กิมิลสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๑๓๕๕เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา กิมิลายํ วิหรติ เวฬุวเน ฯ ตตฺร โข ภควา อายสฺมนฺตํ กิมิลํ อามนฺเตสิ กถํ ภาวิโต นุ โข กิมิล อานาปานสฺสติสมาธิ กถํ พหุลีกโต มหปฺผโล โหติ มหานิสํโสติ ฯ เอวํ วุตฺเต อายสฺมา กิมิโล ตุณฺหี อโหสิ ฯ
๑๓๕๖ทุติยมฺปิ โข ภควา ฯ ตติยมฺปิ โข ภควา อายสฺมนฺตํ กิมิลํ อามนฺเตสิ กถํ ภาวิโต นุ โข กิมิล อานาปานสฺสติสมาธิ กถํ พหุลีกโต มหปฺผโล โหติ มหานิสํโสติ ฯ ตติยมฺปิ โข อายสฺมา กิมิโล ตุณฺหี อโหสิ ฯ
๑๓๕๗เอวํ วุตฺเต อายสฺมา อานนฺโท ภควนฺตํ เอตทโวจ เอตสฺส ภควา กาโล เอตสฺส สุคต กาโล ยํ ภควา อานาปานสฺสติสมาธึ ภาเสยฺย ภควโต สุตฺวา ภิกฺขู ธาเรสฺสนฺตีติ ฯ เตนหานนฺท สุณาหิ สาธุกํ มนสิกโรหิ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข อายสฺมา อานนฺโท ภควโต ปจฺจสฺโสสิ ฯ ภควา เอตทโวจ กถํ ภาวิโต จ อานนฺท อานาปานสฺสติสมาธิ กถํ พหุลีกโต มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส ฯ อิธานนฺท ภิกฺขุ อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา นิสีทติ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชุํ กายํ ปณิธาย ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา ฯ โส สโตว อสฺสสติ ฯเปฯ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ เอวํ ภาวิโต โข อานนฺท อานาปานสฺสติสมาธิ เอวํ พหุลีกโต มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส ฯ
๑๓๕๘ยสฺมึ สมเย อานนฺท ภิกฺขุ ทีฆํ วา อสฺสสนฺโต ทีฆํ อสฺสสามีติ ปชานาติ ทีฆํ วา ปสฺสสนฺโต ทีฆํ ปสฺสสามีติ ปชานาติ ฯ รสฺสํ วา อสฺสสนฺโต รสฺสํ อสฺสสามีติ ปชานาติ รสฺสํ วา ปสฺสสนฺโต รสฺสํ ปสฺสสามีติ ปชานาติ ฯ สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ สพฺพกายปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ กาเย กายานุปสฺสี อานนฺท ภิกฺขุ ตสฺมึ สมเย วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมสฺสํ ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ กายญฺญตราหํ อานนฺท เอตํ วทามิ ยทิทํ อสฺสาสปฺปสฺสาสํ ฯ ตสฺมา ติหานนฺท กาเย กายานุปสฺสี ภิกฺขุ ตสฺมึ สมเย วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ
๑๓๕๙ยสฺมึ สมเย อานนฺท ภิกฺขุ ปีติปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปีติปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ สุขปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ สุขปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี อานนฺท ภิกฺขุ ตสฺมึ สมเย วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ เวทนาญฺญตราหํ อานนฺท เอตํ วทามิ ยทิทํ อสฺสาสปฺปสฺสาสานํ สาธุกํ มนสิการํ ฯ ตสฺมา ติหานนฺท เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี ภิกฺขุ ตสฺมึ สมเย วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ
๑๓๖๐ยสฺมึ สมเย อานนฺท ภิกฺขุ จิตฺตปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ จิตฺตปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ ฯเปฯ สมาทหํ จิตฺตํ ฯ วิโมจยํ จิตฺตํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ วิโมจยํ จิตฺตํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี อานนฺท ภิกฺขุ ตสฺมึ สมเย วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ นาหํ อานนฺท มุฏฺฐสฺสติสฺส อสมฺปชานสฺส อานาปานสฺสติสมาธิภาวนํ วทามิ ฯ ตสฺมา ติหานนฺท จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี ภิกฺขุ ตสฺมึ สมเย วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทสนสฺสํ ฯ
๑๓๖๑ยสฺมึ สมเย อานนฺท ภิกฺขุ อนิจฺจานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯเปฯ วิราคานุปสฺสี นิโรธานุปสฺสี ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี อานนฺท ภิกฺขุ ตสฺมึ สมเย วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ โส ยนฺตํ โหติ อภิชฺฌาโทมนสฺสานํ ปหานํ ตมฺปญฺญาย ทิสฺวา สาธุกํ อชฺฌุเปกฺขิตา โหติ ฯ ตสฺมา ติหานนฺท ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี ภิกฺขุ ตสฺมึ สมเย วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ
๑๓๖๒เสยฺยถาปิ อานนฺท จาตุมฺมหาปเถ มหา ปํสุปุญฺโช ปุรตฺถิมาย เจปิ ทิสาย อาคจฺเฉยฺย สกฏํ วา รโถ วา อุปหนเตว ตํ ปํสุปุญฺชํ ฯ ปจฺฉิมาย เจปิ ทิสาย อาคจฺเฉยฺย ฯ อุตฺตราย เจปิ ทิสาย อาคจฺเฉยฺย ฯ ทกฺขิณาย เจปิ ทิสาย อาคจฺเฉยฺย สกฏํ วา รโถ วา อุปหนเตว ตํ ปํสุปุญฺชํ ฯ เอวเมว โข อานนฺท ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรนฺโตปิ อุปหนเตว ปาปเก อกุสเล ธมฺเม ฯ เวทนาสุ จิตฺเต ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรนฺโตปิ อุปหนเตว ปาปเก อกุสเล ธมฺเมติ ฯ เอกธมฺมวคฺโค ปฐโม ฯ ตสฺสุทฺทานํ เอกธมฺโม จ โพชฺฌงฺโค สุทฺธิกํ จ เทฺว ผลา อริฏฺโฐ กปฺปิโน ทีโป เวสาลี กิมิเลน จาติ ฯ -----------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. กิมิลสูตร ว่าด้วยพระกิมิละ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่าไผ่ เขตเมืองกิมิลา ณ ที่นั้นแลพระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกท่านพระกิมิละมาตรัสถามว่า “กิมิละ อานาปานสติสมาธิที่ภิกษุเจริญอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก”@เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ วิ.มหา. (แปล) ๑/๑๖๒-๑๖๕/๑๓๔-๑๓๗
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๔๖๕}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑๐. อานาปานสังยุต] ๑. เอกธัมมวรรค ๑๐. กิมิลสูตร เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสถามอย่างนี้ ท่านพระกิมิละได้นิ่งเฉย แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓ พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกท่านพระกิมิละมาตรัสถามว่า “กิมิละอานาปานสติสมาธิที่ภิกษุเจริญอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลมากมีอานิสงส์มาก” แม้ครั้งที่ ๓ ท่านพระกิมิละก็ได้นิ่งเฉย เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสถามอย่างนี้ ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มี พระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ถึงเวลาที่พระองค์จะพึงตรัสอานาปานสติ-สมาธิ ข้าแต่พระสุคต ถึงเวลาที่พระองค์จะพึงตรัสอานาปานสติสมาธิ ภิกษุทั้งหลายได้สดับจากพระองค์แล้วจักทรงจำไว้” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อานนท์ ถ้าเช่นนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว” ท่านพระอานนท์ทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า “อานนท์ อานาปานสติสมาธิที่ภิกษุเจริญอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก ฯลฯ สำเหนียกว่า จะพิจารณาเห็นความสละคืน หายใจเข้า สำเหนียกว่า จะพิจารณาเห็นความสละคืน หายใจออก อานาปานสติสมาธิที่ภิกษุเจริญอย่างนี้แล ทำให้มากแล้วอย่างนี้ จึงมีผลมากมีอานิสงส์มาก ๑. สมัยใด ภิกษุเมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว หรือเมื่อ หายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัด ว่าหายใจเข้าสั้น หรือเมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าหายใจออกสั้น สำเหนียกว่า จะรู้แจ้งกองลมทั้งปวง หายใจเข้า สำเหนียกว่า จะรู้ แจ้งกองลมทั้งปวง หายใจออก สำเหนียกว่า จะระงับกายสังขาร หายใจเข้า สำเหนียกว่า จะระงับกายสังขาร หายใจออก สมัยนั้น ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๔๖๖}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑๐. อานาปานสังยุต] ๑. เอกธัมมวรรค ๑๐. กิมิลสูตร เพราะเรากล่าวกายอย่างหนึ่ง คือ ลมหายใจเข้าและลมหายใจ ออก เพราะเหตุนั้น สมัยนั้น ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสใน โลกได้ ๒. สมัยใด ภิกษุสำเหนียกว่า จะรู้แจ้งปีติ หายใจเข้า สำเหนียกว่า จะรู้แจ้งปีติ หายใจออก สำเหนียกว่า จะรู้แจ้งสุข หายใจเข้า สำเหนียกว่า จะรู้แจ้งสุข หายใจออก สำเหนียกว่า จะรู้แจ้ง จิตตสังขาร หายใจเข้า สำเหนียกว่า จะรู้แจ้งจิตตสังขาร หายใจ ออก สำเนียกว่า จะระงับจิตตสังขาร หายใจเข้า สำเหนียกว่า จะระงับจิตตสังขาร หายใจออก สมัยนั้น ภิกษุพิจารณาเห็น เวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะ เรากล่าวเวทนาอย่างหนึ่ง คือ การมนสิการให้ดีถึงลมหายใจเข้า และลมหายใจออก เพราะเหตุนั้น สมัยนั้น ภิกษุพิจารณาเห็น เวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ ๓. สมัยใด ภิกษุสำเหนียกว่า จะรู้แจ้งจิต หายใจเข้า สำเหนียกว่า จะรู้แจ้งจิต หายใจออก สำเหนียกว่า จะยังจิตให้บันเทิง หายใจ เข้า ฯลฯ สำเหนียกว่า จะตั้งจิตมั่น หายใจออก สำเหนียกว่า จะเปลื้องจิต หายใจเข้า สำเหนียกว่า จะเปลื้องจิต หายใจออก สมัยนั้น ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเราไม่กล่าวการเจริญอานาปานสติสมาธิไว้ สำหรับผู้หลง ลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะ เพราะเหตุนั้น สมัยนั้น ภิกษุ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๔๖๗}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑๐. อานาปานสังยุต] ๑. เอกธัมมวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค ๔. สมัยใด ภิกษุสำเหนียกว่า จะพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยง หายใจ เข้า ฯลฯ สำเหนียกว่า จะพิจารณาเห็นความคลายออกได้ หายใจเข้า ... สำเหนียกว่า จะพิจารณาเห็นความดับไป หายใจ เข้า ... สำเหนียกว่า จะพิจารณาเห็นความสละคืน หายใจเข้า สำเหนียกว่า จะพิจารณาเห็นความสละคืน หายใจออก สมัยนั้น ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มี สัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ เธอเห็น การละอภิชฌาและโทมนัสนั้นด้วยปัญญาแล้ววางเฉยอย่างดี เพราะเหตุนั้น สมัยนั้น ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและ โทมนัสในโลกได้ อานนท์ ดินกองใหญ่ที่ถนนใหญ่ ๔ แยก ถ้าเกวียนหรือรถผ่านมาทางทิศ ตะวันออก ก็จะกระทบดินกองนั้น ถ้าผ่านมาทางทิศตะวันตก ... ถ้าผ่านมาทางทิศเหนือ ... ถ้าเกวียนหรือรถผ่านมาทางทิศใต้ ก็จะกระทบดินกองนั้น แม้ฉันใดภิกษุเมื่อพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ก็ดี ชื่อว่าย่อมกำจัดบาปอกุศลธรรมได้ เมื่อพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ฯลฯ เมื่อพิจารณาเห็นจิตในจิต ฯลฯ เมื่อพิจาณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายก็ดี ชื่อว่าย่อมกำจัดบาปอกุศลธรรมได้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน” กิมิลสูตรที่ ๑๐ จบ เอกธัมมวรรคที่ ๑ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. เอกธัมมสูตร ๒. โพชฌังคสูตร ๓. สุทธิกสูตร ๔. ปฐมผลสูตร ๕. ทุติยผลสูตร ๖. อริฏฐสูตร ๗. มหากัปปินสูตร ๘. ปทีโปปมสูตร ๙. เวสาลีสูตร ๑๐. กิมิลสูตร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๔๖๘}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถากิมิลสูตรที่ ๑๐
กิมิลสูตรที่ ๑๐.
คำว่า ใกล้เมืองกิมิลา คือ ในนครมีชื่ออย่างนั้น.
____________________________
สี. ในเมืองกิมพิลา
คำว่า เอตทโวจ ความว่า ได้ยินว่า พระเถระคิดว่า เทศนานี้มิได้ทำอย่างมีอนุสนธิ เราจะให้ถึงอย่างมีอนุสนธิ (ยถานุสนธิ) เมื่อจะสืบต่ออนุสนธิแห่งเทศนา จึงได้กล่าวคำนี้.
คำว่า กายอันหนึ่งในบรรดากายทั้งหลาย คือ เรากล่าวกายอย่างใดอย่างหนึ่งในกายทั้งหลายมีกายคือดินเป็นต้น หมายความว่า เรากล่าวถึงกายคือลม.
อีกอย่างหนึ่ง ส่วนแห่งรูป ๒๕ ชนิด คือ อายตนะคือ ตา ฯลฯ อาหารที่ทำเป็นคำๆ ชื่อว่ารูปกาย. ในส่วนแห่งรูปเหล่านั้น ลมหายใจออกและหายใจเข้าย่อมเป็นกายอย่างหนึ่ง เพราะรวมเข้าในอายตนะ คือสิ่งที่จะพึงถูกต้อง. แม้เพราะเหตุนั้น พระเถระจึงได้กล่าวอย่างนั้น.
คำว่า ตสฺมา ติห ความว่า เพราะย่อมพิจารณาเห็นกายคือลม ซึ่งเป็นกายอย่างหนึ่งในกายทั้ง ๔ หรือย่อมพิจารณาเห็นลมหายใจออกและหายใจเข้าซึ่งเป็นกายอย่างหนึ่งในรูปกาย ในส่วนแห่งรูป ๒๕ ฉะนั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกาย. พึงทราบใจความในทุกบทอย่างนี้.
คำว่า เวทนาอันหนึ่งในบรรดาเวทนาทั้งหลาย คือ เวทนาอย่างหนึ่งในเวทนาทั้ง ๓ อย่าง คำนี้ท่านกล่าวหมายเอาสุขเวทนา.
คำว่า การทำไว้ในใจให้ดี คือ ความเอาใจใส่อย่างดีที่เกิดขึ้นแล้วด้วยอำนาจการเสวยปีติเป็นต้น.
ถามว่า ก็ความเอาใจใส่เป็นเวทนา หรือ.
ตอบว่า ไม่เป็น นี้เป็นหัวข้อเทศนา เหมือนอย่างว่า สัญญาท่านเรียกโดยชื่อว่าสัญญา ในคำนี้ว่า เป็นผู้ประกอบตามการอบรมอนิจจสัญญา (ความสำคัญว่าไม่เที่ยง) ฉันใด แม้ในที่นั้นก็ฉันนั้น พึงทราบว่า ท่านเรียกเวทนาในฌาน โดยชื่อว่าความเอาใจใส่ (มนสิการ).
____________________________
ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๒๘๖
จริงอยู่ ในหมวด ๔ นี้ ท่านเรียกเวทนาโดยหัวข้อแห่งปีติในบทแรก. ในบทที่ ๒ เรียกโดยสรุปว่าสุขเท่านั้น ในจิตตสังขาร ๒ บท เพราะพระบาลีว่า ธรรมเหล่านี้คือสัญญาและเวทนานี้เป็นเจตสิก เกี่ยวกับจิต เป็นเครื่องปรุงจิต ท่านจึงกล่าวเวทนาโดยชื่อว่าจิตตสังขาร (เครื่องปรุงจิต)เพราะพระบาลีว่า ยกเว้นความตรึกและความตรองแล้ว ธรรมที่ประกอบกับจิตแม้ทั้งหมด รวมลงในจิตตสังขาร. พระเถระรวมธรรมทั้งหมดนั้น โดยชื่อว่ามนสิการ (คือความเอาใจใส่) แล้วกล่าวว่า การกระทำไว้ในใจให้ดี ในที่นี้.
____________________________
ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๔๑๑
ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็เลยมีผู้ค้านว่า เพราะเหตุที่เวทนานี้เป็นอารมณ์ไม่ได้ ฉะนั้น การพิจารณาเห็นเวทนาก็ไม่ถูกนะซิ เพราะแม้ในมหาสติปัฏฐานสูตรเป็นต้น บุคคลทำวัตถุมีสุขเป็นต้นนั้นๆ ให้เป็นอารมณ์แล้วย่อมเสวยเวทนาแต่วัตถุมีสุขเป็นต้นนั้น เพราะอาศัยความเป็นไปแห่งเวทนาจึงเป็นเพียงโวหารว่า เราเสวยอยู่ ท่านหมายเอาวัตถุมีสุขเป็นต้นนั้น จึงกล่าวว่าเมื่อเสวยสุขเวทนา (ก็รู้ชัดว่า) เราเสวยสุขเวทนาอยู่ ดังนี้เป็นต้น.
อีกอย่างหนึ่ง ท่านยังได้กล่าวคำตอบของปัญหานี้ไว้ในการพรรณนาเนื้อความของคำว่า ปีติปฏิสํเวที เป็นต้นไว้เหมือนกัน.
สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ในวิสุทธิมรรคว่า
ปีติย่อมเป็นอันรู้แจ้งแล้วโดยอาการ ๒ อย่าง คือโดยอารมณ์ ๑ โดยความไม่หลงใหล ๑.
ปีติย่อมเป็นอันรู้แจ้งแล้ว โดยอารมณ์เป็นอย่างไร
ภิกษุย่อมเข้าฌานที่มีปีติ ๒ ฌาน ในขณะเข้าฌานนั้น ปีติย่อมเป็นอันผู้ได้ฌานรู้แจ้งแล้วโดยอารมณ์ เพราะความที่อารมณ์อันตนรู้แจ้งแล้ว.
ปีติย่อมเป็นอันรู้แจ้งแล้ว โดยความไม่หลงใหลอย่างไร
ภิกษุเข้าฌานที่มีปีติ ๒ ฌานออกแล้ว ย่อมพิจารณาปีติที่ประกอบกับฌานโดยความเป็นของสิ้นไป โดยความเป็นของเสื่อมไป ในขณะการเห็นแจ่มแจ้งของภิกษุนั้น ปีติย่อมเป็นอันรู้แจ้งแล้ว เพราะความไม่หลงใหลด้วยการแทงตลอดลักษณะ.
ดังที่พระสารีบุตรได้กล่าวไว้ในปฏิสัมภิทามรรคว่า
เมื่อภิกษุรู้ชัดความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง คือ ความไม่ซัดส่ายของจิตด้วยอำนาจการหายใจออกยาว สติย่อมเป็นอันเข้าไปตั้งไว้แล้ว ปีตินั้นย่อมเป็นอันรู้แจ้งแล้ว ด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น.
____________________________
ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๔๐๘
บัณฑิตพึงทราบใจความ แม้บทที่เหลือโดยทำนองนี้แหละ.
เครื่องปรุงจิตคือปีติและสุข โดยอาวรณ์ ย่อมเป็นอันผู้ได้บรรลุฌาน ได้รู้แจ้งแล้ว ดังที่ว่ามานี้ ฉันใดนั่นแหละ เวทนาโดยอารมณ์ก็ย่อมเป็นอันได้รู้แจ้งแล้ว ด้วยการได้เฉพาะซึ่งมนสิการกล่าวคือเวทนาที่ประกอบด้วยฌานแม้นี้ ฉันนั้น. เพราะเหตุนั้น คำว่า ภิกษุ เป็นผู้ตามพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย อยู่ในสมัยนั้น จึงเป็นคำที่กล่าวไว้ดีแล้วทีเดียว.
ในคำว่า นาหํ อานนฺท มุฏฺฐสฺสติสฺส อสมฺปชานสฺส นี้มีอธิบายดังต่อไปนี้
เพราะเหตุที่ภิกษุผู้เป็นไปแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า เราจักกำหนดรู้จิต หายใจออก ย่อมเอาลมหายใจออกและหายใจเข้ามาเป็นอารมณ์ แม้โดยแท้ถึงอย่างนั้น เมื่อเข้าไปตั้งสติและสัมปชัญญะในอารมณ์ของจิตนั้นแล้ว ย่อมชื่อว่าภิกษุนี้เป็นผู้พิจารณาเห็นจิตในจิต เพราะความเป็นไปโดยแท้. อานาปานสติภาวนา (การเจริญสติในการหายใจออกและหายใจเข้า) ของผู้ลืมสติ ผู้ไม่มีความรู้สึกตัว ย่อมมีไม่ได้เลย ฉะนั้นโดยอารมณ์แล้ว ในสมัยนั้น ภิกษุเป็นผู้พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ด้วยสามารถรู้แจ้งจิต ดังนี้.
อภิชฌา ทรงแสดงไว้ในคำว่า เธอเห็นการละอภิชฌาและโทมนัสด้วยปัญญา จึงวางเฉยเสียได้ด้วยปัญญาเป็นอย่างดี นี้ ได้แก่ กามฉันทนีวรณ์นั่นเอง. ทรงแสดงพยาบาทนีวรณ์ด้วยอำนาจแห่งโทมนัสก็แลหมวดสี่นี้ ตรัสด้วยอำนาจวิปัสสนาเท่านั้น ส่วนธัมมานุปัสสนามี ๖ อย่าง ด้วยอำนาจนีวรณบรรพเป็นต้น นีวรณบรรพเป็นข้อต้นของธัมมานุปัสสนานั้น แม้ของนีวรณบรรพนั้นมีหมวดสองแห่งนีวรณ์นี้ขึ้นต้น. เพื่อจะทรงชี้ถึงคำขึ้นต้นแห่งธัมมานุปัสสนาดังที่ว่ามานี้ จึงตรัสว่า อภิชฌาและโทมนัสดังนี้.
____________________________
พม่า - ๕ อย่าง
คำว่า การละ หมายเอาความรู้สำหรับละอย่างนี้ว่า ภิกษุย่อมละความสำคัญว่าเที่ยง ด้วยการตามพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง.
คำว่า ตํ ปญฺญาย ทิสฺวา คือ ญาณเครื่องละอันได้แก่อนิจจญาณ วิราคญาณ นิโรธญาณและปฏินิสสัคคญาณนั้น ย่อมมีด้วยวิปัสสนาปัญญา.
อีกอย่างหนึ่ง ทรงแสดงถึงความสืบต่อถัดๆ กันแห่งวิปัสสนา แม้นั้นอย่างนี้ว่า อย่างอื่นอีก.
คำว่า จึงวางเฉยเสียได้ คือ ชื่อว่าย่อมวางเฉยอย่างยิ่งโดยสองทางคือ ย่อมวางเฉยอย่างยิ่งกะผู้ดำเนินไปในความสงบ ๑ย่อมวางเฉยอย่างยิ่งกะการบำรุงพร้อมกัน ๑. ในกรณีนั้น ความวางเฉยอย่างยิ่งย่อมมีแม้ต่อธรรมที่เกิดร่วมกันบ้าง ความวางเฉยอย่างยิ่งย่อมมีต่ออารมณ์บ้างในที่นี้ประสงค์เอาความวางเฉยอย่างยิ่งต่ออารมณ์.
คำว่า เพราะฉะนั้นแหละ อานนท์ คือ เพราะเหตุที่อานาปานสติสมาธิเป็นไปแล้วโดยทำนองเป็นต้นว่าเราจักตามพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจออก ไม่ใช่เป็นไปแต่ในธรรมมีนิวรณ์เป็นต้นเท่านั้นแต่ภิกษุได้เห็นญาณเครื่องละธรรมที่กล่าวไว้แล้วในหัวข้อคืออภิชฌาและโทมนัส ด้วยปัญญาแล้ว ย่อมเป็นผู้วางเฉยอย่างยิ่ง ฉะนั้นพึงทราบว่า ภิกษุเป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย ในสมัยนั้นอยู่.
ในคำว่า ฉันนั้นเหมือนกัน นี้ พึงเห็นอายตนะทั้ง ๖ อย่างเหมือนทางใหญ่ ๔ แพร่ง กิเลสในอายตนะทั้ง ๖ อย่างเหมือนกองฝุ่น (ขยะ) สติปัฏฐาน ๔ ที่เป็นไปในอารมณ์ทั้ง ๔ เหมือนเกวียนและรถที่กำลังมาจากทิศทั้ง ๔. พึงทราบการเข้าไปฆ่าธรรมที่เป็นบาปอกุศลด้วยกายานุปัสสนาเป็นต้นเหมือนการกำจัดกองฝุ่นด้วยเกวียนหรือรถนั้น ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถากิมิลสูตรที่ ๑๐ จบอรรถกถาเอกธรรมวรรควรรณนาที่ ๑ -----------------------------------------------------
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. เอกธรรมสูตร
๒. โพชฌงคสูตร
๓. สุทธิกสูตร
๔. ผลสูตรที่ ๑
๕. ผลสูตรที่ ๒
๖. อริฏฐสูตร
๗. กัปปินสูตร
๘. ทีปสูตร
๙. เวสาลีสูตร
๑๐. กิมิลสูตร. -----------------------------------------------------