อุปปฏิกสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๙๕๖ปญฺจิมานิ ภิกฺขเว อินฺทฺริยานิ ฯ กตมานิ ปญฺจ ฯ ทุกฺขินฺทฺริยํ โทมนสฺสินฺทฺริยํ สุขินฺทฺริยํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ ฯ
๙๕๗อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน อปฺปมตฺตสฺส อาตาปิโน ปหิตตฺตสฺส วิหรโต อุปฺปชฺชติ ทุกฺขินฺทฺริยํ ฯ โส เอวํ ปชานาติ อุปฺปนฺนํ โข เม อิทํ ทุกฺขินฺทฺริยํ ตญฺจ โข สนิมิตฺตํ สนิทานํ สสงฺขารํ สปฺปจฺจยํ ตญฺจ อนิมิตฺตํ อนิทานํ อสงฺขารํ อปฺปจฺจยํ ทุกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ฯ โส ทุกฺขินฺทฺริยญฺจ ปชานาติ ทุกฺขินฺทฺริยสมุทยญฺจ ปชานาติ ทุกฺขินฺทฺริยนิโรธญฺจ ปชานาติ ยตฺถ จุปฺปนฺนํ ทุกฺขินฺทฺริยํ อปริเสสํ นิรุชฺฌติ ตญฺจ ปชานาติ ฯ กตฺถ จุปฺปนฺนํ ทุกฺขินฺทฺริยํ อปริเสสํ นิรุชฺฌติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สวิตกฺกํ สวิจารํ วิเวกชํ ปีติสุขํ ปฐมชฺฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ เอตฺถ จุปฺปนฺนํ ทุกฺขินฺทฺริยํ อปริเสสํ นิรุชฺฌติ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อญฺญาสิ ทุกฺขินฺทฺริยสฺส นิโรธํ ตถตฺตาย จิตฺตํ อุปสํหรติ ฯ
๙๕๘อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุโน อปฺปมตฺตสฺส อาตาปิโน ปหิตตฺตสฺส วิหรโต อุปฺปชฺชติ โทมนสฺสินฺทฺริยํ ฯ โส เอวํ ปชานาติ อุปฺปนฺนํ โข เม อิทํ โทมนสฺสินฺทฺริยํ ตญฺจ โข สนิมิตฺตํ สนิทานํ สสงฺขารํ สปฺปจฺจยํ ตญฺจ อนิมิตฺตํ อนิทานํ อสงฺขารํ อปฺปจฺจยํ โทมนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ฯ โส โทมนสฺสินฺทฺริยญฺจ ปชานาติ โทมนสฺสินฺทฺริยสมุทยญฺจ ปชานาติ โทมนสฺสินฺทฺริยนิโรธญฺจ ปชานาติ ยตฺถ จุปฺปนฺนํ โทมนสฺสินฺทฺริยํ อปริเสสํ นิรุชฺฌติ ตญฺจ ปชานาติ ฯ {๙๕๘.๑} กตฺถ จุปฺปนฺนํ โทมนสฺสินฺทฺริยํ อปริเสสํ นิรุชฺฌติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา อชฺฌตฺตํ สมฺปสาทนํ เจตโส เอโกทิภาวํ อวิตกฺกํ อวิจารํ สมาธิชํ ปีติสุขํ ทุติยชฺฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ เอตฺถ จุปฺปนฺนํ โทมนสฺสินฺทฺริยํ อปริเสสํ นิรุชฺฌติ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อญฺญาสิ โทมนสฺสินฺทฺริยสฺส นิโรธํ ตถตฺตาย จิตฺตํ อุปสํหรติ ฯ
๙๕๙อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุโน อปฺปมตฺตสฺส อาตาปิโน ปหิตตฺตสฺส วิหรโต อุปฺปชฺชติ สุขินฺทฺริยํ ฯ โส เอวํ ปชานาติ อุปฺปนฺนํ โข เม อิทํ สุขินฺทฺริยํ ตญฺจ โข สนิมิตฺตํ สนิทานํ สสงฺขารํ สปฺปจฺจยํ ตญฺจ อนิมิตฺตํ อนิทานํ อสงฺขารํ อปฺปจฺจยํ สุขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ฯ โส สุขินฺทฺริยญฺจ ปชานาติ สุขินฺทฺริยสมุทยญฺจ ปชานาติ สุขินฺทฺริยนิโรธญฺจ ปชานาติ ยตฺถ จุปฺปนฺนํ สุขินฺทฺริยํ อปริเสสํ นิรุชฺฌติ ตญฺจ ปชานาติ ฯ กตฺถ จุปฺปนฺนํ สุขินฺทฺริยํ อปริเสสํ นิรุชฺฌติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปีติยา จ วิราคา อุเปกฺขโก จ วิหรติ สโต จ สมฺปชาโน สุขญฺจ กาเยน ปฏิสํเวเทติ ยนฺตํ อริยา อาจิกฺขนฺติ อุเปกฺขโก สติมา สุขวิหารีติ ตติยชฺฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ เอตฺถ จุปฺปนฺนํ สุขินฺทฺริยํ อปริเสสํ นิรุชฺฌติ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อญฺญาสิ สุขินฺทฺริยสฺส นิโรธํ ตถตฺตาย จิตฺตํ อุปสํหรติ ฯ
๙๖๐อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุโน อปฺปมตฺตสฺส อาตาปิโน ปหิตตฺตสฺส วิหรโต อุปฺปชฺชติ โสมนสฺสินฺทฺริยํ ฯ โส เอวํ ปชานาติ อุปฺปนฺนํ โข เม อิทํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ ตญฺจ โข สนิมิตฺตํ สนิทานํ สสงฺขารํ สปฺปจฺจยํ ตญฺจ อนิมิตฺตํ อนิทานํ อสงฺขารํ อปฺปจฺจยํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ฯ โส โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ ปชานาติ โสมนสฺสินฺทฺริยสมุทยญฺจ ปชานาติ โสมนสฺสินฺทฺริยนิโรธญฺจ ปชานาติ ยตฺถ จุปฺปนฺนํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อปริเสสํ นิรุชฺฌติ ตญฺจ ปชานาติ ฯ กตฺถ จุปฺปนฺนํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อปริเสสํ นิรุชฺฌติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา ปุพฺเพว โสมนสฺสโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมา อทุกฺขมสุขํ อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ จตุตฺถชฺฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ เอตฺถ จุปฺปนฺนํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อปริเสสํ นิรุชฺฌติ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อญฺญาสิ โสมนสฺสินฺทฺริยสฺส นิโรธํ ตถตฺตาย จิตฺตํ อุปสํหรติ ฯ
๙๖๑อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุโน อปฺปมตฺตสฺส อาตาปิโน ปหิตตฺตสฺส วิหรโต อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขินฺทฺริยํ ฯ โส เอวํ ปชานาติ อุปฺปนฺนํ โข เม อิทํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ ตญฺจ โข สนิมิตฺตํ สนิทานํ สสงฺขารํ สปฺปจฺจยํ ตญฺจ โข อนิมิตฺตํ อนิทานํ อสงฺขารํ อปฺปจฺจยํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ฯ โส อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ ปชานาติ อุเปกฺขินฺทฺริยสมุทยญฺจ ปชานาติ อุเปกฺขินฺทฺริยนิโรธญฺจ ปชานาติ ยตฺถ จุปฺปนฺนํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อปริเสสํ นิรุชฺฌติ ตญฺจ ปชานาติ ฯ กตฺถ จุปฺปนฺนํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อปริเสสํ นิรุชฺฌติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สพฺพโส เนวสญฺญา- นาสญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม สญฺญาเวทยิตนิโรธํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ เอตฺถ จุปฺปนฺนํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อปริเสสํ นิรุชฺฌติ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อญฺญาสิ อุเปกฺขินฺทฺริยสฺส นิโรธํ ตถตฺตาย จิตฺตํ อุปสํหรตีติ ฯ สุขินฺทฺริยวคฺโค จตุตฺโถ ฯ ตสฺสุทฺทานํ สุทฺธกญฺจ โสโต อรหา เทฺว สมณพฺราหฺมเณน จ วิภงฺเคน ตโย วุตฺตา อรหโต อุปฺปฏิเกน จาติ ฯ -----------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. อุปปฏิปาฏิกสูตร ว่าด้วยอินทรีย์ที่เกิดสับลำดับกัน
“ภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการนี้ อินทรีย์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ทุกขินทรีย์ ๒. โทมนันสินทรีย์ ๓. สุขินทรีย์ ๔. โสมนัสสินทรีย์ ๕. อุเปกขินทรีย์ เมื่อภิกษุในธรรมวินัยนี้ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่ ทุกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น เธอรู้ชัดว่า ‘ทุกขินทรีย์นี้เกิดขึ้นแก่เรา และทุกขินทรีย์นั้นมีเครื่องหมาย มีเหตุ มีสิ่งปรุงแต่ง มีปัจจัย ทั้งเป็นไปไม่ได้เลยที่ทุกขินทรีย์นั้นซึ่ง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๓๑๘}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๔. อินทริยสังยุต] ๔. สุขินทริยวรรค ๑๐. อุปปฏิปาฏิกสูตร ไม่มีเครื่องหมาย ไม่มีเหตุ ไม่มีสิ่งปรุงแต่ง ไม่มีปัจจัย จักเกิดขึ้น’ เธอรู้ชัดทุกขินทรีย์รู้ชัดความเกิดแห่งทุกขินทรีย์ รู้ชัดความดับแห่งทุกขินทรีย์ และรู้ชัดที่ดับไปไม่เหลือแห่งทุกขินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้ว ทุกขินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไปไม่เหลือในที่ไหน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก วิจาร ปีติและสุขที่เกิดจากวิเวกอยู่ ทุกขินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไปไม่เหลือในปฐมฌานนี้ ภิกษุนี้เรากล่าวว่า รู้ความดับแห่งทุกขินทรีย์แล้วน้อมจิตไปเพื่อความเป็นอย่างนั้นเมื่อภิกษุในธรรมวินัยนี้ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่ โทมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น เธอรู้ชัดว่า ‘โทมนัสสินทรีย์นี้เกิดขึ้นแก่เรา และโทมนัสสินทรีย์นั้นมีเครื่องหมาย มีเหตุ มีสิ่งปรุงแต่ง มีปัจจัย ทั้งเป็นไปไม่ได้เลยที่โทมนัสสินทรีย์นั้นซึ่งไม่มีเครื่องหมาย ไม่มีเหตุ ไม่มีสิ่งปรุงแต่ง ไม่มีปัจจัย จักเกิดขึ้น’ เธอรู้ชัดโทมนัสสินทรีย์ รู้ชัดความเกิดแห่งโทมนัสสินทรีย์ รู้ชัดความดับแห่งโทมนัสสินทรีย์ และรู้ชัดที่ดับไปไม่เหลือแห่งโทมนัสสินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้ว โทมนัสสินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไปไม่เหลือในที่ไหน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะวิตกวิจารสงบระงับไป บรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสภายใน มีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิอยู่ โทมนัสสินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไปไม่เหลือในทุติยฌานนี้ ภิกษุนี้เรากล่าวว่า รู้ความดับแห่งโทมนัสสินทรีย์แล้วน้อมจิตไปเพื่อความเป็นอย่างนั้น เมื่อภิกษุในธรรมวินัยนี้ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่ สุขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น เธอรู้ชัดว่า ‘สุขินทรีย์นี้เกิดขึ้นแก่เรา และสุขินทรีย์นั้นมีเครื่องหมาย มีเหตุ มีสิ่งปรุงแต่ง มีปัจจัย ทั้งเป็นไปไม่ได้เลยที่สุขินทรีย์นั้นซึ่งไม่มีเครื่องหมาย ไม่มีเหตุ ไม่มีสิ่งปรุงแต่ง ไม่มีปัจจัย จักเกิดขึ้น’ เธอรู้ชัดสุขินทรีย์รู้ชัดความเกิดแห่งสุขินทรีย์ รู้ชัดความดับแห่งสุขินทรีย์ และรู้ชัดที่ดับไปไม่เหลือแห่งสุขินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๓๑๙}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค[๔. อินทริยสังยุต] ๔. สุขินทริยวรรค ๑๐. อุปปฏิปาฏิกสูตร สุขินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไปไม่เหลือในที่ไหน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เพราะปีติจางคลายไป มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ‘ผู้มีอุเบกขามีสติ อยู่เป็นสุข’ สุขินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไปไม่เหลือในตติยฌานนี้ ภิกษุนี้เรากล่าวว่า รู้ความดับแห่งสุขินทรีย์แล้วน้อมจิตไปเพื่อความเป็นอย่างนั้น เมื่อภิกษุในธรรมวินัยนี้ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่ โสมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น เธอรู้ชัดว่า ‘โสมนัสสินทรีย์นี้เกิดขึ้นแก่เรา และโสมนัสสินทรีย์นั้นมีเครื่องหมาย มีเหตุ มีสิ่งปรุงแต่ง มีปัจจัย ทั้งเป็นไปไม่ได้เลยที่โสมนัสสินทรีย์นั้นซึ่งไม่มีเครื่องหมาย ไม่มีเหตุ ไม่มีสิ่งปรุงแต่ง ไม่มีปัจจัยจักเกิดขึ้น’ เธอรู้ชัดโสมนัสสินทรีย์ รู้ชัดความเกิดแห่งโสมนัสสินทรีย์ รู้ชัดความดับแห่งโสมนัสสินทรีย์ และรู้ชัดที่ดับไปไม่เหลือแห่งโสมนัสสินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้ว โสมนัสสินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไปไม่เหลือในที่ไหน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อนแล้ว บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่โสมนัสสินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไปไม่เหลือในจตุตถฌานนี้ ภิกษุนี้เรากล่าวว่า รู้ความดับแห่งโสมนัสสินทรีย์แล้วน้อมจิตไปเพื่อความเป็นอย่างนั้น เมื่อภิกษุในธรรมวินัยนี้ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่ อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น เธอรู้ชัดว่า ‘อุเปกขินทรีย์นี้เกิดขึ้นแก่เรา และอุเปกขินทรีย์นั้นมีเครื่องหมาย มีเหตุ มีสิ่งปรุงแต่ง มีปัจจัย ทั้งเป็นไปไม่ได้เลยที่อุเปกขินทรีย์นั้นซึ่งไม่มีเครื่องหมาย ไม่มีเหตุ ไม่มีสิ่งปรุงแต่ง ไม่มีปัจจัย จักเกิดขึ้น’เธอรู้ชัดอุเปกขินทรีย์ รู้ชัดความเกิดแห่งอุเปกขินทรีย์ รู้ชัดความดับแห่งอุเปกขินทรีย์และรู้ชัดที่ดับไปไม่เหลือแห่งอุเปกขินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๓๒๐}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๔. อินทริยสังยุต] ๔. สุขินทริยวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค อุเปกขินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไปไม่เหลือในที่ไหน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ก้าวล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวงแล้ว เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติอยู่ อุเปกขินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไม่เหลือในสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัตินี้ ภิกษุนี้เรากล่าวว่า รู้ความดับแห่งอุเปกขินทรีย์แล้วน้อมจิตไปเพื่อความเป็นอย่างนั้น” อุปปฏิปาฏิกสูตรที่ ๑๐ จบ สุขินทริยวรรคที่ ๔ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. สุทธิกสูตร ๒. โสตาปันนสูตร ๓. อรหันตสูตร ๔. ปฐมสมณพราหมณสูตร ๕. ทุติยสมณพราหมณสูตร ๖. ปฐมวิภังคสูตร ๗. ทุติยวิภังคสูตร ๘. ตติยวิภังคสูตร ๙. กัฏโฐปมสูตร ๑๐. อุปปฏิปาฏิกสูตร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๓๒๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอุปปฏิกสูตรที่ ๑๐
อุปปฏิกสูตรที่ ๑๐. ยถาธรรมเทศนาที่ไม่จำเป็นต้องแสดง พึงทราบว่า ชื่อว่าเป็นสูตรที่นอกเหนือไปจากลำดับ (ไม่เข้าลำดับ) เหมือนอย่างสูตรที่เหลือในอินทริยวิภังค์แม้ที่กล่าวแล้วตามลำดับนี้.
ในสูตรที่ ๑๐ นั้น คำทั้งหมดเป็นต้นว่า นิมิต เป็นคำใช้แทนปัจจัยนั่นเอง.
คำว่า และย่อมรู้ชัดทุกขินทรีย์ คือ ย่อมรู้ด้วยอำนาจทุกขสัจนั่นเอง.
คำว่า ทุกฺขินฺทริยสมุทยํ คือ วิญญาณที่สหรคตด้วยทุกข์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้ที่ถูกหนามตำเอง ถูกเรือดกัด หรือถูกรอยย่นที่ปูนอนกระทบ ย่อมรู้ชัดสิ่งนั้นว่าเป็นเหตุให้เกิดขึ้นพร้อมของทุกขินทรีย์นั้น.
พึงทราบสมุทัยด้วยอำนาจเหตุแห่งอินทรีย์เหล่านั้น แม้ในบทเป็นต้นว่า โทมนสสินฺทริยสมุทยํ ข้างหน้า.
โทมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจความฉิบหายแห่งสังขารข้างนอกมีบาตรและจีวรเป็นต้น หรือแห่งเหล่าสัตว์มีสัทธิวิหาริกเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้ ย่อมรู้ชัดความฉิบหายแห่งสังขารและสัตว์เหล่านั้นว่าเป็นสมุทัยแห่งโทมนัสสินทรีย์นั้น.
ผู้ที่กินอาหารอย่างดีแล้ว นอนบนที่นอนอย่างประเสริฐ ย่อมเกิดสุขินทรีย์ขึ้นด้วยการสัมผัสมีการนวดมือและเท้าและลมที่เกิดจากพัดใบตาลเป็นต้น ย่อมรู้ชัดผัสสะนั้นว่าเป็นเหตุของสุขินทรีย์นั้น.
ส่วนโสมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจการได้เฉพาะสัตว์และสังขารที่น่าชื่นใจมีประการที่กล่าวมาแล้ว ย่อมรู้ชัดการได้เฉพาะนั้นว่าเป็นเหตุแห่งโสมนัสสินทรีย์นั้น.
ส่วนอุเบกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นด้วยอาการที่เป็นกลางๆ ย่อมรู้ชัดอาการที่เป็นกลางๆ ในสัตว์และสังขารนั้นว่าเป็นเหตุแห่งอุเบกขินทรีย์นั้น.
ก็แหละคำชี้ขาดไปพร้อมๆ กันในคำว่า ทุกขินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับสิ้นไปโดยไม่มีเหลือในที่ใด ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดแล้วจากกามทั้งหลายเป็นต้น ดังต่อไปนี้
แท้จริง ทุกขินทรีย์ย่อมดับสิ้นไปในขณะอุปจาระแห่งฌานที่ ๑ ทีเดียว ทุกขินทรีย์ย่อมเป็นอันละได้แล้ว. โทมนัสเป็นต้นย่อมดับสิ้นไปในอุปจารขณะแห่งฌานที่ ๒ เป็นต้น. แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ ความดับสิ้นไปในฌานทั้งหลายนั่นเองนี้แล (ก็ย่อมมี) เพราะความที่โทมนัสเป็นต้นเหล่านั้นดับสิ้นไปเป็นอย่างยิ่ง.
จริงอยู่ ความดับสิ้นไปเป็นอย่างยิ่งแห่งโทมนัสเป็นต้นเหล่านั้น ก็คือความดับสิ้นไปอย่างยิ่งด้วยอุปจารขณะ.
จริงอย่างนั้น ความเกิดขึ้นแห่งทุกขินทรีย์แม้ที่ดับสิ้นไปแล้วในอุปจาระแห่งฌานที่ ๑ ซึ่งมีอาวัชชนจิตต่างๆ ด้วยสัมผัสแห่งเหลือบยุงและลมเป็นต้น ด้วยความอบอ้าวที่ไม่คงที่ หรือด้วยมีดพร้า หรือว่าทุกขินทรีย์ที่ดับสิ้นไปแล้วในอุปจาระในภายอัปปนาก็ไม่ใช่ และทุกขินทรีย์นั้นก็ไม่ใช่ดับหมดไปอย่างดีด้วย.
แต่กายย่อมเป็นสุข น่าใคร่อย่างทั่วถึงด้วยการแผ่ปีติไปภายในอัปปนา เพราะไม่ถูกสิ่งที่เป็นฝ่ายตรงกันข้ามกำจัดได้ ชื่อว่าเป็นสุขแม้เพราะความเป็นของที่น่าใคร่. ทุกขินทรีย์จึงชื่อว่าย่อมดับลงไปอย่างดี เพราะถูกฝ่ายตรงกันข้ามกำจัดไป.
และเพราะเมื่อโทมนัสสินทรีย์ถูกละในอุปจาระแห่งฌานที่ ๒ ซึ่งมีอาวัชชนจิตแตกต่างกันนั่นแหละ ฉะนั้น โทมนัสสินทรีย์นั้น เมื่อมีความลำบากกาย และใจถูกเบียดเบียนเพราะความตรึกตรองเป็นปัจจัย ก็เกิดขึ้น เพราะไม่มีความตรึกตรองนั่นแหละสุขินทรีย์จึงเกิดขึ้นก็และเกิดขึ้นในที่ใด ในที่นั้น ก็เป็นอัปปนาเพราะไม่มีความตรึกตรอง.
ก็ความตรึกตรองย่อมเกิดขึ้นในอุปจาระแห่งฌานที่ ๒ ก็ไม่ใช่เกิดในฌานที่สองเลยเพราะละปัจจัยได้แล้ว แม้เมื่อสุขินทรีย์ถูกละในอุปจาระแห่งฌานที่ ๓ ก็อย่างนั้น พึงมีการเกิดขึ้นแห่งกายที่รูปอันประณีตซึ่งมีปีติเป็นสมุฏฐานถูกต้องแล้ว แต่หาใช่เกิดขึ้นในฌานที่ ๓ ไม่. เพราะปีติอันเป็นปัจจัยแห่งสุขดับไปหมดแล้วด้วยฌานที่สาม ในอุปจาระแห่งฌานที่ ๔ ก็เหมือนกัน เพราะยังไม่มีอุเบกขาที่ถึงอัปปนา เหตุว่าอยู่ใกล้โสมนัสสินทรีย์ที่แม้จะละได้แล้ว ก็อาจจะมีการเกิดขึ้นได้เพราะยังก้าวล่วงไม่ได้อย่างถูกต้อง แต่ก็ไม่ใช่เกิดขึ้นในฌานที่ ๔ เลย เพราะฉะนั้น ในฌานที่ ๔ นี้ ทุกขินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้วจึงดับไปโดยไม่เหลือ การถือเอาโดยไม่เหลือในฌานนั้นๆ ท่านได้ทำแล้วดังที่ว่ามานี้.
ก็คำใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในที่นี้ว่า ย่อมน้อมจิตไปเพื่อความเป็นอย่างนั้น ในคำนั้นก็พึงทราบใจความอย่างนี้ว่า บุคคลเป็นผู้ที่ยังไม่ได้ ย่อมน้อมจิตไปเพื่อประโยชน์การเกิดขึ้น ฉะนั้น บุคคลเป็นผู้ได้ ก็ย่อมน้อมจิตไปเพื่อประโยชน์การเข้าถึง.
ก็แลวาระการพิจารณาในสองสูตรนี้ พระองค์ได้ตรัสไว้ดังที่กล่าวมานี้.
จบอรรถกถาอุปปฏิกสูตรที่ ๑๐ จบสุขินทริยวรรควรรณนาที่ ๔ -----------------------------------------------------
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สุทธกสูตร
๒. โสตาปันนสูตร
๓. อรหันตสูตร
๔. สมณพราหมณสูตรที่ ๑
๕. สมณพราหมณสูตรที่ ๒
๖. วิภังคสูตรที่ ๑
๗. วิภังคสูตรที่ ๒
๘. วิภังคสูตรที่ ๓
๙. อรหันตสูตร
๑๐. อุปปฏิกสูตร. -----------------------------------------------------