วิภังคสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๑๑๗๙จตฺตาโรเม ภิกฺขเว อิทฺธิปาทา ภาวิตา พหุลีกตา มหปฺผลา โหนฺติ มหานิสํสา ฯ กถํ ภาวิตา จ ภิกฺขเว จตฺตาโร อิทฺธิปาทา กถํ พหุลีกตา มหปฺผลา โหนฺติ มหานิสํสา ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ฉนฺทสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ อิติ เม ฉนฺโท น จ อติลีโน ภวิสฺสติ น จ อติปคฺคหิโต ภวิสฺสติ น จ อชฺฌตฺตํ สงฺขิตฺโต ภวิสฺสติ น จ พหิทฺธา วิกฺขิตฺโต ภวิสฺสติ ปจฺฉาปุเร สญฺญี จ วิหรติ ยถา ปุเร ตถา ปจฺฉา ยถา ปจฺฉา ตถา ปุเร ยถา อโธ ตถา อุทฺธํ ยถา อุทฺธํ ตถา อโธ ยถา ทิวา ตถา รตฺตึ ยถา รตฺตึ ตถา ทิวา อิติ วิวเฏน เจตสา อปริโยนทฺเธน สปฺปภาสํ จิตฺตํ ภาเวติ ฯ วิริยสมาธิ จิตฺตสมาธิ วีมํสาสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ อิติ เม วีมํสา น จ อติลีนา ภวิสฺสติ น จ อติปคฺคหิตา ภวิสฺสติ น จ อชฺฌตฺตํ สงฺขิตฺตา ภวิสฺสติ น จ พหิทฺธา วิกฺขิตฺตา ภวิสฺสติ ปจฺฉาปุเร สญฺญี จ วิหรติ ยถา ปุเร ตถา ปจฺฉา ยถา ปจฺฉา ตถา ปุเร ยถา อโธ ตถา อุทฺธํ ยถา อุทฺธํ ตถา อโธ ยถา ทิวา ตถา รตฺตึ ยถา รตฺตึ ตถา ทิวา อิติ วิวเฏน เจตสา อปริโยนทฺเธน สปฺปภาสํ จิตฺตํ ภาเวติ ฯ
๑๑๘๐กตโม จ ภิกฺขเว อติลีโน ฉนฺโท ฯ โย ภิกฺขเว ฉนฺโท โกสชฺชสหคโต โกสชฺชสมฺปยุตฺโต ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อติลีโน ฉนฺโท ฯ
๑๑๘๑กตโม จ ภิกฺขเว อติปคฺคหิโต ฉนฺโท ฯ โย ภิกฺขเว ฉนฺโท อุทฺธจฺจสหคโต อุทฺธจฺจสมฺปยุตฺโต ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อติปคฺคหิโต ฉนฺโท ฯ
๑๑๘๒กตโม จ ภิกฺขเว อชฺฌตฺตํ สงฺขิตฺโต ฉนฺโท ฯ โย ภิกฺขเว ฉนฺโท ถีนมิทฺธสหคโต ถีนมิทฺธสมฺปยุตฺโต ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อชฺฌตฺตํ สงฺขิตฺโต ฉนฺโท ฯ
๑๑๘๓กตโม จ ภิกฺขเว พหิทฺธา วิกฺขิตฺโต ฉนฺโท ฯ โย ภิกฺขเว ฉนฺโท พหิทฺธา ปญฺจ กามคุเณ อารพฺภ อนุวิกฺขิตฺโต อนุวิสโฏ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว พหิทฺธา วิกฺขิตฺโต ฉนฺโท ฯ
๑๑๘๔กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปจฺฉาปุเร สญฺญี จ วิหรติ ยถา ปุเร ตถา ปจฺฉา ยถา ปจฺฉา ตถา ปุเร ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปจฺฉาปุเร สญฺญา สุคฺคหิตา โหติ สุมนสิกตา สูปธาริตา สุปฺปฏิวิทฺธา ปญฺญาย ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปจฺฉาปุเร สญฺญี จ วิหรติ ยถา ปุเร ตถา ปจฺฉา ยถา ปจฺฉา ตถา ปุเร ฯ
๑๑๘๕กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ยถา อโธ ตถา อุทฺธํ ยถา อุทฺธํ ตถา อโธ วิหรติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อิมเมว กายํ อุทฺธํ ปาทตลา อโธ เกสมตฺถกา ตจปริยนฺตํ ปูรํ นานปฺปการสฺส อสุจิโน ปจฺจเวกฺขติ อตฺถิ อิมสฺมึ กาเย เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ มํสํ นหารู อฏฺฐี อฏฺฐิมิญฺชํ วกฺกํ หทยํ ยกนํ กิโลมกํ ปิหกํ ปปฺผาสํ อนฺตํ อนฺตคุณํ อุทริยํ กรีสํ ปิตฺตํ เสมฺหํ ปุพฺโพ โลหิตํ เสโท เมโท อสฺสุ วสา เขโฬ สิงฺฆานิกา ลสิกา มุตฺตนฺติ ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ยถา อโธ ตถา อุทฺธํ ยถา อุทฺธํ ตถา อโธ วิหรติ ฯ
๑๑๘๖กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ยถา ทิวา ตถา รตฺตึ ยถา รตฺตึ ตถา ทิวา วิหรติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ เยหิ อากาเรหิ เยหิ ลิงฺเคหิ เยหิ นิมิตฺเตหิ ทิวา ฉนฺทสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ โส เตหิ อากาเรหิ เตหิ ลิงฺเคหิ เตหิ นิมิตฺเตหิ รตฺตึ ฉนฺทสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ ฯ เยหิ วา ปน อากาเรหิ เยหิ ลิงฺเคหิ เยหิ นิมิตฺเตหิ รตฺตึ ฉนฺทสมาธิ- ปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ โส เตหิ อากาเรหิ เตหิ ลิงฺเคหิ เตหิ นิมิตฺเตหิ ทิวา ฉนฺทสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ยถา ทิวา ตถา รตฺตึ ยถา รตฺตึ ตถา ทิวา วิหรติ ฯ
๑๑๘๗กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ วิวเฏน เจตสา อปริโยนทฺเธน สปฺปภาสํ จิตฺตํ ภาเวติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน อาโลกสญฺญา สุคฺคหิตา โหติ ทิวาสญฺญา สฺวาธิฏฺฐิตา ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ วิวเฏน เจตสา อปริโยนทฺเธน สปฺปภาสํ จิตฺตํ ภาเวติ ฯ
๑๑๘๘กตมญฺจ ภิกฺขเว อติลีนํ วิริยํ ฯ ยํ ภิกฺขเว วิริยํ โกสชฺชสหคตํ โกสชฺชสมฺปยุตฺตํ ฯ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อติลีนํ วิริยํ ฯ
๑๑๘๙กตมญฺจ ภิกฺขเว อติปคฺคหิตํ วิริยํ ฯ ยํ ภิกฺขเว วิริยํ อุทฺธจฺจสหคตํ อุทฺธจฺจสมฺปยุตฺตํ ฯ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อติปคฺคหิตํ วิริยํ ฯ
๑๑๙๐กตมญฺจ ภิกฺขเว อชฺฌตฺตํ สงฺขิตฺตํ วิริยํ ฯ ยํ ภิกฺขเว วิริยํ ถีนมิทฺธสหคตํ ถีนมิทฺธสมฺปยุตฺตํ ฯ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อชฺฌตฺตํ สงฺขิตฺตํ วิริยํ ฯ
๑๑๙๑กตมญฺจ ภิกฺขเว พหิทฺธา วิกฺขิตฺตํ วิริยํ ฯ ยํ ภิกฺขเว วิริยํ พหิทฺธา ปญฺจ กามคุเณ อารพฺภ อนุวิกฺขิตฺตํ อนุวิสฏํ ฯ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว พหิทฺธา วิกฺขิตฺตํ วิริยํ ฯเปฯ
๑๑๙๒กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ วิวเฏน เจตสา อปริโยนทฺเธน สปฺปภาสํ จิตฺตํ ภาเวติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน อาโลกสญฺญา สุคฺคหิตา โหติ ทิวาสญฺญา สฺวาธิฏฺฐิตา ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ วิวเฏน เจตสา อปริโยนทฺเธน สปฺปภาสํ จิตฺตํ ภาเวติ ฯ
๑๑๙๓กตมญฺจ ภิกฺขเว อติลีนํ จิตฺตํ ฯ ยํ ภิกฺขเว จิตฺตํ โกสชฺชสหคตํ โกสชฺชสมฺปยุตฺตํ ฯ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อติลีนํ จิตฺตํ ฯ
๑๑๙๔กตมญฺจ ภิกฺขเว อติปคฺคหิตํ จิตฺตํ ฯ ยํ ภิกฺขเว จิตฺตํ อุทฺธจฺจสหคตํ อุทฺธจฺจสมฺปยุตฺตํ ฯ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อติปคฺคหิตํ จิตฺตํ ฯ
๑๑๙๕กตมญฺจ ภิกฺขเว อชฺฌตฺตํ สงฺขิตฺตํ จิตฺตํ ฯ ยํ ภิกฺขเว จิตฺตํ ถีนมิทฺธสหคตํ ถีนมิทฺธสมฺปยุตฺตํ ฯ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อชฺฌตฺตํ สงฺขิตฺตํ จิตฺตํ ฯ
๑๑๙๖กตมญฺจ ภิกฺขเว พหิทฺธา วิกฺขิตฺตํ จิตฺตํ ฯ ยํ ภิกฺขเว จิตฺตํ พหิทฺธา ปญฺจ กามคุเณ อารพฺภ อนุวิกฺขิตฺตํ อนุวิสฏํ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว พหิทฺธา วิกฺขิตฺตํ จิตฺตํ ฯเปฯ
๑๑๙๗เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ วิวเฏน เจตสา อปริโยนทฺเธน สปฺปภาสํ จิตฺตํ ภาเวติ ฯ
๑๑๙๘กตมา จ ภิกฺขเว อติลีนา วีมํสา ฯ ยา ภิกฺขเว วีมํสา โกสชฺชสหคตา โกสชฺชสมฺปยุตฺตา ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อติลีนา วีมํสา ฯ
๑๑๙๙กตมา จ ภิกฺขเว อติปคฺคหิตา วีมํสา ฯ ยา ภิกฺขเว วีมํสา อุทฺธจฺจสหคตา อุทฺธจฺจสมฺปยุตฺตา ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อติปคฺคหิตา วีมํสา ฯ
๑๒๐๐กตมา จ ภิกฺขเว อชฺฌตฺตํ สงฺขิตฺตา วีมํสา ฯ ยา ภิกฺขเว วีมํสา ถีนมิทฺธสหคตา ถีนมิทฺธสมฺปยุตฺตา ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อชฺฌตฺตํ สงฺขิตฺตา วีมํสา ฯ
๑๒๐๑กตมา จ ภิกฺขเว พหิทฺธา วิกฺขิตฺตา วีมํสา ฯ ยา ภิกฺขเว วีมํสา พหิทฺธา ปญฺจ กามคุเณ อารพฺภ อนุวิกฺขิตฺตา อนุวิสฏา ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว พหิทฺธา วิกฺขิตฺตา วีมํสา ฯเปฯ
๑๒๐๒เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ วิวเฏน เจตสา อปริโยนทฺเธน สปฺปภาสํ จิตฺตํ ภาเวติ ฯ เอวํ ภาวิตา โข ภิกฺขเว จตฺตาโร อิทฺธิปาทา เอวํ พหุลีกตา มหปฺผลา โหนฺติ มหานิสํสา ฯ
๑๒๐๓เอวํ ภาวิเตสุ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ จตูสุ อิทฺธิปาเทสุ เอวํ พหุลีกเตสุ อเนกวิหิตํ อิทฺธิวิธํ ปจฺจนุโภติ เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ ฯเปฯ ยาว พฺรหฺมโลกาปิ กาเยน วสํ วตฺเตติ ฯ
๑๒๐๔เอวํ ภาวิเตสุ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ จตูสุ อิทฺธิปาเทสุ เอวํ พหุลีกเตสุ อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรตีติ ฯ (ฉปิ อภิญฺญาโย วิตฺถาเรตพฺพา) ฯ ปาสาทกมฺปนวคฺโค ทุติโย ฯ อิมสฺส วคฺคสฺส อุทฺทานํ ปุพฺเพ มหปฺผลา ฉนฺโท โมคฺคลฺลาโน จ พฺราหฺมโณ เทฺว สมณพฺราหฺมณาภิ เทสนา วิภงฺเคน จาติ ฯ ----------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. วิภังคสูตร ว่าด้วยการจำแนกอิทธิบาท
“ภิกษุทั้งหลาย อิทธิบาท ๔ ประการนี้ที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก อิทธิบาท ๔ ประการที่บุคคลเจริญอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. เจริญอิทธิบาทประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขารดังนี้ว่า ฉันทะ ของเราจักไม่ย่อหย่อนนัก ไม่ต้องประคับประคองเกินไป ไม่ หดหู่ในภายใน ไม่ซ่านไปในภายนอก และมีความหมายรู้ว่า เบื้องหน้าและเบื้องหลังอยู่ คือ มีความหมายรู้ว่าเบื้องหลัง เหมือนเบื้องหน้า เบื้องหน้าเหมือนเบื้องหลัง เบื้องบนเหมือน เบื้องล่าง เบื้องล่างเหมือนเบื้องบน กลางคืนเหมือนกลางวัน กลางวันเหมือนกลางคืน มีใจสงัด ไม่มีเครื่องร้อยรัด อบรม จิตให้สว่างอยู่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๔๐๖}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๗. อิทธิปาทสังยุต] ๒. ปาสาทกัมปนวรรค ๑๐. วิภังคสูตร ๒. เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยวิริยสมาธิปธานสังขาร ฯลฯ ๓. เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร ฯลฯ ๔. เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยวิมังสาสมาธิปธานสังขารดังนี้ว่า วิมังสาของเราจักไม่ย่อหย่อนนัก ไม่ต้องประคับประคองเกินไป ไม่หดหู่ในภายใน ไม่ซ่านไปในภายนอก และมีความหมายรู้ว่า เบื้องหน้าและเบื้องหลังอยู่ คือ มีความหมายรู้ว่าเบื้องหลัง เหมือนเบื้องหน้า เบื้องหน้าเหมือนเบื้องหลัง เบื้องบนเหมือน เบื้องล่าง เบื้องล่างเหมือนเบื้องบน กลางคืนเหมือนกลางวัน กลางวันเหมือนกลางคืน มีใจสงัด ไม่มีเครื่องร้อยรัด อบรม จิตให้สว่างอยู่ ฉันทะที่ย่อหย่อนนัก เป็นอย่างไร คือ ฉันทะที่สหรคตด้วยความเกียจคร้าน สัมปยุตด้วยความเกียจคร้าน นี้เรียกว่า ฉันทะที่ย่อหย่อนนัก ฉันทะที่ต้องประคับประคองเกินไป เป็นอย่างไร คือ ฉันทะที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ สัมปยุตด้วยอุทธัจจะ นี้เรียกว่า ฉันทะที่ต้องประคับประคองเกินไป ฉันทะที่หดหู่ในภายใน เป็นอย่างไร คือ ฉันทะที่สหรคตด้วยถีนมิทธะ สัมปยุตด้วยถีนมิทธะ นี้เรียกว่า ฉันทะที่หดหู่ในภายใน ฉันทะที่ซ่านไปในภายนอก เป็นอย่างไร คือ ฉันทะที่ซ่านไป ฟุ้งไป ปรารภกามคุณ ๕ ประการในภายนอก นี้เรียกว่า ฉันทะที่ซ่านไปในภายนอก ภิกษุมีความหมายรู้ว่าเบื้องหน้าและเบื้องหลังอยู่ คือ มีความหมายรู้ว่า เบื้องหลังเหมือนเบื้องหน้า เบื้องหน้าเหมือนเบื้องหลัง เป็นอย่างไร คือ ความหมายรู้ว่าเบื้องหน้าและเบื้องหลังอันภิกษุในธรรมวินัยนี้เรียนดี ใส่ใจดี ทรงจำดี รู้แจ้งดีแล้วด้วยปัญญา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๔๐๗}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๗. อิทธิปาทสังยุต] ๒. ปาสาทกัมปนวรรค ๑๐. วิภังคสูตร ภิกษุชื่อว่ามีความหมายรู้ว่าเบื้องหน้าและเบื้องหลังอยู่ คือ มีความหมายรู้ว่า เบื้องหลังเหมือนเบื้องหน้า เบื้องหน้าเหมือนเบื้องหลัง เป็นอย่างนี้แล ภิกษุมีความหมายรู้ว่าเบื้องบนเหมือนเบื้องล่าง เบื้องล่างเหมือนเบื้องบนอยู่ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมพิจารณากายนี้ขึ้นเบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นไป พิจารณาลงเบื้องล่างแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มด้วยของไม่ สะอาดมีประการต่างๆ ว่า ‘ในร่างกายนี้มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร’ ภิกษุชื่อว่ามีความหมายรู้ว่าเบื้องบนเหมือนเบื้องล่าง เบื้องล่างเหมือนเบื้องบนอยู่ เป็นอย่างนี้แล ภิกษุมีความหมายรู้ว่ากลางคืนเหมือนกลางวัน กลางวันเหมือนกลางคืนอยู่ เป็นอย่างไร @เชิงอรรถ : @ ไต แปลจากคำบาลีว่า วกฺก (โบราณแปลว่า ม้าม) ได้แก่ก้อนเนื้อ ๒ ก้อน มีขั้วเดียวกัน มีสีแดง@อ่อนเหมือนเมล็ดทองหลาง รูปร่างคล้ายลูกสะบ้าของเด็กๆ หรือคล้ายผลมะม่วง ๒ ผลที่ติดอยู่ที่ขั้ว@เดียวกัน มีเอ็นใหญ่รึงรัดจากลำคอลงไปถึงหัวใจ แล้วแยกออกมาห้อยอยู่ทั้ง ๒ ข้าง (ขุ.ขุ.อ. ๓/๔๓),@พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ หน้า ๓๖๒ ให้บทนิยามของคำว่า ไต ว่า@“อวัยวะคู่หนึ่งของคนและสัตว์ อยู่ในช่องท้องใกล้กระดูกสันหลัง ทำหน้าที่ขับของเสียออกมากับน้ำ@ปัสสาวะ”, Buddhadatta, A.P. A Concise Pali-English Dictionary, 1985, (P. 224); และ Rhys@David, T.W. Pali-English Dictionary, 1921-1925, (P. 591) ให้ความหมายของคำว่า วกฺก ตรงกัน@หมายถึง ไต (Kidney) @ ม้าม แปลจากคำบาลีว่า ปิหก (โบราณแปลว่า ไต) มีสีเขียวเหมือนดอกคนทิสอแห้ง รูปร่างคล้ายลิ้น@ลูกโคดำ ยาวประมาณ ๗ นิ้ว อยู่ด้านบนติดกับหัวใจข้างซ้าย ชิดพื้นท้องด้านบน (ขุ.ขุ.อ. ๓/๔๕),@พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ หน้า ๖๔๗ ให้บทนิยามของคำว่า ม้าม ไว้ว่า “อวัยวะ@ภายในร่างกายริมกระเพาะอาหารข้างซ้าย มีหน้าที่ทำลายเม็ดเลือดแดง สร้างเม็ดน้ำเหลือง และ สร้าง@ภูมิคุ้มกันของร่างกาย” Buddhadatta, A.P. A Concise Pali-English Dictionary, 1985, (P. 186) ;@และ Rhys David, T.W. Pali-English Dictionary, 1921-1925, (P. 461) ให้ความหมายของ@คำว่า ปิหก ตรงกัน หมายถึง ม้าม (spleen) @ มูตร หมายถึงน้ำปัสสาวะที่มีอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ (ขุ.ขุ.อ. ๓/๕๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๔๐๘}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๗. อิทธิปาทสังยุต] ๒. ปาสาทกัมปนวรรค ๑๐. วิภังคสูตร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร ในกลางวันด้วยอาการเหล่าใด ด้วยเพศเหล่าใด ด้วยนิมิตเหล่าใด เธอก็เจริญ อิทธิบาทที่ประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขารในกลางคืนด้วยอาการเหล่านั้น ด้วยเพศเหล่านั้น ด้วยนิมิตเหล่านั้น อีกประการหนึ่ง ภิกษุเจริญอิทธิบาทที่ ประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขารในกลางคืนด้วยอาการเหล่าใด ด้วยเพศเหล่าใด ด้วยนิมิตเหล่าใด เธอก็เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขารในกลางวันด้วยอาการเหล่านั้น ด้วยเพศเหล่านั้น ด้วยนิมิตเหล่านั้น ภิกษุชื่อว่ามีความหมายรู้ว่ากลางคืนเหมือนกลางวัน กลางวันเหมือนกลางคืนอยู่ เป็นอย่างนี้แล ภิกษุมีใจสงัด ไม่มีเครื่องร้อยรัด อบรมจิตให้สว่างอยู่ เป็นอย่างไร คือ อาโลกสัญญา (ความหมายรู้แสงสว่าง) อันภิกษุในธรรมวินัยนี้เรียนไว้ดี ความหมายรู้ว่ากลางวัน ตั้งมั่นดี ภิกษุชื่อว่ามีใจสงัด ไม่มีเครื่องร้อยรัด อบรมจิตให้สว่างอยู่ เป็นอย่างนี้แล วิริยะที่ย่อหย่อนนัก เป็นอย่างไร คือ วิริยะที่สหรคตด้วยความเกียจคร้าน สัมปยุตด้วยความเกียจคร้าน นี้เรียกว่า วิริยะที่ย่อหย่อนนัก วิริยะที่ต้องประคับประคองเกินไป เป็นอย่างไร คือ วิริยะที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ สัมปยุตด้วยอุทธัจจะ นี้เรียกว่า วิริยะที่ต้องประคับประคองเกินไป วิริยะที่หดหู่ในภายใน เป็นอย่างไร คือ วิริยะที่สหรคตด้วยถีนมิทธะ สัมปยุตด้วยถีนมิทธะ นี้เรียกว่า วิริยะที่หดหู่ในภายใน วิริยะที่ซ่านไปในภายนอก เป็นอย่างไร คือ วิริยะที่ซ่านไป ฟุ้งไป ปรารภกามคุณ ๕ ประการในภายนอก นี้เรียกว่า วิริยะที่ซ่านไปในภายนอก ฯลฯ ภิกษุชื่อว่ามีใจสงัด ไม่มีเครื่องร้อยรัด อบรมจิตให้สว่างอยู่ เป็นอย่างนี้แล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๔๐๙}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๗. อิทธิปาทสังยุต] ๒. ปาสาทกัมปนวรรค ๑๐. วิภังคสูตร จิตที่ย่อหย่อนนัก เป็นอย่างไร คือ จิตที่สหรคตด้วยความเกียจคร้าน สัมปยุตด้วยความเกียจคร้าน นี้เรียกว่า จิตที่ย่อหย่อนนัก จิตที่ต้องประคับประคองเกินไป เป็นอย่างไร คือ จิตที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ สัมปยุตด้วยอุทธัจจะ นี้เรียกว่า จิตที่ต้องประคับประคองเกินไป จิตที่หดหู่ในภายใน เป็นอย่างไร คือ จิตที่สหรคตด้วยถีนมิทธะ สัมปยุตด้วยถีนมิทธะ นี้เรียกว่า จิตที่หดหู่ในภายใน จิตที่ซ่านไปในภายนอก เป็นอย่างไร คือ จิตที่ซ่านไป ฟุ้งไป ปรารภกามคุณ ๕ ประการในภายนอก นี้เรียกว่า จิตที่ซ่านไปในภายนอก ฯลฯ ภิกษุชื่อว่ามีใจสงัด ไม่มีเครื่องร้อยรัด อบรมจิตให้สว่างอยู่ เป็นอย่างนี้แล วิมังสาที่ย่อหย่อนนัก เป็นอย่างไร คือ วิมังสาที่สหรคตด้วยความเกียจคร้าน สัมปยุตด้วยความเกียจคร้าน นี้เรียกว่า วิมังสาที่ย่อหย่อนนัก วิมังสาที่ต้องประคับประคองเกินไป เป็นอย่างไร คือ วิมังสาที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ สัมปยุตด้วยอุทธัจจะ นี้เรียกว่า วิมังสาที่ต้องประคับประคองเกินไป วิมังสาที่หดหู่ในภายใน เป็นอย่างไร คือ วิมังสาที่สหรคตด้วยถีนมิทธะ สัมปยุตด้วยถีนมิทธะ นี้เรียกว่า วิมังสาที่หดหู่ในภายใน วิมังสาที่ซ่านไปในภายนอก เป็นอย่างไร คือ วิมังสาที่ซ่านไป ฟุ้งไป ปรารภกามคุณ ๕ ประการ ในภายนอก นี้เรียกว่า วิมังสาที่ซ่านไปในภายนอก ฯลฯ ภิกษุชื่อว่ามีใจสงัด ไม่มีเครื่องร้อยรัด อบรมจิตให้สว่างอยู่ เป็นอย่างนี้แล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๔๑๐}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๗. อิทธิปาทสังยุต] ๒. ปาสาทกัมปนวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค ภิกษุทั้งหลาย อิทธิบาท ๔ ประการที่บุคคลเจริญอย่างนี้แล ทำให้มาก แล้วอย่างนี้ จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ภิกษุทั้งหลาย เมื่ออิทธิบาท ๔ ประการนี้ที่ภิกษุเจริญอย่างนี้แล ทำให้มาก แล้วอย่างนี้ ภิกษุย่อมแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือ คนเดียวแสดงเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนแสดงเป็นคนเดียวก็ได้ ฯลฯ ใช้อำนาจทางกายไปจนถึงพรหมโลกก็ได้ เมื่ออิทธิบาท ๔ ประการนี้ที่ภิกษุเจริญอย่างนี้แล ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ภิกษุทำ ให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะเพราะอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่ง เองเข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน” วิภังคสูตรที่ ๑๐ จบ (แม้อภิญญาทั้ง ๖ ก็พึงให้พิสดาร) ปาสาทกัมปนวรรคที่ ๒ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ปุพพสูตร ๒. มหัปผลสูตร ๓. ฉันทสมาธิสูตร ๔. โมคคัลลานสูตร ๕. อุณณาภพราหมณสูตร ๖. ปฐมพราหมณสูตร ๗. ทุติยพราหมณสูตร ๘. ภิกขุสูตร ๙. อิทธาทิเทสนาสูตร ๑๐. วิภังคสูตร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๔๑๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาวิภังคสูตรที่ ๑๐
วิภังคสูตรที่ ๑๐. ในคำว่า ประกอบด้วยความเกียจคร้าน นี้ ภิกษุเมื่อปลูกความพอใจให้เกิดขึ้นแล้วนั่งเอาใจใส่กัมมัฏฐานอยู่.
ทีนั้น เธอมีอาการย่อท้อหยั่งลงในจิต เธอรู้ว่า อาการย่อท้อหยั่งลงในจิตเรา ก็เอาภัยในอบายมาข่มจิต ทำให้เกิดความพอใจขึ้นมาอีก แล้วตั้งจิตตั้งใจทำกัมมัฏฐาน.
ทีนั้น เธอเกิดมีอาการย่อท้อหยั่งลงในใจอีก เธอก็ยกเอาภัยในอบายมาข่มจิตอีก ปลูกความพอใจให้เกิดขึ้นแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาทำกัมมัฏฐานดังว่ามานี้ ความพอใจของเธอชื่อว่าย่อมประกอบด้วยความเกียจคร้าน เพราะความที่เธอถูกความเกียจคร้านครอบงำ ด้วยประการฉะนี้.
คำว่า สัมปยุตด้วยความเกียจคร้าน เป็นคำที่ใช้แทนคำว่า ประกอบด้วยความเกียจคร้าน นั้นเอง.
ในคำว่า ประกอบด้วยอุทธัจจะ นี้ ภิกษุเมื่อทำความพอใจให้เกิดขึ้นแล้ว ก็นั่งตั้งใจทำกัมมัฏฐานอยู่. ทีนั้น จิตเธอตกไปในความฟุ้งซ่าน เธอก็มารำพึงถึงคุณพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ ทำใจให้ร่าเริงให้ยินดี ทำให้ควรแก่การงาน แล้วยังความพอใจให้เกิดขึ้นใหม่อีก แล้วก็พิจารณากัมมัฏฐาน. คราวนี้จิตของเธอก็ตกไปในความฟุ้งซ่านอีก เธอก็มารำพึงถึงคุณพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์อีก ทำใจให้ร่าเริงให้ยินดี ปลูกฝังความพอใจให้เกิดขึ้นใหม่ แล้วก็พิจารณากัมมัฏฐาน เพราะเหตุนี้ ความพอใจของเธอก็ย่อมชื่อว่าประกอบด้วยความฟุ้งซ่าน เพราะถูกความฟุ้งซ่านครอบงำด้วยประการฉะนี้.
ในคำว่า ประกอบด้วยถีนมิทธะ นี้ ภิกษุทำความพอใจให้เกิดขึ้นแล้ว ก็นั่งตั้งใจทำกัมมัฏฐานอยู่. ทีนั้น ความง่วงเหงาหาวนอนก็เกิดขึ้นแก่เธอ เธอทราบได้ว่าถีนมิทธะเกิดขึ้นแก่เราแล้ว ก็เอาน้ำมาล้างหน้า ดึงใบหูท่องธรรมที่คล่อง (ด้วยเสียงดัง) หรือสนใจความสำคัญว่าแสงสว่างที่ถือเอาไว้ เมื่อตอนกลางวัน บรรเทาถีนมิทธะออกไป แล้วยังความพอใจให้เกิดขึ้นอีก พิจารณากัมมัฏฐานอยู่.
ทีนั้น ถีนมิทธะเกิดขึ้นแก่เธออีก เธอก็บรรเทาถีนมิทธะออกไปอีกตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ ทำความพอใจให้เกิดขึ้นใหม่ แล้วพิจารณากัมมัฏฐานอยู่ เพราะเหตุนี้ ความพอใจของเธอจึงชื่อว่าประกอบด้วยถีนมิทธะ เพราะถีนมิทธะครอบงำด้วยประการฉะนี้.
ในคำว่า ฟุ้งซ่าน นี้ ภิกษุเมื่อทำความพอใจให้เกิดขึ้นแล้ว ก็นั่งพิจารณากัมมัฏฐานอยู่. ทีนั้น จิตของเธอก็ซัดส่ายไปในอารมณ์คือกามคุณ. เธอรู้ได้ว่าจิตเราซัดส่ายไปข้างนอกแล้ว ก็มาคำนึงถึงอนมตัคคสูตร เทวทูตสูตร เวลามสูตรและอนาคตภยสูตรเป็นต้น เอาพระสูตรมาเป็นเครื่องข่มจิต ทำให้ควรแก่การงาน ปลูกความพอใจให้เกิดขึ้นมาอีกแล้ว ก็เอาใส่กัมมัฏฐานอยู่.
ทีนั้นจิตของเธอก็ซัดส่ายไปอีก เธอก็ข่มจิตด้วยอาชญา คือพระสูตรทำให้แก่การงาน ปลูกความพอใจให้เกิดขึ้นมาอีก แล้วก็พิจารณากัมมัฏฐานอยู่ เพราะเหตุนี้ ความพอใจของเธอจึงย่อมชื่อว่า ปรารภกามคุณ ๕ อย่างในภายนอก แล้วเป็นของซัดส่ายไปตาม ซ่านไปตาม เพราะระคนปนเจือไปด้วยความตรึกไปในกาม ด้วยประการฉะนี้.
ในคำว่า เบื้องหน้าฉันใด เบื้องหลังก็ฉันนั้น พึงทราบเบื้องหน้าและเบื้องหลังด้วยอำนาจกัมมัฏฐานบ้าง ด้วยอำนาจเทศนาบ้าง.
อย่างไร
ในเรื่องกัมมัฏฐานก่อน การตั้งมั่นแห่งกัมมัฏฐานชื่อว่าเบื้องหน้า อรหัตชื่อว่าเบื้องหลัง.
ในเรื่องนั้น ภิกษุใดยึดเอามูลกัมมัฏฐานไว้มั่นแล้วเกียดกันความย่อหย่อนของจิต ในฐานะทั้ง ๔ อย่างมีความย่อหย่อนเกินไปเป็นต้น ไม่ติดขัดในฐานะทั้ง ๔ แม้แต่แห่งเดียว เหมือนเทียมโคพยศใช้งานจนได้ หรือเหมือนดอกไม้ ๔ เหลี่ยมแทรกเข้าไป พิจารณาสังขารทั้งหลายย่อมบรรลุพระอรหัต. ภิกษุแม้นี้ก็ย่อมชื่อว่า เบื้องหน้าฉันใด เบื้องหลังก็ฉันนั้น.
นี้เป็นเบื้องหน้าและเบื้องหลังด้วยอำนาจกัมมัฏฐาน.
ส่วนที่ว่าด้วยอำนาจเทศนาผมชื่อว่าเบื้องหน้า มันสมองชื่อว่าเบื้องหลัง.
ในเรื่องเกี่ยวกับเทศนา (การแสดง) นั้น ภิกษุใดยึดมั่นในผมทั้งหลายแล้ว กำหนดผมเป็นต้นด้วยอำนาจสีและสัณฐานเป็นต้น ไม่ติดขัดในฐานะทั้ง ๔ อย่าง ยังภาวนาให้ถึงจนถึงมันสมอง. แม้ภิกษุนี้ก็ย่อมชื่อว่า เบื้องหน้าฉันใด เบื้องหลังก็ฉันนั้นอยู่. พึงทราบความเป็นเบื้องหน้าและเบื้องหลังด้วยอำนาจเทศนาดังที่ว่ามานี้.
คำว่า เบื้องหน้าฉันใด เบื้องหลังก็ฉันนั้น นี้เป็นคำที่ใช้แทนกันของนัยก่อนนั่นเอง.
คำว่า เบื้องล่างฉันใด เบื้องบนก็ฉันนั้น นี้พึงทราบด้วยอำนาจสรีระ. เพราะเหตุนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ข้างบนแต่ฝ่าเท้าขึ้นมา ข้างล่างแต่ปลายผมลงไป ดังนี้.
ในกรณีนั้น ภิกษุใดยังภาวนาให้ถึงด้วยอำนาจอาการ ๓๒ ประการ ตั้งแต่ฝ่าเท้าขึ้นไปจนถึงปลายผม หรือด้วยอำนาจกระดูก แต่กระดูกข้อต่ออันปลายสุดของนิ้วเท้าขึ้นไปจนถึงกะโหลกศีรษะ แต่กระดูกกะโหลกศีรษะลงไปจนถึงกระดูกข้อต่ออันปลายสุดของนิ้วเท้า ไม่มีข้องขัดในฐานะทั้ง ๔ แม้แต่แห่งเดียว ภิกษุนี้ย่อมชื่อว่าเบื้องบนฉันใด เบื้องล่างก็ฉันนั้น เบื้องล่างก็ฉันใด เบื้องบนก็ฉันนั้นอยู่.
คำว่า ด้วยอาการเหล่าใด คือ ด้วยส่วนเหล่าใด.
คำว่า ด้วยเพศเหล่าใด คือ ด้วยทรวดทรงเหล่าใด.
คำว่า ด้วยนิมิตเหล่าใด คือ ด้วยลักษณะที่ปรากฏเหล่าใด.
คำว่า อาโลกสญฺญา สุคคฺหิตา โหติ ความว่า ภิกษุใดนั่งที่ลานแล้วมาเอาใจใส่ต่ออาโลกสัญญา หลับตาลงเป็นบางครั้ง บางครั้งก็ลืมตาขึ้น ขณะที่เธอแม้จะหลับตาอยู่ รูปก็ย่อมปรากฏเป็นอย่างเดียวกันทีเดียว เหมือนเมื่อเธอกำลังลืมตาแลดูอยู่ นั้นชื่อว่าความสำคัญว่าแสงสว่างย่อมเป็นอันได้เกิดแล้ว.
แม้คำว่า ทิวาสญฺญา ก็เป็นชื่อของความสำคัญว่าแสงสว่างนั้นเหมือนกัน. ก็แต่ว่า ความสำคัญว่าแสงสว่างที่เกิดขึ้นอยู่ในตอนกลางคืน ย่อมชื่อว่าเป็นถือเอาดีแล้ว. แม้คำว่า เป็นอันตั้งมั่นดีแล้ว ก็เป็นชื่อสำหรับใช้แทนบทนั้นเหมือนกัน.
คำว่า อันตั้งมั่นดีแล้ว ได้แก่ ตั้งมั่นได้เป็นอย่างดีคือ เรียกว่าชื่อตั้งไว้โดยดี.
ความสำคัญว่าแสงสว่างนั้น โดยเนื้อความก็คือความสำคัญชนิดที่ถือเอาไว้แล้วอย่างดีนั่นเอง.
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุใดบรรเทาถีนมิทธะได้ด้วยแสงสว่าง สร้างความพอใจให้เกิดขึ้นแล้ว เอาใจใส่ทำกัมมัฏฐานอยู่ ความสำคัญว่าแสงสว่างแม้ในกลางวันของภิกษุนั้น ก็ชื่อว่าเป็นอันถือเอาไว้ดีแล้ว เป็นอันตั้งมั่นไว้ดีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกลางคืนหรือกลางวันก็ตาม ภิกษุใช้แสงสว่างบรรเทาถีนมิทธะได้แล้วมาตั้งอกตั้งใจทำกัมมัฏฐานอยู่ ความสำคัญที่เกิดขึ้นในแสงสว่างซึ่งใช้เป็นเครื่องบรรเทาถีนมิทธะนั้น ก็ชื่อว่าเป็นอันถือเอาไว้ดีแล้วโดยแท้.
แม้ในอิทธิบาทมีวิริยะเป็นต้น ก็ทำนองนี้แล.
ในสูตรนี้ ทรงแสดงฤทธิ์สำหรับเป็นบาทอภิญญาทั้ง ๖ ประการ.
จบอรรถกถาวิภังคสูตรที่ ๑๐ จบอรรถกถาปาสาทกัมปนวรรคที่ ๒ -----------------------------------------------------
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปุพพสูตร
๒. มหัปผลสูตร
๓. ฉันทสูตร
๔. โมคคัลลานสูตร
๕. พราหมณสูตร
๖. สมณพราหมณสูตรที่ ๑
๗. สมณพราหมณสูตรที่ ๒
๘. อภิญญาสูตร
๙. เทสนาสูตร
๑๐. วิภังคสูตร.