วิหารสูตร ที่ ๑
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
วิหารวคฺโค ทุติโย
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค วิหารวรรคที่ ๒ วิหารสูตรที่ ๑ ว่าด้วยปัจจัยแห่งเวทนา
สาวตฺถีนิทานํ ฯ อิจฺฉามหํ ภิกฺขเว อฑฺฒมาสํ ปฏิสลฺลียิตุํ นมฺหิ เกนจิ อุปสงฺกมิตพฺโพ อญฺญตฺร เอเกน ปิณฺฑปาตนีหารเกนาติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปฏิสฺสุตฺวา ฯ นาสฺสุธ โกจิ ภควนฺตํ อุปสงฺกมติ อญฺญตฺร เอเกน ปิณฺฑปาตนีหารเกน ฯ
สาวัตถีนิทาน. พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเราปรารถนาจะหลีกเร้นอยู่ตลอดกึ่งเดือน ใครๆ ไม่พึงเข้าไปหาเรา นอกจากภิกษุผู้นำบิณฑบาตไปให้รูปเดียว ภิกษุทั้งหลายรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว ในกึ่งเดือนนี้ไม่มีใครเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค นอกจากภิกษุผู้นำบิณฑบาตไปถวายรูปเดียว.
อถ โข ภควา ตสฺส อฑฺฒมาสสฺส อจฺจเยน ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต ภิกฺขู อามนฺเตสิ เยน สฺวาหํ ภิกฺขเว วิหาเรน ปฐมาภิสมฺพุทฺโธ วิหรามิ ตสฺส ปเทเสน วิหาสึ โส เอวํ ปชานามิ มิจฺฉาทิฏฺฐิปจฺจยาปิ เวทยิตํ สมฺมาทิฏฺฐิปจฺจยาปิ เวทยิตํ ฯเปฯ มิจฺฉาสมาธิปจฺจยาปิ เวทยิตํ สมฺมาสมาธิปจฺจยาปิ เวทยิตํ ฉนฺทปจฺจยาปิ เวทยิตํ วิตกฺกปจฺจยาปิ เวทยิตํ สญฺญาปจฺจยาปิ เวทยิตํ ฉนฺโท จ อวูปสนฺโต โหติ วิตกฺกา จ อวูปสนฺตา โหนฺติ สญฺญา จ อวูปสนฺตา โหติ ตปฺปจฺจยาปิ เวทยิตํ ฉนฺโท จ วูปสนฺโต โหติ วิตกฺกา จ วูปสนฺตา โหนฺติ สญฺญา จ วูปสนฺตา โหติ ตปฺปจฺจยาปิ เวทยิตํ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อตฺถิ วายามํ ตสฺมึปิ ฐาเน อนุปฺปตฺเต ตปฺปจฺจยาปิ เวทยิตนฺติ ฯ
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงออกจากที่หลีกเร้นโดยล่วงไปกึ่งเดือนนั้นแล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราแรกตรัสรู้ ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรมอันใด เราอยู่แล้วโดยส่วนแห่งวิหารธรรมอันนั้น เรารู้ชัดอย่างนี้ว่า เวทนาย่อมมี เพราะความเห็นผิดเป็นปัจจัยบ้าง เพราะความเห็นชอบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะความดำริผิดเป็นปัจจัยบ้าง เพราะความดำริชอบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะเจรจาผิดเป็นปัจจัยบ้าง เพราะเจรจาชอบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะการงานผิดเป็นปัจจัยบ้าง เพราะการงานชอบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะเลี้ยงชีพผิดเป็นปัจจัยบ้าง เพราะเลี้ยงชีพชอบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะพยายามผิดเป็นปัจจัยบ้าง เพราะพยายามชอบเป็นปัจจัยบ้างเพราะความระลึกผิดเป็นปัจจัยบ้าง เพราะความระลึกชอบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะความตั้งใจมั่นผิดเป็นปัจจัยบ้าง เพราะความตั้งใจมั่นชอบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะฉันทะเป็นปัจจัยบ้าง เพราะวิตกเป็นปัจจัยบ้าง เพราะสัญญาเป็นปัจจัยบ้าง เพราะฉันทวิตกและสัญญายังไม่สงบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะฉันท-*วิตกและสัญญาสงบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะมีความพยายามเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง และเมื่อถึงฐานะนั้นแล้วเป็นปัจจัยบ้าง. จบ สูตรที่ ๑
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑. มัคคสังยุต] ๒. วิหารวรรค ๑. ปฐมวิหารสูตร ๒. วิหารวรรค หมวดว่าด้วยวิหารธรรม ๑. ปฐมวิหารสูตร ว่าด้วยวิหารธรรม สูตรที่ ๑
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราปรารถนาจะหลีกเร้นสักครึ่งเดือนใครๆ อย่าเข้าไปหาเรา ยกเว้นภิกษุผู้นำอาหารบิณฑบาตเข้าไปให้รูปเดียว”ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว ในครึ่งเดือนนี้จึงไม่มีใครเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเลย ยกเว้นภิกษุผู้นำอาหารบิณฑบาตไปทูลถวายรูปเดียว ครั้นครึ่งเดือนนั้นผ่านไป พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่หลีกเร้นแล้ว รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เรานั้นแรกตรัสรู้ ได้อยู่ด้วยส่วนแห่งวิหารธรรม (ธรรมเป็นเครื่องอยู่) รู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘เพราะมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย ความเสวยอารมณ์จึงมี เพราะสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย ความเสวยอารมณ์จึงมี ฯลฯ เพราะมิจฉาสมาธิเป็นปัจจัย ความเสวยอารมณ์จึงมี เพราะสัมมาสมาธิเป็นปัจจัย ความเสวยอารมณ์จึงมี เพราะฉันทะเป็นปัจจัย ความเสวยอารมณ์จึงมี เพราะวิตกเป็นปัจจัย ความเสวยอารมณ์จึงมี เพราะสัญญาเป็นปัจจัย ความเสวยอารมณ์จึงมี เพราะฉันทะ วิตก และสัญญาเป็นธรรมไม่สงบเป็นปัจจัย ความเสวยอารมณ์จึงมี เพราะฉันทะ วิตก และสัญญาเป็นธรรมสงบเป็นปัจจัย ความเสวยอารมณ์จึงมีความพยายามเพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ มีอยู่ แต่เพราะเมื่อยังไม่ได้บรรลุฐานะ นั้นเป็นปัจจัย ความเสวยอารมณ์จึงมี” ปฐมวิหารสูตรที่ ๑ จบ @เชิงอรรถ : @ ธรรมที่ยังไม่บรรลุ ในที่นี้หมายถึงอรหัตตผล (สํ.ม.อ. ๓/๑๑/๑๙๔) @ ฐานะ ในที่นี้หมายถึงเหตุ (สํ.ม.อ. ๓/๑๑/๑๙๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๑๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
วิหารวรรคที่ ๒ อรรถกถาปฐมวิหารสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในวิหารสูตรที่ ๑ แห่งวิหารวรรคที่ ๒.
บทว่า อิจฺฉามหํ ภิกฺขเว อฑฺฒมาสํ ปฏิสลฺลียิตุํ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราปรารถนาจะหลีกเร้นนั่งอยู่แต่ผู้เดียวตลอดกึ่งเดือนหนึ่ง.
บทว่า นมฺหิ เกนจิ อุปสงฺกมิตพฺโพ อญฺญตฺร เอเกน ปิณฺฑปาตนีหารเกน ความว่า ภิกษุใดไม่ทำวาจาอันขวนขวายเพื่อตน พึงนำบิณฑบาตอันตกแต่งในตระกูลทั้งหลาย ซึ่งมีศรัทธาไปเพื่อประโยชน์แก่เรา พึงน้อมเข้าไปเพื่อเรา ใครๆ คนอื่นจะเป็นภิกษุหรือคฤหัสถ์ไม่พึงเข้าไปหาเรา นอกจากภิกษุนั้นผู้นำบิณฑบาตไปให้รูปเดียว.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอย่างนี้.
ตอบว่า ได้ยินว่า ในกึ่งเดือนนั้น สัตว์ที่พระองค์จะพึงแนะนำไม่มี. เมื่อความเช่นนั้น พระศาสดาทรงดำริว่า เราจักยังกึ่งเดือนนี้ให้ล่วงไปด้วยสุขอันเกิดแต่ผลสมาบัติ การอยู่เป็นสุขจักมีแก่เราด้วยอาการอย่างนี้ และในอนาคต ชนผู้เกิดในภายหลังจักเอาอย่างว่า แม้พระศาสดาทรงละคณะไปประทับอยู่แต่พระองค์เดียวจะกล่าวอะไรถึงพวกเราเล่า ข้อนั้นจักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ปัจฉิมชนนั้นตลอดกาลนาน ดังนี้ จึงตรัสอย่างนี้ด้วยเหตุนี้ แม้ภิกษุสงฆ์ทูลรับพระดำรัสของพระศาสดาแล้ว จึงได้ถวายภิกษุรูปหนึ่ง ภิกษุรูปนั้นทำกิจทั้งปวงมีการกวาดบริเวณพระคันธกุฎี ถวายน้ำสรงพระพักตร์และไม้ชำระพระทนต์เป็นต้น แต่เช้าตรู่เสร็จแล้ว ก็หลีกไปในขณะนั้น.
บทว่า เยน สฺวาหํ ตัดบทเป็น เยน สุ อหํ.
บทว่า ปฐมาภิสมฺพุทฺโธ ความว่า เราได้ตรัสรู้ ครั้งแรก อยู่ด้วยวิหารธรรม ในภายใน ๔๙ วัน.
บทว่า วิหรามิ นี้ เป็นคำปัจจุบันลงในอรรถของอดีต.
บทว่า ตสฺส ปเทเสน ความว่า โดยส่วนแห่งวิหารธรรมแรกตรัสรู้นั้น. ส่วนแห่งขันธ์ ส่วนแห่งอายตนะ ธาตุ สัจจะ อินทรีย์ ปัจจยาการ สติปัฏฐาน ฌานและนามรูป ส่วนแห่งธรรมมีอย่างต่างๆ กัน ชื่อว่าส่วนในวิหารธรรมนั้น.
พระองค์ทรงหมายถึงส่วนแห่งธรรมนั้นแม้ทั้งปวง จึงตรัสว่า ตสฺส ปเทเสน วิหาสึ ดังนี้.
ก็ในปฐมโพธิกาล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใคร่ครวญพิจารณาขันธ์ห้าหมดทุกส่วนแล้วในภายใน ๔๙ วันเหมือนพระราชาทรงปกครองราชสมบัติแล้ว รับสั่งให้เปิดห้องนั้นๆ เพื่อทอดพระเนตรสมบัติอันเป็นแก่นสารของพระองค์พึงพิจารณาอยู่ซึ่งรัตนะทั้งหลายมีทอง เงิน แก้วมุกดาและมณีเป็นต้นฉะนั้น.
ส่วนในกึ่งเดือนนี้ ทรงพิจารณาอยู่ซึ่งเวทนาขันธ์เท่านั้นอันเป็นส่วนแห่งขันธ์เหล่านั้น. เมื่อพระองค์ทรงแลดูอยู่ว่า สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ย่อมเสวยซึ่งสุขชื่อเห็นปานนี้ เสวยซึ่งทุกข์เห็นปานนี้ ดังนี้สุขเวทนาเป็นไปแล้วจนถึงภวัคคพรหม ทุกขเวทนาเป็นไปแล้วจนถึงอเวจี ทั้งหมดปรากฏแล้ว โดยอาการทั้งปวง. ต่อมา ทรงอยู่กำหนดเวทนานั้นโดยนัยเป็นต้นว่า เวทนาย่อมมีเพราะความเห็นผิดเป็นปัจจัยบ้างดังนี้.
ในปฐมโพธิกาล ทรงอยู่ทำอายตนะ ๑๒ ให้หมดทุกส่วนอย่างนั้น. ก็ในกึ่งเดือนนี้ พระองค์ทรงพิจารณาอยู่ซึ่งส่วนหนึ่งแห่งธัมมายตนะ ด้วยสามารถเวทนาซึ่งเป็นส่วนแห่งอายตนะเหล่านั้น ซึ่งส่วนหนึ่งแห่งธัมมธาตุด้วยสามารถเวทนา ซึ่งเป็นส่วนแห่งธาตุทั้งหลาย ซึ่งส่วนหนึ่งแห่งทุกขสัจด้วยสามารถเวทนาขันธ์เท่านั้น ซึ่งเป็นส่วนแห่งสัจจะทั้งหลาย ซึ่งส่วนหนึ่งแห่งปัจจัยด้วยสามารถเวทนาเท่านั้น เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย ซึ่งเป็นส่วนแห่งปัจจัยทั้งหลาย ซึ่งส่วนหนึ่งแห่งองค์ฌานด้วยสามารถเวทนาเท่านั้นซึ่งเป็นส่วนหนึ่งแห่งฌานทั้งหลาย ทรงพิจารณาอยู่ซึ่งส่วนอันหนึ่งแห่งนามด้วยสามารถเวทนาเท่านั้น ซึ่งส่วนอันหนึ่งแห่งนามด้วยสามารถเวทนาเท่านั้น ซึ่งเป็นส่วนแห่งนามและรูป.
ส่วนในปฐมสมโพธิ์ ทรงทำธรรมมีกุศลเป็นต้นให้หมดทุกส่วนในภายใน ๔๙ วัน เสร็จแล้วทรงพิจารณาอยู่ซึ่งปกรณ์ ๗ อันเป็นอนันตรนัย. ก็ในกึ่งเดือนนี้ พระองค์ทรงพิจารณาอยู่ซึ่งหมวด ๓ แห่งเวทนาอย่างเดียว ซึ่งเป็นส่วนแห่งธรรมทั้งปวง. วิหารสมาบัตินั้นๆ ในที่นั้นๆ เกิดแล้ว ด้วยอานุภาพแห่งเวทนา.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอยู่แล้วโดยอาการใด เมื่อจะทรงแสดงอาการนั้น จึงตรัสคำว่า มิจฺฉาทิฏฺฐิปจฺจยาปิ เป็นอาทิ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า มิจฺฉาทิฏฺฐิปจฺจยาปิ ความว่า แม้เวทนาสัมปยุตด้วยทิฏฐิ ย่อมควร. เวทนาที่เป็นกุศลและอกุศลบ้าง เวทนาที่เป็นวิบากบ้าง เกิดขึ้นเพราะทำทิฏฐิให้เป็นอุปนิสัย ย่อมควร.
ในบทนั้น เวทนาสัมปยุตด้วยมิจฉาทิฏฐิ ย่อมเป็นอกุศลอย่างเดียว.
ส่วนเวทนาเป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยทิฏฐิ. เพราะพวกมิจฉาทิฏฐิอาศัยทิฏฐิแล้ว ย่อมให้ข้าวยาคูและภัตเป็นต้นในวันปักษ์ ย่อมตั้งข้อปฏิบัติสำหรับคนเดินทางไกลเป็นต้นย่อมสร้างศาลาบนทางใหญ่ ๔ แพร่ง ย่อมให้ช่วยกันขุดสระโบกขรณี ย่อมปลูกกอไม้ดอกในศาลเจ้าเป็นต้น ย่อมลาดสะพานในแม่น้ำและทางลำบากเป็นต้นย่อมทำที่ไม่เสมอให้เสมอ. เวทนาที่เป็นกุศลย่อมเกิดขึ้นแก่คนเหล่านั้น ด้วยประการดังนี้.
ส่วนคนเหล่านั้นอาศัยความเห็นผิด ย่อมด่าย่อมบริภาษพวกสัมมาทิฏฐิด้วยตนเอง ย่อมทำกรรมมีการฆ่าและการจองจำเป็นต้น ฆ่าสัตว์แล้วย่อมนำเข้าไปสังเวยแก่เทพดาทั้งหลาย. เวทนาที่เป็นอกุศลย่อมเกิดขึ้นแก่คนเหล่านั้นด้วยประการดังนี้.
ส่วนเวทนาที่เป็นวิบากย่อมมีแก่ผู้อยู่ในระหว่างภพ.
แม้เวทนาสัมปยุตด้วยสัมมาทิฏฐิ เวทนาที่เป็นกุศลและอกุศลบ้าง เวทนาที่เป็นวิบากบ้างอันเกิดขึ้นเพราะทำสัมมาทิฏฐิให้เป็นอุปนิสัย ย่อมควร แม้ในบทว่า สมฺมาทิฏฺฐิปจฺจยา นี้.
ในบทนั้น เวทนาอันสัมปยุตด้วยสัมมาทิฏฐิย่อมเป็นกุศลอย่างเดียว. ส่วนคนเหล่านั้นอาศัยความเห็นชอบแล้ว จึงพากันทำบุญทั้งหลายเป็นอาทิอย่างนี้ว่า การบูชาพระพุทธเจ้า ประทีป ดอกไม้ การฟังธรรมใหญ่ การให้ประดิษฐานพระเจดีย์ในทิสาภาคซึ่งยังไม่ประดิษฐาน. เวทนาที่เป็นกุศลย่อมเกิดขึ้นแก่คนเหล่านั้น ด้วยประการดังนี้.
คนเหล่านั้นอาศัยความเห็นชอบเท่านั้นแล้ว จึงด่าบริภาษพวกมิจฉาทิฏฐิ ย่อมยกตน ข่มคนอื่น. เวทนาอันเป็นอกุศลย่อมเกิดขึ้นแก่คนเหล่านั้น ด้วยประการดังนี้.
ส่วนเวทนาอันเป็นวิบากย่อมมีแก่คนทั้งหลายผู้อยู่ในระหว่างภพเท่านั้น.
แม้ในบทเป็นอาทิว่า มิจฺฉาสงฺกปฺปปจฺจยา ก็มีนัยนี้แล.
ส่วนในบทเป็นอาทิว่า ฉนฺทปจฺจยา พึงทราบเวทนาอันสัมปยุตด้วยจิตประกอบด้วยโลภะ ๘ ดวง เพราะฉันทะเป็นปัจจัย. เวทนาในปฐมฌานย่อมมี เพราะวิตกเป็นปัจจัย เวทนาในสัญญาสมาบัติ ๖ ที่เหลือเว้นปฐมฌาน ย่อมมี เพราะสัญญาเป็นปัจจัย.
ในบทเป็นอาทิว่า ฉนฺโท จ อวูปสนฺโต ความว่า เวทนาอันสัมปยุตด้วยจิตประกอบด้วยโลภะ ๘ ดวง ย่อมมีในเพราะความไม่สงบแห่งฉันทวิตกและสัญญาทั้งสาม แต่พอฉันทะสงบ เวทนาในปฐมฌานก็ย่อมมีเวทนามีทุติยฌานเป็นต้น ท่านประสงค์แล้วในเพราะความสงบฉันทะและวิตก.
เวทนาในเนวสัญญานาสัญญายตนะย่อมมีในเพราะความสงบฉันทวิตกและสัญญาแม้สามได้.
บทว่า อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา ได้แก่ เพื่อบรรลุอรหัตผล.
บทว่า อตฺถิ วายามํ ได้แก่ มีความเพียร.
บทว่า ตสฺมึปิ ฐาเน อนุปฺปตฺเต ความว่า เมื่อถึงเหตุแห่งพระอรหัตผลด้วยสามารถแห่งการปรารภความเพียรนั้น.
บทว่า ตปฺปจฺจยาปิ เวทยิตํ ความว่า เวทนาย่อมมีเพราะฐานะเป็นปัจจัยแห่งพระอรหัต เวทนาอันเป็นโลกุตระซึ่งเกิดพร้อมกับมรรค ๔ ท่านถือเอาแล้วด้วยบทนั้นแล.
จบอรรถกถาปฐมวิหารสูตรที่ ๑ -----------------------------------------------------