ถปติสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๑๔๓๔สาวตฺถีนิทานํ ฯ เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุลา ภิกฺขู ภควโต จีวรกมฺมํ กโรนฺติ นิฏฺฐิตจีวโร ภควา เตมาสจฺจเยน จาริกํ ปกฺกมิสฺสตีติ ฯ
๑๔๓๕เตน โข ปน สมเยน อิสิทตฺตปุราณา ถปตโย สาธุเก ปฏิวสนฺติ เกนจิเทว กรณีเยน ฯ อสฺโสสุํ โข อิสิทตฺตปุราณา ถปตโย สมฺพหุลา กิร ภิกฺขู ภควโต จีวรกมฺมํ กโรนฺติ นิฏฺฐิตจีวโร ภควา เตมาสจฺจเยน จาริกํ ปกฺกมิสฺสตีติ ฯ อถ โข อิสิทตฺตปุราณา ถปตโย มคฺเค ปุริสํ ฐเปสุํ ยทา ตฺวํ อมฺโภ ปุริส ปสฺเสยฺยาสิ ภควนฺตํ อาคจฺฉนฺตํ อรหนฺตํ สมฺมาสมฺพุทฺธํ อถ อมฺหากํ อาโรเจยฺยาสีติ ฯ ทฺวีหํ ตีหํ ฐิโต โข โส ปุริโส อทฺทส ภควนฺตํ ทูรโตว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน เยน อิสิทตฺตปุราณา ถปตโย เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อิสิทตฺตปุราเณ ถปตโย เอตทโวจ อยํ โส ภนฺเต ภควา อาคจฺฉติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ยสฺสทานิ กาลํ มญฺญถาติ ฯ
๑๔๓๖อถ โข อิสิทตฺตปุราณา ถปตโย เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ภควนฺตํ ปิฏฺฐิโต ปฏฺฐิโต อนุพนฺธึสุ ฯ อถ โข ภควา มคฺคา โอกฺกมฺม เยน อญฺญตรํ รุกฺขมูลํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ ฯ อิสิทตฺตปุราณา ถปตโย ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข เต อิสิทตฺตปุราณา ถปตโย ภควนฺตํ เอตทโวจุํ
๑๔๓๗ยทา มยํ ภนฺเต ภควนฺตํ สุณาม สาวตฺถิยา โกสเลสุ จาริกํ ปกฺกมิสฺสตีติ โหติ โน ตสฺมึ สมเย อนตฺตมนตา โหติ โทมนสฺสํ ทูเร โน ภควา ภวิสฺสตีติ ฯ ยทา ปน มยํ ภนฺเต ภควนฺตํ สุณาม สาวตฺถิยา โกสเลสุ จาริกํ ปกฺกนฺโตติ โหติ โน ตสฺมึ สมเย อนตฺตมนตา โหติ โทมนสฺสํ ทูเร โน ภควาติ ฯ
๑๔๓๘ยทา ปน มยํ ภนฺเต ภควนฺตํ สุณาม โกสเลหิ มลฺลึ จาริกํ ปกฺกมิสฺสตีติ โหติ โน ตสฺมึ สมเย อนตฺตมนตา โหติ โทมนสฺสํ ทูเร โน ภควา ภวิสฺสตีติ ฯ ยทา ปน มยํ ภนฺเต ภควนฺตํ สุณาม โกสเลหิ มลฺลึ จาริกํ ปกฺกนฺโตติ โหติ โน ตสฺมึ สมเย อนตฺตมนตา โหติ โทมนสฺสํ ทูเร โน ภควาติ ฯ
๑๔๓๙ยทา ปน มยํ ภนฺเต ภควนฺตํ สุณาม มลฺเลหิ วชฺชึ จาริกํ ปกฺกมิสฺสตีติ โหติ โน ตสฺมึ สมเย อนตฺตมนตา โหติ โทมนสฺสํ ทูเร โน ภควา ภวิสฺสตีติ ฯ ยทา ปน มยํ ภนฺเต ภควนฺตํ สุณาม มลฺเลหิ วชฺชึ จาริกํ ปกฺกนฺโตติ โหติ โน ตสฺมึ สมเย อนตฺตมนตา โหติ โทมนสฺสํ ทูเร โน ภควาติ ฯ
๑๔๔๐ยทา ปน มยํ ภนฺเต ภควนฺตํ สุณาม วชฺชีหิ กาสึ จาริกํ ปกฺกมิสฺสตีติ โหติ โน ตสฺมึ สมเย อนตฺตมนตา โหติ โทมนสฺสํ ทูเร โน ภควา ภวิสฺสตีติ ฯ ยทา ปน มยํ ภนฺเต ภควนฺตํ สุณาม วชฺชีหิ กาสึ จาริกํ ปกฺกนฺโตติ โหติ โน ตสฺมึ สมเย อนตฺตมนตา โหติ โทมนสฺสํ ทูเร โน ภควาติ ฯ
๑๔๔๑ยทา ปน มยํ ภนฺเต ภควนฺตํ สุณาม กาสีหิ มคเธ จาริกํ ปกฺกมิสฺสตีติ โหติ โน ตสฺมึ สมเย อนตฺตมนตา โหติ โทมนสฺสํ ทูเร โน ภควา ภวิสฺสตีติ ฯ ยทา ปน มยํ ภนฺเต ภควนฺตํ สุณาม กาสีหิ มคเธ จาริกํ ปกฺกนฺโตติ โหติ อนปฺปกา โน ตสฺมึ สมเย อนตฺตมนตา โหติ อนปฺปกํ โทมสฺสํ ทูเร โน ภควาติ ฯ
๑๔๔๒ยทา ปน มยํ ภนฺเต ภควนฺตํ สุณาม มคเธหิ กาสึ จาริกํ ปกฺกมิสฺสตีติ โหติ โน ตสฺมึ สมเย อตฺตมนตา โหติ โสมนสฺสํ อาสนฺเน โน ภควา ภวิสฺสตีติ ฯ ยทา ปน มยํ ภนฺเต ภควนฺตํ สุณาม มคเธหิ กาสึ จาริกํ ปกฺกนฺโตติ โหติ โน ตสฺมึ สมเย อตฺตมนตา โหติ โสมนสฺสํ อาสนฺเน โน ภควาติ ฯ
๑๔๔๓ยทา ปน มยํ ภนฺเต ภควนฺตํ สุณาม กาสีหิ วชฺชึ จาริกํ ปกฺกมิสฺสตีติ โหติ โน ตสฺมึ สมเย อตฺตมนตา โหติ โสมนสฺสํ อาสนฺเน โน ภควา ภวิสฺสตีติ ฯ ยทา ปน มยํ ภนฺเต ภควนฺตํ สุณาม กาสีหิ วชฺชึ จาริกํ ปกฺกนฺโตติ โหติ โน ตสฺมึ สมเย อตฺตมนตา โหติ โสมนสฺสํ อาสนฺเน โน ภควาติ ฯ
๑๔๔๔ยทา ปน มยํ ภนฺเต ภควนฺตํ สุณาม วชฺชีหิ มลฺลึ จาริกํ ปกฺกมิสฺสตีติ โหติ โน ตสฺมึ สมเย อตฺตมนตา โหติ โสมนสฺสํ อาสนฺเน โน ภควา ภวิสฺสตีติ ฯ ยทา ปน มยํ ภนฺเต ภควนฺตํ สุณาม วชฺชีหิ มลฺลึ จาริกํ ปกฺกนฺโตติ โหติ โน ตสฺมึ สมเย อตฺตมนตา โหติ โสมนสฺสํ อาสนฺเน โน ภควาติ ฯ
๑๔๔๕ยทา ปน มยํ ภนฺเต ภควนฺตํ สุณาม มลฺลีหิ โกสเลสุ จาริกํ ปกฺกมิสฺสตีติ โหติ โน ตสฺมึ สมเย อตฺตมนตา โหติ โสมนสฺสํ อาสนฺเน โน ภควา ภวิสฺสตีติ ฯ ยทา ปน มยํ ภนฺเต ภควนฺตํ สุณาม มลฺลีหิ โกสเลสุ จาริกํ ปกฺกนฺโตติ โหติ โน ตสฺมึ สมเย อตฺตมนตา โหติ โสมนสฺสํ อาสนฺเน โน ภควาติ ฯ
๑๔๔๖ยทา ปน มยํ ภนฺเต ภควนฺตํ สุณาม โกสเลหิ สาวตฺถึ จาริกํ ปกฺกมิสฺสตีติ โหติ โน ตสฺมึ สมเย อตฺตมนตา โหติ โสมนสฺสํ อาสนฺเน โน ภควา ภวิสฺสตีติ ฯ ยทา ปน มยํ ภนฺเต ภควนฺตํ สุณาม สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเมติ โหติ อนปฺปกา โน ตสฺมึ สมเย อตฺตมนตา โหติ อนปฺปกํ โสมนสฺสํ อาสนฺเน โน ภควาติ ฯ
๑๔๔๗ตสฺมา ติห ถปตโย สมฺพาโธ ฆราวาโส รชาปโถ อพฺโภกาโส ปพฺพชฺชา อลํ จ ปน โว ถปตโย อปฺปมาทายาติ ฯ
๑๔๔๘อตฺถิ โข โน ภนฺเต เอตมฺหา สมฺพาธา อญฺโญ สมฺพาโธ สมฺพาธตโร เจว สมฺพาธสงฺขาตตโร จาติ ฯ กตโม ปน โว ถปตโย เอตมฺหา สมฺพาธา อญฺโญ สมฺพาโธ สมฺพาธตโร เจว สมฺพาธสงฺขาตตโร จาติ ฯ
๑๔๔๙อิธ มยํ ภนฺเต ยทา ราชา ปเสนทิ โกสโล อุยฺยานภูมึ นิยฺยาตุกาโม โหติ เย เต รญฺโญ ปเสนทิสฺส โกสลสฺส นาคา โอปรุยฺหา เต กปฺเปตฺวา ยา ตา รญฺโญ ปเสนทิสฺส โกสลสฺส ปชาปติโย ปิยา มนาปา ตา เอกํ ปุรโต เอกํ ปจฺฉโต นิสีทาเปม ฯ ตาสํ โข ปน ภนฺเต ภคินีนํ เอวรูโป คนฺโธ โหติ เสยฺยถาปิ นาม คนฺธกรณฺฑกสฺส ตาวเทว วิวริยมานสฺส ยถา ตํ ราชกญฺญานํ คนฺเธน วิภูสิตานํ ฯ ตาสํ โข ปน ภนฺเต ภคินีนํ เอวรูโป กายสมฺผสฺโส โหติ เสยฺยถาปิ นาม ตูลปิจุโน วา กปฺปาสปิจุโน วา ยถา ตํ ราชกญฺญานํ สุเขฐิตานํ ฯ ตสฺมึ โข ปน ภนฺเต สมเย นาโคปิ รกฺขิตพฺโพ โหติ ตาปิ ภคินิโย รกฺขิตพฺพา โหนฺติ อตฺตาปิ รกฺขิตพฺโพ โหติ ฯ
๑๔๕๐น โข ปน มยํ ภนฺเต อภิชานาม ตาสุ ภคินีสุ ปาปกํ จิตฺตํ อุปฺปาเทตา ฯ อยํ โข โน ภนฺเต เอตมฺหา สมฺพาธา อญฺโญ สมฺพาโธ สมฺพาธตโร เจว สมฺพาธสงฺขาตตโร จาติ ฯ
๑๔๕๑ตสฺมา ติห ถปตโย สมฺพาโธ ฆราวาโส รชาปโถ อพฺโภกาโส ปพฺพชฺชา อลํ จ ปน โว ถปตโย อปฺปมาทาย ฯ
๑๔๕๒จตูหิ โข ถปตโย ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต อริยสาวโก โสตาปนฺโน โหติ อวินิปาตธมฺโม นิยโต สมฺโพธิปรายโน ฯ กตเมหิ จตูหิ ฯ อิธ ถปตโย อริยสาวโก พุทฺเธ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต โหติ อิติปิ โส ภควา ฯเปฯ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควาติ ฯ ธมฺเม สงฺเฆ ฯ วิคตมลมจฺเฉเรน เจตสา อคารํ อชฺฌาวสติ มุตฺตจาโค ปยตปาณี โวสฺสคฺครโต ยาจโยโค ทานสํวิภาครโต ฯ อิเมหิ โข ถปตโย จตูหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต อริยสาวโก โสตาปนฺโน โหติ อวินิปาตธมฺโม นิยโต สมฺโพธิปรายโน ฯ
๑๔๕๓ตุเมฺห โข ถปตโย พุทฺเธ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคตา อิติปิ โส ภควา ฯเปฯ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควาติ ฯ ธมฺเม สงฺเฆ ฯ ยํ โข ปน กิญฺจิ กุเล เทยฺยธมฺมํ สพฺพนฺตํ อปฺปฏิวิภตฺตํ สีลวนฺเตหิ กลฺยาณธมฺเมหิ ฯ ตํ กึ มญฺญถ ถปตโย ฯ กติ วิย เต โกสเลสุ มนุสฺสา เย ตุมฺหากํ สมสมา ยทิทํ ทานทานสํวิภาเคหีติ ฯ ลาภา โน ภนฺเต สุลทฺธํ โน ภนฺเต เยสํ โน ภควา เอวํ ปชานาตีติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑๑. โสตาปัตติสังยุต] ๑. เวฬุทวารวรรค ๖. ถปติสูตร ๖. ถปติสูตร ว่าด้วยช่างไม้
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี สมัยนั้น ภิกษุจำนวนมากทำจีวรกรรมเพื่อถวายพระผู้มีพระภาคด้วยหวังว่า “พระผู้มีพระภาคทรงมีจีวรสำเร็จแล้ว ล่วง ๓ เดือน ก็จักเสด็จจาริกไป” สมัยนั้น ช่างไม้ชื่ออิสิทัตตะและปุราณะอาศัยอยู่ในหมู่บ้านส่วยชื่อสาธุกะด้วยกรณียกิจบางอย่าง ได้ทราบข่าวว่า “ภิกษุจำนวนมากทำจีวรกรรมเพื่อถวายพระผู้มีพระภาคด้วยหวังว่า ‘พระผู้มีพระภาคทรงมีจีวรสำเร็จแล้ว ล่วงไป ๓ เดือน ก็จักเสด็จจาริกไป” ต่อมา ช่างไม้ชื่ออิสิทัตตะและปุราณะได้จัดบุรุษเฝ้าหนทางไว้สั่งว่า “พ่อมหาจำเริญ เมื่อใด ท่านเห็นพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมา เมื่อนั้นท่านก็พึงบอกพวกเรา” บุรุษนั้นเฝ้าอยู่ได้ ๒-๓ วัน ก็ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จมาแต่ไกล จึงเข้าไปหาช่างไม้ชื่ออิสิทัตตะและปุราณะถึงที่อยู่แล้วบอกดังนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า กำลังเสด็จมา ขอท่าน ทั้งหลายจงทราบเวลาอันสมควรในบัดนี้เถิด” ลำดับนั้น ช่างไม้ชื่ออิสิทัตตะและปุราณะได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วตามเสด็จพระผู้มีพระภาคไปทางเบื้องพระปฤษฎางค์ ขณะนั้นพระผู้มีพระภาคทรงแวะข้างทางเสด็จเข้าไปยังโคนไม้แห่งหนึ่ง แล้วประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้แล้ว ช่างไม้ชื่ออิสิทัตตะและปุราณะถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อใด ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทราบข่าวพระผู้มีพระภาคว่า ‘จักเสด็จจาริกจากกรุงสาวัตถีไป (ตามเมืองต่างๆ) ในแคว้นโกศล’ เมื่อนั้นข้าพระองค์ทั้งหลายน้อยใจและเสียใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคจักห่างเราทั้งหลายไป’ เมื่อใดได้ทราบข่าวว่า ‘ได้เสด็จจาริกจากกรุงสาวัตถีไป (ตามเมืองต่างๆ) ในแคว้นโกศลแล้ว’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายก็น้อยใจและเสียใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคได้ห่างเราทั้งหลายไป’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๔๙๖}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑๑. โสตาปัตติสังยุต] ๑. เวฬุทวารวรรค ๖. ถปติสูตร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนึ่ง เมื่อใด ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทราบข่าวพระผู้มีพระภาคว่า ‘จักเสด็จจาริกจากแคว้นโกศลไปยังแคว้นมัลละ’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายน้อยใจและเสียใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคจักห่างเราทั้งหลายไป’ แต่เมื่อใดได้ทราบข่าวว่า ‘ได้เสด็จจาริกจากแคว้นโกศลไปยังแคว้นมัลละแล้ว’ เมื่อนั้นข้าพระองค์ทั้งหลายก็น้อยใจและเสียใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคได้ห่างเราทั้งหลายไป’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนึ่ง เมื่อใด ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทราบข่าว พระผู้มีพระภาคว่า ‘จักเสด็จจาริกจากแคว้นมัลละไปยังแคว้นวัชชี’ เมื่อนั้นข้าพระองค์ทั้งหลายน้อยใจและเสียใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคจักห่างเราทั้งหลายไป’เมื่อใด ได้ทราบข่าวว่า ‘ได้เสด็จจาริกจากแคว้นมัลละไปยังแคว้นวัชชีแล้ว’ เมื่อนั้นข้าพระองค์ทั้งหลายก็น้อยใจและเสียใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคได้ห่างเราทั้งหลายไป’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนึ่ง เมื่อใด ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทราบข่าวพระผู้มีพระภาคว่า ‘จักเสด็จจาริกจากแคว้นวัชชีไปแคว้นกาสี’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายน้อยใจและเสียใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคจักห่างเราทั้งหลายไป’ เมื่อใดได้ทราบข่าวว่า ‘ได้เสด็จจาริกจากแคว้นวัชชีไปยังแคว้นกาสีแล้ว’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายก็น้อยใจและเสียใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคได้ห่างเราทั้งหลายไป’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนึ่ง เมื่อใด ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทราบข่าวพระผู้มีพระภาคว่า ‘จักเสด็จจาริกจากแคว้นกาสีไปแคว้นมคธ’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายน้อยใจและเสียใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคจักห่างเราทั้งหลายไป’ เมื่อใด ได้ทราบข่าวว่า‘ได้เสด็จจาริกจากแคว้นกาสีไปยังแคว้นมคธแล้ว’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายก็น้อยใจและเสียใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคได้ห่างเราทั้งหลายไป’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนึ่ง เมื่อใด ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทราบข่าวพระผู้มีพระภาคว่า ‘จักเสด็จจาริกจากแคว้นมคธมาแคว้นกาสี’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายปลื้มใจและดีใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคจักอยู่ใกล้เราทั้งหลาย’ เมื่อใด ได้ทราบข่าวว่า‘ได้เสด็จจาริกจากแคว้นมคธมาแคว้นกาสีแล้ว’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายก็ปลื้มใจและดีใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคได้อยู่ใกล้เราทั้งหลาย’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๔๙๗}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑๑. โสตาปัตติสังยุต] ๑. เวฬุทวารวรรค ๖. ถปติสูตร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนึ่ง เมื่อใด ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทราบข่าวพระผู้มีพระภาคว่า ‘จักเสด็จจาริกจากแคว้นกาสีมาแคว้นวัชชี’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายปลื้มใจและดีใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคจักอยู่ใกล้เราทั้งหลาย’ เมื่อใด ได้ทราบข่าวว่า‘ได้เสด็จจาริกจากแคว้นกาสีมาแคว้นวัชชีแล้ว’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายก็ปลื้มใจและดีใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคได้อยู่ใกล้เราทั้งหลาย’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนึ่ง เมื่อใด ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทราบข่าวพระผู้มีพระภาคว่า ‘จักเสด็จจาริกจากแคว้นวัชชีมาแคว้นมัลละ’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายปลื้มใจและดีใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคจักอยู่ใกล้เราทั้งหลาย’ เมื่อใด ได้ทราบข่าวว่า‘ได้เสด็จจาริกจากแคว้นวัชชีมาแคว้นมัลละแล้ว’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายก็ปลื้มใจและดีใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคได้อยู่ใกล้เราทั้งหลาย’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนึ่ง เมื่อใด ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทราบข่าวพระผู้มีพระภาคว่า ‘จักเสด็จจาริกจากแคว้นมัลละมาแคว้นโกศล’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายปลื้มใจและดีใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคจักอยู่ใกล้เราทั้งหลาย’ เมื่อใด ได้ทราบข่าวว่า ‘ได้เสด็จจาริกจากแคว้นมัลละมาแคว้นโกศลแล้ว’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายก็ปลื้มใจและดีใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคได้อยู่ใกล้เราทั้งหลาย’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อใด ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทราบข่าวพระผู้มีพระภาคว่า ‘จักเสด็จจาริกจาก (เมืองต่างๆ ใน) แคว้นโกศลมากรุงสาวัตถี’ เมื่อนั้นข้าพระองค์ทั้งหลายปลื้มใจและดีใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคจักอยู่ใกล้ข้าพระองค์ทั้งหลาย’เมื่อใด ได้ทราบข่าวว่า ‘ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐีเขตกรุงสาวัตถี’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายก็ปลื้มใจและดีใจมากว่า ‘พระผู้มีพระภาคได้อยู่ใกล้เราทั้งหลาย” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ช่างไม้ทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น การอยู่ครองเรือนในโลกนี้คับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี ส่วนบรรพชาปลอดโปร่ง ท่านทั้งหลายอย่าได้ประมาทเลย” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความคับแคบอื่นที่คับแคบกว่า และที่นับว่าเป็น ความคับแคบกว่าความคับแคบนี้ของข้าพระองค์ทั้งหลาย มีอยู่หรือ”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๔๙๘}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑๑. โสตาปัตติสังยุต] ๑. เวฬุทวารวรรค ๖. ถปติสูตร “ช่างไม้ทั้งหลาย ความคับแคบอื่นที่คับแคบกว่า และที่นับว่าเป็นความคับแคบกว่าความคับแคบนี้ของท่านทั้งหลาย เป็นอย่างไร” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส เมื่อใด พระเจ้าปเสนทิโกศลมีพระราชประสงค์จะเสด็จไปพระราชอุทยาน เมื่อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายต้องกำหนดช้างทรงของพระเจ้าปเสนทิโกศล แล้วทูลเชิญให้พระชายาทั้งหลายซึ่งเป็นที่สิเนหาโปรดปรานของพระเจ้าปเสนทิโกศลประทับนั่งเบื้องหน้าพระพักตร์พระองค์หนึ่งเบื้องพระปฤษฎางค์พระองค์หนึ่ง กลิ่นของพระชายาเหล่านั้นเปรียบเหมือนกลิ่นของนางราชกัญญาผู้ลูบไล้ด้วยของหอมดังขวดน้ำหอมที่เปิดในขณะนั้น อนึ่ง การสัมผัสกายของพระชายาเหล่านั้น ก็เป็นเหมือนการสัมผัสกายของนางราชกัญญาผู้ดำรงอยู่ในความสุข ดังปุยนุ่น หรือปุยฝ้าย เมื่อนั้น ทั้งช้าง ทั้งพระชายาเหล่านั้นทั้งพระราชา ข้าพระองค์ทั้งหลายก็ต้องเฝ้าระวังรักษา แต่ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่รู้สึกว่าจะให้ความคิดเลวๆ เกิดขึ้นในพระชายาเหล่านั้นได้เลย นี้แลคือความคับแคบอื่นที่คับแคบกว่า และที่นับว่าเป็นความคับแคบกว่าความคับแคบนี้ของข้าพระองค์ทั้งหลาย พระพุทธเจ้าข้า” “ช่างไม้ทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น การอยู่ครองเรือนในโลกนี้จึงคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี ส่วนบรรพชาปลอดโปร่ง ท่านทั้งหลายอย่าได้ประมาทเลย อริย-สาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เป็นโสดาบัน ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ๑. ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ เป็นศาสดา ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค’ ๒. ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม ฯลฯ ๓. ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ ฯลฯ ๔. มีใจปราศจากความตระหนี่อันเป็นมลทิน มีจาคะอันสละแล้ว มีฝ่ามือชุ่ม ยินดีในการสละ ควรแก่การขอ ยินดีในการให้ทาน และการแจกทาน อยู่ครองเรือน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๔๙๙}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑๑. โสตาปัตติสังยุต] ๑. เวฬุทวารวรรค ๗. เวฬุทวาเรยยสูตร ช่างไม้ทั้งหลาย อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้ เป็นโสดาบันไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า ช่างไม้ทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย ๑. ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ เป็นศาสดา ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค’ ๒. ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม ฯลฯ ๓. ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ ฯลฯ อนึ่ง ไทยธรรมทุกอย่างในตระกูล เป็นของไม่แบ่งแยกกับท่านผู้มีศีล มีธรรมอันงาม ท่านทั้งหลายจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร คือ ชาวโกศลมีจำนวนเท่าไรท่านทั้งหลายก็เฉลี่ยแบ่งปันให้เท่าๆ กัน” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เป็นลาภของข้าพระองค์ทั้งหลาย ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ดีแล้วที่พระผู้มีพระภาคทรงทราบชัดอย่างนี้” ถปติสูตรที่ ๖ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาถปติสูตรที่ ๖
พึงทราบอธิบายในถปติสูตรที่ ๖.
บทว่า อยู่อาศัยในหมู่บ้านส่วย ความว่า อยู่ในบ้านส่วยของตน.
บรรดาช่างไม้เหล่านั้น ช่างไม้ชื่อว่า อิสิทัตตะ เป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามีมาก่อน เป็นผู้สันโดษในกาลทุกเมื่อ.
บทว่า วางบุรุษไว้ในหนทาง ความว่า ทราบว่า ทางเป็นที่เสด็จไปของพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยประตูบ้านของพวกช่างไม้เหล่านั้น เพราะฉะนั้น พวกช่างไม้นั้นจึงวางบุรุษไว้กลางหนทาง ด้วยคิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อพวกเราหลับแล้วหรือประมาทแล้วในเวลา พึงเสด็จไป ครั้งนั้นพวกเราพึงได้เฝ้า.
บทว่า เดินตามแล้ว ความว่า ติดตามไปข้างพระปฤษฎางค์ๆ แต่ไม่ไกล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จโดยทางพระบาทในท่ามกลางทางเกวียน. พวกช่างไม้นอกนี้ได้ติดตามไปทั้งสองข้าง.
บทว่า ทรงแวะจากหนทาง ความว่า การทำปฏิสันถารแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้เสด็จไปกับใครๆ ก็ควรการทำปฏิสันถารของพระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ประดับยืนกับใครๆ ผู้ประทับนั่งตลอดวันกับใครๆ ก็ควรเพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริแล้วว่า การทำปฏิสันถารของพระพุทธเจ้าผู้เสด็จไปกับคนพวกนี้ไม่ควรแล้ว การทำปฏิสันถารของพระพุทธเจ้าผู้เสด็จไปกับคนผู้ยืนอยู่ไม่ควรแล้ว เพราะว่าชนเหล่านี้เป็นเจ้าของศาสนาของเรามีผลอันถึงแล้ว (เป็นพระสกทาคามิ) เราจักนั่งทำปฏิสันถารตลอดทั้งวันกับคนพวกนี้ ดังนี้แล้ว จึงทรงแวะลงจากหนทาง เสด็จเข้าไปหาทางทิศที่มีโคนไม้อยู่.
บทว่า ประทับนั่งรอบนอาสนะที่เขาปูลาดถวาย ความว่า ถามว่าพวกช่างไม้ได้ให้ถือเอาร่ม รองเท้า ไม้เท้า น้ำมันทาเท้า น้ำปานะ ๘ อย่าง และบัลลังก์ก็มีขาเหมือนเท้าสัตว์ไปแล้วหรือหนอ.
ตอบว่า ให้ปูบัลลังก์ที่เขานำมาถวายแล้ว. พระศาสดาประทับนั่งบนบัลลังก์นั้น.
บทว่า นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ความว่า พวกช่างไม้กล่าวแล้วว่า พวกท่านจงถวายของที่เหลือมีร่มและรองเท้าเป็นต้นแก่ภิกษุสงฆ์. แม้ตนเองก็ได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
คำทั้งหมดเป็นต้นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าจักเสด็จจาริกจากกรุงสาวัตถีไปในโกศลชนบท พวกช่างไม้มีอิสิทัตตะเป็นต้น กราบทูลแล้วด้วยอำนาจมัชฌิมประเทศนั่นเอง.
เพราะเหตุไร จึงกำหนด.
เพราะว่า การเที่ยวจาริกไปก็ดี การยังอรุณให้ตั้งขึ้นก็ดีของพระผู้มีพระภาคเจ้าพวกช่างไม้กล่าวแล้วด้วยอำนาจมัชฌิมประเทศ เพราะคำนั้นกำหนดแน่นอนว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมเสด็จจาริกไปในมัชฌิมประเทศนั่นเทียว พระองค์ย่อมให้อรุณตั้งขึ้นในมัชฌิมประเทศ.
ในบทว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าจักใกล้เราทั้งหลาย ความว่า พวกช่างไม้นั้นมีความยินดีเพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่ใกล้ที่นั่นเทียวอย่างเดียวหามิได้ ที่แท้แล พวกเขามีความดีใจว่าบัดนี้เราจักได้ถวายทาน ทำการบูชาด้วยของหอมและระเบียบเป็นต้น (และ) ถามปัญหา.
บทว่า คฤหบดีทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ ฆราวาสคับแคบ ความว่า คฤหบดีทั้งหลาย เมื่อเราอยู่ไกล พวกท่านย่อมมีความเสียใจไม่น้อย เมื่อเราอยู่ใกล้ก็ย่อมมีความดีใจไม่น้อย เพราะเหตุใด เพราะเหตุนั้น พึงทราบคำนี้ว่าฆราวาสคับแคบ. ก็เพราะโทษของฆราวาส พวกท่านจึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ก็ถ้าเราละฆราวาสแล้วบวช.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงเนื้อความนี้แก่ช่างไม้ชื่อว่าอิสิทัตตะนั้น จึงตรัสอย่างนี้ว่าเมื่อพวกท่านไปและมากับเราอย่างนี้ เหตุนั้นจึงไม่มี. พึงทราบความที่การอยู่ครองเรือนคับแคบ เพราะอรรถว่ามีกิเลสเครื่องกล และมีความห่วงใยในคำนั้น. ก็ฆราวาสของผู้ที่อยู่ในที่อยู่อาศัยใหญ่ ชื่อว่าคับแคบ เพราะอรรถว่ามีกิเลสชาติเครื่องให้กังวล และมีความห่วงใย.
บทว่า เป็นทางมาแห่งธุลี ความว่า เป็นทางมาแห่งธุลี คือราคะโทสะและโมหะ. อธิบายว่า เพื่อประโยชน์แก่การมา.
บทว่า บรรพชาปลอดโปร่ง ความว่า บรรพชา ชื่อว่าปลอดโปร่ง เพราะอรรถว่าไม่มีกิเลสชาติเครื่องกังวล และไม่มีความห่วงใย ก็บรรพชาของภิกษุสองรูปผู้นั่งคู้บัลลังก์ในห้องแม้ ๔ ศอก ชื่อว่าปลอดโปร่ง เพราะอรรถว่าไม่มีกิเลสชาติเครื่องกังวล และไม่มีความห่วงใย.
บทว่า คฤหบดีทั้งหลาย ก็ท่านทั้งหลายควรไม่ประมาท ความว่า การที่พวกท่านอยู่เป็นฆราวาสที่คับแคบแล้วอย่างนี้ ควรทำความไม่ประมาทเทียว.
บทว่า พวกข้าพระองค์จะให้พระชายาซึ่งเป็นที่โปรดปรานนั่งข้างหน้าพระองค์หนึ่ง ข้างหลังพระองค์หนึ่ง ความว่า ได้ยินว่า ชนแม้ทั้งสองเหล่านั้นให้หญิงเหล่านั้นที่ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง ประทับนั่งบนช้างสองเชือกเหล่านั้นอย่างนี้ ยืนช้างของพระราชาไว้ตรงกลาง แล้วไปในข้างทั้งสอง เพราะฉะนั้น พวกช่างไม้นั้นจึงกล่าวแล้วอย่างนี้.
บทว่า แม้ช้าง ข้าพระองค์ทั้งหลายก็ต้องระวัง ความว่า ช้างย่อมไม่ทำอะไรๆ ให้เป็นอันเสพผิดแล้วฉันใด เป็นอันพึงรักษาไว้ฉันนั้น.
บทว่า พระชายา แม้เหล่านั้น ความว่า พระชายาเหล่านั้นย่อมไม่ถึงความประมาทโดยประการใด ย่อมเป็นอันพึงรักษาโดยประการนั้น.
บทว่า แม้ตน ความว่า แม้ตนอันบุคคลผู้ไม่ทำกิริยามีการแย้ม การร่าเริง การกล่าวและการชำเลืองเป็นต้น ชื่อว่าเป็นอันพึงรักษาตนแม้บุคคลกระทำอยู่อย่างนั้น เป็นอันพึงข่มว่า นาย เจ้านี่ประทุษร้าย. คฤหบดีทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นนั่นแล พระราชาย่อมมอบให้พวกท่านรับของหลวงเป็นนิจ เพราะเหตุใด เพราะทั้งนั้น ฆราวาสคับแคบชื่อว่าเป็นทางมาแห่งธุลี.
ก็ภิกษุถือผ้าบังสุกุล เมื่อให้รับอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่มี เพราะเหตุใด เพราะเหตุนั้น บรรพชาชื่อว่าปลอดโปร่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า แม้บรรพชาก็เป็นอย่างนี้ คฤหบดีทั้งหลาย ก็ท่านทั้งหลายควรไม่ประมาท คือทำความไม่ประมาทนั่นแล.
บทว่า มีจาคะอันปล่อยแล้ว ความว่า มีจาคะอันสละแล้ว.
บทว่า มีฝ่ามืออันชุ่ม ความว่า มีมืออันล้างแล้ว เพื่อประโยชน์แก่การให้แก่ผู้ที่มาแล้วทั้งหลาย.
บทว่า ยินดีในการสละ ความว่า ผู้ยินดีแล้วในการสละกล่าวคือการสละลง.
บทว่า ควรแก่การขอ คือ ผู้ควรที่บุคคลพึงขอ.
บทว่า ยินดีในการจำแนกทาน ความว่า ผู้ยินดีแล้วในการจำแนกวัตถุไรๆ แม้มีประมาณน้อย ในทานนั่นเทียวที่ได้แล้วนั้น.
บทว่า เฉลี่ยแบ่งปันให้เท่าๆ กัน ความว่า ของทั้งปวงที่ไม่ทำการแบ่งอย่างนี้ว่า นี้จักเป็นของพวกเรา นี้จักเป็นของพวกภิกษุ เป็นของอันพวกเธอพึงให้ตั้งอยู่แล้ว.
จบอรรถกถาถปติสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------