๓. ปหานสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค ปหานสูตร
ติสฺโส อิมา ภิกฺขเว เวทนา ฯ กตมา ติสฺโส ฯ สุขา เวทนา ทุกฺขา เวทนา อทุกฺขมสุขา เวทนา ฯ สุขาย ภิกฺขเว เวทนาย ราคานุสโย ปหาตพฺโพ ทุกฺขาย เวทนาย ปฏิฆานุสโย ปหาตพฺโพ อทุกฺขมสุขาย เวทนาย อวิชฺชานุสโย ปหาตพฺโพ ฯ ยโต โข ภิกฺขเว ภิกฺขุโน สุขาย เวทนาย ราคานุสโย ปหีโน โหติ ทุกฺขาย เวทนาย ปฏิฆานุสโย ปหีโน โหติ อทุกฺขมสุขาย เวทนาย อวิชฺชานุสโย ปหีโน โหติ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ นิราคานุสโย สมฺมทฺทโส อจฺเฉชฺชิ ตณฺหํ วิวตฺตยิ สญฺโญชนํ สมฺมามานาภิสมยา อนฺตมกาสิ ทุกฺขสฺสาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓ เหล่านี้ เวทนา ๓ เป็นไฉน คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงละราคานุสัยในสุขเวทนา พึงละปฏิฆานุสัยในทุกขเวทนา พึงละอวิชชานุสัยในอทุกขมสุขเวทนา เพราะเหตุที่ภิกษุละราคานุสัยในสุขเวทนา ละปฏิฆานุสัยในทุกขเวทนา ละอวิชชานุสัยในอทุกขมสุขเวทนา ภิกษุนี้เราเรียกว่า เป็นผู้ไม่มีราคานุสัย มีความเห็นชอบ ตัดตัณหาได้เด็ดขาด เพิกถอนสังโยชน์ได้แล้ว ได้กระทำที่สุดแห่งทุกข์แล้ว เพราะละมานะได้โดยชอบ ฯ
สุขํ เวทยมานสฺส เวทนํ อปฺปชานโต โส ราคานุสโย โหติ อนิสฺสรณทสฺสิโน ฯ ทุกฺขํ เวทยมานสฺส เวทนํ อปฺปชานโต ปฏิฆานุสโย โหติ อนิสฺสรณทสฺสิโน ฯ อทุกฺขมสุขํ สนฺตํ ภูริปญฺญํ น เทสิตํ ตํ วาปิ อภินนฺทติ เนว ทุกฺขา ปมุจฺจติ ฯ ยโต จ ภิกฺขุ อาตาปี สมฺปชญฺญํ น ริญฺจติ ตโต โส เวทนา สพฺพา ปริชานาติ ปณฺฑิโต ฯ โส เวทนา ปริญฺญาย ทิฏฺเฐ ธมฺเม อนาสโว กายสฺส เภทา ธมฺมฏฺโฐ สงฺขฺยํ นูเปติ เวทคูติ ฯ ตติยํ ฯ
ราคานุสัยนั้น ย่อมมีแก่ภิกษุผู้เสวยสุขเวทนาไม่รู้สึกตัว อยู่ มีปรกติไม่เห็นธรรมเป็นเครื่องสลัดออก ปฏิฆานุสัย ย่อมมีแก่ภิกษุผู้เสวยทุกขเวทนา ไม่รู้สึกตัว มีปรกติไม่เห็น ธรรมเป็นเครื่องสลัดออก บุคคลเพลิดเพลิน อทุกขมสุข เวทนาซึ่งมีอยู่ อันพระผู้มีพระภาคผู้มีปัญญาประดุจปฐพีทรง แสดงแล้ว ย่อมไม่หลุดพ้นไปจากทุกข์เลย เพราะเหตุที่ ภิกษุผู้มีความเพียรละทิ้งเสียได้ด้วยสัมปชัญญะ เธอชื่อว่า เป็นบัณฑิต ย่อมกำหนดรู้เวทนาทั้งปวง ครั้นกำหนด รู้เวทนาแล้ว เป็นผู้หาอาสวะมิได้ในปัจจุบัน ตั้งอยู่ในธรรม ถึงที่สุดเวท เมื่อตายไป ย่อมไม่เข้าถึงความนับว่า เป็นผู้ กำหนัด ขัดเคือง เป็นผู้หลง ดังนี้ ฯ จบสูตรที่ ๓
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. ปหานสูตร ว่าด้วยการละ
“ภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓ ประการนี้ เวทนา ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. สุขเวทนา ๒. ทุกขเวทนา ๓. อทุกขมสุขเวทนา เธอทั้งหลายพึงละราคานุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดานคือราคะ) ในสุข-เวทนา พึงละปฏิฆานุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดานคือความกระทบกระทั่งในใจ)ในทุกขเวทนา พึงละอวิชชานุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดานคืออวิชชา) ในอทุกขมสุขเวทนา เพราะภิกษุละราคานุสัยในสุขเวทนา ละปฏิฆานุสัยในทุกขเวทนาละอวิชชานุสัยในอทุกขมสุขเวทนาได้ ฉะนั้นภิกษุนี้เราจึงเรียกว่า ‘ผู้ไม่มีอนุสัย มีความเห็นชอบ ตัดตัณหาได้ เพิกถอนสังโยชน์แล้ว ได้ทำที่สุดแห่งทุกข์ เพราะรู้แจ้งมานะได้โดยชอบ’ ราคานุสัยนั้นย่อมมีแก่ภิกษุผู้เสวยสุขเวทนา ผู้ไม่รู้ชัด มีปกติไม่เห็นธรรมเครื่องสลัดออก ปฏิฆานุสัยย่อมมีแก่ภิกษุผู้เสวยทุกขเวทนา ผู้ไม่รู้ชัด มีปกติไม่เห็นธรรมเครื่องสลัดออก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๒๗๑}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๒. เวทนาสังยุต] ๑. สคาถวรรค ๔. ปาตาลสูตร บุคคลเพลิดเพลินอทุกขมสุขเวทนาซึ่งมีอยู่ ที่พระผู้มีพระภาคผู้มีปัญญาดุจแผ่นดินทรงแสดงไว้แล้ว ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ เมื่อใดภิกษุมีความเพียร ไม่ละสัมปชัญญะ เมื่อนั้นเธอเป็นบัณฑิต กำหนดรู้เวทนาทั้งปวงได้ เธอครั้นกำหนดรู้เวทนาแล้ว ไม่มีอาสวะในปัจจุบัน ตั้งอยู่ในธรรม จบเวท ตายไป ย่อมไม่เข้าถึงการบัญญัติ” ปหานสูตรที่ ๓ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปหานสูตรที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในปหานสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้.
บทว่า อจฺเฉชฺชิ ตญฺหํ ความว่า ตัดตัณหาแม้ทั้งปวงได้เด็ดขาดแล้ว.
บทว่า นิวตฺตยิ สญฺโญชนํ ความว่า เพิกถอนสังโยชน์ทั้ง ๑๐ อย่างได้แล้ว คือได้ทำให้หมดมูล.
บทว่า สมฺมา คือ โดยเหตุคือโดยการณ์.
บทว่า มานาภิสมยา ความว่า เพราะเห็นและละมานะเสียได้ ด้วยว่า อรหัตตมรรคย่อมเห็นซึ่งมานะด้วยสามารถแห่งกิจ. นี้จัดเป็นการละมานะนั้นด้วยทัสสนะ. ส่วนมานะนั้นอันอรหัตตมรรคนั้นเห็นแล้ว ย่อมละได้ทันทีเหมือนชีวิตของสัตว์อันบุคคลเห็นละได้ด้วยสามารถทิฏฐิฉะนั้น. นี้จัดเป็นการละมานะนั้นด้วยปหานะ.
บทว่า อนฺตมกาสิทุกฺขสฺส ท่านอธิบายว่า ที่สุด ๔ เหล่านี้ใด คือที่สุดมีเขตแดนเป็นที่สุด ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า เครื่องผูกกาย ย่อมคร่ำคร่าเป็นที่สุด หรือมีความสดสวยเป็นที่สุดดังนี้ ๑ที่สุดแห่งความลามก พระองค์ตรัสอย่างนี้ว่า นี้เป็นที่สุดแห่งชีวิต นะภิกษุทั้งหลายดังนี้ ๑ ส่วนสุดท่านกล่าวอย่างนี้ว่า กายของตนมีที่สุดอย่างหนึ่งดังนี้ ๑ส่วนสุดท่านกล่าวอย่างนี้ว่า นั่นแลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ เพราะสิ้นปัจจัยทั้งหมดดังนี้ ๑
ในที่สุด ๔ เหล่านั้น ภิกษุได้ทำที่สุดกล่าวคือส่วนที่ ๔ แห่งวัฏฏทุกข์ทั้งหมดนั่นแล คือได้ทำการเพื่อกำหนด การที่กำหนดไว้ คือได้ทำทุกข์เหลือเพียงร่างกายเป็นที่สุดดังนี้.
บทว่า สมฺปชญฺเญน นิพฺพาติ ได้แก่ ย่อมละเสียได้ด้วยสัมปชัญญะ.
บทว่า สงฺขยํ นูเปติ ความว่า ย่อมไม่เข้าถึงบัญญัติว่าเป็นผู้กำหนัดขัดเคือง เป็นผู้หลงดังนี้ เธอละบัญญัตินั้นได้แล้ว ได้ชื่อว่ามหาขีณาสพ. อารัมมณานุสัยตรัสไว้แล้วในพระสูตรนี้แล.
จบอรรถกถาปหานสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------