ฐานสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๑๑๕จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว ฐานานิ กตมานิ จตฺตาริ อตฺถิ ภิกฺขเว ฐานํ อมนาปํ กาตุํ ตญฺจ กยิรมานํ อนตฺถาย สํวตฺตติ อตฺถิ ภิกฺขเว ฐานํ อมนาปํ กาตุํ ตญฺจ กยิรมานํ อตฺถาย สํวตฺตติ อตฺถิ ภิกฺขเว ฐานํ มนาปํ กาตุํ ตญฺจ กยิรมานํ อนตฺถาย สํวตฺตติ อตฺถิ ภิกฺขเว ฐานํ มนาปํ กาตุํ ตญฺจ กยิรมานํ อตฺถาย สํวตฺตติ ฯ {๑๑๕.๑} ตตฺร ภิกฺขเว ยทิทํ ฐานํ อมนาปํ กาตุํ ตญฺจ กยิรมานํ อนตฺถาย สํวตฺตติ อิทํ ภิกฺขเว ฐานํ อุภเยเนว น กตฺตพฺพํ มญฺญติ ยมฺปิทํ ฐานํ อมนาปํ กาตุํ อิมินาปิ น กตฺตพฺพํ มญฺญติ ยมฺปิทํ ฐานํ กยิรมานํ อนตฺถาย สํวตฺตติ อิมินาปิ น กตฺตพฺพํ มญฺญติ อิทํ ภิกฺขเว ฐานํ อุภเยเนว น กตฺตพฺพํ มญฺญติ ฯ {๑๑๕.๒} ตตฺร ภิกฺขเว ยทิทํ ฐานํ อมนาปํ กาตุํ ตญฺจ กยิรมานํ อตฺถาย สํวตฺตติ อิมสฺมึ ภิกฺขเว ฐาเน พาโล จ ปณฺฑิโต จ เวทิตพฺโพ ปุริสตฺถาเม ปุริสวิริเย ปุริสปรกฺกเม น ภิกฺขเว พาโล อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ กิญฺจาปิ โข อิทํ ฐานํ อมนาปํ กาตุํ อถจรหีทํ ฐานํ กยิรมานํ อตฺถาย สํวตฺตตีติ โส ตํ ฐานํ น กโรติ ตสฺส ตํ ฐานํ อกยิรมานํ อนตฺถาย สํวตฺตติ ปณฺฑิโต จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ กิญฺจาปิ โข อิทํ ฐานํ อมนาปํ กาตุํ อถจรหีทํ ฐานํ กยิรมานํ อตฺถาย สํวตฺตตีติ โส ตํ ฐานํ กโรติ ตสฺส ตํ ฐานํ กยิรมานํ อตฺถาย สํวตฺตติ ฯ {๑๑๕.๓} ตตฺร ภิกฺขเว ยทิทํ ฐานํ มนาปํ กาตุํ ตญฺจ กยิรมานํ อนตฺถาย สํวตฺตติ อิมสฺมึปิ ภิกฺขเว ฐาเน พาโล จ ปณฺฑิโต จ เวทิตพฺโพ ปุริสตฺถาเม ปุริสวิริเย ปุริสปรกฺกเม น ภิกฺขเว พาโล อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ กิญฺจาปิ โข อิทํ ฐานํ มนาปํ กาตุํ อถจรหีทํ ฐานํ กยิรมานํ อนตฺถาย สํวตฺตตีติ โส ตํ ฐานํ กโรติ ตสฺส ตํ ฐานํ กยิรมานํ อนตฺถาย สํวตฺตติ ปณฺฑิโต จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ กิญฺจาปิ โข อิทํ ฐานํ มนาปํ กาตุํ อถจรหีทํ ฐานํ กยิรมานํ อนตฺถาย สํวตฺตตีติ โส ตํ ฐานํ น กโรติ ตสฺส ตํ ฐานํ อกยิรมานํ อตฺถาย สํวตฺตติ ฯ {๑๑๕.๔} ตตฺร ภิกฺขเว ยทิทํ ฐานํ มนาปํ กาตุํ ตญฺจ กยิรมานํ อตฺถาย สํวตฺตติ อิทํ ภิกฺขเว ฐานํ อุภเยเนว กตฺตพฺพํ มญฺญติ ยมฺปิทํ ฐานํ มนาปํ กาตุํ อิมินาปิ กตฺตพฺพํ มญฺญติ ยมฺปิทํ ฐานํ กยิรมานํ อตฺถาย สํวตฺตติ อิมินาปิ กตฺตพฺพํ มญฺญติ อิทํ ภิกฺขเว ฐานํ อุภเยเนว กตฺตพฺพํ มญฺญติ ฯ อิมานิ โข ภิกฺขเว จตฺตาริ ฐานานีติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕. ฐานสูตร ว่าด้วยฐานะแห่งความเสื่อมและความเจริญ
ภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๔ ประการนี้ ฐานะ ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ฐานะที่ให้ทำสิ่งที่ไม่น่าพอใจและเมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหาย ๒. ฐานะที่ให้ทำสิ่งที่ไม่น่าพอใจ แต่เมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ ๓. ฐานะที่ให้ทำสิ่งที่น่าพอใจ แต่เมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหาย ๔. ฐานะที่ให้ทำสิ่งที่น่าพอใจและเมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ บรรดาฐานะ ๔ ประการนั้น ฐานะที่ให้ทำสิ่งที่ไม่น่าพอใจและเมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหาย บัณฑิตย่อมรู้ว่าฐานะนี้ไม่ควรทำทั้ง ๒ ส่วน คือ รู้ว่าไม่ควรทำทั้งส่วนที่เป็นฐานะที่ให้ทำสิ่งที่ไม่น่าพอใจ และรู้ว่าไม่ควรทำทั้งส่วนที่เป็นฐานะที่เมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหาย บัณฑิตย่อมรู้ว่าฐานะนี้ไม่ควรทำทั้ง ๒ ส่วน@เชิงอรรถ : @ ฐานะ ในที่นี้หมายถึงเหตุ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๑๕/๓๗๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๑๗๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๒. เกสิวรรค ๖. อัปปมาทสูตร บรรดาฐานะ ๔ ประการนั้น ฐานะที่ให้ทำสิ่งที่ไม่น่าพอใจ แต่เมื่อทำย่อม เป็นไปเพื่อประโยชน์ พึงทราบคนพาลและบัณฑิตในเรื่องกำลังของบุรุษ ความเพียรของบุรุษ และความบากบั่นของบุรุษ คนพาลย่อมไม่เห็นประจักษ์ดังนี้ว่า “ฐานะนี้ที่ให้ทำสิ่งที่ไม่น่าพอใจก็จริง แต่เมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์” เขาย่อมไม่ทำฐานะนั้น เมื่อไม่ทำจึงเป็นไปเพื่อความฉิบหาย ส่วนบัณฑิตย่อมเห็นประจักษ์ดังนี้ว่า“ฐานะนี้ที่ให้ทำสิ่งที่ไม่น่าพอใจก็จริง แต่เมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์” เขาย่อมทำฐานะนั้น เมื่อทำจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ บรรดาฐานะ ๔ ประการนั้น ฐานะที่ให้ทำสิ่งที่น่าพอใจ แต่เมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหาย พึงทราบคนพาลและบัณฑิตในเรื่องกำลังของบุรุษ ความเพียรของบุรุษ และความบากบั่นของบุรุษ คนพาลย่อมไม่เห็นประจักษ์ดังนี้ว่า “ฐานะนี้ที่ให้ทำสิ่งที่น่าพอใจก็จริง แต่เมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหาย” เขาย่อมทำฐานะนั้น แต่เมื่อทำจึงเป็นไปเพื่อความฉิบหาย ส่วนบัณฑิตย่อมเห็นประจักษ์ดังนี้ว่า“ฐานะนี้ที่ให้ทำสิ่งที่น่าพอใจก็จริง แต่เมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหาย” เขาไม่ทำฐานะนั้น เมื่อไม่ทำจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ บรรดาฐานะ ๔ ประการนั้น ฐานะที่ให้ทำสิ่งที่น่าพอใจ และเมื่อทำย่อม เป็นไปเพื่อประโยชน์ บัณฑิตย่อมรู้ว่าฐานะนี้ควรทำทั้ง ๒ ส่วน คือ รู้ว่าควรทำทั้งส่วนที่เป็นฐานะที่ให้ทำสิ่งที่น่าพอใจ และรู้ว่าควรทำทั้งส่วนที่เป็นฐานะที่เมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ บัณฑิตย่อมรู้ว่าฐานะนี้ควรทำทั้ง ๒ ส่วน ภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๔ ประการนี้แล ฐานสูตรที่ ๕ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาฐานสูตรที่ ๕
พึงทราบวินิจฉัยในฐานสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ฐานานิ ได้แก่ เหตุ.
บทว่า อนตฺถาย สํวตฺตติ ความว่า ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์ เพื่อมิใช่ความเจริญ.
ก็ในคำนี้ พึงทราบกุศลกรรมที่สัมปยุตด้วยโสมนัส ในบทเป็นต้นอย่างนี้ว่า บาปกรรมมีทุกข์ มีความคับแค้นซึ่งต่างโดยขุดบ่อจับปลาตัดช่องของเขาเป็นต้น พึงทราบว่าเป็นฐานะที่ ๑
การงานมีการทิ้งขยะดอกไม้เป็นต้น และการงานมีการโบกปูนขาว มุงเรือนและกวาดสถานที่ไม่สะอาดเป็นต้น สำหรับคฤหัสถ์ผู้เลี้ยงชีพโดยชอบ พึงทราบว่าเป็นฐานะที่ ๒
กรรมมีการดื่มสุราลูบไล้ของหอมและการประดับดอกไม้เป็นต้น และกรรมมีปาณาติบาติเป็นต้น ที่เป็นไปแล้วด้วยอำนาจความยินดี พึงทราบว่า เป็นฐานะที่ ๓
กุศลกรรมที่ประกอบด้วยโสมนัสในกิจกรรมเป็นต้นอย่างนี้ คือ การนุ่งห่มผ้าสะอาด ถือเอาดอกไม้และของหอมเป็นต้นไปในเวลาไปฟังธรรม การไหว้พระเจดีย์ การไหว้ต้นโพธิ การฟังธรรมกถาอันไพเราะ การสมาทานศีล ๕ พึงทราบว่าเป็นฐานะที่ ๔.
บทว่า ปุริสถาเม ความว่า ในเรี่ยวแรงคือญาณของบุรุษ.
แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้แล.
จบอรรถกถาฐานสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------