หิมวันตสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
โพชฺฌงฺคสํยุตฺตํ ------ ปพฺพตวคฺโค ปฐโม
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค ๒. โพชฌงคสังยุต ปัพพตวรรค ที่ ๑ หิมวันตสูตร ผู้เจริญโพชฌงค์ถึงความเป็นใหญ่ในธรรมทั้งหลาย
หิมวนฺตํ ภิกฺขเว ปพฺพตราชํ นิสฺสาย นาคา กายํ วฑฺเฒนฺติ พลํ คาเหนฺติ เต ตตฺถ กายํ วฑฺเฒตฺวา พลํ คาเหตฺวา กุสุพฺเภ โอตรนฺติ กุสุพฺเภ โอตริตฺวา มหาโสพฺเภ โอตรนฺติ มหาโสพฺเภ โอตริตฺวา กุนฺนทิโย โอตรนฺติ กุนฺนทิโย โอตริตฺวา มหานทิโย โอตรนฺติ มหานทิโย โอตริตฺวา มหาสมุทฺทสาครํ โอตรนฺติ เต ตตฺถ มหนฺตตํ เวปุลฺลตํ อาปชฺชนฺติ กาเยน ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ สีลํ นิสฺสาย สีเล ปติฏฺฐาย สตฺต โพชฺฌงฺเค ภาเวนฺโต สตฺต โพชฺฌงฺเค พหุลีกโรนฺโต มหนฺตตํ เวปุลฺลตํ ปาปุณาติ ธมฺเมสุ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกนาคอาศัยขุนเขาชื่อหิมวันต์ มีกายเติบโต มีกำลังครั้นกายเติบโต มีกำลังที่ขุนเขานั้นแล้ว ย่อมลงสู่บึงน้อย ครั้นลงสู่บึงน้อยแล้ว ย่อมลงสู่บึงใหญ่ ครั้นลงสู่บึงใหญ่แล้ว ย่อมลงสู่แม่น้ำน้อย ครั้นลงสู่แม่น้ำน้อยแล้ว ย่อมลงสู่แม่น้ำใหญ่ครั้นลงสู่แม่น้ำใหญ่แล้ว ย่อมลงสู่มหาสมุทรสาคร นาคพวกนั้น ย่อมถึงความโตใหญ่ทางกายในมหาสมุทรสาครนั้น แม้ฉันใด ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญโพชฌงค์ ๗ กระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ ย่อมถึงความเป็นใหญ่ไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน.
กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สีลํ นิสฺสาย สีเล ปติฏฺฐาย สตฺต โพชฺฌงฺเค ภาเวนฺโต สตฺต โพชฺฌงฺเค พหุลีกโรนฺโต มหนฺตตํ เวปุลฺลตํ ปาปุณาติ ธมฺเมสูติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามึ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ฯเปฯ วิริยสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ฯ ปีติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ฯ ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ฯ สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ฯ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามึ ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ สีลํ นิสฺสาย สีเล ปติฏฺฐาย สตฺต โพชฺฌงฺเค ภาเวนฺโต สตฺต โพชฺฌงฺเค พหุลีกโรนฺโต มหนฺตตํ เวปุลฺลตํ ปาปุณาติ ธมฺเมสูติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญโพชฌงค์ ๗ กระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ อย่างไร จึงถึงความเป็นใหญ่ไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธน้อมไปในการสละ ย่อมเจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ... วิริยสัมโพชฌงค์ ... ปีติสัมโพชฌงค์ ... ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ... สมาธิสัมโพชฌงค์ ... อุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะอาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญโพชฌงค์ ๗ กระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ อย่างนี้แล จึงถึงความเป็นใหญ่ไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย. จบ สูตรที่ ๑
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๒. โพชฌังคสังยุต] ๑. ปัพพตวรรค ๑. หิมวันตสูตร ๒. โพชฌังคสังยุต ๑. ปัพพตวรรค หมวดว่าด้วยขุนเขา ๑. หิมวันตสูตร ว่าด้วยขุนเขาหิมพานต์
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกนาคอาศัยขุนเขาหิมพานต์ย่อมเติบโตมีกำลัง เติบโตมีกำลังแล้วลงสู่หนอง ลงสู่หนองแล้วลงสู่บึง ลงสู่บึงแล้วลงสู่แม่น้ำน้อย ลงสู่แม่น้ำน้อยแล้วลงสู่แม่น้ำใหญ่ ลงสู่แม่น้ำใหญ่แล้วลงสู่มหาสมุทรสาครนาคเหล่านั้นย่อมถึงความเจริญเติบโตทางกายในมหาสมุทรสาครนั้น แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่ออาศัยศีล ดำรงอยู่ในศีล เจริญโพชฌงค์ (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้) ๗ ประการ ทำโพชฌงค์ ๗ ประการให้มาก ย่อมถึงความเป็นใหญ่ไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย ภิกษุเมื่ออาศัยศีล ดำรงอยู่ในศีล เจริญโพชฌงค์ ๗ ประการ ทำโพชฌงค์ ๗ ประการให้มาก ย่อมถึงความเป็นใหญ่ไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย อย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. เจริญสติสัมโพชฌงค์ (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ คือความ ระลึกได้) อันอาศัยวิเวก (ความสงัด) อาศัยวิราคะ (ความคลาย กำหนัด) อาศัยนิโรธ (ความดับ) น้อมไปในโวสสัคคะ (ความสละ) ๒. เจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ คือ การเฟ้นธรรม) ฯลฯ ๓. เจริญวิริยสัมโพชฌงค์ (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ คือ ความเพียร) ... ๔. เจริญปีติสัมโพชฌงค์ (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ คือ ความอิ่มใจ) ...
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๑๐๙}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๒. โพชฌังคสังยุต] ๑. ปัพพตวรรค ๒. กายสูตร ๕. เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ คือ ความสงบกายสงบใจ) ... ๖. เจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ คือ ความตั้งจิตมั่น) ... ๗. เจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ คือ ความมีใจเป็นกลาง) อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในโวสสัคคะ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่ออาศัยศีล ดำรงอยู่ในศีล เจริญโพชฌงค์ ๗ ประการทำโพชฌงค์ ๗ ประการให้มาก ย่อมถึงความเป็นใหญ่ไพบูลย์ในธรรมทั้งหลายอย่างนี้แล” หิมวันตสูตรที่ ๑ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
โพชฌงคสังยุตต์ ปัพพตวรรควรรณนาที่ ๑ อรรถกถาหิมวันตสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในหิมวันตสูตรที่ ๑ แห่งโพชฌังคสังยุต.
บทว่า นาคา ความว่า นาคแม้เหล่านี้อยู่ระหว่างคลื่นบนหลังมหาสมุทร หาอยู่ในวิมานไม่. นาคเหล่านั้นมีกายเติบโตเป็นต้น เพราะอาศัยภูเขาหิมวันต์ ทั้งหมดพึงทราบโดยนัยอันกล่าวแล้วในหนหลัง.
ในบทว่า โพชฺฌงฺเค นี้ ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะเป็นองค์แห่งความตรัสรู้หรือองค์ของผู้ตรัสรู้. มีคำที่ท่านอธิบายไว้อย่างไร ธรรมสามัคคีนี้ ท่านเรียกว่า โพธิ เพราะอธิบายไว้ว่า พระอริยสาวกย่อมตรัสรู้ด้วยธรรมสามัคคีกล่าวคือ สติ ธรรมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่ออุปัทวะหลายอย่างมีลีนะ ความหดหู่ อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน ปติฏฐานะ ความตั้งอยู่ อายูหนะ การรวบรวม กามสุขัลลิกานุโยค ทำความเพียรในกามสุข อัตตกิลมถานุโยค ทำความเพียรในการทำตนให้ลำบากอุจเฉททิฏฐิ ความเห็นว่าขาดสูญ สัสสตทิฏฐิ ความเห็นว่าเที่ยง และอภินิเวส ความยึดมั่นเป็นต้นเมื่อธรรมสามัคคีเกิดขึ้นอยู่ ในขณะแห่งมรรคที่เป็นโลกิยะและโลกุตระดังนี้.
บทว่า พุชฺฌติ มีอธิบายว่า พระอริยสาวกย่อมลุกขึ้นจากความหลับคือกิเลสสันดาน คือตรัสรู้อริยสัจ ๔ หรือย่อมกระทำนิพพานให้แจ้ง.
สมดังที่ท่านกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเจริญโพชฌงค์ ๗ ตรัสรู้แล้วซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ. ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่งความตรัสรู้ กล่าวคือธรรมสามัคคีนั้น เหมือนองค์แห่งฌานและองค์แห่งมรรคเป็นต้น
____________________________
ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๗๔ สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๗๓๑
ส่วนพระอริยสาวกเรียกว่าโพธิ เพราะอธิบายว่า ย่อมตรัสรู้ด้วยธรรมสามัคคีนี้ มีประการตามที่กล่าวแล้ว ด้วยประการฉะนี้.
ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะเป็นองค์ของผู้ตรัสรู้นั้นบ้าง เหมือนองค์แห่งเสนาและองค์แห่งรถเป็นต้น.
เพราะเหตุนั้น พระอรรถกถาจารย์จึงกล่าวว่า อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะเป็นองค์ของบุคคลผู้ตรัสรู้.
ถามว่า ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะอรรถว่าอย่างไร.
ตอบว่า ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะอรรถว่าย่อมเป็นไปเพื่อความตรัสรู้ เพราะอรรถว่าตรัสรู้ เพราะอรรถว่าตรัสรู้ตาม เพราะอรรถว่าตรัสรู้เฉพาะ เพราะอรรถว่าตรัสรู้ดี.
พึงทราบอรรถแห่งโพชฌงค์แม้โดยนัยแห่งปฏิสัมภิทาเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้แล.
ส่วนในบทเป็นต้นว่า สติสมฺโพชฺฌงฺคํ พึงทราบอรรถในบททั้งปวงอย่างนี้ว่า ชื่อว่าสัมโพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่งการตรัสรู้อันประเสริฐและดี สัมโพชฌงค์คือสติ ชื่อว่าสติสัมโพชฌงค์. ซึ่งสติสัมโพชฌงค์นั้น
บทว่า ภาเวติ คือ ให้เจริญ. อธิบายว่า ย่อมให้เกิดคือย่อมให้บังเกิดบ่อยๆ ในจิตสันดานของตน.
บททั้งหลายมีอาทิว่า วิเวกนิสฺสิตํ พึงทราบโดยนัยอันกล่าวแล้วในบทนี้ว่า ภิกษุย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิอาศัยวิเวกดังนี้ ในโกสลสังยุต.
ส่วนความต่างกันดังนี้
ในโกสลสังยุตนั้น ท่านกล่าววิเวกไว้ ๓ อย่าง คืออาศัยตทังควิเวก สมุจเฉทวิเวก นิสสรณวิเวก. ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวถึงผู้เจริญโพชฌงค์อาศัยวิเวก ๕ อย่างก็มี.
ก็อาจารย์เหล่านั้นย่อมยกโพชฌงค์ขึ้นแสดงอย่างนี้ ในขณะแห่งพลววิปัสสนา มรรคและผลอย่างเดียวก็หามิได้ ย่อมยกขึ้นแสดงแม้ในกสิณฌาน อานาปานัสสติ อสุภกัมมัฏฐานและพรหมวิหารฌาน อันเป็นบาทของวิปัสสนา.
อาจารย์บางพวกเหล่านั้นจึงไม่สำเร็จตามพระอรรถกถาจารย์ เพราะฉะนั้น ตามมติของท่านเหล่านั้น ในขณะแห่งความเป็นไปแห่งฌานเหล่านั้น ว่าโดยกิจ ฌานก็ยังอาศัยวิกขัมภนวิเวก. ในขณะแห่งวิปัสสนา ท่านกล่าวว่า โดยอัธยาศัย ภิกษุย่อมเจริญวิปัสสนาอาศัยนิสสรณวิเวกฉันใดก็ควรจะกล่าวว่า ภิกษุย่อมเจริญโพชฌงค์อาศัยปฏิปัสสัทธิวิเวกฉันนั้น.
คำที่เหลือในสูตรนี้มีนัยตามที่กล่าวแล้วในหนหลังแล.
จบอรรถกถาหิมวันตสูตรที่ ๑ -----------------------------------------------------