๕. อาภาวรรค
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อาภาวคฺโค ปญฺจโม
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อาภาวรรคที่ ๕
จตสฺโส อิมา ภิกฺขเว อาภา กตมา จตสฺโส จนฺทาภา สุริยาภา อคฺคาภา ปญฺญาภา อิมา โข ภิกฺขเว จตสฺโส อาภา เอตทคฺคํ ภิกฺขเว อิมาสํ จตสฺสนฺนํ อาภานํ ยทิทํ ปญฺญาภาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย แสงสว่าง ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉนคือ แสงสว่างแห่งพระจันทร์ ๑ แสงสว่างแห่งพระอาทิตย์ ๑ แสงสว่างแห่งไฟ ๑แสงสว่างแห่งปัญญา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย แสงสว่าง ๔ ประการนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาแสงสว่าง ๔ ประการนี้ แสงสว่างแห่งปัญญาเป็นเลิศ ฯ
จตสฺโส อิมา ภิกฺขเว ปภา กตมา จตสฺโส จนฺทปฺปภา สุริยปฺปภา อคฺคิปฺปภา ปญฺญาปฺปภา อิมา โข ภิกฺขเว จตสฺโส ปภา เอตทคฺคํ ภิกฺขเว อิมาสํ จตสฺสนฺนํ ปภานํ ยทิทํ ปญฺญาปฺปภาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย รัศมี ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉนคือ รัศมีแห่งพระจันทร์ ๑ รัศมีแห่งพระอาทิตย์ ๑ รัศมีแห่งไฟ ๑ รัศมีแห่งปัญญา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย รัศมี ๔ ประการนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลายบรรดารัศมี ๔ ประการนี้ รัศมีแห่งปัญญาเป็นเลิศ ฯ
จตฺตาโรเม ภิกฺขเว อาโลกา กตเม จตฺตาโร จนฺทาโลโก สุริยาโลโก อคฺคาโลโก ปญฺญาโลโก อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร อาโลกา เอตทคฺคํ ภิกฺขเว อิเมสํ จตุนฺนํ อาโลกานํ ยทิทํ ปญฺญาโลโกติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสว่าง ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉนคือ ความสว่างแห่งพระจันทร์ ๑ ความสว่างแห่งพระอาทิตย์ ๑ ความสว่างแห่งไฟ ๑ ความสว่างแห่งปัญญา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสว่าง ๔ ประการนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาความสว่าง ๔ ประการนี้ ความสว่างแห่งปัญญาเป็นเลิศ ฯ
จตฺตาโรเม ภิกฺขเว โอภาสา กตเม จตฺตาโร จนฺโทภาโส สุริโยภาโส อคฺโคภาโส ปญฺโญภาโส อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร โอภาสา เอตทคฺคํ ภิกฺขเว อิเมสํ จตุนฺนํ โอภาสานํ ยทิทํ ปญฺโญภาโสติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย โอภาส ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉนคือ โอภาสแห่งพระจันทร์ ๑ โอภาสแห่งพระอาทิตย์ ๑ โอภาสแห่งไฟ ๑โอภาสแห่งปัญญา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย โอภาส ๔ ประการนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาโอภาส ๔ ประการนี้ โอภาสแห่งปัญญาเป็นเลิศ ฯ
จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ปชฺโชตา กตเม จตฺตาโร จนฺทปฺปชฺโชโต สุริยปฺปชฺโชโต อคฺคิปฺปชฺโชโต ปญฺญาปฺปชฺโชโต อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ปชฺโชตา เอตทคฺคํ ภิกฺขเว อิเมสํ จตุนฺนํ ปชฺโชตานํ ยทิทํ ปญฺญาปฺปชฺโชโตติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความโพลง ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉนคือ ความโพลงแห่งพระจันทร์ ๑ ความโพลงแห่งพระอาทิตย์ ๑ ความโพลงแห่งไฟ ๑ ความโพลงแห่งปัญญา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความโพลง ๔ ประการนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาความโพลง ๔ ประการนี้ ความโพลงแห่งปัญญาเป็นเลิศ ฯ
จตฺตาโรเม ภิกฺขเว กาลา กตเม จตฺตาโร กาเลน ธมฺมสฺสวนํ กาเลน ธมฺมสากจฺฉา กาเลน สมโถ กาเลน วิปสฺสนา อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร กาลาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กาล ๔ นี้ กาล ๔ เป็นไฉน คือ การฟังธรรมตามกาล ๑ การสนทนาธรรมตามกาล ๑ การสงบตามกาล ๑ การพิจารณาตามกาล ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย กาล ๔ นี้แล ฯ
จตฺตาโรเม ภิกฺขเว กาลา สมฺมาภาวิยมานา สมฺมา- อนุปริวตฺติยมานา อนุปุพฺเพน อาสวานํ ขยํ ปาเปนฺติ กตเม จตฺตาโร กาเลน ธมฺมสฺสวนํ กาเลน ธมฺมสากจฺฉา กาเลน สมโถ กาเลน วิปสฺสนา อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร กาลา สมฺมาภาวิยมานา สมฺมาอนุปริวตฺติยมานา อนุปุพฺเพน อาสวานํ ขยํ ปาเปนฺติ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว อุปริปพฺพเต ถุลฺลผุสิตเก เทเว วสฺสนฺเต อุทกํ ยถานินฺนํ ปวตฺตมานํ ปพฺพตกนฺทรปทรสาขา ปริปูเรติ ปพฺพตกนฺทรปทรสาขา ปริปูรา กุโสพฺเภ ปริปูเรนฺติ กุโสพฺภา ปริปูรา มหาโสพฺเภ ปริปูเรนฺติ มหาโสพฺภา ปริปูรา กุนฺนทิโย ปริปูเรนฺติ กุนฺนทิโย ปริปูรา มหานทิโย ปริปูเรนฺติ มหานทิโย ปริปูรา สมุทฺทสาครํ ปริปูเรนฺติ เอวเมว โข ภิกฺขเว อิเม จตฺตาโร กาลา สมฺมาภาวิยมานา สมฺมาอนุปริวตฺติยมานา อนุปุพฺเพน อาสวานํ ขยํ ปาเปนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กาล ๔ นี้ อันบุคคลบำเพ็ญโดยชอบ ให้เป็นไปโดยชอบ ย่อมให้ถึงความสิ้นอาสวะโดยลำดับ กาล ๔ เป็นไฉนคือ การฟังธรรมตามกาล ๑ การสนทนาตามกาล ๑ การสงบตามกาล ๑การพิจารณาตามกาล ๑ กาล ๔ นี้แล อันบุคคลบำเพ็ญโดยชอบ ให้เป็นไปโดยชอบ ย่อมให้ถึงความสิ้นอาสวะโดยลำดับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อฝนเม็ดใหญ่ตกบนภูเขา น้ำไหลไปตามที่ลุ่ม ย่อมยังซอกเขา ลำธารและห้วยให้เต็มซอกเขา ลำธารและห้วยเต็มแล้ว ย่อมยังหนองให้เต็ม หนองเต็มแล้วย่อมยังบึงให้เต็ม บึงเต็มแล้ว ย่อมยังแม่น้ำน้อยให้เต็ม แม่น้ำน้อยเต็มแล้วย่อมยังแม่น้ำใหญ่ให้เต็ม แม่น้ำใหญ่เต็มแล้ว ย่อมยังสมุทรสาครให้เต็มแม้ฉันใด กาล ๔ นี้ อันบุคคลบำเพ็ญโดยชอบ ให้เป็นไปโดยชอบย่อมให้ถึงความสิ้นอาสวะโดยลำดับ ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ
จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว วจีทุจฺจริตานิ กตมานิ จตฺตาริ มุสาวาโท ปิสุณา วาจา ผรุสา วาจา สมฺผปฺปลาโป อิมานิ โข ภิกฺขเว จตฺตาริ วจีทุจฺจริตานีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย วจีทุจริต ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉนคือ พูดเท็จ ๑ พูดส่อเสียด ๑ พูดคำหยาบ ๑ พูดเพ้อเจ้อ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายวจีทุจริต ๔ ประการนี้แล ฯ
จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว วจีสุจริตานิ กตมานิ จตฺตาริ สจฺจวาจา อปิสุณวาจา สณฺหวาจา มนฺตาภาสา อิมานิ โข ภิกฺขเว จตฺตาริ วจีสุจริตานีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย วจีสุจริต ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉนคือ พูดจริง ๑ พูดไม่ส่อเสียด ๑ พูดอ่อนหวาน ๑ พูดด้วยปัญญา ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย วจีสุจริต ๔ ประการนี้แล ฯ
จตฺตาโรเม ภิกฺขเว สารา กตเม จตฺตาโร สีลสาโร สมาธิสาโร ปญฺญาสาโร วิมุตฺติสาโร อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร สาราติ ฯ อาภาวคฺโค ปญฺจโม ฯ ตติโย ปณฺณาสโก นิฏฺฐิโต ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สาระ ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉนคือ สีลสาระ ๑ สมาธิสาระ ๑ ปัญญาสาระ ๑ วิมุตติสาระ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สาระ ๔ ประการนี้แล ฯ จบอาภาวรรคที่ ๕ จบตติยปัณณาสก์ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๕. อาภาวรรค ๓. อาโลกสูตร ๕. อาภาวรรค หมวดว่าด้วยแสงสว่าง ๑. อาภาสูตร ว่าด้วยแสงสว่าง
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย แสงสว่าง ๔ ประการนี้ แสงสว่าง ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. แสงสว่างแห่งดวงจันทร์ ๒. แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์ ๓. แสงสว่างแห่งไฟ ๔. แสงสว่างแห่งปัญญา ภิกษุทั้งหลาย แสงสว่าง ๔ ประการนี้แล บรรดาแสงสว่าง ๔ ประการนี้ แสงสว่างแห่งปัญญาเป็นเลิศอาภาสูตรที่ ๑ จบ ๒. ปภาสูตร ว่าด้วยรัศมี
ภิกษุทั้งหลาย รัศมี ๔ ประการนี้ รัศมี ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. รัศมีแห่งดวงจันทร์ ๒. รัศมีแห่งดวงอาทิตย์ ๓. รัศมีแห่งไฟ ๔. รัศมีแห่งปัญญา ภิกษุทั้งหลาย รัศมี ๔ ประการนี้แล บรรดารัศมี ๔ ประการนี้ รัศมีแห่งปัญญาเป็นเลิศปภาสูตรที่ ๒ จบ ๓. อาโลกสูตร ว่าด้วยความสว่าง
ภิกษุทั้งหลาย ความสว่าง ๔ ประการนี้ ความสว่าง ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๐๙}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๕. อาภาวรรค ๕. ปัชโชตสูตร ๑. ความสว่างแห่งดวงจันทร์ ๒. ความสว่างแห่งดวงอาทิตย์ ๓. ความสว่างแห่งไฟ ๔. ความสว่างแห่งปัญญา ภิกษุทั้งหลาย ความสว่าง ๔ ประการนี้แล บรรดาความสว่าง ๔ ประการนี้ ความสว่างแห่งปัญญาเป็นเลิศ อาโลกสูตรที่ ๓ จบ ๔. โอภาสสูตร ว่าด้วยความสว่างไสว
ภิกษุทั้งหลาย ความสว่างไสว ๔ ประการนี้ ความสว่างไสว ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ความสว่างไสวแห่งดวงจันทร์ ๒. ความสว่างไสวแห่งดวงอาทิตย์ ๓. ความสว่างไสวแห่งไฟ ๔. ความสว่างไสวแห่งปัญญา ภิกษุทั้งหลาย ความสว่างไสว ๔ ประการนี้แล บรรดาความสว่างไสว ๔ ประการนี้ ความสว่างไสวแห่งปัญญาเป็นเลิศโอภาสสูตรที่ ๔ จบ ๕. ปัชโชตสูตร ว่าด้วยความรุ่งเรือง
ภิกษุทั้งหลาย ความรุ่งเรือง ๔ ประการนี้ ความรุ่งเรือง ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ความรุ่งเรืองแห่งดวงจันทร์ ๒. ความรุ่งเรืองแห่งดวงอาทิตย์ ๓. ความรุ่งเรืองแห่งไฟ ๔. ความรุ่งเรืองแห่งปัญญา ภิกษุทั้งหลาย ความรุ่งเรือง ๔ ประการนี้แล บรรดาความรุ่งเรือง ๔ ประการนี้ ความรุ่งเรืองแห่งปัญญาเป็นเลิศ ปัชโชตสูตรที่ ๕ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๑๐}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๕. อาภาวรรค ๗. ทุติยกาลสูตร ๖. ปฐมกาลสูตร ว่าด้วยกาล สูตรที่ ๑
ภิกษุทั้งหลาย กาล ๔ ประการนี้ กาล ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. การฟังธรรมตามกาล ๒. การสนทนาธรรม ตามกาล ๓. ความสงบใจตามกาล ๔. ความเห็นแจ้งตามกาล ภิกษุทั้งหลาย กาล ๔ ประการนี้แล ปฐมกาลสูตรที่ ๖ จบ ๗. ทุติยกาลสูตร ว่าด้วยกาล สูตรที่ ๒
ภิกษุทั้งหลาย กาล ๔ ประการนี้ที่บุคคลบำเพ็ญโดยชอบ ให้หมุน เวียนไปตามโดยชอบ ย่อมให้ถึงความสิ้นอาสวะตามลำดับ กาล ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. การฟังธรรมตามกาล ๒. การสนทนาธรรมตามกาล ๓. ความสงบใจตามกาล ๔. ความเห็นแจ้งตามกาล กาล ๔ ประการนี้แลที่บุคคลบำเพ็ญโดยชอบ ให้หมุนเวียนไปตามโดยชอบย่อมให้ถึงความสิ้นอาสวะตามลำดับ เปรียบเหมือนเมื่อฝนเม็ดใหญ่ตกลงบนยอดภูเขา น้ำไหลไปตามที่ลุ่มทำให้ซอกเขาลำธาร และห้วยเต็ม ซอกเขา ลำธาร และห้วยเต็มแล้วทำให้หนองเต็ม หนองเต็มแล้วทำให้บึงเต็ม บึงเต็มแล้วทำให้แม่น้ำน้อยเต็ม แม่น้ำน้อยเต็มแล้ว ทำให้แม่น้ำใหญ่เต็ม แม่น้ำใหญ่เต็มแล้วก็ทำให้มหาสมุทรเต็ม แม้ฉันใด @เชิงอรรถ : @ กาล ในที่นี้หมายถึงเวลาที่เหมาะสม (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๔๖/๓๘๓) @ หมายถึงถ้อยคำสนทนาในการถามและตอบปัญหาเกี่ยวกับธรรม (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๔๖/๓๘๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๑๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๕. อาภาวรรค ๙. สุจริตสูตร กาล ๔ ประการนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ที่บุคคลบำเพ็ญโดยชอบ ให้หมุนเวียนไปตามโดยชอบ ย่อมให้ถึงความสิ้นอาสวะตามลำดับ ทุติยกาลสูตรที่ ๗ จบ ๘. ทุจจริตสูตร ว่าด้วยทุจริต
ภิกษุทั้งหลาย วจีทุจริต ๔ ประการนี้ วจีทุจริต ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. มุสาวาท (พูดเท็จ) ๒. ปิสุณาวาจา (พูดส่อเสียด) ๓. ผรุสวาจา (พูดคำหยาบ) ๔. สัมผัปปลาปะ (พูดเพ้อเจ้อ) ภิกษุทั้งหลาย วจีทุจริต ๔ ประการนี้แล ทุจจริตสูตรที่ ๘ จบ ๙. สุจริตสูตร ว่าด้วยสุจริต
ภิกษุทั้งหลาย วจีสุจริต ๔ ประการนี้ วจีสุจริต ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. สัจจวาจา (พูดจริง) ๒. อปิสุณาวาจา (พูดไม่ส่อเสียด) ๓. สัณหวาจา (พูดอ่อนหวาน) ๔. มันตภาสา (พูดด้วยปัญญา) ภิกษุทั้งหลาย วจีสุจริต ๔ ประการนี้แล สุจริตสูตรที่ ๙ จบ @เชิงอรรถ : @ มันตภาสา ในที่นี้หมายถึงคำพูดที่กำหนดด้วยปัญญาคือมันตา (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๔๙-๑๕๐/๓๘๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๑๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๕. อาภาวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค ๑๐. สารสูตร ว่าด้วยสารธรรม
ภิกษุทั้งหลาย สารธรรม (ธรรมที่เป็นแก่นสาร) ๔ ประการนี้ สารธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. สีลสารธรรม (ธรรมที่เป็นแก่นสารคือศีล) ๒. สมาธิสารธรรม (ธรรมที่เป็นแก่นสารคือสมาธิ) ๓. ปัญญาสารธรรม (ธรรมที่เป็นแก่นสารคือปัญญา) ๔. วิมุตติสารธรรม (ธรรมที่เป็นแก่นสารคือวิมุตติ) ภิกษุทั้งหลาย สารธรรม ๔ ประการนี้แล สารสูตรที่ ๑๐ จบ อาภาวรรคที่ ๕ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อาภาสูตร ๒. ปภาสูตร ๓. อาโลกสูตร ๔. โอภาสสูตร ๕. ปัชโชตสูตร ๖. ปฐมกาลสูตร ๗. ทุติยกาลสูตร ๘. ทุจจริตสูตร ๙. สุจริตสูตร ๑๐. สารสูตร ตติยปัณณาสก์ จบ @เชิงอรรถ : @ สีลสารธรรม ในที่นี้หมายถึงศีลที่ให้สำเร็จประโยชน์ที่เป็นแก่นสาร (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๔๙-๑๕๐/๓๘๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๑๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อาภาวรรคที่ ๕ อรรถกถาอาภาสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในอาภาสูตรที่ ๑ วรรคที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
ดวงจันทร์นั้นแล ชื่อว่าจันทาภา ด้วยอำนาจส่องรัศมี.
แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้แล. อาภาสุตฺตวณฺณนา
ปญฺจมสฺส ปฐเม ฯ อาภาสนวเสน จนฺโทว จนฺทาภา ฯ
เสสปเทสุปิ เอเสว นโย ฯ ปภาสุตฺตาทิวณฺณนา
ทุติยาทีสุปิ
ปภาสนวเสน จนฺโทว จนฺทปฺปภา ฯ
อาโลกนวเสน จนฺโทว จนฺทาโลโก ฯ
โอภาสนวเสน จนฺโทว จนฺโทภาโส ฯ
ปชฺโชตนวเสน จนฺโทว จนฺทปชฺโชโต ฯ
เอวํ สพฺพตฺถ ปเทสุปิ อตฺโถ เวทิตพฺโพ ฯ
แม้ในสูตรที่สองเป็นต้น
ดวงจันทร์ชื่อว่าจันทาปภา ด้วยอำนาจส่องแสง. ดวงจันทร์ชื่อว่าจันทาโลก ด้วยอำนาจส่องสว่าง.
ดวงจันทร์ชื่อว่าจันโทภาส ด้วยอำนาจเปล่งแสง. ดวงจันทร์ชื่อว่าจันทัปปัชโชต ด้วยอำนาจส่องโชติช่วง.
เนื้อความในบททั้งปวงพึงทราบอย่างนี้. จบอรรถกถาอาภาสูตรที่ ๑
อรรถกถาปฐมกาลสูตรที่ ๖
พึงทราบวินิจฉัยในปฐมกาลสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า กาลา คือ กาลที่เหมาะที่ควร.
บทว่า กาเลน ธมฺมสฺสวนํ ได้แก่ การฟังธรรมในเวลาที่เหมาะที่ควร.
บทว่า ธมฺมสากจฺฉา ความว่า การสนทนาที่เป็นไปด้วยอำนาจการถามและการตอบปัญหา จบอรรถกถาปฐมกาลสูตรที่ ๖
อรรถกถาทุติยกาลสูตรที่ ๗
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยกาลสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า กาลา นั่นเป็นชื่อแห่งกุศลธรรมที่เป็นไปด้วยอำนาจการฟังธรรมเป็นต้นในกาลนั้นๆ กาลเหล่านั้นจักแจ่มชัดและจักเป็นไป.
บทว่า อาสวานํ ขยํ ได้แก่ พระอรหัต. จบอรรถกถาทุติยกาลสูตรที่ ๗
ปฐมจริตสูตรที่ ๘ ง่ายทั้งนั้น.
อรรถกถาทุติยจริตสูตรที่ ๙
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยจริตสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สณฺหวาจา ได้แก่ วาจาอ่อนโยน.
บทว่า มนฺตาภาสา ได้แก่ เรื่องที่กำหนดด้วยปัญญา ที่เรียกว่ามันตาแล้ว จึงกล่าว. จบอรรถกถาทุติยจริตสูตรที่ ๙
อรรถกถาสารสูตรที่ ๑๐
สารสูตรที่ ๑๐ บทว่า สีลสาโร คือ ศีลที่ให้ถึงสาระ.
แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้แล. จบอรรถกถาสารสูตรที่ ๑๐ จบอาภาวรรควรรณนาที่ ๕ จบตติยปัณณาสก์ -----------------------------------------------------