร ๑๖. สิวสูตร๑๗. เขมสูตร ๑๘. ตัณหักขยสูตร ๑๙. อัจฉริยสูตร ๒๐. อัพภุตสูตร๒๑. อนีติกสูตร ๒๒. อนีติกธรรมสูตร ๒๓. นิพพานสูตร ๒๔. อัพยา-*ปัชฌสูตร ๒๕. วิราคสูตร ๒๖. สุทธิสูตร ๒๗. มุตติสูตร๒๘. อนาลยสูตร ๒๙. ทีปสูตร ๓๐. เลณสูตร ๓๑. ตาณสูตร๓๒. สรณสูตร ๓๓. ปรายนสูตร ฯ จบอสังขตสังยุตต์ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๙. อสังขตสังยุต] ๒. ทุติยวรรค ๑. อสังขตสูตร ๒. ทุติยวรรค หมวดที่ ๒ ๑. อสังขตสูตร ว่าด้วยอสังขตธรรม
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอสังขตธรรม (สิ่ง ที่ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้) และทางที่ให้ถึงอสังขตธรรมแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง อสังขตธรรม คืออะไร คือ ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ และความสิ้นโมหะ นี้เราเรียกว่า อสังขตธรรม ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม คืออะไร คือ สมถะ นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม อสังขตธรรมเราได้แสดงแล้วและทางที่ให้ถึงอสังขตธรรมเราได้แสดงแล้วแก่เธอทั้งหลายอย่างนี้ กิจใดที่ศาสดาผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล ผู้อนุเคราะห์ พึงอาศัยความอนุเคราะห์กระทำแก่สาวกทั้งหลาย กิจนั้นเราก็ได้กระทำแล้วแก่เธอทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลาย นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง เธอทั้งหลายจงเพ่งพินิจ อย่าประมาทอย่าได้มีความร้อนใจในภายหลัง นี้เป็นคำพร่ำสอนสำหรับเธอทั้งหลายของเรา (๑) ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอสังขตธรรมและทางที่ให้ถึงอสังขตธรรมแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง อสังขตธรรม คืออะไร คือ ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ และความสิ้นโมหะ นี้เราเรียกว่า อสังขตธรรม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๔๕๓}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๙. อสังขตสังยุต] ๒. ทุติยวรรค ๑. อสังขตสูตร ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม คืออะไร คือ วิปัสสนา นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม อสังขตธรรมเราได้แสดงแล้ว ฯลฯ นี้เป็นคำพร่ำสอนสำหรับเธอทั้งหลายของเรา (๒) ภิกษุทั้งหลาย ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม คืออะไร คือ สวิตักกสวิจารสมาธิ (สมาธิที่มีวิตกมีวิจาร) นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ฯลฯ ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม คืออะไร คือ อวิตักกวิจารสมาธิ (สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร) นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ฯลฯ ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม คืออะไร คือ อวิตักกอวิจารสมาธิ (สมาธิที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร) นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ฯลฯ (๓-๕) ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม คืออะไร คือ สุญญตสมาธิ นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ฯลฯ ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม คืออะไร คือ อนิมิตตสมาธิ นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ฯลฯ ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม คืออะไร คือ อัปปณิหิตสมาธิ นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ฯลฯ (๖-๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๔๕๔}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๙. อสังขตสังยุต] ๒. ทุติยวรรค ๑. อสังขตสูตร ภิกษุทั้งหลาย ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะมีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ฯลฯ ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ ฯลฯ นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ฯลฯ ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯลฯ นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ฯลฯ ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่ ฯลฯ นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ฯลฯ (๙-๑๒) ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตมุ่งมั่น เพื่อป้องกันธรรมที่เป็นบาปอกุศลที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ธรรมทั้งหลาย ในที่นี้หมายถึงนิวรณ์ ๕ อุปาทานขันธ์ ๕ อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖@โพชฌงค์ ๗ และอริยสัจ ๔ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๓๙๐/๔๔๐) @ สร้างฉันทะ หมายถึงสร้างความพอใจใคร่จะทำกุศล พยายาม หมายถึงทำความเพียรบากบั่น ปรารภ@ความเพียร หมายถึงบำเพ็ญเพียรทั้งทางกายและทางใจ ประคองจิต หมายถึงยกจิตขึ้นพร้อมๆ กับ@ความเพียรทางกายและจิต มุ่งมั่น หมายถึงทำความเพียรเป็นหลักใหญ่ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๓๙๔/๔๔๐)@ได้แก่สัมมัปปธาน ๔ ประการ (ดู องฺ.จตุกฺก. ๒๑/๖๙/๘๔-๘๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๔๕๕}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๙. อสังขตสังยุต] ๒. ทุติยวรรค ๑. อสังขตสูตร ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตมุ่งมั่นเพื่อละธรรมที่เป็นบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ฯลฯ ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตมุ่งมั่นเพื่อทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ฯลฯ ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตมุ่งมั่นเพื่อความดำรงอยู่ ไม่เลือนหาย ภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งกุศล-ธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ฯลฯ (๑๓-๑๖) ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ฯลฯ ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยวีริยสมาธิปธานสังขาร นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ฉันทสมาธิ หมายถึงสมาธิที่เกิดจากฉันทะ ปธานสังขาร หมายถึงความเพียรที่มุ่งมั่น (ปธาน) คำว่า@ฉันทสมาธิปธานสังขาร จึงหมายถึงสมาธิที่เกิดจากฉันทะและความเพียรที่มุ่งมั่น วิริยสมาธิ จิตตสมาธิ@และวีมังสาสมาธิ ก็มีอรรถาธิบายเช่นเดียวกัน (องฺ.เอกก.อ. ๑/๓๙๘/๔๔๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๔๕๖}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๙. อสังขตสังยุต] ๒. ทุติยวรรค ๑. อสังขตสูตร ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ฯลฯ ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยวีมังสาสมาธิปธานสังขาร นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ฯลฯ (๑๗-๒๐) ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญสัทธินทรีย์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธน้อมไปในการสละ นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ฯลฯ ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญวีริยินทรีย์อันอาศัยวิเวก ฯลฯ นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ฯลฯ ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญสตินทรีย์ ฯลฯ นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ฯลฯ ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญสมาธินทรีย์ ฯลฯ นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ฯลฯ ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญปัญญินทรีย์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธน้อมไปในการสละ นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ฯลฯ (๒๑-๒๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๔๕๗}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๙. อสังขตสังยุต] ๒. ทุติยวรรค ๑. อสังขตสูตร ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญสัทธาพละอันอาศัยวิเวก ฯลฯ นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ฯลฯ ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญวีริยพละ ฯลฯ นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ฯลฯ ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญสติพละ ฯลฯ นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ฯลฯ ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญสมาธิพละ ฯลฯ นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ฯลฯ ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญปัญญาพละอันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธน้อมไปในการสละ นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ฯลฯ (๒๖-๓๐) ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญสติสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ฯลฯ ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ฯลฯ เจริญวีริยสัมโพชฌงค์ฯลฯ เจริญปีติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ฯลฯ เจริญ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๔๕๘}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๙. อสังขตสังยุต] ๒. ทุติยวรรค ๑. อสังขตสูตร สมาธิสัมโพชฌงค์ ฯลฯ เจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะอาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ฯลฯ (๓๑-๓๗) ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญสัมมาทิฏฐิอันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ฯลฯ ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญสัมมาสังกัปปะ ฯลฯ เจริญสัมมาวาจา ฯลฯ เจริญสัมมากัมมันตะ ฯลฯ เจริญสัมมาอาชีวะ ฯลฯ เจริญสัมมาวายามะ ฯลฯ เจริญสัมมาสติ ฯลฯ นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ฯลฯ ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญสัมมาสมาธิอันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงอสังขตธรรม ภิกษุทั้งหลาย อสังขตธรรมเราได้แสดงแล้วและทางที่ให้ถึงอสังขตธรรมเราได้แสดงแล้วแก่เธอทั้งหลายอย่างนี้ กิจใดที่ศาสดาผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล ผู้อนุเคราะห์พึงอาศัยความอนุเคราะห์กระทำแก่สาวกทั้งหลาย กิจนั้นเราก็ได้กระทำแล้วแก่เธอทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลาย นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง เธอทั้งหลายจงเพ่งพินิจ อย่าประมาท อย่าได้มีความร้อนใจในภายหลัง นี้เป็นคำพร่ำสอนสำหรับเธอทั้งหลายของเรา” (๓๘-๔๕) อสังขตสูตรที่ ๑ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๔๕๙}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๙. อสังขตสังยุต] ๒. ทุติยวรรค ๓-๓๒. อนาสวาทิสูตร ๒. อนตสูตร ว่าด้วยความไม่น้อมไป
“ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงความไม่น้อมไป และทางที่ให้ถึงความไม่ น้อมไปแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ความไม่น้อมไป เป็นอย่างไร ฯลฯ (พึงขยายความให้พิสดารเหมือนอสังขตสูตร) อนตสูตรที่ ๒ จบ ๓-๓๒. อนาสวาทิสูตร ว่าด้วยธรรมอันหาอาสวะมิได้เป็นต้น [๓๗๙-๔๐๘] “ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันหาอาสวะมิได้และทางที่ให้ถึงธรรมอันหาอาสวะมิได้แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ธรรมอันหาอาสวะมิได้ เป็นอย่างไร ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัจจธรรมและทางที่ให้ถึงสัจจธรรมแก่เธอทั้งหลายเธอทั้งหลายจงฟัง สัจจธรรม เป็นอย่างไร ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่เป็นฝั่งและทางที่ให้ถึงธรรมที่เป็นฝั่งแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ธรรมที่เป็นฝั่ง เป็นอย่างไร ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ฉบับโรมันและสยามรัฐ เป็น อนฺตสุตฺต ว่าด้วยที่สุด @ ความไม่น้อมไป ในที่นี้แปลจากคำบาลีว่า %“อนต”% อรรถกถาแก้ว่า %อนตนฺติ ตณฺหานติยา อภาเวน อนตํ@ที่ชื่อว่าอนตะ เพราะไม่มีความน้อมไปคือตัณหา% (สํ.สฬา.อ. ๓/๓๗๗-๔๐๙/๑๗๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๔๖๐}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๙. อสังขตสังยุต] ๒. ทุติยวรรค ๓-๓๒. อนาสวาทิสูตร ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่ละเอียดอ่อนและทางที่ให้ถึงธรรมที่ละเอียดอ่อนแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ธรรมที่ละเอียดอ่อน เป็นอย่างไร ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่เห็นได้ยากยิ่งและทางที่ให้ถึงธรรมที่เห็นได้ยากยิ่งแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ธรรมที่เห็นได้ยากยิ่ง เป็นอย่างไร ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่ไม่คร่ำครึและทางที่ให้ถึงธรรมที่ไม่คร่ำครึ แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ธรรมที่ไม่คร่ำครึ เป็นอย่างไร ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่ยั่งยืนและทางที่ให้ถึงธรรมที่ยั่งยืนแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ธรรมที่ยั่งยืน เป็นอย่างไร ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่ไม่เสื่อมสลายและทางที่ให้ถึงธรรมที่ไม่ เสื่อมสลายแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ธรรมที่ไม่เสื่อมสลาย เป็นอย่างไร ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่ใครๆ ไม่พึงเห็น (ด้วยจักขุวิญญาณ) และทางที่ให้ถึงธรรมที่ใครๆ ไม่พึงเห็นแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ธรรมที่ใครๆ ไม่พึงเห็น เป็นอย่างไร ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่ไม่มีกิเลสเครื่องปรุงแต่ง (ตัณหา มานะ และทิฏฐิ) และทางที่ให้ถึงธรรมที่ไม่มีกิเลสเครื่องปรุงแต่งแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ธรรมที่ไม่มีกิเลสเครื่องปรุงแต่ง เป็นอย่างไร ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๔๖๑}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๙. อสังขตสังยุต] ๒. ทุติยวรรค ๓-๓๒. อนาสวาทิสูตร ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่สงบและทางที่ให้ถึงธรรมที่สงบแก่เธอทั้งหลายเธอทั้งหลายจงฟัง ธรรมที่สงบ เป็นอย่างไร ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอมตธรรมและทางที่ให้ถึงอมตธรรมแก่เธอทั้งหลายเธอทั้งหลายจงฟัง อมตธรรม เป็นอย่างไร ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่ประณีตและทางที่ให้ถึงธรรมที่ประณีตแก่ เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ธรรมที่ประณีต เป็นอย่างไร ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่ปลอดภัยและทางที่ให้ถึงธรรมที่ปลอดภัย แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ธรรมที่ปลอดภัย เป็นอย่างไร ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่เกษมและทางที่ให้ถึงธรรมที่เกษมแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ธรรมที่เกษม เป็นอย่างไร ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมเป็นที่สิ้นตัณหาและทางที่ให้ถึงธรรมเป็นที่สิ้นตัณหาแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา เป็นอย่างไร ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่น่าอัศจรรย์และทางที่ให้ถึงธรรมที่น่าอัศจรรย์แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ธรรมที่น่าอัศจรรย์ เป็นอย่างไร ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่ไม่เคยปรากฏและทางที่ให้ถึงธรรมที่ไม่เคยปรากฏแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ธรรมที่ไม่เคยปรากฏ เป็นอย่างไร ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๔๖๒}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๙. อสังขตสังยุต] ๒. ทุติยวรรค ๓-๓๒. อนาสวาทิสูตร ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่ไม่มีทุกข์และทางที่ให้ถึงธรรมที่ไม่มีทุกข์แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ธรรมที่ไม่มีทุกข์ เป็นอย่างไร ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่ไม่มีเครื่องร้อยรัดและทางที่ให้ถึงธรรมที่ไม่มีเครื่องร้อยรัดแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ธรรมที่ไม่มีเครื่องร้อยรัด เป็นอย่างไร ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงนิพพานและทางที่ให้ถึงนิพพานแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง นิพพาน เป็นอย่างไร ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่ไม่มีความเบียดเบียนและทางที่ให้ถึงธรรมที่ไม่มีความเบียดเบียนแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ธรรมที่ไม่มีความเบียดเบียน เป็นอย่างไร ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่ปราศจากราคะและทางที่ให้ถึงธรรมที่ ปราศจากราคะแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ธรรมที่ปราศจากราคะ เป็นอย่างไร ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงความบริสุทธิ์และทางที่ให้ถึงความบริสุทธิ์แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ความบริสุทธ์ เป็นอย่างไร ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงความหลุดพ้นและทางที่ให้ถึงความหลุดพ้นแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ความหลุดพ้น เป็นอย่างไร ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่ไม่มีความอาลัยและทางที่ให้ถึงธรรมที่ไม่มีความอาลัยแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ธรรมที่ไม่มีความอาลัย เป็นอย่างไร ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๔๖๓}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๙. อสังขตสังยุต] ๓๓. ปรายนสูตร ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่เป็นเกาะและทางที่ให้ถึงธรรมที่เป็นเกาะแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ธรรมที่เป็นเกาะ เป็นอย่างไร ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมเป็นที่เร้นและทางที่ให้ถึงธรรมเป็นที่เร้นแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ธรรมเป็นที่เร้น เป็นอย่างไร ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมเป็นที่ต้านทานและทางที่ให้ถึงธรรมเป็นที่ ต้านทานแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ธรรมเป็นที่ต้านทาน เป็นอย่างไร ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมเป็นที่พึ่งและทางที่ให้ถึงธรรมเป็นที่พึ่งแก่ เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ธรรมเป็นที่พึ่ง เป็นอย่างไร ฯลฯ อนาสวาทิสูตรที่ ๓-๓๒ จบ ๓๓. ปรายนสูตร ว่าด้วยธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า
“ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้าและทางที่ให้ ถึงธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้าแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า คืออะไร คือ ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ และความสิ้นโมหะ นี้เราเรียกว่า ธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ทางที่ให้ถึงธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า คืออะไร คือ กายคตาสติ นี้เราเรียกว่า ทางที่ให้ถึงธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ภิกษุทั้งหลาย ธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้าและทางที่ให้ถึงธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้าเราได้แสดงแล้วแก่เธอทั้งหลายอย่างนี้ กิจใดที่ศาสดาผู้แสวงหาประโยชน์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๔๖๔}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๙. อสังขตสังยุต] รวมพระสูตรที่มีในวรรค เกื้อกูล ผู้อนุเคราะห์ พึงอาศัยความอนุเคราะห์กระทำแก่สาวกทั้งหลาย กิจนั้นเราก็ได้กระทำแล้วแก่เธอทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลาย นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง เธอทั้งหลายจงเพ่งพินิจ อย่าประมาท อย่าได้มีความเดือดร้อนใจในภายหลัง นี้เป็นคำพร่ำสอนสำหรับเธอทั้งหลายของเรา” (พึงขยายความให้พิสดารเหมือนอสังขตสูตร) ปรายนสูตรที่ ๓๓ จบ ทุติยวรรค จบบริบูรณ์ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อสังขตสูตร ๒. อนตสูตร ๓. อนาสวาทิสูตร ๔. สัจจสูตร ๕. ปารสูตร ๖. นิปุณสูตร ๗. สุทุททสสูตร ๘. อชัชชรสูตร ๙. ธุวสูตร ๑๐. อปโลกินสูตร ๑๑. อนิทัสสนสูตร ๑๒. นิปปปัญจสูตร ๑๓. สันตสูตร ๑๔. อมตสูตร ๑๕. ปณีตสูตร ๑๖. สิวสูตร ๑๗. เขมสูตร ๑๘. ตัณหักขยสูตร ๑๙. อัจฉริยสูตร ๒๐. อัพภุตสูตร ๒๑. อนีติกสูตร ๒๒. อนีติกธัมมสูตร ๒๓. นิพพานสูตร ๒๔. อัพยาปัชฌสูตร ๒๕. วิราคสูตร ๒๖. สุทธิสูตร ๒๗. มุตติสูตร ๒๘. อนาลยสูตร ๒๙. ทีปสูตร ๓๐. เลณสูตร ๓๑. ตาณสูตร ๓๒. สรณสูตร ๓๓. ปรายนสูตร อสังขตสังยุต จบบริบูรณ์ สูตรที่ ๗ ในอาสีวิสวรรคก็เหมือนกัน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๔๖๕}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อสังขตสังยุตต์ อรรถกถาวรรคที่ ๒
บทที่ควรจะกล่าว ในบทว่า กาเย กายานุปสฺสี ดังนี้ เป็นต้นนั้น ข้าพเจ้าจักกล่าวข้างหน้า.
ในบทว่า อนฺตํ เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
ชื่อว่าอันตะ เพราะไม่มีความยินดีด้วยอำนาจตัณหา.
ชื่อว่าอนาสวะ เพราะไม่มีอาสวะ ๔.
ชื่อว่าสัจจะ เพราะเป็นปรมัตถสัจจะ.
ชื่อว่าปาระ เพราะอรรถว่าเป็นส่วนนอกจากวัฏฏะ คือฝั่งโน้นหมายถึงวิวัฏฏะ.
ชื่อว่านิปุณะ เพราะอรรถว่าละเอียด.
ชื่อว่าสุทุททสะ เพราะเป็นธรรมที่เห็นได้แสนยาก.
ชื่อว่าอชัชชระ เพราะไม่คร่ำคร่าด้วยชรา.
ชื่อว่าธุวะ เพราะอรรถว่ามั่นคง.
ชื่อว่าอปโลกินะ เพราะเป็นธรรมไม่บุบสลาย.
ชื่อว่าอนิทัสสนะ เพราะใครๆ ไม่พึงเห็นได้ด้วยจักษุวิญญาณ.
ชื่อว่านิปปปัญจะ เพราะไม่มีกิเลสเครื่องเนิ่นช้าคือตัณหามานะและทิฏฐิ
ชื่อว่าสันตะ เพราะอรรถว่าเป็นสภาวะ.
ชื่อว่าอมตะ เพราะไม่มีความตาย.
ชื่อว่าประณีต เพราะอรรถว่าสูงสุด.
ชื่อว่าสิวะ เพราะอรรถว่ามีความเยือกเย็น.
ชื่อว่าเขมะ เพราะปราศจากอันตราย.
ชื่อว่าตัณหักขยะ เพราะเป็นปัจจัยให้สิ้นตัณหา.
ชื่อว่าอัจฉริยะ เพราะควรปรบมือให้ เพราะอรรถว่าตั้งมั่นมาแต่สมาธิ.
เรื่องที่ไม่เคยมีเคยเป็นนั่นแหละ ชื่อว่าอัพภูตะ ควรจะกล่าวว่า ไม่เกิดแล้วมีอยู่.
ชื่อว่าอนีติกะ เพราะปราศจากทุกข์.
ชื่อว่าอนีติกธรรมะ เพราะเป็นธรรมปราศจากทุกข์ เป็นสภาวะ.
ชื่อว่านิพพาน เพราะไม่มีตัณหาเครื่องร้อยรัด.
ชื่อว่าอัพยาปัชฌะ เพราะไม่มีความเบียดเบียน.
ชื่อว่าวิราคะ โดยเป็นปัจจัยแก่การบรรลุธรรมเครื่องคลายกำหนัด.
ชื่อว่าสุทธิ เพราะเป็นธรรมบริสุทธิ์โดยปรมัตถ์.
ชื่อว่ามุตติ เพราะเป็นธรรมพ้นจากภพ ๓.
ชื่อว่าอนาลยะ เพราะไม่มีอาลัย
ชื่อว่าทีปะ เพราะอรรถว่าเป็นที่พึ่ง.
ชื่อว่าเลณะ เพราะอรรถว่าควรที่จะพัก.
ชื่อว่าตาณะ เพราะอรรถว่าเป็นที่ต้านทาน.
ชื่อว่าสรณะ เพราะอรรถว่ากำจัดภัย. อธิบายว่า ทำภัยให้พินาศ.
ชื่อว่าปรายนะ เพราะเป็นที่ดำเนินไป เป็นที่ไป เป็นที่พึ่งอาศัยเบื้องหน้า.
บทที่เหลือในที่นี้ มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นเอง ดังนี้แล.
จบอรรถกถาวรรคที่ ๒ จบอรรถกถาสังขตสังยุต -----------------------------------------------------