๑๐. อามกธัญญเปยยาล จตุตถวรรค
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค อามกธัญญเปยยาล จตุตถวรรคที่ ๑๐ ว่าด้วยสัตว์ผู้มีการทำต่างๆ กัน
๑๗๘๖ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ผู้งดเว้นจากการรับไร่นาและที่ดิน มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ผู้ไม่งดเว้นจากการรับไร่นาและที่ดิน มีมากกว่า ฯลฯ.
๑๗๘๗ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ผู้งดเว้นจากการซื้อและการขาย มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ผู้ไม่งดเว้นจากการซื้อและการขายมีมากกว่า ฯลฯ.
๑๗๘๘ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ผู้งดเว้นจากการประกอบ ทูตกรรมและการรับใช้มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ผู้ไม่งดเว้นจากการประกอบทูตกรรมและการรับใช้มีมากกว่า ฯลฯ.
๑๗๘๙ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ผู้งดเว้นจากการโกงด้วยตาชั่งการโกงด้วยของปลอม และการโกงด้วยเครื่องตวงวัด มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ผู้ไม่งดเว้นจากการโกงด้วยตาชั่ง การโกงด้วยของปลอม และการโกงด้วยเครื่องตวงวัด มีมากกว่า ฯลฯ.
๑๗๙๐ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ผู้งดเว้นจากการรับสินบนการล่อลวง และการทำของปลอม มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ผู้ไม่งดเว้นจากการรับสินบน การล่อลวง และการทำของปลอม มีมากกว่า ฯลฯ.
๑๗๙๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ผู้งดเว้นจากการตัด การฆ่าการจองจำ การตีชิง การปล้น และกรรโชก มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ผู้ไม่งดเว้นจากการตัดการฆ่า การจองจำ การตีชิง การปล้น และกรรโชก มีมากกว่า ฯลฯ.
๑๗๙๒ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงช้อนฝุ่นไว้ในปลายพระนขา แล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉนฝุ่นเล็กน้อยที่เราช้อนไว้ในปลายเล็บกับแผ่นดินใหญ่นี้ ไหนจะมากกว่ากัน? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แผ่นดินใหญ่นี้แลมากกว่า ฝุ่นเล็กน้อยที่พระผู้มีพระภาคทรงช้อนไว้ที่ปลายพระนขามีประมาณน้อย เมื่อเทียบกับแผ่นดินใหญ่ ฝุ่นเล็กน้อยที่พระผู้มีพระภาคทรงช้อนไว้ที่ปลายพระนขา ย่อมไม่ถึงซึ่งการนับ การเปรียบเทียบ หรือแม้ส่วนเสี้ยว ดูกรภิกษุทั้งหลายฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติในพวกมนุษย์แล้วกลับมาเกิดในพวกมนุษย์ มีน้อย โดยที่แท้สัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปแล้ว กลับไปเกิดในนรก มีมากกว่า ฯลฯ.
๑๗๙๓ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปแล้ว จะ กลับมาเกิดในพวกมนุษย์ มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปแล้ว กลับไปเกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน มีมากกว่า ฯลฯ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปแล้ว จะกลับมาเกิดในพวกเทวดามีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปแล้ว กลับไปเกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในปิตติวิสัย มีมากกว่า ฯลฯ.
๑๗๙๔ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจากเทวดาแล้ว จะกลับมาเกิดในพวกเทวดา มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ที่จุติจากเทวดาไปแล้ว กลับไปเกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในปิตติวิสัย มีมากกว่า ฯลฯ.
๑๗๙๕ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจากเทวดาแล้ว จะกลับไปเกิดในพวกมนุษย์ มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ที่จุติจากเทวดาไปแล้ว กลับไปเกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในปิตติวิสัย มีมากกว่า ฯลฯ.
๑๗๙๖ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจากนรกไปแล้ว จะกลับไปเกิดในพวกมนุษย์ มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ที่จุติจากนรกไปแล้ว กลับไปเกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในปิตติวิสัย มีมากกว่า ฯลฯ
๑๗๙๗ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจากนรกไปแล้ว จะกลับไปเกิดในพวกเทวดา มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ที่จุติจากนรกไปแล้ว กลับไปเกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในปิตติวิสัย มีมากกว่า ฯลฯ.
๑๗๙๘ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานไปแล้ว กลับไปเกิดในพวกมนุษย์ มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ที่จุติจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานไปแล้วกลับไปเกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในปิตติวิสัย มีมากกว่า ฯลฯ.
๑๗๙๙ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานไปแล้ว จะกลับไปเกิดในพวกเทวดา มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ที่จุติจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานไปแล้วกลับไปเกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในปิตติวิสัย มีมากกว่า ฯลฯ.
๑๘๐๐ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจากปิตติวิสัยไปแล้ว จะกลับไปเกิดในพวกมนุษย์ มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ที่จุติจากปิตติวิสัยไปแล้ว กลับไปเกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในปิตติวิสัย มีมากกว่า ฯลฯ
๑๘๐๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจากปิตติวิสัยไปแล้ว จะกลับไปเกิดในพวกเทวดา มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ที่จุติจากปิตติวิสัยไปแล้ว กลับไปเกิดในนรกมีมากกว่า ฯลฯ.
๑๘๐๒ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจากปิตติวิสัย ไปแล้วจะกลับไปเกิดในพวกเทวดา มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ที่จุติจากปิตติวิสัยไปแล้ว กลับไปเกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน มีมากกว่า ฯลฯ.
๑๘๐๓ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจากปิตติวิสัยไปแล้ว จะกลับไปเกิดในพวกเทวดา มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ที่จุติจากปิตติวิสัยไปแล้ว กลับไปเกิดในปิตติวิสัย มีมากกว่า ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะไม่เห็นอริยสัจ ๔ อริยสัจ ๔ เป็นไฉน?คือ ทุกขอริยสัจ ทุกขสมุทยอริยสัจ ทุกขนิโรธอริยสัจ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลาย พึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่านี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไวยากรณ-*ภาษิตนี้จบลงแล้ว ภิกษุเหล่านั้นชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ฉะนี้แล. จบ จักกเปยยาล จบ สัจจสังยุต จบ มหาวารวรรคสังยุต -----------------------------------------------------รวมสังยุตที่มีในมหาวารวรรคนี้ คือ ๑. มรรคสังยุต ๒. โพชฌงคสังยุต ๓. สติปัฏฐานสังยุต ๔. อินทรียสังยุต ๕. สัมมัปปธานสังยุต ๖. พลสังยุต ๗. อิทธิปาทสังยุต ๘. อนุรุทธสังยุต ๙. ฌานสังยุต ๑๐. อานาปานสังยุต ๑๑. โสตาปัตติสังยุต ๑๒. สัจจสังยุต. -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑๒. สัจจสังยุต] ๑๐. จตุตถอามกธัญญเปยยาลวรรค ๓. ทูเตยยสูตร ๑๐. จตุตถอามกธัญญเปยยาลวรรค หมวดว่าด้วยอามกธัญญเปยยาลที่ ๔ ๑. เขตตวัตถุสูตร ว่าด้วยสัตว์ที่เว้นขาดจากการรับเรือกสวน ไร่นา และที่ดิน
“ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่เว้นขาดจากการรับเรือกสวน ไร่นา และที่ดินมีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่ไม่เว้นขาดจากการรับเรือกสวนไร่นา และที่ดินมีจำนวนมากกว่า ฯลฯ เขตตวัตถุสูตรที่ ๑ จบ ๒. กยวิกกยสูตร ว่าด้วยสัตว์ที่เว้นขาดจากการซื้อการขาย
“ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่เว้นขาดจากการซื้อขายมีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่ไม่เว้นขาดจากการซื้อขายมีจำนวนมากกว่า ฯลฯ กยวิกกยสูตรที่ ๒ จบ ๓. ทูเตยยสูตร ว่าด้วยสัตว์ที่เว้นขาดจากการทำหน้าที่เป็นตัวแทน ฯ
“ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่เว้นขาดจากการ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนและผู้สื่อสารมีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่ไม่เว้นขาดจากการทำหน้าที่เป็นตัวแทนและผู้สื่อสารมีจำนวนมากกว่า ฯลฯ ทูเตยยสูตรที่ ๓ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๖๕๐}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑๒. สัจจสังยุต] ๑๐. จตุตถอามกธัญญเปยยาลวรรค ๖-๑๑. เฉทนาทิสูตร ๔. ตุลากูฏสูตร ว่าด้วยสัตว์ที่เว้นขาดจากการโกงด้วยตาชั่ง ฯ
“ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่เว้นขาดจากการโกงด้วยตาชั่ง ด้วยของปลอม และด้วยเครื่องตวงวัดมีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่ไม่เว้นขาดจากการโกงด้วยตาชั่ง ด้วยของปลอม และด้วยเครื่องตวงวัดมีจำนวนมากกว่า ฯลฯ ตุลากูฏสูตรที่ ๔ จบ ๕. อุกโกฏนสูตร ว่าด้วยสัตว์ที่เว้นขาดจากการรับสินบน ฯ
“ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่เว้นขาดจากการ รับสินบน การล่อลวง และการตลบตะแลงมีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่ไม่เว้นขาดจากการรับสินบน การล่อลวง และการตลบตะแลงมีจำนวนมากกว่า ฯลฯ อุกโกฏนสูตรที่ ๕ จบ ๖-๑๑. เฉทนาทิสูตร ว่าด้วยสัตว์ที่เว้นขาดจากการตัดเป็นต้น [๑๑๖๖-๑๑๗๑] “ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่เว้นขาดจากการตัด(อวัยวะ) การฆ่า การจองจำ การตีชิงวิ่งราว การปล้น และการกรรโชกมีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่ไม่เว้นขาดจากการตัด(อวัยวะ) การฆ่า การจองจำ การตีชิงวิ่งราว การปล้น และการกรรโชกมีจำนวนมากกว่า ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะไม่ได้เห็นอริยสัจ ๔ ประการ อริยสัจ ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ทุกขอริยสัจ ฯลฯ ๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๖๕๑}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑๒. สัจจสังยุต] ๑๐. จตุตถอามกธัญญเปยยาลวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายพึงทำความเพียรเพื่อรู้ชัดตาม ความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” เฉทนาทิสูตรที่ ๖-๑๑ จบ จตุตถอามกธัญญเปยยาลวรรคที่ ๑๐ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. เขตตวัตถุสูตร ๒. กยวิกกยสูตร ๓. ทูเตยยสูตร ๔. ตุลากูฏสูตร ๕. อุกโกฏนสูตร ๖. เฉทนสูตร ๗. วธนสูตร ๘. พันธนสูตร ๙. วิปราโมสสูตร ๑๐. อาโลปสูตร ๑๑. สหสาการสูตร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๖๕๒}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑๒. สัจจสังยุต] ๑๑. ปัญจคติเปยยาลวรรค ๒. มนุสสจุติติรัจฉานสูตร ๑๑. ปัญจคติเปยยาลวรรค หมวดว่าด้วยปัญจคติเปยยาล ๑. มนุสสจุตินิรยสูตร ว่าด้วยสัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปเกิดในนรก
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงใช้ปลายพระนขาช้อนฝุ่นขึ้นมาเล็กน้อยแล้วรับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ฝุ่นเล็กน้อยนี้ที่เราใช้ปลายเล็บช้อนขึ้นมา กับแผ่นดินใหญ่นี้อย่างไหนจะมากกว่ากัน” ภิกษุทั้งหลายทูลตอบว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แผ่นดินใหญ่นี้แลมากกว่าฝุ่นที่พระองค์ทรงใช้ปลายพระนขาช้อนขึ้นมามีเพียงเล็กน้อย ฝุ่นเล็กน้อยที่พระองค์ทรงใช้ปลายพระนขาช้อนขึ้นมา เมื่อเทียบกับแผ่นใหญ่แล้ว คำนวณไม่ได้ เทียบเคียงกันไม่ได้ หรือไม่ถึงส่วนเสี้ยว” “ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจากมนุษย์กลับมาเกิดในหมู่มนุษย์มีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่จุติจากมนุษย์แล้วไปเกิดในนรกมีจำนวนมากกว่า ฯลฯ มนุสสจุตินิรยสูตรที่ ๑ จบ ๒. มนุสสจุติติรัจฉานสูตร ว่าด้วยสัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปเกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน
“ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจากมนุษย์กลับ มาเกิดในหมู่มนุษย์มีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่จุติจากมนุษย์แล้วไปเกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานมีจำนวนมากกว่า ฯลฯ มนุสสจุติติรัจฉานสูตรที่ ๒ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๖๕๓}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑๒. สัจจสังยุต] ๑๑. ปัญจคติเปยยาลวรรค ๑๙-๒๑. ติรัจฉานมนุสสนิรยาทิสูตร ๓. มนุสสจุติเปตติวิสยสูตร ว่าด้วยสัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปเกิดในภูมิแห่งเปรต
“ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ทั้งหลายที่จุติจาก มนุษย์แล้วกลับมาเกิดในหมู่มนุษย์มีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่จุติจากมนุษย์แล้วไปเกิดในภูมิแห่งเปรตมีจำนวนมากกว่า ฯลฯ มนุสสจุติเปตติวิสยสูตรที่ ๓ จบ ๔-๖. มนุสสจุติเทวนิรยาทิสูตร ว่าด้วยสัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปเกิดเป็นเทวดาและเกิดในนรกเป็นต้น [๑๑๗๕-๑๑๗๗] “ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจาก มนุษย์แล้วไปเกิดในหมู่เทวดามีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปเกิดในนรกฯลฯ เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ เกิดในภูมิแห่งเปรตมีจำนวนมากกว่า ฯลฯ มนุสสจุติเทวนิรยาทิสูตรที่ ๔-๖ จบ ๗-๙. เทวจุตินิรยาทิสูตร ว่าด้วยสัตว์ที่จุติจากเทวดาไปเกิดในนรกเป็นต้น [๑๑๗๘-๑๑๘๐] “ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจากเทวดามาเกิดในหมู่เทวดามีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่จุติจากเทวดาไปเกิดในนรก ฯลฯ เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ เกิดในภูมิแห่งเปรตมีจำนวนมากกว่า ฯลฯ เทวจุตินิรยาทิสูตรที่ ๗-๙ จบ ๑๐-๑๒. เทวมนุสสนิรยสูตร ว่าด้วยสัตว์ที่จุติจากเทวดามาเกิดเป็นมนุษย์และเกิดในนรก ฯ [๑๑๘๑-๑๑๘๓] “ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจากเทวดามาเกิดในหมู่มนุษย์มีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่จุติจากเทวดาไปเกิดในนรก ฯลฯ เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ เกิดในภูมิแห่งเปรตมีจำนวนมากกว่า ฯลฯ เทวมนุสสนิรยสูตรที่ ๑๐-๑๒ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๖๕๔}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑๒. สัจจสังยุต] ๑๑. ปัญจคติเปยยาลวรรค ๑๙-๒๑. ติรัจฉานมนุสสนิรยาทิสูตร ๑๓-๑๕. นิรยมนุสสนิรยาทิสูตร ว่าด้วยสัตว์ที่จุติจากนรกมาเกิดเป็นมนุษย์และเกิดในนรกเป็นต้น [๑๑๘๔-๑๑๘๖] “ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจากนรกมาเกิดในหมู่มนุษย์มีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่จุติจากนรกกลับมาเกิดในนรก ฯลฯ เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ เกิดในภูมิแห่งเปรตมีจำนวนมากกว่า ฯลฯ นิรยมนุสสนิรยาทิสูตรที่ ๑๓-๑๕ จบ ๑๖-๑๘. นิรยเทวนิรยาทิสูตร ว่าด้วยสัตว์ที่จุติจากนรกไปเกิดเป็นเทวดาและเกิดในนรกเป็นต้น [๑๑๘๗-๑๑๘๙] “ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจากนรกไปเกิดในหมู่เทวดามีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่จุติจากนรกกลับมาเกิดในนรก ฯลฯ เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ เกิดในภูมิแห่งเปรตมีจำนวนมากกว่า ฯลฯ นิรยเทวนิรยาทิสูตรที่ ๑๖-๑๘ จบ ๑๙-๒๑. ติรัจฉานมนุสสนิรยาทิสูตร ว่าด้วยสัตว์ดิรัจฉานที่จุติมาเกิดเป็นมนุษย์และเกิดในนรกเป็นต้น [๑๑๙๐-๑๑๙๒] “ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานมาเกิดในหมู่มนุษย์มีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่จุติจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานไปเกิดในนรก ฯลฯ เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ เกิดในภูมิแห่งเปรตมีจำนวนมากกว่า ฯลฯ ติรัจฉานมนุสสนิรยาทิสูตรที่ ๑๙-๒๑ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๖๕๕}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑๒. สัจจสังยุต] ๑๑. ปัญจคติเปยยาลวรรค ๓๐. เปตติเทวเปตติวิสยสูตร ๒๒-๒๔. ติรัจฉานเทวนิรยาทิสูตร ว่าด้วยสัตว์ดิรัจฉานที่จุติไปเกิดเป็นเทวดาและเกิดในนรกเป็นต้น [๑๑๙๓-๑๑๙๕] “ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจาก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานไปเกิดในหมู่เทวดามีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่จุติจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานไปเกิดในนรก ฯลฯ เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ เกิดในภูมิแห่งเปรตมีจำนวนมากกว่า ฯลฯ ติรัจฉานเทวนิรยาทิสูตรที่ ๒๒-๒๔ จบ ๒๕-๒๗. เปตติมนุสสนิรยาทิสูตร ว่าด้วยเปรตที่จุติมาเกิดเป็นมนุษย์และเกิดในนรกเป็นต้น [๑๑๙๖-๑๑๙๘] “ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจากภูมิ แห่งเปรตมาเกิดในหมู่มนุษย์มีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่จุติจากภูมิแห่งเปรตไปเกิดในนรก ฯลฯ เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ เกิดในภูมิแห่งเปรตมีจำนวนมากกว่า ฯลฯ เปตติมนุสสนิรยาทิสูตรที่ ๒๕-๒๗ จบ ๒๘-๒๙. เปตติเทวนิรยาทิสูตร ว่าด้วยเปรตที่จุติไปเกิดเป็นเทวดาและเกิดในนรกเป็นต้น [๑๑๙๙-๑๒๐๐] “ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจากภูมิ แห่งเปรตไปเกิดในหมู่เทวดามีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่จุติจากภูมิแห่งเปรตไปเกิดในนรกมีจำนวนมากกว่า ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจากภูมิแห่งเปรตไปเกิดในหมู่เทวดามีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่จุติจากภูมิแห่งเปรตไปเกิดในกำเนิดสัตว์ ดิรัจฉานมีจำนวนมากกว่า ฯลฯ เปตติเทวนิรยาทิสูตรที่ ๒๘-๒๙ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๖๕๖}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑๒. สัจจสังยุต] ๑๑. ปัญจคติเปยยาล ๓๐. เปตติเทวเปตติวิสยสูตร วรรครวมพระสูตรที่มีในวรรค๓๐. เปตติเทวเปตติวิสยสูตร ว่าด้วยเปรตที่จุติไปเกิดเป็นเทวดาและเกิดในภูมิแห่งเปรต
“ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจากภูมิแห่งเปรต ไปเกิดในหมู่เทวดามีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่จุติจากภูมิแห่งเปรตกลับมาเกิดในภูมิแห่งเปรตมีจำนวนมากกว่า ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะไม่เห็นอริยสัจ ๔ ประการ อริยสัจ ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ทุกขอริยสัจ ๒. ทุกขสมุทยอริยสัจ ๓. ทุกขนิโรธอริยสัจ ๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายพึงทำความเพียรเพื่อรู้ชัดตาม ความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดีต่างชื่นชมพระ ภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล เปตติเทวเปตติวิสยสูตรที่ ๓๐ จบ ปัญจคติเปยยาลวรรคที่ ๑๑ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. มนุสสจุตินิรยสูตร ๒. มนุสสจุติติรัจฉานสูตร ๓. มนุสสจุติเปตติวิสยสูตร ๔-๖. มนุสสจุติเทวนิรยาทิสูตร ๗-๙. เทวจุตินิรยาทิสูตร ๑๐-๑๒. เทวมนุสสนิรยสูตร ๑๓-๑๕. นิรยมนุสสนิรยาทิสูตร ๑๖-๑๘. นิรยเทวนิรยาทิสูตร ๑๙-๒๑. ติรัจฉานมนุสสนิรยาทิสูตร ๒-๒๔. ติรัจฉานเทวนิรยาทิสูตร ๒๕-๒๗. เปตติมนุสสนิรยาทิสูตร ๒๘-๒๙. เปตติเทวนิรยาทิสูตร ๓๐. เปตติเทวเปตติวิสยสูตร สัจจสังยุตที่ ๑๒ จบ มหาวรรคที่ ๕ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๖๕๗}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑๒. สัจจสังยุต] ๑๑. ปัญจคติเปยยาล รวมสังยุตที่มีในมหาวารวรรค รวมสังยุตที่มีในมหาวารวรรคนี้ คือ ๑. มัคคสังยุต ๒. โพชฌังคสังยุต ๓. สติปัฏฐานสังยุต ๔. อินทริยสังยุต ๕. สัมมัปปธานสังยุต ๖. พลสังยุต ๗. อิทธิปาทสังยุต ๘. อนุรุทธสังยุต ๙. ฌานสังยุต ๑๐. อานาปานสังยุต ๑๑. โสตาปัตติสังยุต ๑๒. สัจจสังยุต มหาวารวรรคสังยุต จบ สังยุตตนิกาย จบบริบูรณ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๖๕๘}
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙ สุตตันตปิฎกที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อามกธัญญเปยยาลวรรควรรณนา
พึงทราบอธิบายในอามกธัญญเปยยาล จตุตถวรรคที่ ๑๐.
นัยที่สมควรและไม่สมควร ในสิ่งของมีแพะและแกะเป็นเบื้องต้น มีนาและสวนเป็นที่สุด ก็พึงใคร่ครวญด้วยอำนาจวินัย.
ปุพพัณณะคือธัญญชาติย่อมงอกในที่ใด ที่นั้นชื่อว่านา. อปรัณณชาติคือถั่วและงา ย่อมงอกในที่ใด ที่นั้นชื่อว่าสวน.
อีกอย่างหนึ่ง ปุพพัณณะและอปรัณณชาติทั้งสองนั้นงอกในที่ใด ที่นั้นชื่อว่านา. ชื่อว่าสวน เพราะเป็นภูมิภาคที่ไม่ได้ทำไว้แล้ว เพื่อต้องการปุพพัณณะและอปรัณณชาตินั้น. ก็ในคำนี้ แม้สระและบึงเป็นต้น ท่านก็สงเคราะห์เอาด้วยหัวข้อว่านาและสวนนั่นเอง.
คำว่า การซื้อและการขาย ได้แก่ ซื้อด้วย ขายด้วย.
ทูตกรรม ท่านเรียกว่าความเป็นทูต. การรับหนังสือหรือข่าวของพวกคฤหัสถ์แล้วไปที่นั้นๆ ท่านเรียกว่าการรับใช้. ขึ้นชื่อว่าการไปเล็กน้อยของภิกษุที่เขาส่งไปเรือนเล็กเรือนใหญ่. การทำทั้งสองอย่างนั้น ชื่อว่าการประกอบ เพราะฉะนั้น พึงทราบเนื้อความในบทนี้ว่า การประกอบทูตกรรมและการรับใช้.
การหลอกลวง ชื่อว่าการโกง ในคำเป็นต้นว่า โกงด้วยตาชั่ง.
ในคำว่าโกงนั้น การโกงด้วยตาชั่งมี ๔ อย่าง คือ การโกงโดยรูป การโกงโดยภาชนะ การโกงโดยรับ การโกงโดยปกปิด.
บรรดาการโกงเหล่านั้น บุคคลทำตาชั่งสองอันให้เหมือนกัน เมื่อถือเอาย่อมถือเอาด้วยตาชั่งใหญ่ เมื่อจะให้ก็ให้ด้วยตาชั่งเล็กนี้ ชื่อว่าโกงโดยรูป. เมื่อจะรับเอาก็เอามือกดตาชั่งข้างหลังไว้ เมื่อจะให้ก็เอามือกดข้างหน้าไว้ นี้ชื่อว่าโกงโดยภาชนะ. เมื่อจะรับก็ยึดเชือกที่โคน เมื่อจะให้ก็ยึดเชือกข้างปลาย นี้ชื่อว่าโกงโดยการรับ. ทำตาชั่งให้กลวงแล้วใส่ผงเหล็กข้างใน เมื่อจะรับก็ทำตาชั่งนั้นไว้ข้างหลัง เมื่อจะให้ก็เอาไว้ข้างหน้า นี้ชื่อว่าโกงโดยการปกปิด.
ถาดทอง ท่านเรียกว่าภาชนะ การหลอกลวงด้วยถาดทองใด นั้นชื่อว่าการโกงโดยภาชนะ. อย่างไร คือทำถาดทองใบหนึ่งแล้วทำถาดโลหะอย่างอื่น ๒-๓ ใบให้สีเหมือนทอง แต่นั้นจึงไปชนบท แล้วเข้าไปหาตระกูลที่มั่งคั่งไรๆ นั่นเทียว กล่าวว่า พวกท่านจงถือเอาถาดทองเถิด เมื่อพวกเขาสอบถามถึงราคา ก็ทำทีเป็นเหมือนจะให้ถาดใบที่มีค่ามากกว่า ลำดับนั้น เมื่อพวกเขากล่าวว่า จะรู้ว่าถาดเหล่านี้เป็นทองได้อย่างไร จึงกล่าวว่า จงเลือกถือเอาเถิด แล้วก็สีถาดทองลงที่หินให้ถาดทั้งหมดแล้วไป.
การโกงด้วยเครื่องนับมี ๓ ประเภท ด้วยอำนาจประเภทแห่งหทยะ ประเภทแห่งยอด และประเภทแห่งเชือก.
ในการโกงเหล่านั้น ประเภทแห่งหทยะ ย่อมได้ในเวลานับเนยใสและน้ำมันเป็นต้น ก็เมื่อจะถือวัตถุเหล่านั้นก็กล่าวว่า จงค่อยๆ หยอด เพราะเครื่องนับเป็นรูข้างล่าง แล้วจึงให้ใหลเข้าไปในภาชนะเป็นอันมากถือเอา เมื่อจะให้ก็ปิดรูแล้วให้เต็มอย่างเร็วให้.
ประเภทแห่งยอด ย่อมได้ในเวลาตวงงาและข้าวสารเป็นต้น ก็เมือจะถึงเอางาและข้าวสารเป็นต้นเหล่านั้น จึงค่อยๆ พูนให้สูงเป็นยอดถือเอา เมื่อจะให้ก็รีบทำลายยอดเสียจึงให้.
ประเภทแห่งเชือก ย่อมได้ในเวลาวัดนาและสวน ก็เมื่อไม่ได้อะไรๆ อยู่ที่นาที่ไม่ใหญ่ก็วัดให้ใหญ่.
ได้ยินว่า นายพรานคนหนึ่งจับเนื้อและลูกเนื้อได้มาอยู่. นักเลงคนหนึ่งจึงกล่าวกับเขาว่า ผู้เจริญ เนื้อราคาเท่าไร ลูกเนื้อราคาเท่าไร และเมื่อนายพรานกล่าวว่า เนื้อสองกหาปณะ ลูกเนื้อหนึ่งกหาปณะ จึงให้เงินหนึ่งกหาปณะ ถือเอาลูกเนื้อแล้วกลับมากล่าวว่า ผู้เจริญ ข้าพเจ้าไม่ต้องการลูกเนื้อ ท่านจงให้เนื้อแก่ข้าพเจ้า.
พราน. ถ้าอย่างนั้น แกจงให้สองกหาปณะ.
นักเลง. พ่อ ครั้งก่อน ข้าพเจ้าให้หนึ่งกหาปณะแล้วมิใช่หรือ.
พราน. เออ. ให้แล้ว.
นักเลง. เจ้าจงรับลูกเนื้อแม้นี้ นั้นเป็นกหาปณะหนึ่งอย่างนี้ และลูกเนื้อมีค่าหนึ่งกหาปณะ รวมแล้วเป็นสองกหาปณะ.
นายพรานนั้นกำหนดแล้วว่า เขากล่าวมีเหตุ จึงได้รับเอาลูกเนื้อแล้วให้เนื้อไปแล.
การทำของที่มิใช่สังวาลว่าเป็นสังวาล มิใช่แก้วมณีว่าเป็นแก้วมณี มิใช่ทองว่าเป็นทอง แล้วหลอกลวงด้วยของเทียม ด้วยอำนาจการประกอบหรือด้วยอำนาจมายา ชื่อว่าการโกง. การประกอบการโกง ชื่อว่าทำปลอม
คำว่า ทำปลอม นี้เป็นชื่อแห่งการรับสินบนเป็นต้นเหล่านั้นนั่นเอง. เพราะฉะนั้น พึงทราบเนื้อความในบทนี้ว่า จากการรับสินบน จากการล่อลวง จากการทำของปลอม นั่นแล. อาจารย์บางพวกแสดงเหตุอื่นแล้วย่อมกล่าวว่า การเปลี่ยนแก่ผู้อื่น ชื่อว่าการทำปลอม. ก็คำนั้น ท่านสงเคราะห์เอาการล่อลวงนั่นเอง.
การตัดมือเป็นต้น ชื่อว่าการตัด ในเหตุมีการตัดเป็นต้น. การให้ตาย ชื่อว่าการฆ่า. การผูกด้วยเครื่องผูกคือเชือกเป็นต้น ชื่อว่าการผูก.
ชื่อว่า การตีชิงมี ๒ อย่าง คือ การตีชิงในเวลาหิมะตก ๑ การตีชิงด้วยการปกปิดด้วยกอไม้ ๑.
เวลาหิมะตก โจรทั้งหลายปกปิดด้วยหิมะแล้วตีชิงคนที่หลงทาง นี้ชื่อว่าการตีชิงในเวลาหิมะตก. โจรทั้งหลายปกปิดด้วยกอไม้เป็นต้นแล้วตีชิง นี้ชื่อว่าการตีชิงด้วยการปกปิดด้วยกอไม้.
กระทำการปล้นหมู่บ้านและนิคมเป็นต้น ท่านเรียกการปล้น. การทำอย่างหยาบช้า คือการเข้าไปในบ้านแล้ว ปักมีดที่อกของคนทั้งหลาย แล้วถือเอาสิ่งของที่ตนปรารถนา ชื่อว่ากรรโชก. เว้นจากการตัดและการกรรโชกนั้นอย่างนี้แล.
คำที่เหลือในบททั้งปวง มีเนื้อความตื้นทั้งนั้นแล. ขยายความอามกธัญญเปยยาลวรรค ในอรรถกถาสังยุตตนิกาย ชื่อสารัตถปกาสินี จบแล้ว และจบการขยายความอรรถกถามหาวรรคแล -----------------------------------------------------