อภยสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๖๒๗เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ คิชฺฌกูเฏ ปพฺพเต ฯ อถ โข อภโย ราชกุมาโร เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อภโย ราชกุมาโร ภควนฺตํ เอตทโวจ
๖๒๘ปูรโณ ภนฺเต กสฺสโป เอวมาห นตฺถิ เหตุ นตฺถิ ปจฺจโย อญฺญาณาย อทสฺสนาย อเหตุ อปฺปจฺจโย อญฺญาณํ อทสฺสนํ โหติ ฯ นตฺถิ เหตุ นตฺถิ ปจฺจโย ญาณาย ทสฺสนาย อเหตุ อปฺปจฺจโย ญาณํ ทสฺสนํ โหตีติ ฯ อิธ ภควา กิมาหาติ ฯ
๖๒๙อตฺถิ ราชกุมาร เหตุ อตฺถิ ปจฺจโย อญฺญาณาย อทสฺสนาย สเหตุ สปฺปจฺจโย อญฺญาณํ อทสฺสนํ โหติ ฯ อตฺถิ ราชกุมาร เหตุ อตฺถิ ปจฺจโย ญาณาย ทสฺสนาย สเหตุ สปฺปจฺจโย ญาณํ ทสฺสนํ โหตีติ ฯ
๖๓๐กตโม ภนฺเต เหตุ กตโม ปจฺจโย อญฺญาณาย อทสฺสนาย ฯ กถํ สเหตุ สปฺปจฺจโย อญฺญาณํ อทสฺสนํ โหตีติ ฯ
๖๓๑ยสฺมึ โข ราชกุมาร สมเย กามราคปริยุฏฺฐิเตน เจตสา วิหรติ กามราคปเรเตน อุปฺปนฺนสฺส จ กามราคสฺส นิสฺสรณํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ น ปสฺสติ ฯ อยมฺปิ โข ราชกุมาร เหตุ อยํ ปจฺจโย อญฺญาณาย อทสฺสนาย ฯ เอวมฺปิ สเหตุ สปฺปจฺจโย อญฺญาณํ อทสฺสนํ โหติ ฯ
๖๓๒ปุน จปรํ ราชกุมาร ยสฺมึ สมเย พฺยาปาทปริยุฏฺฐิเตน เจตสา วิหรติ พฺยาปาทปเรเตน อุปฺปนฺนสฺส จ พฺยาปาทสฺส นิสฺสรณํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ น ปสฺสติ ฯ อยมฺปิ โข ราชกุมาร เหตุ อยํ ปจฺจโย อญฺญาณาย อทสฺสนาย ฯ เอวมฺปิ สเหตุ สปฺปจฺจโย อญฺญาณํ อทสฺสนํ โหติ ฯ
๖๓๓ปุน จปรํ ราชกุมาร ยสฺมึ สมเย ถีนมิทฺธปริยุฏฺฐิเตน เจตสา ฯ
๖๓๔อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจปริยุฏฺฐิเตน เจตสา ฯ
๖๓๕วิจิกิจฺฉาปริยุฏฺฐิเตน เจตสา วิหรติ วิจิกิจฺฉาปเรเตน อุปฺปนฺนาย จ วิจิกิจฺฉาย นิสฺสรณํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ น ปสฺสติ ฯ อยมฺปิ โข ราชกุมาร เหตุ อยํ ปจฺจโย อญฺญาณาย อทสฺสนาย ฯ เอวมฺปิ สเหตุ สปฺปจฺจโย อญฺญาณํ อทสฺสนํ โหตีติ ฯ
๖๓๖โก นามายํ ภนฺเต ธมฺมปริยาโยติ ฯ นีวรณา นาเมเต ราชกุมาราติ ฯ ตคฺฆ ภควา นีวรณา ตคฺฆ สุคต นีวรณา เอกเมเกนปิ โข ภนฺเต นีวรเณน อภิภูโต ยถาภูตํ นปฺปชาเนยฺย น ปสฺเสยฺย โก ปน วาโท ปญฺจหิ นีวรเณหิ ฯ
๖๓๗กตโม ปน ภนฺเต เหตุ กตโม ปจฺจโย ญาณาย ทสฺสนาย ฯ กถํ สเหตุ สปฺปจฺจโย ญาณํ ทสฺสนํ โหตีติ ฯ
๖๓๘อิธ ราชกุมาร ภิกฺขุ สติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามึ ฯ โส สติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ เตน จิตฺเตน ยถาภูตํ ปชานาติ ปสฺสติ ฯ อยมฺปิ โข ราชกุมาร เหตุ อยํ ปจฺจโย ญาณาย ทสฺสนาย ฯ เอวมฺปิ สเหตุ สปฺปจฺจโย ญาณํ ทสฺสนํ โหติ ฯ
๖๓๙ปุน จปรํ ราชกุมาร ภิกฺขุ ฯเปฯ อุเปกฺขาโสมฺพชฺฌงฺคํ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามึ ฯ โส อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ เตน จิตฺเตน ยถาภูตํ ปชานาติ ปสฺสติ ฯ อยํปิ โข ราชกุมาร เหตุ อยํ ปจฺจโย ญาณาย ทสฺสนาย ฯ เอวมฺปิ สเหตุ สปฺปจฺจโย ญาณํ ทสฺสนํ โหตีติ ฯ
๖๔๐โก นามายํ ภนฺเต ธมฺมปริยาโยติ ฯ โพชฺฌงฺคา นาเมเต ราชกุมาราติ ฯ ตคฺฆ ภควา โพชฺฌงฺคา ตคฺฆ สุคต โพชฺฌงฺคา เอกเมเกนปิ โข ภนฺเต โพชฺฌงฺเคน สมนฺนาคโต ยถาภูตํ ปชาเนยฺย ปสฺเสยฺย โก ปน วาโท สตฺตหิ โพชฺฌงฺเคหิ ฯ โยปิ เม ภนฺเต คิชฺฌกูฏํ ปพฺพตํ อาโรหนฺตสฺส กายกิลมโถ จิตฺตกิลมโถ โสปิ เม ปฏิปฺปสฺสทฺโธ ธมฺโม จ เม อภิสเมโตติ ฯ อุทฺทานํ ภวติ อาหาราปริยายคฺคิ มิตฺตํ สคารเวน จ อภโย ปุจฺฉิโต ปญฺหํ คิชฺฌกูฏมฺหิ ปพฺพเตติ ฯ โพชฺฌงฺคสํยุตฺตสฺส โพชฺฌงฺคฉฏฺฐกํ ฉฏฺฐํ ฯ --------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. อภยสูตร ว่าด้วยอภัยราชกุมาร
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ เขตกรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น อภัยราชกุมารเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญปูรณะ กัสสปะได้กล่าวว่า ‘เหตุไม่มี ปัจจัยไม่มีเพื่อความไม่รู้ เพื่อความไม่เห็นความไม่รู้ ความไม่เห็นไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย เหตุไม่มี ปัจจัยไม่มีเพื่อความรู้ เพื่อความเห็น ความรู้ ความเห็นไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย’ ในเรื่องนี้ พระองค์ตรัสว่าอย่างไร”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๑๘๖}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๒. โพชฌังคสังยุต] ๖. โพชฌังคสากัจฉวรรค ๖. อภยสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ราชกุมาร เหตุมี ปัจจัยมีเพื่อความไม่รู้ เพื่อความไม่เห็น ความไม่รู้ ความไม่เห็นมีเหตุ มีปัจจัย เหตุมี ปัจจัยมีเพื่อความรู้เพื่อความเห็น ความรู้ ความเห็นมีเหตุ มีปัจจัย” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เหตุเป็นอย่างไร ปัจจัยเพื่อความไม่รู้ เพื่อความไม่เห็นเป็นอย่างไร ความไม่รู้ ความไม่เห็นมีเหตุ มีปัจจัยอย่างไร” “ราชกุมาร สมัยใด บุคคลมีจิตถูกกามราคะกลุ้มรุม ถูกกามราคะครอบงำอยู่และไม่รู้ ไม่เห็นธรรมเครื่องสลัดออกจากกามราคะที่เกิดขึ้นแล้วตามความเป็นจริงนี้แลเป็นเหตุ เป็นปัจจัย เพื่อความไม่รู้ เพื่อความไม่เห็น ความไม่รู้ ความไม่เห็นมีเหตุ มีปัจจัย แม้อย่างนี้ อีกประการหนึ่ง สมัยใด บุคคลมีจิตถูกพยาบาทกลุ้มรุม ถูกพยาบาท ครอบงำอยู่ และไม่รู้ ไม่เห็นธรรมเครื่องสลัดออกจากพยาบาทที่เกิดขึ้นแล้วตามความเป็นจริง นี้แลเป็นเหตุ เป็นปัจจัย เพื่อความไม่รู้ เพื่อความไม่เห็น ความไม่รู้ความไม่เห็นมีเหตุ มีปัจจัย แม้อย่างนี้ อีกประการหนึ่ง สมัยใด บุคคลมีจิตถูกถีนมิทธะกลุ้มรุม ฯลฯ มีจิตถูก อุทธัจจกุกกุจจะกลุ้มรุม ฯลฯ มีจิตถูกวิจิกิจฉากลุ้มรุม ถูกวิจิกิจฉาครอบงำอยู่และไม่รู้ ไม่เห็นธรรมเครื่องสลัดออกจากวิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้วตามความเป็นจริงนี้แลเป็นเหตุ เป็นปัจจัย เพื่อความไม่รู้ เพื่อความไม่เห็น ความไม่รู้ ความไม่เห็นมีเหตุ มีปัจจัย แม้อย่างนี้” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมบรรยายนี้ชื่ออะไร” “ราชกุมาร ธรรมเหล่านี้ชื่อนิวรณ์” “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค นิวรณ์เป็นอย่างนี้ ข้าแต่พระสุคต นิวรณ์เป็นอย่างนี้ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลถูกนิวรณ์แม้อย่างใดอย่างหนึ่งครอบงำแล้ว ก็ไม่รู้ไม่เห็นตามความเป็นจริง ไม่จำเป็นต้องพูดถึงบุคคลผู้ถูกนิวรณ์ทั้ง ๕ ครอบงำเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนึ่ง เหตุเป็นอย่างไร ปัจจัยเพื่อความรู้ เพื่อความเห็นเป็นอย่างไร ความรู้ ความเห็นมีเหตุ มีปัจจัยอย่างไร”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๑๘๗}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๒. โพชฌังคสังยุต] ๖. โพชฌังคสากัจฉวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค “ราชกุมาร ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญสติสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในโวสสัคคะ เธอมีจิตอันสติสัมโพชฌงค์ให้เจริญแล้วย่อมรู้ ย่อมเห็นตามความเป็นจริง ราชกุมาร นี้แลเป็นเหตุ เป็นปัจจัยเพื่อความรู้เพื่อความเห็น ความรู้ ความเห็นมีเหตุ มีปัจจัย แม้อย่างนี้ อีกประการหนึ่ง ฯลฯ ภิกษุเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในโวสสัคคะ เธอมีจิตอันอุเบกขาสัมโพชฌงค์ให้เจริญแล้วย่อมรู้ ย่อมเห็นตามความเป็นจริง ราชกุมาร นี้แลเป็นเหตุ เป็นปัจจัยเพื่อความรู้ เพื่อความเห็น ความรู้ ความเห็นมีเหตุ มีปัจจัย แม้อย่างนี้” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมบรรยายนี้ชื่ออะไร” “ราชกุมาร ธรรมเหล่านี้ชื่อโพชฌงค์” “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค โพชฌงค์เป็นอย่างนี้ ข้าแต่พระสุคต โพชฌงค์เป็นอย่างนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลผู้ประกอบด้วยโพชฌงค์แม้อย่างใดอย่างหนึ่งพึงรู้ พึงเห็นตามความเป็นจริง ไม่จำเป็นต้องพูดถึงบุคคลผู้ประกอบด้วยโพชฌงค์ทั้ง๗ ประการเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากายใจที่มีแก่ข้าพระองค์ผู้ขึ้นภูเขาคิชฌกูฏก็ระงับไป และธรรมอันข้าพระองค์ก็ได้บรรลุแล้ว”อภยสูตรที่ ๖ จบ โพชฌังคสากัจฉวรรคที่ ๖ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อาหารสูตร ๒. ปริยายสูตร ๓. อัคคิสูตร ๔. เมตตาสหคตสูตร ๕. สังคารวสูตร ๖. อภยสูตร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๑๘๘}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอภยสูตรที่ ๖
พึงทราบวินิจฉัยในอภยสูตรที่ ๖
บทว่า อญฺญาณาย อทสฺสนาย ได้แก่ เพื่อความไม่รู้ เพื่อความไม่เห็น.
บทว่า ตคฺฆ ภควา นีวรณา ได้แก่ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า นิวรณ์โดยส่วนเดียว.
บทว่า กายกิลมโถ คือ ความกระวนกระวายทางกาย.
บทว่า จิตฺตกิลมโถ คือ ความกระวนกระวายทางจิต.
บทว่า โสปิ เม ปฏิปฺปสฺสทฺโธ ความว่า ได้ยินว่า ความกระวนกระวายกายของพระราชกุมารนั้น เข้าไปยังที่สัปปายะแห่งฤดูก็เหยือกเย็น นั่งในสำนักของพระศาสดา ก็สงบระงับแล้ว. เมื่อกายนั้นสงบ แม้ความกระวนกระวายจิตก็สงบ โดยคล้อยตามกายนั้นแล.
อีกอย่างหนึ่ง ความกระวนกระวายกายและจิตแม้ทั้งสองนั้นของพระราชกุมารนั้น พึงทราบว่า สงบระงับแล้วด้วยมรรคนั้นแล.
จบอรรถกถาอภยสูตรที่ ๖ จบหมวด ๖ แห่งโพชฌงค์ที่ ๖ แห่งโพชฌงค์สังยุต -----------------------------------------------------
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อาหารสูตร
๒. ปริยายสูตร
๓. อัคคิสูตร
๔. เมตตสูตร
๕. สคารวสูตร
๖. อภยสูตร -----------------------------------------------------