โลกสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต โลกสูตร
โลโก ภิกฺขเว ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺโธ โลกสฺมา ตถาคโต วิสํยุตฺโต โลกสมุทโย ภิกฺขเว ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺโธ โลกสมุทโย ตถาคตสฺส ปหีโน โลกนิโรโธ ภิกฺขเว ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺโธ โลกนิโรโธ ตถาคตสฺส สจฺฉิกโต โลกนิโรธคามินี ปฏิปทา ภิกฺขเว ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา โลกนิโรธคามินี ปฏิปทา ตถาคตสฺส ภาวิตา ฯ ยํ ภิกฺขเว สเทวกสฺส โลกสฺส สมารกสฺส สพฺรหฺมกสฺส สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย ทิฏฺฐํ สุตํ มุตํ วิญฺญาตํ ปตฺตํ ปริเยสิตํ อนุวิจริตํ มนสา สมฺมา ตํ ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธํ ตสฺมา ตถาคโตติ วุจฺจติ ฯ {๒๓.๑} ยญฺจ ภิกฺขเว รตฺตึ ตถาคโต อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุชฺฌติ ยญฺจ รตฺตึ อนุปาทิเสสาย นิพฺพานธาตุยา ปรินิพฺพายติ ยํ เอตสฺมึ อนฺตเร ภาสติ ลปติ นิทฺทิสติ สพฺพนฺตํ ตเถว โหติ โน อญฺญถา ตสฺมา ตถาคโตติ วุจฺจติ ฯ ยถาวาที ภิกฺขเว ตถาคโต ตถาการี ยถาการี ตถาวาที อิติ ยถาวาที ตถาการี ยถาการี ตถาวาที ตสฺมา ตถาคโตติ วุจฺจติ ฯ สเทวเก ภิกฺขเว โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย ตถาคโต อภิภู อนภิภูโต อญฺญทตฺถุทโส วสวตฺติ ตสฺมา ตถาคโตติ วุจฺจตีติ ฯ สพฺพโลกํ อภิญฺญาย สพฺพโลเก ยถาตถํ สพฺพโลกวิสํยุตฺโต สพฺพโลเก อนุสฺสโย ส เว สพฺพาภิภู ธีโร สพฺพคนฺถปฺปโมจโน ผุฏฺฐสฺส ปรมา สนฺติ นิพฺพานํ อกุโตภยํ เอส ขีณาสโว พุทฺโธ อนีโฆ ฉินฺนสํสโย สพฺพกมฺมกฺขยํ ปตฺโต วิมุตฺโต อุปธิสํขเย ฯ เอวํ โส ภควา พุทฺโธ เอส สีโห อนุตฺตโร สเทวกสฺส โลกสฺส พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺตยิ ฯ อิติ เทวา มนุสฺสา จ เย พุทฺธํ สรณํ คตา สงฺคมฺม นํ นมสฺสนฺติ มหนฺตํ วีตสารทํ ฯ ทนฺโต ทมยตํ เสฏฺโฐ สนฺโต สมยตํ อิสิ มุตฺโต โมจยตํ อคฺโค ติณฺโณ ตารยตํ วโร อิติ เหตํ นมสฺสนฺติ มหนฺตํ วีตสารทํ ฯ สเทวกสฺมึ โลกสฺมึ นตฺถิ เต ปฏิปุคฺคโลติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย โลกตถาคตตรัสรู้แล้ว ตถาคตพรากจากโลก แล้ว เหตุเกิดแห่งโลกตถาคตตรัสรู้แล้ว เหตุเกิดแห่งโลกตถาคตละได้แล้วความดับแห่งโลกตถาคตตรัสรู้แล้ว ความดับแห่งโลกตถาคตกระทำให้แจ้งแล้วปฏิปทาอันยังสัตว์ให้ถึงความดับแห่งโลก ตถาคตตรัสรู้แล้ว ปฏิปทาอันยังสัตว์ให้ถึงความดับแห่งโลกตถาคตให้เจริญแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปารมณ์ที่เห็นด้วยจักษุ สัททารมณ์ที่ฟังด้วยหู คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ที่รู้ได้ด้วยทวารนั้นๆ ธรรมารมณ์ที่รู้แจ้งด้วยใจ ของโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลกพรหมโลก ของหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ตถาคตได้บรรลุแล้ว เสาะแสวงหาแล้ว ค้นคว้าแล้วด้วยใจ ตถาคตตรัสรู้รูปารมณ์ที่เห็นได้ด้วยจักษุเป็นต้นนั้นโดยชอบ เพราะฉะนั้น โลกจึงเรียกว่า ตถาคต อนึ่งตถาคตย่อมตรัสรู้ซึ่งราตรีใด และย่อมยังราตรีใดให้ดับ ตถาคตย่อมกล่าว ย่อมทักทาย ย่อมแสดงออกซึ่งคำใดในระหว่างนี้ คำนั้นทั้งหมดย่อมเป็นอย่างนั้นทีเดียว หาได้เป็นอย่างอื่นไม่ เพราะฉะนั้น โลกจึงเรียกว่า ตถาคต ตถาคตมีปรกติกล่าวอย่างใด ทำอย่างนั้น ทำอย่างใด กล่าวอย่างนั้น ตถาคตมีปรกติกล่าวอย่างใด ทำอย่างนั้น ทำอย่างใด กล่าวอย่างนั้น ด้วยประการฉะนี้ เพราะฉะนั้น โลกจึงเรียกว่า ตถาคต ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์เทวดาและมนุษย์ เป็นผู้อันใครๆ ครอบงำไม่ได้ ผู้เห็นแจ้งโดยแท้ ยังอำนาจให้เป็นไป เพราะฉะนั้น โลกจึงเรียกว่า ตถาคต ฯ ผู้ใดรู้ยิ่งแล้วซึ่งโลกทั้งปวง รู้ตามเป็นจริงในโลกทั้งปวง พราก ไปจากโลกทั้งปวง ไม่มีกิเลสนอนเนื่องในสันดานในโลก ทั้งปวง ผู้นั้นแล เป็นธีรชนผู้ครอบงำอารมณ์ทั้งปวงได้ ปลด เปลื้องกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งมวลเสียได้ เป็นผู้ถูกต้อง นิพพานอันมีความสงบอย่างยิ่ง ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ ผู้นี้ เป็นพระขีณาสพผู้รู้แล้ว ไม่มีทุกข์ ตัดความสงสัยได้แล้ว ถึงความสิ้นไปแห่งกรรมทั้งปวง เป็นผู้หลุดพ้นเพราะความ สิ้นไปแห่งอุปธิ บุคคลนี้เป็นผู้มีโชค เป็นพุทธะ ชื่อว่า เป็นสีหะผู้ยอดเยี่ยม ประกาศพรหมจักรให้แก่โลกทั้งเทว โลก เพราะเหตุนั้น เทวดาและมนุษย์จึงถึงพระพุทธเจ้าว่า เป็นสรณะ มาประชุมกันนมัสการพระองค์ผู้เป็นใหญ่ ผู้ ปราศจากความขลาด เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักนมัสการ พระองค์ผู้เป็นใหญ่ ผู้ปราศจากความขลาด กล่าวสรรเสริญ ว่า เป็นผู้ฝึกตนประเสริฐกว่าบรรดาผู้ฝึกตนทั้งหลาย เป็น ฤาษีผู้สงบกว่าบรรดาผู้สงบทั้งหลาย เป็นผู้พ้นชั้นเยี่ยมกว่า บรรดาผู้พ้นทั้งหลาย เป็นผู้ข้ามฝั่งประเสริฐกว่าบรรดาผู้ข้าม ฝั่งทั้งหลาย ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก จะหาบุคคลเปรียบ ด้วยพระองค์ไม่มี ฯ จบสูตรที่ ๓
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. โลกสูตร ว่าด้วยโลก
ภิกษุทั้งหลาย โลก ตถาคตตรัสรู้ แล้ว ตถาคตพรากจากโลก ตถาคต ตรัสรู้เหตุเกิดแห่งโลก ตถาคตละเหตุเกิดแห่งโลกแล้ว ตถาคตตรัสรู้ความดับแห่งโลก ตถาคตทำให้ประจักษ์ซึ่งความดับแห่งโลก ตถาคตตรัสรู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งโลก ตถาคตบำเพ็ญข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความดับแห่งโลกแล้ว เพราะตถาคตตรัสรู้รูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟัง อารมณ์ที่ได้ทราบ ธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง ที่ชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ถึง แสวงหา ตรองตามด้วยใจทั้งหมด ฉะนั้นชาวโลกจึงเรียกว่า ‘ตถาคต’ เพราะตถาคตตรัสรู้ในราตรีใด ปรินิพพานในราตรีใด ในระหว่างนี้ย่อมภาษิตกล่าว แสดงออกซึ่งคำใด คำนั้นทั้งหมดเป็นจริงอย่างนั้นแล ไม่เป็นอย่างอื่น ฉะนั้นชาวโลกจึงเรียกว่า ‘ตถาคต’ เพราะตถาคตกล่าวอย่างใด ก็ทำอย่างนั้น ทำอย่างใด ก็กล่าวอย่างนั้น ฉะนั้นชาวโลกจึงเรียกว่า ‘ตถาคต’ @เชิงอรรถ : @ โลก หมายถึงทุกขอริยสัจ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๓/๓๐๑) @ ตรัสรู้ หมายถึงทำให้ประจักษ์ด้วยอรหัตตมัคคญาณ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๓/๓๐๑)@ รูปที่ได้เห็น ในที่นี้หมายถึงรูปายตนะ (อายตนะคือรูป) (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๓/๓๐๑)@ เสียงที่ได้ฟัง ในที่นี้หมายถึงสัททายตนะ (อายตนะคือเสียง) (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๓/๓๐๑)@ อารมณ์ที่ได้ทราบในที่นี้หมายถึงคันธายตนะ (อายตนะคือกลิ่น) รสายตนะ (อายตนะคือรส) โผฏฐัพพา-@ยตนะ (อายตนะคือโผฏฐัพพะ) เพราะเป็นสภาวะที่บุคคลถึงแล้วจึงกำหนดได้ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๓/๓๐๑)@ ธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง ในที่นี้หมายถึงธรรมารมณ์มีสุขและทุกข์เป็นต้น (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๓/๓๐๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๓. อุรุเวลวรรค ๓. โลกสูตร เพราะตถาคตเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ไม่มีใครข่มเหงได้ เห็นถ่องแท้ แผ่อำนาจไปใน โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ฉะนั้น ชาวโลกจึงเรียกว่า ‘ตถาคต‘ บุคคลใดรู้แจ้งโลกทั้งปวง ตามความเป็นจริงทั้งหมด พรากจากโลกทั้งปวง ไม่มีกิเลสสั่งสมอยู่ในโลกทั้งปวง บุคคลนั้นแลครอบงำอารมณ์ได้ทั้งหมด เป็นนักปราชญ์ ปลดเปลื้องกิเลสที่ร้อยรัดได้ทั้งหมด บรรลุนิพพานที่มีความสงบอย่างยิ่ง ไม่มีภัยแต่ที่ไหน บุคคลนี้สิ้นอาสวะ เป็นพุทธะ ไม่มีทุกข์ ตัดความสงสัยได้ บรรลุความสิ้นกรรมทั้งปวง หลุดพ้นเพราะสิ้นอุปธิกิเลส บุคคลนั้นเป็นผู้มีโชค ตรัสรู้ เปรียบเหมือนราชสีห์ที่ยอดเยี่ยม ประกาศพรหมจักรแก่โลกพร้อมทั้งเทวโลก เพราะเหตุนั้น เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ที่ถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ มาประชุมกัน นมัสการพระองค์ผู้ยิ่งใหญ่ ทรงแกล้วกล้า @เชิงอรรถ : @ ดู ที.ปา. ๑๑/๑๘๘/๑๑๗ @ พุทธะ หมายถึงตรัสรู้อริยสัจ ๔ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๔๙/๓๔๗) @ สรณะ หมายถึงสิ่งที่ทำลาย ขจัด ปัดเป่า บรรเทาทุกข์ภัยและกิเลส การยึดถือพระรัตนตรัยว่าเป็นสรณะ@ก็เพื่อเป็นเครื่องช่วยทำลาย ขจัด ปัดเป่าทุกข์ภัย และกิเลสต่างๆ ในจิตใจให้หมดสิ้น (ขุ.ขุ.อ. หน้า ๖-๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๘}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๓. อุรุเวลวรรค ๔. กาฬการามสูตร เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายนมัสการพระพุทธเจ้านั้น ผู้ยิ่งใหญ่ ทรงแกล้วกล้าด้วยการสรรเสริญว่า เป็นผู้ฝึกตนที่ประเสริฐสุดในหมู่ผู้ฝึกตนทั้งหลาย เป็นฤๅษีผู้สงบกว่าผู้สงบทั้งหลาย เป็นผู้หลุดพ้นที่ยอดเยี่ยมกว่าผู้หลุดพ้นทั้งหลาย เป็นผู้ข้ามพ้นที่ประเสริฐกว่าผู้ข้ามพ้นทั้งหลาย ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ไม่มีบุคคลที่เปรียบเทียบกับพระองค์ได้ โลกสูตรที่ ๓ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาโลกสูตรที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในโลกสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า โลโก ได้แก่ ทุกขสัจ. บทว่า อภิสมฺพุทฺโธ ได้แก่ ทำให้ประจักษ์แล้วด้วยญาณ. บทว่า โลกสฺมา ได้แก่ จากทุกขสัจ. บทว่า ปหีโน ได้แก่ ละได้แล้วด้วยอรหัตมรรคญาณ ที่มหาโพธิมัณฑสถาน (โคนโพธิ). บทว่า ตถาคตสฺส ภาวิตา แปลว่า อันตถาคตทำให้มีแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสความที่พระองค์เป็นพุทธะด้วยสัจจะ ๔ โดยฐานะมีประมาณเท่านี้ อย่างนี้แล้ว บัดนี้ จึงตรัสคำเป็นอาทิว่า ยํ ภิกฺขเว เพื่อตรัสความที่พระองค์เป็นตถาคต.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺฐํ ได้แก่ รูปายตนะ อายตนะคือรูป.
บทว่า สุตํ ได้แก่ สัททายตนะ อายตนะคือเสียง.
บทว่า มุตํ ได้แก่ อายตนะคือ กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เพราะเป็นอารมณ์ที่มาถึงแล้วรับไว้.
บทว่า วิญฺญาตํ ได้แก่ ธรรมารมณ์ อารมณ์คือธรรมมีสุขและทุกข์เป็นต้น.
บทว่า ปตฺตํ ได้แก่ แสวงหาหรือไม่แสวงหาก็มาถึงแล้ว.
บทว่า ปริเยสิตํ ความว่า มาถึงหรือยังไม่มาถึง ก็แสวงหาแล้ว.
บทว่า อนุวิจริตํ มนสา ได้แก่ คิดค้นด้วยจิต.
ด้วยบทว่า ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธํ นี้ ทรงแสดงข้อนี้ว่า
รูปารมณ์เป็นต้นว่า สีเขียว สีเหลืองอันใดปรากฏในจักขุทวารของโลกพร้อมทั้งเทวโลกนี้ ในโลกธาตุอันหาประมาณมิได้ ตถาคตตรัสรู้ปารมณ์อันนั้นทั้งหมดอย่างนี้ว่า สัตว์นี้เห็นรูปารมณ์ชื่อนี้ ในขณะนี้แล้ว เกิดดีใจบ้าง เสียใจบ้าง เป็นกลางบ้าง ดังนี้
อนึ่ง สัททารมณ์เป็นต้นว่า เสียงกลอง ปรากฏในโสตทวารของโลกพร้อมทั้งเทวโลกนี้ ในโลกธาตุอันหาประมาณมิได้ก็เหมือนกัน คันธารมณ์เป็นต้นว่า กลิ่นที่ราก กลิ่นที่เปลือก ปรากฏในฆานทวาร รสารมณ์เป็นต้นว่า รสที่ราก รสที่ลำต้น ปรากฏในชิวหาทวาร โผฏฐัพพารมณ์ต่างด้วยธาตุดิน ธาตุไฟ ธาตุลมเป็นต้นว่า แข็ง อ่อน ปรากฏในกายทวาร ตถาคตตรัสรู้โผฏฐัพพารมณ์นั้นทั้งหมดอย่างนี้ว่า สัตว์นี้ถูกต้องโผฏฐัพพารมณ์ ชื่อนี้ ในขณะนี้แล้ว เกิดดีใจบ้าง เสียใจบ้าง เป็นกลางบ้างดังนี้.
อนึ่ง ธรรมารมณ์ต่างด้วยสุขและทุกข์เป็นต้น ปรากฏในมโนทวารของโลกพร้อมทั้งเทวโลกนี้ ในโลกธาตุที่หาประมาณมิได้ ตถาคตตรัสรู้ธรรมารมณ์นั้นทั้งหมดอย่างนี้ว่า สัตว์นี้รู้ธรรมารมณ์ชื่อนี้ ในขณะนี้แล้ว เกิดดีใจบ้าง เสียใจบ้าง เป็นกลางบ้าง ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อารมณ์อันสรรพสัตว์เหล่านี้ เห็นแล้ว ได้ยินแล้ว ทราบแล้ว รู้สึกแล้ว ในอารมณ์อันนั้น ตถาคตไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ทราบหรือไม่รู้ ก็หามิได้ ส่วนอารมณ์ที่มหาชนนี้แสวงหาแล้ว แต่ไม่ถึงก็มี ไม่แสวงหาแล้วไม่ถึงก็มีแสวงหาแล้วจึงถึงก็มี ไม่แสวงหาแล้วแต่ถึงก็มี อารมณ์แม้ทั้งหมด ชื่อว่าไม่ถึงแก่ตถาคต ตถาคตไม่ทำให้แจ้งด้วยญาณหามีไม่.
บทว่า ตสฺมา ตถาคโตติ วุจฺจติ ความว่า เรียกว่าตถาคต เพราะโลกไปอย่างใด ตถาคตก็ไปอย่างนั้นแหละ.
ส่วนในบาลีท่านกล่าวว่า อภิสมฺพุทฺธํ บทนั้นก็มีอรรถอย่างเดียวกับตถาคตศัพท์.
พึงทราบเนื้อความแห่งคำนิคมลงท้ายว่า ตถาคโต ในทุกวาระโดยนัยนี้.
ยุติความถูกต้องแห่งตถาคตศัพท์นั้น กล่าวไว้โดยพิสดารแห่งตถาคตศัพท์ในอรรถกถาที่ว่าด้วยเอกบุคคล.
อนึ่ง ในข้อนี้ ศัพท์ว่า อญฺญทตฺถุํ เป็นนิบาตลงในอรรถว่าส่วนเดียว. ชื่อว่าทสะ เพราะเห็น. ชื่อว่าวสวัตติ เพราะใช้อำนาจ.
บทว่า สพฺพโลกํ อภิญฺญาย ความว่า รู้ซึ่งโลกสันนิวาสที่เป็นไตรธาตุ ธาตุสาม.
บทว่า สพฺพโลเก ยถาตถํ ความว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งพึงรู้ได้ในโลกสันนิวาสที่เป็นธาตุสามนั้น ทรงรู้สิ่งนั้นทั้งหมดตามเป็นจริง ไม่วิปริต.
บทว่า วิสํยุตฺโต ความว่า ปราศจากโยคะเพราะทรงละโยคะ ๔ ได้.
บทว่า อนุสฺสโย ความว่า เว้นขาดจากตัณหา ทิฏฐิ และอุสสยา (ความริษยา).
บทว่า สพฺพาภิภู ความว่า ผู้ครอบงำอารมณ์ทั้งปวงมีรูปเป็นต้นได้แล้ว.
บทว่า ธีโร คือ ผู้ถึงพร้อมด้วยธิติปัญญา.
บทว่า สพฺพคนฺถปฺปโมจโน ความว่า ปลดเปลื้องกิเลสเครื่องร้อยรัด ๔ ได้หมด.
บทว่า ผุฏฐสฺส ตัดบทเป็น ผุฏฺฐา อสฺส. และบทนี้เป็นฉัฏฐีวิภัติลงในอรรถแห่งตติยาวิภัติ.
บทว่า ปรมา สนฺติ ได้แก่ นิพพาน. จริงอยู่ นิพพานนั้นอันธีรชนถูกต้องแล้วด้วยความถูกต้อง ด้วยญาณนั้น ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นิพฺพานํ อกุโตภยํ ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปรมา สนฺติ ได้แก่ อุดมสันติ.
ถามว่า อุดมสันตินั้นคืออะไร.
ตอบว่า ก็บรมสันตินั้นแหละ คือนิพพาน.
จริงอยู่ ก็เพราะเหตุที่ในนิพพานไม่มีภัยแม้แต่ที่ไหน ฉะนั้น นิพพานนั้นท่านจึงเรียกว่าไม่มีภัยแต่ที่ไหน.
บทว่า วิมุตฺโต อุปธิสงฺขเย ความว่า หลุดพ้นแล้ว เพราะนิพพานกล่าวคือธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ ด้วยผลวิมุตติที่มีนิพพานนั้นเป็นอารมณ์.
บทว่า สีโห อนุตฺตโร ความว่า ตถาคต ชื่อว่าสีหะ ผู้ยอดเยี่ยม เพราะอรรถว่าทรงอดกลั้นอันตรายทั้งหลาย และเพราะอรรถว่ากำจัดกิเลสทั้งหลาย.
บทว่า พฺรหฺมํ แปลว่า ประเสริฐ.
บทว่า อิติ ความว่า รู้คุณของตถาคตอย่างนี้.
บทว่า สงฺคมฺม ได้แก่ มาประชุมกันแล้ว.
บทว่า นํ คือ พระตถาคต.
บทว่า นมสฺสนฺติ ความว่า เทวดาและมนุษย์เหล่านั้นถึงพระตถาคตนั้นเป็นสรณะแล้ว นอบน้อมอยู่.
บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงถึงท่านผู้ที่เทวดาและมนุษย์นอบน้อมกล่าวถึงอยู่ จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ทนฺโต ดังนี้. คำนั้นมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาโลกสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------