คิลายนสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค คิลายนสูตร ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเบาใจ ๔ ประการ
เอกํ สมยํ ภควา สกฺเกสุ วิหรติ กปิลวตฺถุสฺมึ นิโคฺรธาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุลา ภิกฺขู ภควโต จีวรกมฺมํ กโรนฺติ นิฏฺฐิตจีวโร ภควา เตมาสจฺจเยน จาริกํ ปกฺกมิสฺสตีติ ฯ อสฺโสสิ โข มหานาโม สกฺโก สมฺพหุลา กิร ภิกฺขู ภควโต จีวรกมฺมํ กโรนฺติ นิฏฺฐิตจีวโร ภควา เตมาสจฺจเยน จาริกํ ปกฺกมิสฺสตีติ ฯ อถ โข มหานาโม สกฺโก เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข มหานาโม สกฺโก ภควนฺตํ เอตทโวจ สุตมฺเมตํ ภนฺเต สมฺพหุลา กิร ภิกฺขู ภควโต จีวรกมฺมํ กโรนฺติ นิฏฺฐิตจีวโร ภควา เตมาสจฺจเยน จาริกํ ปกฺกมิสฺสตีติ ฯ น โข เนตํ ภนฺเต ภควโต สมฺมุขา สุตํ สมฺมุขา ปฏิคฺคหิตํ สปฺปญฺเญน อุปาสเกน สปฺปญฺโญ อุปาสโก อาพาธิโก ทุกฺขิโต พาฬฺหคิลาโน โอวทิตพฺโพติ ฯ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิโครธาราม ใกล้พระนครกบิลพัสดุ์แคว้นสักกะ ก็สมัยนั้น ภิกษุมากรูปกระทำจีวรกรรมของพระผู้มีพระภาคด้วยหวังว่า พระผู้มีพระภาคทรงทำจีวรสำเร็จแล้ว จักเสด็จหลีกไปสู่ที่จาริกโดยล่วง ๓ เดือน พระเจ้ามหานามศากย-*ราช ได้ทรงสดับข่าวว่า ภิกษุมากรูปกระทำจีวรกรรมของพระผู้มีพระภาคด้วยหวังว่า พระผู้มีพระภาคทรงทำจีวรสำเร็จแล้ว จักเสด็จหลีกไปสู่ที่จาริกโดยล่วง ๓ เดือน ครั้งนั้น พระเจ้ามหานามศากยราช เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ทรงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันได้ยินมาว่า ภิกษุมากรูปกระทำจีวรกรรมของพระผู้มีพระภาคด้วยหวังว่า พระผู้มีพระภาคทรงทำจีวรสำเร็จแล้ว จักเสด็จหลีกไปสู่ที่จาริกโดยล่วง ๓ เดือน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เรื่องนี้หม่อมฉันยังไม่ได้ฟัง ยังไม่ได้รับมา เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า อุบาสกผู้มีปัญญาพึงกล่าวสอนอุบาสกผู้มีปัญญา ผู้ป่วย ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนัก.
สปฺปญฺเญน มหานาม อุปาสเกน สปฺปญฺโญ อุปาสโก อาพาธิโก ทุกฺขิโต พาฬฺหคิลาโน จตูหิ อสฺสาสนิเยหิ ธมฺเมหิ อสฺสาเสตพฺโพ ฯ อสฺสาสตายสฺมา อตฺถายสฺมโต พุทฺเธ อเวจฺจปฺปสาโท อิติปิ โส ภควา ฯเปฯ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควาติ ฯ อสฺสาสตายสฺมา อตฺถายสฺมโต ธมฺเม สงฺเฆ ฯ อริยกนฺตานิ สีลานิ อกฺขณฺฑานิ ฯเปฯ สมาธิสํวตฺตนิกานีติ ฯ
พ. ดูกรมหาบพิตร อุบาสกผู้มีปัญญา พึงปลอบอุบาสกผู้มีปัญญา ผู้ป่วย ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนัก ด้วยธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเบาใจ ๔ ประการว่า ท่านจงเบาใจเถิดว่าท่านมีความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ... ในพระธรรม ... ในพระสงฆ์ ... มีศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด ฯลฯ เป็นไปเพื่อสมาธิ.
สปฺปญฺเญน มหานาม อุปาสเกน สปฺปญฺโญ อุปาสโก อาพาธิโก ทุกฺขิโต พาฬฺหคิลาโน อิเมหิ จตูหิ อสฺสาสนิเยหิ ธมฺเมหิ อสฺสาเสตฺวา เอวมสฺส วจนีโย อตฺถายสฺมโต มาตาปิตูสุ อเปกฺขาติ ฯ โส เจ เอวํ วเทยฺย อตฺถิ เม มาตาปิตูสุ อเปกฺขาติ ฯ โส เอวมสฺส วจนีโย อายสฺมา โข มาริโส มรณธมฺโม สเจปายสฺมา มาตาปิตูสุ อเปกฺขํ กริสฺสติ มริสฺสเตว โน เจปายสฺมา มาตาปิตูสุ อเปกฺขํ กริสฺสติ มริสฺสเตว สาธายสฺมา ยา เต มาตาปิตูสุ อเปกฺขา ตํ ปชหาติ ฯ โส เจ เอวํ วเทยฺย ยา เม มาตาปิตูสุ อเปกฺขา สา ปหีนาติ ฯ
ดูกรมหาบพิตร อุบาสกผู้มีปัญญา ครั้นปลอบอุบาสกผู้มีปัญญา ผู้ป่วย ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนัก ด้วยธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเบาใจ ๔ ประการนี้แล้ว พึงถามอย่างนี้ว่า ท่านมีความห่วงใยในมารดาและบิดาอยู่หรือ? ถ้าเขากล่าวอย่างนี้ว่า เรายังมีความห่วงใยในมารดาและบิดาอยู่ อุบาสกนั้นพึงกล่าวกะเขาอย่างนี้ว่า ท่านผู้เช่นกับเรา ซึ่งมีความตายเป็นธรรมดา ถ้าแม้ท่านจักกระทำความห่วงใยในมารดาและบิดา ก็จักตายไป ถ้าแม้ท่านจักไม่กระทำความห่วงใยในมารดาและบิดา ก็จักตายไปเหมือนกัน ขอท่านจงละความห่วงใยในมารดาและบิดาของท่านเสียเถิด ถ้าเขากล่าวอย่างนี้ว่า เราละความห่วงใยในมารดาและบิดาของเราแล้ว.
โส เอวมสฺส วจนีโย อตฺถิ ปนายสฺมโต ปุตฺตทาเรสุ อเปกฺขาติ ฯ โส เจ เอวํ วเทยฺย อตฺถิ เม ปุตฺตทาเรสุ อเปกฺขาติ ฯ โส เอวมสฺส วจนีโย อายสฺมา โข มาริโส มรณธมฺโม สเจปายสฺมา ปุตฺตทาเรสุ อเปกฺขํ กริสฺสติ มริสฺสเตว โน เจปายสฺมา ปุตฺตทาเรสุ อเปกฺขํ กริสฺสติ มริสฺสเตว สาธายสฺมา ยา เต ปุตฺตทาเรสุ อเปกฺขา ตํ ปชหาติ ฯ โส เจ เอวํ วเทยฺย ยา เม ปุตฺตทาเรสุ อเปกฺขา สา ปหีนาติ ฯ
อุบาสกนั้นพึงถามเขาอย่างนี้ว่า ก็ท่านยังมีความห่วงใยในบุตรและภริยาอยู่หรือ? ถ้าเขากล่าวอย่างนี้ว่า เรายังมีความห่วงใยในบุตรและภริยาอยู่ อุบาสกนั้นพึงกล่าวกะเขาอย่างนี้ว่า ท่านผู้เช่นกับเรา ซึ่งมีความตายเป็นธรรมดา ถ้าแม้ท่านจักกระทำความห่วงใยในบุตรและภริยา ก็จักตายไป ถ้าแม้ท่านจักไม่กระทำความห่วงใยในบุตรและภริยา ก็จักตายไปเหมือนกัน ขอท่านจงละความห่วงใยในบุตรและภริยาของท่านเสียเถิด ถ้าเขากล่าวอย่างนี้ว่า เราละความห่วงใยในบุตรและภริยาของเราแล้ว
โส เอวมสฺส วจนีโย อตฺถิ ปนายสฺมโต มานุสเกสุ ปญฺจสุ กามคุเณสุ อเปกฺขาติ ฯ โส เจ เอวํ วเทยฺย อตฺถิ เม มานุสเกสุ ปญฺจสุ กามคุเณสุ อเปกฺขาติ ฯ โส เอวมสฺส วจนีโย มานุสเกหิ โข อาวุโส กาเมหิ ทิพฺพา กามา อภิกฺกนฺตตรา จ ปณีตตรา จ สาธายสฺมา มานุสเกหิ กาเมหิ จิตฺตํ วุฏฺฐาเปตฺวา จาตุมฺมหาราชิเกสุ เทเวสุ จิตฺตํ อธิโมเจหีติ ฯ โส เจ เอวํ วเทยฺย มานุสเกหิ เม กาเมหิ จิตฺตํ วุฏฺฐิตํ จาตุมฺมหาราชิเกสุ เทเวสุ จิตฺตํ อธิโมจิตนฺติ ฯ
อุบาสกนั้นพึงถามเขาอย่างนี้ว่า ท่านยังมีความห่วงใยในกามคุณ ๕ อัน เป็นของมนุษย์อยู่หรือ? ถ้าเขากล่าวอย่างนี้ว่า เรายังมีความห่วงใยในกามคุณ ๕ อันเป็นของมนุษย์อยู่ อุบาสกนั้นพึงกล่าวกะเขาอย่างนี้ว่า กามอันเป็นทิพย์ยังดีกว่า ประณีตกว่า กามอันเป็นของมนุษย์ ขอท่านจงพรากจิตให้ออกจากกามอันเป็นของมนุษย์ แล้วน้อมจิตไปในพวกเทพชั้นจาตุมหาราชเถิด ถ้าเขากล่าวอย่างนี้ว่า จิตของเราออกจากกามอันเป็นของมนุษย์แล้ว จิตของเราน้อมไปในพวกเทพชั้นจาตุมหาราชแล้ว.
โส เอวมสฺส วจนีโย จาตุมฺมหาราชิเกหิ โข อาวุโส เทเวหิ ตาวตึสา เทวา อภิกฺกนฺตตรา จ ปณีตตรา จ สาธายสฺมา จาตุมฺมหาราชิเกหิ เทเวหิ จิตฺตํ วุฏฺฐาเปตฺวา ตาวตึเสสุ เทเวสุ จิตฺตํ อธิโมเจหีติ ฯ โส เจ เอวํ วเทยฺย จาตุมฺมหาราชิเกหิ เม เทเวหิ จิตฺตํ วุฏฺฐิตํ ตาวตึเสสุ เทเวสุ จิตฺตํ อธิโมจิตนฺติ ฯ โส เอวมสฺส วจนีโย ตาวตึเสหิ โข อาวุโส เทเวหิ ยามา เทวา ฯ ตุสิตา เทวา ฯ นิมฺมานรตี เทวา ฯ ปรนิมฺมิตวสวตฺติโน เทวา ฯ ปรนิมฺมิตวสวตฺตีหิ โข อาวุโส เทเวหิ พฺรหฺมโลโก อภิกฺกนฺตตโร จ ปณีตตโร จ สาธายสฺมา ปรนิมฺมิตวสวตฺตีหิ เทเวหิ จิตฺตํ วุฏฺฐาเปตฺวา พฺรหฺมโลเก จิตฺตํ อธิโมเจหีติ ฯ โส เจ เอวํ วเทยฺย ปรนิมฺมิตวสวตฺตีหิ เม เทเวหิ จิตฺตํ วุฏฺฐิตํ พฺรหฺมโลเก จิตฺตํ อธิโมจิตนฺติ ฯ
อุบาสกนั้นพึงกล่าวกะเขาอย่างนี้ว่า พวกเทพชั้นดาวดึงส์ยังดีกว่า ประณีตกว่า พวกเทพชั้นจาตุมหาราช ขอท่านจงพรากจิตให้ออกจากพวกเทพชั้นจาตุมหาราช แล้วน้อมจิตไปในพวกเทพชั้นดาวดึงส์เถิด ถ้าเขากล่าวอย่างนี้ว่า จิตของเราออกจากพวกเทพชั้นจาตุมหาราชแล้ว จิตของเราน้อมไปในพวกเทพชั้นดาวดึงส์แล้ว อุบาสกนั้นพึงกล่าวกะเขาอย่างนี้ว่า พวกเทพชั้นยามายังดีกว่า ประณีตกว่า พวกเทพชั้นดาวดึงส์ ... พวกเทพชั้นดุสิตยังดีกว่า ประณีตกว่าพวกเทพชั้นยามา ... พวกเทพชั้นนิมมานรดียังดีกว่า ประณีตกว่า พวกเทพชั้นดุสิต ... พวกเทพชั้นปรนิมมิตวสวัตตียังดีกว่า ประณีตกว่า พวกเทพชั้นนิมมานรดี ... พรหมโลกยังดีกว่า ประณีตกว่าพวกเทพชั้นปรนิมมิตวสวัตตี ขอท่านจงพรากจิตให้ออกจากพวกเทพชั้นปรนิมมิตวสวัตตี แล้วน้อมจิตไปในพรหมโลกเถิด ถ้าเขากล่าวอย่างนี้ว่า จิตของเราออกจากพวกเทพชั้นปรนิมมิตวสวัตตีแล้ว จิตของเราน้อมไปในพรหมโลกแล้ว.
โส เอวมสฺส วจนีโย พฺรหฺมโลโกปิ โข อาวุโส อนิจฺโจ อทฺธุโว สกฺกายปริยาปนฺโน สาธายสฺมา พฺรหฺมโลกา จิตฺตํ วุฏฺฐาเปตฺวา สกฺกายนิโรเธ จิตฺตํ อุปสํหราติ ฯ โส เจ เอวํ วเทยฺย พฺรหฺมโลกา เม จิตฺตํ วุฏฺฐิตํ สกฺกายนิโรเธ จิตฺตํ อุปสํหตนฺติ ฯ เอวํ วิมุตฺตจิตฺตสฺส โข มหานาม อุปาสกสฺส วสฺสสตํ วิมุตฺตจิตฺเตน ภิกฺขุนา น กิญฺจิ นานากรณํ วทามิ ยทิทํ วิมุตฺติยา วิมุตฺตนฺติ ฯ
อุบาสกนั้นพึงกล่าวกะเขาอย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ แม้พรหมโลกก็ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ยังนับเนื่องในสักกายะ ขอท่านจงพรากจิตให้ออกจากพรหมโลก แล้วนำจิตเข้าไปในความดับสักกายะเถิด ถ้าเขากล่าวอย่างนี้ว่า จิตของเราออกจากพรหมโลกแล้ว เรานำจิตเข้าไปในความดับสักกายะแล้ว ดูกรมหาบพิตร อาตมภาพไม่กล่าวถึงความต่างอะไรกันของอุบาสก ผู้มีจิตพ้นแล้วอย่างนี้ กับภิกษุผู้พ้นแล้วตั้งร้อยปี คือ พ้นด้วยวิมุติเหมือนกัน. จบ สูตรที่ ๔
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔. คิลานสูตร ว่าด้วยอุบาสกป่วย
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิโครธาราม เขตกรุง กบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ สมัยนั้น ภิกษุจำนวนมากทำจีวรกรรมเพื่อถวายพระผู้มีพระภาค ด้วยหวังว่า “พระผู้มีพระภาคทรงมีจีวรสำเร็จแล้ว ล่วงไป ๓ เดือนก็จักเสด็จจาริกไป” เจ้าศากยะพระนามว่ามหานามะได้ทรงทราบข่าวอย่างนั้นเหมือนกัน ลำดับนั้นท้าวเธอเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วประทับนั่ง ณที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันได้ทราบข่าวอย่างนี้ว่า ‘ได้ทราบว่า ภิกษุจำนวนมากทำจีวรกรรมเพื่อถวายพระผู้มีพระภาค ด้วยหวังว่า ‘พระผู้มีพระภาคทรงมีจีวรสำเร็จแล้ว ล่วงไป ๓ เดือนก็จักเสด็จจาริกไป’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันยังไม่ได้ทราบข่าว ไม่ได้รับเรื่องนี้มาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า ‘อุบาสกผู้มีปัญญา พึงกล่าวสอนอุบาสกผู้มีปัญญาซึ่งป่วย ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนัก” “มหาบพิตร อุบาสกผู้มีปัญญาพึงปลอบใจอุบาสกผู้มีปัญญาซึ่งป่วย ได้รับทุกข์เป็นไข้หนัก ด้วยธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเบาใจ ๔ ประการว่า @เชิงอรรถ : @ อุบาสกผู้มีปัญญา ในที่นี้หมายถึงอุบาสกที่เป็นโสดาบัน (สํ.ม.อ. ๓/๑๐๕๐/๓๗๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๕๗๔}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑๑. โสตาปัตติสังยุต] ๖. สัปปัญญวรรค ๔. คิลานสูตร ‘จงเบาใจเถิดท่านผู้มีอายุ ท่าน ๑. มีความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ เป็นศาสดาของเทวดาและ มนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค’ ๒. มีความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม ฯลฯ ๓. มีความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ ฯลฯ ๔. มีศีลที่พระอริยะชอบใจ ไม่ขาด ฯลฯ เป็นไปเพื่อสมาธิ’ มหาบพิตร อุบาสกผู้มีปัญญาครั้นปลอบใจอุบาสกผู้มีปัญญาซึ่งป่วย ได้รับ ทุกข์ เป็นไข้หนัก ด้วยธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเบาใจ ๔ ประการนี้แล้ว พึงถามว่า‘ท่านยังมีความห่วงใยมารดาบิดาอยู่หรือ’ ถ้าเขาตอบว่า ‘ผมยังมีความห่วงใยมารดาบิดาอยู่’ อุบาสกนั้นพึงกล่าวว่า ‘ท่านผู้นิรทุกข์ ผู้มีความตายเป็นธรรมดาถึงแม้ท่านจักทำความห่วงใยมารดาบิดาก็จักตายเหมือนกัน ถึงแม้ท่านจะไม่ทำความห่วงใยมารดาบิดาก็จักตายเหมือนกัน เอาเถิด ขอท่านจงละความห่วงใยมารดาบิดาของท่านเสีย’ ถ้าเขากล่าวอย่างนี้ว่า ‘ผมละความห่วงใยมารดาบิดาของผมแล้ว’ อุบาสกนั้นพึงถามเขาว่า ‘ท่านยังมีความห่วงใยบุตรและภริยาอยู่หรือ’ ถ้าเขาตอบว่า ‘ผมยังมีความห่วงใยบุตรและภริยาอยู่’ อุบาสกนั้นพึงกล่าวกับเขาว่า ‘ท่านผู้นิรทุกข์ ผู้มีความตายเป็นธรรมดา ถึงแม้ท่านจักทำความห่วงใยบุตรและภริยาก็จักตายเหมือนกัน ถึงแม้ท่านจักไม่ทำความห่วงใยบุตรและภริยาก็จักตายเหมือนกัน เอาเถิดขอท่านจงละความห่วงใยบุตรและภริยาของท่านเสีย’ ถ้าเขากล่าวอย่างนี้ว่า ‘ผมละความห่วงใยบุตรและภริยาของผมแล้ว’ อุบาสกนั้นพึงถามเขาว่า ‘ท่านยังมีความห่วงใยกามคุณ ๕ อันเป็นของมนุษย์อยู่หรือ’ถ้าเขาตอบว่า ‘ผมยังมีความห่วงใยกามคุณ ๕ อันเป็นของมนุษย์อยู่’ อุบาสกนั้นพึงกล่าวว่า ‘ท่าน กามอันเป็นทิพย์ยังดีกว่าและประณีตกว่ากามอันเป็นของมนุษย์เอาเถิด ขอท่านจงพรากจิตออกจากกามอันเป็นของมนุษย์แล้ว น้อมจิตไปในหมู่เทพชั้นจาตุมหาราชเถิด’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๕๗๕}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑๑. โสตาปัตติสังยุต] ๖. สัปปัญญวรรค ๕. โสตาปัตติผลสูตร ถ้าเขากล่าวอย่างนี้ว่า ‘ผมพรากจิตออกจากกามอันเป็นของมนุษย์แล้ว ผมน้อมจิตไปในหมู่เทพชั้นจาตุมหาราชแล้ว’ อุบาสกนั้นพึงกล่าวว่า ‘ท่าน หมู่เทพชั้นดาวดึงส์ยังดีกว่าและประณีตกว่าหมู่เทพชั้นจาตุมหาราช เอาเถิด ขอท่านจงพรากจิตออกจากหมู่เทพชั้นจาตุมหาราชแล้ว น้อมจิตไปในหมู่เทพชั้นดาวดึงส์เถิด’ ถ้าเขากล่าวอย่างนี้ว่า ‘ผมพรากจิตออกจากหมู่เทพชั้นจาตุมหาราชแล้ว ผมน้อมจิตไปในหมู่เทพชั้นดาวดึงส์แล้ว’ อุบาสกนั้นพึงกล่าวว่า ‘หมู่เทพชั้นยามายังดีกว่าและประณีตกว่าหมู่เทพชั้นดาวดึงส์ ฯลฯ หมู่เทพชั้นดุสิต ฯลฯ หมู่เทพชั้นนิมมานรดี ฯลฯ หมู่เทพชั้นปรินิมมิตวสวัตดี ฯลฯ พรหมโลกยังดีกว่าและ ประณีตกว่าหมู่เทพชั้นปรนิมมิตวสวัตดี เอาเถิด ขอท่านจงพรากจิตออกจากหมู่เทพชั้นปรนิมมิตวสวัตดีแล้ว น้อมจิตไปในพรหมโลกเถิด’ ถ้าเขากล่าวอย่างนี้ว่า ‘ผมพรากจิตออกจากหมู่เทพชั้นปรนิมมิตวสวัตดีแล้วผมน้อมจิตไปในพรหมโลกแล้ว’ อุบาสกนั้นพึงกล่าวว่า ‘ท่าน แม้พรหมโลกก็ไม่เที่ยงไม่ยั่งยืน นับเนื่องด้วยสักกายะ เอาเถิด ขอท่านจงพรากจิตออกจากพรหมโลกแล้วนำจิตเข้าไปในสักกายนิโรธ(ความดับกายของตน)เถิด’ ถ้าเขากล่าวอย่างนี้ว่า ‘ผมพรากจิตออกจากพรหมโลกแล้ว ผมนำจิตเข้าไปในสักกายนิโรธอยู่แล้ว’ มหาบพิตร อุบาสกผู้มีจิตหลุดพ้นอย่างนี้กับภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะ อาตมภาพไม่กล่าวว่าแตกต่างอะไรกันเลย คือ หลุดพ้นด้วยวิมุตติเหมือนกัน”คิลานสูตรที่ ๔ จบ ๕. โสตาปัตติผลสูตร ว่าด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล
“ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล @เชิงอรรถ : @ สักกายะ ในที่นี้หมายถึงอุปาทานขันธ์ ๕ ประการ คือ (๑) รูปูปาทานขันธ์ (๒) เวทนูปาทานขันธ์@(๓) สัญญูปาทานขันธ์ (๔) สังขารูปาทานขันธ์ (๕) วิญญาณูปาทานขันธ์ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๓๓/๓๓๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๕๗๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาคิลายนสูตรที่ ๔
พึงทราบอธิบายในคิลายนสูตรที่ ๔.
คำว่า น โข ปเนตํ ความว่า เหตุนั้น อันข้าพระองค์ทั้งหลายหามิได้แล.
พระโสดาบัน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาว่า อุบาสกผู้มีปัญญา.
คำว่า ด้วยธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเบาใจ ความว่า ด้วยธรรมทั้งหลายที่ทำความเบาใจ.
คำว่า อสฺสาสตายสฺมา แปลว่า ท่านจงเบาใจ.
คำว่า ท่านผู้เช่นกับเรา ได้แก่ ผู้เนื่องเฉพาะความตาย.
คำว่า มีความตายเป็นธรรมดา ได้แก่ มีความตายเป็นสภาพ.
คำว่า ขอท่านจงละ ได้แก่ จงเว้น. คำว่า ละแล้ว ได้แก่ หยุดแล้ว
คำว่า ผู้มีจิตพ้นแล้วอย่างนี้ ความว่า ผู้มีจิตอันพ้นแล้ว ด้วยการพ้นคืออรหัตผลอย่างนี้.
คำว่า พ้นด้วยวิมุตติเหมือนกัน ความว่า ความต่างกันแห่งวิมุตติ เพราะปรารภจิตที่พ้นแล้วนี้ใด อันจะพึงกล่าว เราไม่กล่าวความต่างกันนั้น.
ขึ้นชื่อว่าประมาณในคุณเป็นที่มา คือ ในวัตรที่ลานพระเจดีย์และลานโพธิ์ และในวัตร ๘๐ ขันธกะของภิกษุสงฆ์ ย่อมไม่มี. ก็เมื่อแทงตลอดมรรคหรือผล อุบาสกและภิกษุทั้งหลาย ย่อมไม่มีเหตุทำให้ต่างกัน.
จบอรรถกถาคิลายนสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------