อโยคุฬสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๑๒๐๘สาวตฺถิยํ ฯ อถ โข อายสฺมา อานนฺโท เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา อานนฺโท ภควนฺตํ เอตทโวจ อภิชานาติ นุ โข ภนฺเต ภควา อิทฺธิยา มโนมเยน กาเยน พฺรหฺมโลกํ อุปสงฺกมิตาติ ฯ อภิชานามิ ขฺวาหํ อานนฺท อิทฺธิยา มโนมเยน กาเยน พฺรหฺมโลกํ อุปสงฺกมิตาติ ฯ อภิชานาติ ปน ภนฺเต ภควา อิมินา จาตุมฺมหาภูติเกน กาเยน อิทฺธิยา พฺรหฺมโลกํ อุปสงฺกมิตาติ ฯ อภิชานามิ ขฺวาหํ อานนฺท อิมินา จาตุมฺมหาภูติเกน กาเยน อิทฺธิยา พฺรหฺมโลกํ อุปสงฺกมิตาติ ฯ
๑๒๐๙ยํ จ โข โอมาติ ภนฺเต ภควา อิทฺธิยา มโนมเยน กาเยน พฺรหฺมโลกํ อุปสงฺกมิตา ยํ จ โข อภิชานาติ ภนฺเต ภควา อิมินา จาตุมฺมหาภูติเกน กาเยน อิทฺธิยา พฺรหฺมโลกํ อุปสงฺกมิตา ตยิทํ ภนฺเต ภควโต อจฺฉริยญฺเจว อพฺภุตญฺจาติ ฯ อจฺฉริยา เจว อานนฺท ตถาคตา อจฺฉริยธมฺมสมนฺนาคตา จ อพฺภุตา เจว อานนฺท ตถาคตา อพฺภุตธมฺมสมนฺนาคตา จ ฯ
๑๒๑๐ยสฺมึ อานนฺท สมเย ตถาคโต กายมฺปิ จิตฺเต สมาทหติ จิตฺตมฺปิ กาเย สมาทหติ สุขสญฺญญฺจ ลหุสญฺญญฺจ กาเย โอกฺกมิตฺวา วิหรติ ตสฺมึ อานนฺท สมเย ตถาคตสฺส กาโย ลหุตโร เจว โหติ มุทุตโร จ กมฺมนิยตโร จ ปภสฺสรตโร จ ฯ
๑๒๑๑เสยฺยถาปิ อานนฺท อโยคุโฬ ทิวสํ สนฺตตฺโต ลหุตโร เจว โหติ มุทุตโร จ กมฺมนิยตโร จ ปภสฺสรตโร จ ฯ เอวเมว โข อานนฺท ยสฺมึ สมเย ตถาคโต กายมฺปิ จิตฺเต สมาทหติ จิตฺตมฺปิ กาเย สมาทหติ สุขสญฺญญฺจ ลหุสญฺญญฺจ กาเย โอกฺกมิตฺวา วิหรติ ตสฺมึ อานนฺท สมเย ตถาคตสฺส กาโย ลหุตโร เจว โหติ มุทุตโร จ กมฺมนิยตโร จ ปภสฺสรตโร จ ฯ
๑๒๑๒ยสฺมึ อานนฺท สมเย ตถาคโต กายมฺปิ จิตฺเต สมาทหติ จิตฺตมฺปิ กาเย สมาทหติ สุขสญฺญญฺจ ลหุสญฺญญฺจ กาเย โอกฺกมิตฺวา วิหรติ ตสฺมึ อานนฺท สมเย ตถาคตสฺส กาโย อปฺปกสิเรเนว ปฐวิยา เวหาสํ อพฺภุคฺคจฺฉติ ฯ โส อเนกวิหิตํ อิทฺธิวิธํ ปจฺจนุโภติ เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ ฯเปฯ ยาว พฺรหฺมโลกาปิ กาเยน วสํ วตฺเตติ ฯ
๑๒๑๓เสยฺยถาปิ อานนฺท ตูลปิจุ วา กปฺปาสปิจุ วา ลหุโก ธาตุปาทาโน อปฺปกสิเรเนว ปฐวิยา เวหาสํ อพฺภุคฺคจฺฉติ ฯ เอวเมว โข อานนฺท ยสฺมึ สมเย ตถาคโต กายมฺปิ จิตฺเต สมาทหติ จิตฺตมฺปิ กาเย สมาทหติ สุขสญฺญญฺจ ลหุสญฺญญฺจ กาเย โอกฺกมิตฺวา วิหรติ ฯเปฯ
๑๒๑๔ตสฺมึ อานนฺท สมเย ตถาคตสฺส กาโย อปฺปกสิเรเนว ปฐวิยา เวหาสํ อพฺภุคฺคจฺฉติ ฯ โส อเนกวิหิตํ อิทฺธิวิธํ ปจฺจนุโภติ เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ ฯเปฯ ยาว พฺรหฺมโลกาปิ กาเยน วสํ วตฺเตตีติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒. อโยคุฬสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยก้อนเหล็กที่ถูกไฟเผา
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญพระผู้มีพระภาคทรงทราบอยู่หรือว่า พระองค์มีพระวรกายเป็นมโนมัย ทรงเข้าถึงพรหมโลกด้วยฤทธิ์” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อานนท์ เราทราบอยู่ว่า เรามีกายเป็นมโนมัยเข้าถึงพรหมโลกด้วยฤทธิ์” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคทรงทราบหรือว่า พระองค์มีพระวรกายที่ประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ นี้ ทรงเข้าถึงพรหมโลกด้วยฤทธิ์” “อานนท์ เราทราบอยู่ว่า เรามีกายที่ประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ นี้ เข้าถึงพรหมโลกด้วยฤทธิ์” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏที่พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า พระองค์มีพระวรกายเป็นมโนมัย ทรงเข้าถึงพรหมโลกด้วยฤทธิ์ และทรง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๔๑๓}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๗. อิทธิปาทสังยุต] ๓. อโยคุฬวรรค ๒. อโยคุฬสูตร ทราบว่า มีพระวรกายที่ประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ นี้ ทรงเข้าถึงพรหมโลกด้วยฤทธิ์” “อานนท์ พระตถาคตทั้งหลายเป็นผู้อัศจรรย์และประกอบด้วยธรรมที่น่าอัศจรรย์เป็นผู้ไม่เคยมีและประกอบด้วยธรรมที่ไม่เคยมี สมัยใด ตถาคตตั้งกายไว้ในจิตหรือตั้งจิตไว้ในกาย ก้าวลงสู่สุขสัญญา (ความหมายรู้ว่าสบาย) และลหุสัญญา (ความหมายรู้ว่าเบา) ในกายอยู่ สมัยนั้น กายของตถาคตย่อมเบากว่า อ่อนกว่า ควรแก่การงานกว่า และผุดผ่องกว่า ก้อนเหล็กที่ไฟเผาตลอดทั้งวันย่อมเบากว่า อ่อนกว่า ควรแก่การงานกว่าและผุดผ่องกว่า แม้ฉันใด สมัยใด ตถาคตตั้งกายไว้ในจิตหรือตั้งจิตไว้ในกาย ก้าวลงสู่สุขสัญญาและลหุสัญญาในกายอยู่ สมัยนั้น กายของตถาคตย่อมเบากว่า อ่อนกว่า ควรแก่การงานกว่า และผุดผ่องกว่า ก็ฉันนั้นเหมือนกัน สมัยใด ตถาคตตั้งกายไว้ในจิตหรือตั้งจิตไว้ในกาย ก้าวลงสู่สุขสัญญาและลหุสัญญาในกายอยู่ สมัยนั้น กายของตถาคตย่อมลอยจากพื้นดินขึ้นสู่อากาศได้โดยไม่ยากเลย ตถาคตย่อมแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ฯลฯ ใช้อำนาจทางกายไปจนถึงพรหมโลกก็ได้ปุยนุ่นหรือปุยฝ้ายซึ่งเบาถูกลมพัดก็ลอยจากพื้นดินขึ้นสู่อากาศโดยไม่ยากเลยแม้ฉันใด สมัยใด ตถาคตตั้งกายไว้ในจิตหรือตั้งจิตไว้ในกาย ก้าวลงสู่สุขสัญญาและลหุสัญญาในกายอยู่ สมัยนั้น กายของตถาคตย่อมลอยจากพื้นดินขึ้นสู่อากาศได้โดยไม่ยากเลย ตถาคตย่อมแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือ คนเดียวแสดงเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนแสดงเป็นคนเดียวก็ได้ ฯลฯ ใช้อำนาจทางกายไปจนถึงพรหมโลกก็ได้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน” อโยคุฬสูตรที่ ๒ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๔๑๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อโยคุฬวรรคที่ ๓ อรรถกถาอโยคุฬสูตรที่ ๒
อโยคุฬวรรคที่ ๓ สูตรที่ ๒. คำว่า อันประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ นี้ คือ สำเร็จมาจากมหาภูตทั้ง ๔ นี้ แม้เป็นภาระ เป็นของหนักอย่างนี้.
คำว่า โอมาติ ได้แก่ ย่อมเพียงพอ คือ ย่อมสามารถ.
บทนี้เป็นบทที่ไม่แตกต่างในพระพุทธพจน์ คือพระไตรปิฎก.
คำว่า ย่อมตั้งแม้กายไว้ในจิต ได้แก่ ถือเอากายมาไว้ในจิต คือทำให้อาศัยจิต ส่งไปในคติของจิต. ที่ชื่อว่าจิต หมายเอามหัคคตจิต. การไปของคติแห่งจิต ย่อมเป็นของเบาเร็ว.
คำว่า ย่อมตั้งแม้จิตไว้ในกาย ได้แก่ ยกเอาจิตมาไว้ในกาย คือทำให้อาศัยกาย ส่งไปในคติของกาย กรัชกายชื่อว่ากาย. การไปของคติแห่งกายเป็นของช้า.
คำว่า สุขสัญญา และลหุสัญญา หมายถึงสัญญาที่เกิดพร้อมกับอภิญญาจิต.
จริงอยู่ สัญญานั้น เพราะประกอบด้วยสุขสงบ จึงชื่อว่าสุขสัญญา และเพราะไม่มีความประพฤติชักช้าเพราะกิเลส จึงชื่อว่าลหุสัญญา.
คำว่า ก้อนเหล็กที่เผาไฟ อยู่วันยังค่ำย่อมเบากว่าปกติ ความว่า ก็แล ก้อนเหล็กนั้นถูกคนสองสามคนช่วยกันยกใส่ในเตาช่างเหล็ก ถูกเผาอยู่ตลอดวัน เป็นสิ่งที่ไปด้วยกันกับลม เพราะไฟที่ใส่เข้าไปตามช่อง และเพราะลมเป็นของที่ไปด้วยกันกับไอ และเป็นของที่ไปด้วยกันกับไฟอย่างนี้จึงกลายเป็นของเบา.
ช่างเหล็กเอาคีมใหญ่มาคีบจับมันด้านหนึ่งพลิกไปมา ยกขึ้นเอาออกมาข้างนอกฉันใด กายของพระตถาคตก็ฉันนั้น ย่อมอ่อนและเหมาะแก่การงาน. ช่างเหล็กจะตัดมันเป็นท่อนเล็กท่อนใหญ่ จะเอาค้อนมาทุบทำต่างด้วยรูปสี่เหลี่ยมยาวเป็นต้นได้ฉันใด ในพระสูตรนี้ทรงแสดงการแผลงฤทธิ์ฉันนั้น.
จบอรรถกถาอโยคุฬสูตรที่ ๒ -----------------------------------------------------