อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๓๑

๔. ปุคคลวรรค

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๓๑–๑๔๐10 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ปุคฺคลวคฺโค จตุตฺโถ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปุคคลวรรคที่ ๔

ข้อ ๑๓๑

จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ กตเม จตฺตาโร อิธ ภิกฺขเว เอกจฺจสฺส ปุคฺคลสฺส โอรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ โหนฺติ อุปฺปตฺติปฏิลาภิกานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ โหนฺติ ภวปฏิลาภิกานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ โหนฺติ ฯ {๑๓๑.๑} อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺจสฺส ปุคฺคลสฺส โอรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ โหนฺติ อุปฺปตฺติปฏิลาภิกานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ โหนฺติ ภวปฏิลาภิกานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ โหนฺติ ฯ {๑๓๑.๒} อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺจสฺส ปุคฺคลสฺส โอรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ โหนฺติ อุปฺปตฺติปฏิลาภิกานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ โหนฺติ ภวปฏิลาภิกานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ โหนฺติ ฯ {๑๓๑.๓} อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺจสฺส ปุคฺคลสฺส โอรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ โหนฺติ อุปฺปตฺติปฏิลาภิกานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ โหนฺติ ภวปฏิลาภิกานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ โหนฺติ ฯ {๑๓๑.๔} กตมสฺส ภิกฺขเว ปุคฺคลสฺส โอรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ อุปฺปตฺติปฏิลาภิกานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ ภวปฏิลาภิกานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ สกทาคามิสฺส อิมสฺส โข ภิกฺขเว ปุคฺคลสฺส โอรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ อุปฺปตฺติปฏิลาภิกานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ ภวปฏิลาภิกานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ ฯ {๑๓๑.๕} กตมสฺส ภิกฺขเว ปุคฺคลสฺส โอรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ อุปฺปตฺติปฏิลาภิกานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ ภวปฏิลาภิกานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ อุทฺธํโสตสฺส อกนิฏฺฐคามิโน อิมสฺส โข ภิกฺขเว ปุคฺคลสฺส โอรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ อุปฺปตฺติปฏิลาภิกานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ ภวปฏิลาภิกานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ ฯ {๑๓๑.๖} กตมสฺส ภิกฺขเว ปุคฺคลสฺส โอรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ อุปฺปตฺติปฏิลาภิกานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ ภวปฏิลาภิกานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ อนฺตราปรินิพฺพายิสฺส อิมสฺส โข ภิกฺขเว ปุคฺคลสฺส โอรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ อุปฺปตฺติปฏิลาภิกานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ ภวปฏิลาภิกานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ ฯ {๑๓๑.๗} กตมสฺส ภิกฺขเว ปุคฺคลสฺส โอรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ อุปฺปตฺติปฏิลาภิกานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ ภวปฏิลาภิกานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ อรหโต ขีณาสวสฺส อิมสฺส โข ภิกฺขเว ปุคฺคลสฺส โอรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ อุปฺปตฺติปฏิลาภิกานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ ภวปฏิลาภิกานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมินฺติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังละโอรัมภาคิย-*สังโยชน์ไม่ได้ ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติไม่ได้ ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพไม่ได้ ฯ อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ แต่ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติไม่ได้ ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพไม่ได้ ฯ อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ ละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติได้ แต่ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพไม่ได้ ฯ อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ ละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติได้ ละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพได้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลจำพวกไหน ยังละโอรัมภาคิยสังโยชน์ไม่ได้ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติไม่ได้ ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพไม่ได้ คือ พระสกทาคามี ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลนี้แล ยังละโอรัมภาคิยสังโยชน์ไม่ได้ ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติไม่ได้ ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพไม่ได้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลจำพวกไหน ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ แต่ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติไม่ได้ ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพไม่ได้ คือ พระอนาคามีผู้มีกระแสในเบื้องบน ไปสู่อกนิฏฐภพ ดูกร-*ภิกษุทั้งหลาย บุคคลนี้แล ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ แต่ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติไม่ได้ ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพไม่ได้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลจำพวกไหน ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติได้ แต่ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพไม่ได้ คือ พระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลนี้แล ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ ละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติได้แต่ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพไม่ได้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลจำพวกไหน ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติได้ ละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพได้ คือ พระอรหันตขีณาสพ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลนี้แล ละโอรัมภาคิย-*สังโยชน์ได้ ละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติได้ ละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

ข้อ ๑๓๒

จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ กตเม จตฺตาโร ยุตฺตปฏิภาโณ น มุตฺตปฏิภาโณ มุตฺตปฏิภาโณ น ยุตฺตปฏิภาโณ ยุตฺตปฏิภาโณ จ มุตฺตปฏิภาโณ จ เนว ยุตฺตปฏิภาโณ น มุตฺตปฏิภาโณ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมินฺติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก๔ จำพวกเป็นไฉน คือ บุคคลผู้ฉลาดผูกไม่ฉลาดแก้ ๑ ฉลาดแก้ไม่ฉลาดผูก ๑ฉลาดทั้งผูกฉลาดทั้งแก้ ๑ ไม่ฉลาดทั้งผูกไม่ฉลาดทั้งแก้ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคล ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

ข้อ ๑๓๓

จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ กตเม จตฺตาโร อุคฺฆฏิตญฺญู วิปจิตญฺญู เนยฺโย ปทปรโม อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมินฺติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก๔ จำพวกเป็นไฉน คือ อุคฆฏิตัญญู ผู้อาจรู้ธรรมแต่พอท่านยกหัวข้อขึ้นแสดง ๑วิปจิตัญญู ผู้อาจรู้ธรรมต่อเมื่อท่านอธิบายความแห่งหัวข้อนั้น ๑ เนยยะผู้พอแนะนำได้ ๑ ปทปรมะ ผู้มีบทเป็นอย่างยิ่ง ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคล ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

ข้อ ๑๓๔

จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ กตเม จตฺตาโร อุฏฺฐานผลูปชีวี น กมฺมผลูปชีวี กมฺมผลูปชีวี น อุฏฺฐานผลูปชีวี อุฏฺฐานผลูปชีวี เจว กมฺมผลูปชีวี จ เนว อุฏฺฐานผลูปชีวี น กมฺมผลูปชีวี อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมินฺติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก๔ จำพวกเป็นไฉน คือ บุคคลผู้ดำรงชีพด้วยผลของความหมั่น ไม่ใช่ดำรงชีพด้วยผลของกรรม ๑ บุคคลผู้ดำรงชีพด้วยผลของกรรม ไม่ใช่ดำรงชีพด้วยผลของความหมั่น ๑ บุคคลผู้ดำรงชีพด้วยผลของความหมั่น ทั้งดำรงชีพด้วยผลของกรรม ๑ บุคคลผู้ดำรงชีพด้วยผลของความหมั่นก็ไม่ใช่ ดำรงชีพด้วยผลของกรรมก็ไม่ใช่ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

ข้อ ๑๓๕

จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ กตเม จตฺตาโร สาวชฺโช วชฺชพหุโล อปฺปวชฺโช อนวชฺโช ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว ปุคฺคโล สาวชฺโช โหติ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล สาวชฺเชน กายกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ สาวชฺเชน วจีกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ สาวชฺเชน มโนกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว ปุคฺคโล สาวชฺโช โหติ ฯ {๑๓๕.๑} กถญฺจ ภิกฺขเว ปุคฺคโล วชฺชพหุโล โหติ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล สาวชฺเชน พหุลํ กายกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ อปฺปํ อนวชฺเชน สาวชฺเชน พหุลํ วจีกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ อปฺปํ อนวชฺเชน สาวชฺเชน พหุลํ มโนกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ อปฺปํ อนวชฺเชน เอวํ โข ภิกฺขเว ปุคฺคโล วชฺชพหุโล โหติ ฯ {๑๓๕.๒} กถญฺจ ภิกฺขเว ปุคฺคโล อปฺปวชฺโช โหติ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล อนวชฺเชน พหุลํ กายกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ อปฺปํ สาวชฺเชน อนวชฺเชน พหุลํ วจีกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ อปฺปํ สาวชฺเชน อนวชฺเชน พหุลํ มโนกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ อปฺปํ สาวชฺเชน เอวํ โข ภิกฺขเว ปุคฺคโล อปฺปวชฺโช โหติ ฯ {๑๓๕.๓} กถญฺจ ภิกฺขเว ปุคฺคโล อนวชฺโช โหติ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล อนวชฺเชน กายกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ อนวชฺเชน วจีกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ อนวชฺเชน มโนกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว ปุคฺคโล อนวชฺโช โหติ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมินฺติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ บุคคลผู้มีโทษ ๑ บุคคลผู้มากด้วยโทษ ๑ บุคคลผู้มีโทษน้อย ๑ บุคคลผู้หาโทษมิได้ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเป็นผู้มีโทษอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยกายกรรมอันมีโทษ เป็นผู้ประกอบด้วยวจีกรรมอันมีโทษ เป็นผู้ประกอบด้วยมโนกรรมอันมีโทษ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเป็นผู้มีโทษอย่างนี้แล ก็บุคคลเป็นผู้มากด้วยโทษอย่างไรบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมอันมีโทษเป็นส่วนมาก ที่หาโทษมิได้เป็นส่วนน้อย ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเป็นผู้มากด้วยโทษอย่างนี้แล ก็บุคคลเป็นผู้มีโทษน้อยอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม อันไม่มีโทษเป็นส่วนมาก ที่มีโทษเป็นส่วนน้อย ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเป็นผู้มีโทษน้อยอย่างนี้แล ก็บุคคลเป็นผู้หาโทษมิได้อย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม อันหาโทษมิได้ ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลเป็นผู้หาโทษมิได้อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

ข้อ ๑๓๖

จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ กตเม จตฺตาโร อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล สีเลสุ น ปริปูรการี โหติ สมาธิสฺมึ น ปริปูรการี ปญฺญาย น ปริปูรการี อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล สีเลสุ ปริปูรการี โหติ สมาธิสฺมึ น ปริปูรการี ปญฺญาย น ปริปูรการี อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล สีเลสุ ปริปูรการี โหติ สมาธิสฺมึ ปริปูรการี ปญฺญาย น ปริปูรการี อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล สีเลสุ ปริปูรการี โหติ สมาธิสฺมึ ปริปูรการี ปญฺญาย ปริปูรการี ฯ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมินฺติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก๔ จำพวกเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ไม่กระทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ ไม่กระทำให้บริบูรณ์ในปัญญาอนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล แต่ไม่กระทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ ไม่กระทำให้บริบูรณ์ในปัญญา อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล กระทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ แต่ไม่กระทำให้บริบูรณ์ในปัญญา อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล กระทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ กระทำให้บริบูรณ์ในปัญญา ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

ข้อ ๑๓๗

จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ กตเม จตฺตาโร อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล น สีลครุ โหติ น สีลาธิปเตยฺโย น สมาธิครุ โหติ น สมาธาธิปเตยฺโย น ปญฺญาครุ โหติ น ปญฺญาธิปเตยฺโย อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล สีลครุ โหติ สีลาธิปเตยฺโย น สมาธิครุ โหติ น สมาธาธิปเตยฺโย น ปญฺญาครุ โหติ น ปญฺญาธิปเตยฺโย อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล สีลครุ โหติ สีลาธิปเตยฺโย สมาธิครุ โหติ สมาธาธิปเตยฺโย น ปญฺญาครุ โหติ น ปญฺญาธิปเตยฺโย อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล สีลครุ โหติ สีลาธิปเตยฺโย สมาธิครุ โหติ สมาธาธิปเตยฺโย ปญฺญาครุ โหติ ปญฺญาธิปเตยฺโย อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมินฺติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก๔ จำพวกเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่หนักในศีล ไม่มีศีลเป็นใหญ่ เป็นผู้ไม่หนักในสมาธิ ไม่มีสมาธิเป็นใหญ่ เป็นผู้ไม่หนักในปัญญา ไม่มีปัญญาเป็นใหญ่ อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้หนักในศีล มีศีลเป็นใหญ่ แต่เป็นผู้ไม่หนักในสมาธิ ไม่มีสมาธิเป็นใหญ่เป็นผู้ไม่หนักในปัญญา ไม่มีปัญญาเป็นใหญ่ อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้หนักในศีล มีศีลเป็นใหญ่ เป็นผู้หนักในสมาธิ มีสมาธิเป็นใหญ่แต่เป็นผู้ไม่หนักในปัญญา ไม่มีปัญญาเป็นใหญ่ อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้หนักในศีล มีศีลเป็นใหญ่ เป็นผู้หนักในสมาธิ มีสมาธิเป็นใหญ่เป็นผู้หนักในปัญญา มีปัญญาเป็นใหญ่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

ข้อ ๑๓๘

จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ กตเม จตฺตาโร นิกฺกฏฺฐกาโย อนิกฺกฏฺฐจิตฺโต อนิกฺกฏฺฐกาโย นิกฺกฏฺฐจิตฺโต อนิกฺกฏฺฐกาโย จ อนิกฺกฏฺฐจิตฺโต จ นิกฺกฏฺฐกาโย จ นิกฺกฏฺฐจิตฺโต จ ฯ {๑๓๘.๑} กถญฺจ ภิกฺขเว ปุคฺคโล นิกฺกฏฺฐกาโย โหติ อนิกฺกฏฺฐจิตฺโต อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล อรญฺญวนปตฺถานิ ปนฺตานิ เสนาสนานิ ปฏิเสวติ โส ตตฺถ กามวิตกฺกํปิ วิตกฺเกติ พฺยาปาทวิตกฺกํปิ วิตกฺเกติ วิหึสาวิตกฺกํปิ วิตกฺเกติ เอวํ โข ภิกฺขเว ปุคฺคโล นิกฺกฏฺฐกาโย โหติ อนิกฺกฏฺฐจิตฺโต ฯ {๑๓๘.๒} กถญฺจ ภิกฺขเว ปุคฺคโล อนิกฺกฏฺฐกาโย โหติ นิกฺกฏฺฐจิตฺโต อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล นเหว โข อรญฺญวนปตฺถานิ ปนฺตานิ เสนาสนานิ ปฏิเสวติ โส ตตฺถ เนกฺขมฺมวิตกฺกํปิ วิตกฺเกติ อพฺยาปาทวิตกฺกํปิ วิตกฺเกติ อวิหึสาวิตกฺกํปิ วิตกฺเกติ เอวํ โข ภิกฺขเว ปุคฺคโล อนิกฺกฏฺฐกาโย โหติ นิกฺกฏฺฐจิตฺโต ฯ {๑๓๘.๓} กถญฺจ ภิกฺขเว ปุคฺคโล อนิกฺกฏฺฐกาโย จ โหติ อนิกฺกฏฺฐจิตฺโต จ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล นเหว โข อรญฺญวนปตฺถานิ ปนฺตานิ เสนาสนานิ ปฏิเสวติ โส ตตฺถ กามวิตกฺกํปิ วิตกฺเกติ พฺยาปาทวิตกฺกํปิ วิตกฺเกติ วิหึสาวิตกฺกํปิ วิตกฺเกติ เอวํ โข ภิกฺขเว ปุคฺคโล อนิกฺกฏฺฐกาโย จ โหติ อนิกฺกฏฺฐจิตฺโต จ ฯ {๑๓๘.๔} กถญฺจ ภิกฺขเว ปุคฺคโล นิกฺกฏฺฐกาโย จ โหติ นิกฺกฏฺฐจิตฺโต จ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล อรญฺญวนปตฺถานิ ปนฺตานิ เสนาสนานิ ปฏิเสวติ โส ตตฺถ เนกฺขมฺมวิตกฺกํปิ วิตกฺเกติ อพฺยาปาทวิตกฺกํปิ วิตกฺเกติ อวิหึสาวิตกฺกํปิ วิตกฺเกติ เอวํ โข ภิกฺขเว ปุคฺคโล นิกฺกฏฺฐกาโย จ โหติ นิกฺกฏฺฐจิตฺโต จ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมินฺติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ บุคคลมีกายออกไปแล้ว มีจิตยังไม่ออก ๑ มีกายยังไม่ออกมีจิตออกไปแล้ว ๑ มีกายยังไม่ออกด้วย มีจิตยังไม่ออกด้วย ๑ มีกายออกไปแล้วด้วย มีจิตออกไปแล้วด้วย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นผู้มีกายออกไปแล้ว มีจิตยังไม่ออกไปอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ เสพเสนาสนะอันสงัดคือ ป่าและราวป่า เขาตรึกถึงกามวิตกบ้าง ตรึกถึงพยาบาทวิตกบ้าง ตรึกถึงวิหิงสาวิตกบ้าง ในเสนาสนะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเป็นผู้มีกายออกไปแล้วมีจิตยังไม่ออกอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นผู้มีกายยังไม่ออกไปมีจิตออกไปอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่เสพเสนาสนะอันสงัด คือป่าและราวป่า เขาตรึกถึงเนกขัมมวิตกบ้าง อัพยาบาทวิตกบ้าง อวิหิงสาวิตกบ้างในที่นั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเป็นผู้มีกายยังไม่ออกไป มีจิตออกไปแล้วอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นผู้มีกายยังไม่ออกด้วย มีจิตยังไม่ออกด้วยอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่เสพเสนาสนะอันสงัด คือ ป่าและราวป่าเขาตรึกถึงกามวิตกบ้าง ตรึกถึงพยาบาทวิตกบ้าง ตรึกถึงวิหิงสาวิตกบ้างดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเป็นผู้มีกายยังไม่ออกด้วย มีจิตยังไม่ออกด้วยอย่างนี้แลดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นผู้มีกายออกไปแล้วด้วย มีจิตออกไปแล้วด้วยอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ เสพเสนาสนะอันสงัด คือ ป่าและราวป่าเขาตรึกถึงเนกขัมมวิตกบ้าง อัพยาบาทวิตกบ้าง อวิหิงสาวิตกบ้าง ในเสนาสนะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเป็นผู้มีกายออกไปแล้วด้วย มีจิตออกไปแล้วด้วยอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

ข้อ ๑๓๙

จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ธมฺมกถิกา กตเม จตฺตาโร อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ธมฺมกถิโก อปฺปญฺจ ภาสติ อสหิตญฺจ ปริสา จ น กุสลา โหติ สหิตาสหิตสฺส เอวรูโป ภิกฺขเว ธมฺมกถิโก เอวรูปาย ปริสาย ธมฺมกถิโกเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ {๑๓๙.๑} อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ธมฺมกถิโก อปฺปญฺจ ภาสติ สหิตญฺจ ปริสา จ กุสลา โหติ สหิตาสหิตสฺส เอวรูโป ภิกฺขเว ธมฺมกถิโก เอวรูปาย ปริสาย ธมฺมกถิโกเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ {๑๓๙.๒} อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ธมฺมกถิโก พหุญฺจ ภาสติ อสหิตญฺจ ปริสา จ น กุสลา โหติ สหิตาสหิตสฺส เอวรูโป ภิกฺขเว ธมฺมกถิโก เอวรูปาย ปริสาย ธมฺมกถิโกเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ {๑๓๙.๓} อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ธมฺมกถิโก พหุญฺจ ภาสติ สหิตญฺจ ปริสา จ กุสลา โหติ สหิตาสหิตสฺส เอวรูโป ภิกฺขเว ธมฺมกถิโก เอวรูปาย ปริสาย ธมฺมกถิโกเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ธมฺมกถิกาติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมกถึก ๔ จำพวกนี้ ๔ จำพวกเป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมกถึกบางคนในโลกนี้ กล่าวธรรมน้อยและไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ทั้งบริษัทก็เป็นผู้ไม่ฉลาดต่อประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ ธรรมกถึกเห็นปานนี้ ย่อมถึงการนับว่า เป็นธรรมกถึกสำหรับบริษัทเห็นปานนั้น อนึ่งธรรมกถึกบางคนในโลกนี้ ย่อมกล่าวธรรมน้อยและประกอบด้วยประโยชน์ทั้งบริษัทก็เป็นผู้ฉลาดต่อประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ ธรรมกถึกเห็นปานนี้ย่อมถึงการนับว่า เป็นธรรมกถึกสำหรับบริษัทเป็นปานนั้น อนึ่ง ธรรมกถึกบางคนในโลกนี้ ย่อมกล่าวธรรมมาก แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ทั้งบริษัทก็เป็นผู้ไม่ฉลาดต่อประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ ธรรมกถึกเห็นปานนี้ ย่อมถึงการนับว่า เป็นธรรมกถึกสำหรับบริษัทเห็นปานนั้น อนึ่ง ธรรมกถึกบางคนในโลกนี้ย่อมกล่าวธรรมมากและประกอบด้วยประโยชน์ ทั้งบริษัทก็เป็นผู้ฉลาดต่อประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ ธรรมกถึกเห็นปานนี้ ย่อมถึงการนับว่า เป็นธรรมกถึกสำหรับบริษัทเห็นปานนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมกถึก ๔ จำพวกนี้แล ฯ

ข้อ ๑๔๐

จตฺตาโรเม ภิกฺขเว วาที กตเม จตฺตาโร อตฺถิ ภิกฺขเว วาที อตฺถโต ปริยาทานํ คจฺฉติ โน พฺยญฺชนโต อตฺถิ ภิกฺขเว วาที พฺยญฺชนโต ปริยาทานํ คจฺฉติ โน อตฺถโต อตฺถิ ภิกฺขเว วาที อตฺถโต จ พฺยญฺชนโต จ ปริยาทานํ คจฺฉติ อตฺถิ ภิกฺขเว วาที เนว อตฺถโต โน พฺยญฺชนโต ปริยาทานํ คจฺฉติ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร วาที อฏฺฐานเมตํ ภิกฺขเว อนวกาโส ยํ จตูหิ ปฏิสมฺภิทาหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อตฺถโต วา พฺยญฺชนโต วา ปริยาทานํ คจฺเฉยฺยาติ ฯ ปุคฺคลวคฺโค จตุตฺโถ ฯ ----------

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นักพูด ๔ จำพวกนี้ ๔ จำพวกเป็นไฉนนักพูดย่อมจำนนโดยอรรถ แต่ไม่จำนนโดยพยัญชนะก็มี นักพูดจำนนโดยพยัญชนะแต่ไม่จำนนโดยอรรถก็มี นักพูดจำนนทั้งโดยอรรถทั้งโดยพยัญชนะก็มีนักพูดไม่จำนนทั้งโดยอรรถทั้งโดยพยัญชนะก็มี ดูกรภิกษุทั้งหลาย นักพูด๔ จำพวกนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุผู้ประกอบด้วยปฏิสัมภิทา ๔พึงถึงความจำนนโดยอรรถหรือโดยพยัญชนะ นี้ไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาส ฯ จบปุคคลวรรคที่ ๔

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๔. ปุคคลวรรค ๑. สังโยชนสูตร ๔. ปุคคลวรรค หมวดว่าด้วยบุคคล ๑. สังโยชนสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ละสังโยชน์ได้

ข้อ ๑๓๑

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก บุคคล ๔ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. บุคคลบางคนในโลกนี้ยังละโอรัมภาคิยสังโยชน์ (สังโยชน์เบื้องต่ำ) ไม่ได้ ละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยแห่งการเกิดไม่ได้ และละสังโยชน์ที่ เป็นปัจจัยให้ได้ภพ ไม่ได้ ๒. บุคคลบางคนในโลกนี้ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ แต่ยังละสังโยชน์ ที่เป็นปัจจัยแห่งการเกิดไม่ได้ และละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยให้ได้ ภพไม่ได้ ๓. บุคคลบางคนในโลกนี้ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ และละสังโยชน์ที่ เป็นปัจจัยแห่งการเกิดได้ แต่ยังละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยให้ได้ภพไม่ได้ ๔. บุคคลบางคนในโลกนี้ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ ละสังโยชน์ที่เป็น ปัจจัยแห่งการเกิดได้ และละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยให้ได้ภพได้ บุคคลจำพวกไหนยังละโอรัมภาคิยสังโยชน์ไม่ได้ ละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัย แห่งการเกิดไม่ได้ และละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยให้ได้ภพไม่ได้ คือ พระสกทาคามี บุคคลนี้แลยังละโอรัมภาคิยสังโยชน์ไม่ได้ ละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยแห่งการเกิดไม่ได้ และละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยให้ได้ภพไม่ได้ @เชิงอรรถ : @ โอรัมภาคิยสังโยชน์ หมายถึงกิเลสผูกใจสัตว์อย่างหยาบเบื้องต่ำมี ๕ ประการ คือ (๑) สักกายทิฏฐิ@(๒) วิจิกิจฉา (๓) สีลัพพตปรามาส (๔) กามฉันทะ หรือกามราคะ (๕) พยาบาท หรือปฏิฆะ@(องฺ.นวก. ๒๓/๖๗/๓๗๙) @ หมายถึงอุปปัตติภพ ภพคือการเกิด (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๑/๓๗๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๐๐}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๔. ปุคคลวรรค ๒. ปฏิภาณสูตร บุคคลจำพวกไหนละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ แต่ยังละสังโยชน์ที่เป็น ปัจจัยแห่งการเกิดไม่ได้ และละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยให้ได้ภพไม่ได้ คือ พระอนาคามีผู้มุ่งหน้าไปสู่อกนิฏฐภพ บุคคลนี้แลละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้แต่ยังละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยแห่งการเกิดไม่ได้ และละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยให้ได้ภพไม่ได้ บุคคลจำพวกไหนละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ ละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยแห่ง การเกิดได้ แต่ยังละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยให้ได้ภพไม่ได้ คือ พระอนาคามีผู้ปรินิพพานในระหว่าง บุคคลนี้แลละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยแห่งการเกิดได้ แต่ยังละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยให้ได้ภพไม่ได้ บุคคลจำพวกไหนละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ ละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยแห่ง การเกิดได้ และละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยให้ได้ภพได้ คือ พระอรหันต์ผู้หมดกิเลส บุคคลนี้แลละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ ละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยแห่งการเกิดได้ และละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยให้ได้ภพได้ ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก สังโยชนสูตรที่ ๑ จบ ๒. ปฏิภาณสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ตอบได้ถูกต้อง

ข้อ ๑๓๒

ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก บุคคล ๔ จำพวก ไหนบ้าง คือ ๑. บุคคลผู้ตอบได้ถูกต้อง แต่ไม่รวดเร็ว ๒. บุคคลผู้ตอบได้รวดเร็ว แต่ไม่ถูกต้อง @เชิงอรรถ : @ ดู อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๑๕๒-๑๕๕/๑๘๗ @ ผู้ตอบได้ถูกต้อง แต่ไม่รวดเร็ว หมายถึงผู้ถูกถามปัญหาก็ตอบได้ถูกต้อง แต่ไม่รวดเร็ว@(อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๑๕๒/๑๘๗, องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๒/๓๘๐) @ ผู้ตอบได้รวดเร็ว แต่ไม่ถูกต้อง หมายถึงผู้ถูกถามปัญหาก็ตอบได้รวดเร็ว แต่ไม่ถูกต้อง@(อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๑๕๓/๑๘๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๐๑}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๔. ปุคคลวรรค ๓. อุคฆฏิตัญญูสูตร ๓. บุคคลผู้ตอบได้ถูกต้องและรวดเร็ว ๔. บุคคลผู้ตอบได้ไม่ถูกต้องและไม่รวดเร็ว ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก ปฏิภาณสูตรที่ ๒ จบ ๓. อุคฆฏิตัญญูสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เข้าใจได้ฉับพลัน

ข้อ ๑๓๓

ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก บุคคล ๔ จำพวก ไหนบ้าง คือ ๑. อุคฆฏิตัญญู (ผู้เข้าใจได้ฉับพลัน) ๒. วิปจิตัญญู (ผู้เข้าใจต่อเมื่อขยายความ) ๓. เนยยะ (ผู้ที่พอจะแนะนำได้) ๔. ปทปรมะ (ผู้ที่สอนให้รู้ได้เพียงตัวบทคือพยัญชนะ) ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก อุคฆฏิตัญญูสูตรที่ ๓ จบ @เชิงอรรถ : @ ดู อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๑๔๘-๑๕๑/๑๘๖-๑๘๗ @ หมายถึงบุคคลที่บรรลุธรรมคืออริยสัจ ๔ ได้เร็ว คือ พอยกหัวข้อขึ้นแสดงเท่านั้น@(องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๓/๓๘๐) @ หมายถึงบุคคลที่บรรลุธรรมเมื่อเขาอธิบายเนื้อความโดยพิสดาร คือ เมื่อเขายกหัวข้อขึ้นกล่าวโดยย่อแล้ว@กล่าวอธิบายโดยพิสดาร จึงสามารถบรรลุพระอรหัตตผลได้ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๓/๓๘๐)@ หมายถึงบุคคลที่มนสิการโดยแยบคาย โดยการแสดง การถาม การเสพ การคบหา การเข้าไปนั่งใกล้@กัลยาณมิตร จึงบรรลุธรรมโดยลำดับ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๓/๓๘๐) @ หมายถึงบุคคลที่ฟังไว้มาก แสดงไว้มาก ทรงจำไว้มาก และพูดไว้มาก แต่ไม่บรรลุธรรมในชาตินี้ คือ@ไม่สามารถที่จะบำเพ็ญฌาน วิปัสสนา มรรค หรือผลให้บังเกิดได้ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๓/๓๘๐,@องฺ.จตุกฺก.ฏีกา ๒/๑๓๓-๑๓๔/๔๑๗-๔๑๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๐๒}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๔. ปุคคลวรรค ๕. สาวัชชสูตร ๔. อุฏฐานผลสูตร ว่าด้วยผลแห่งความขยันหมั่นเพียร

ข้อ ๑๓๔

ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก บุคคล ๔ จำพวก ไหนบ้าง คือ ๑. บุคคลผู้ดำรงชีพด้วยผลแห่งความขยันหมั่นเพียร แต่ไม่ดำรงชีพด้วยผลแห่งกรรม ๒. บุคคลผู้ดำรงชีพด้วยผลแห่งกรรม แต่ไม่ดำรงชีพด้วยผลแห่งความขยันหมั่นเพียร ๓. บุคคลผู้ดำรงชีพด้วยผลแห่งความขยันหมั่นเพียรและดำรงชีพด้วยผลแห่งกรรม ๔. บุคคลผู้ไม่ดำรงชีพด้วยผลแห่งความขยันหมั่นเพียรและไม่ดำรงชีพด้วยผลแห่งกรรม ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลกอุฏฐานผลสูตรที่ ๔ จบ ๕. สาวัชชสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มีแต่โทษ

ข้อ ๑๓๕

ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก บุคคล ๔ จำพวก ไหนบ้าง คือ @เชิงอรรถ : @ ดู อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๑๖๗/๒๐๐ @ บุคคลจำพวกที่ ๑ หมายถึงบุคคลผู้ทำงานด้วยความขยันหมั่นเพียรตลอดวันเลี้ยงชีพ ได้ผลแห่งความขยัน@หมั่นเพียรนั้น แต่ไม่ได้อาศัยผลบุญใดๆ เลย บุคคลจำพวกที่ ๒ หมายถึงเทวดาทุกจำพวกบุคคลจำพวก@ที่ ๓ หมายถึงชนชั้นปกครอง เช่น พระราชา และขุนนาง บุคคลจำพวกที่ ๔ หมายถึงสัตว์นรก@(องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๔/๓๘๑) @ ดู อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๑๔๔-๑๔๗/๑๘๖

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๐๓}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๔. ปุคคลวรรค ๕. สาวัชชสูตร ๑. บุคคลผู้มีแต่โทษ ๒. บุคคลผู้มีโทษเป็นส่วนมาก ๓. บุคคลผู้มีโทษเป็นส่วนน้อย ๔. บุคคลผู้ไม่มีโทษ บุคคลผู้มีแต่โทษ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ประกอบด้วยกายกรรม (การกระทำทางกาย) ที่มีโทษประกอบด้วยวจีกรรม (การกระทำทางวาจา) ที่มีโทษ ประกอบด้วยมโนกรรม (การกระทำทางใจ) ที่มีโทษ บุคคลผู้มีแต่โทษ เป็นอย่างนี้แล บุคคลผู้มีโทษเป็นส่วนมาก เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ประกอบด้วยกายกรรมที่มีโทษเป็นส่วนมาก ไม่มีโทษเป็นส่วนน้อย ประกอบด้วยวจีกรรมที่มีโทษเป็นส่วนมาก ไม่มีโทษเป็นส่วนน้อยประกอบด้วยมโนกรรมที่มีโทษเป็นส่วนมาก ไม่มีโทษเป็นส่วนน้อย บุคคลผู้มีโทษเป็นส่วนมาก เป็นอย่างนี้แล บุคคลผู้มีโทษเป็นส่วนน้อย เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ประกอบด้วยกายกรรมที่ไม่มีโทษเป็นส่วนมาก มีโทษเป็นส่วนน้อย ประกอบด้วยวจีกรรมที่ไม่มีโทษเป็นส่วนมาก มีโทษเป็นส่วนน้อยประกอบด้วยมโนกรรมที่ไม่มีโทษเป็นส่วนมาก มีโทษเป็นส่วนน้อย บุคคลผู้มีโทษเป็นส่วนน้อย เป็นอย่างนี้แล บุคคลผู้ไม่มีโทษ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ประกอบด้วยกายกรรมที่ไม่มีโทษ ประกอบด้วยวจีกรรมที่ไม่มีโทษ ประกอบด้วยมโนกรรมที่ไม่มีโทษ บุคคลผู้ไม่มีโทษ เป็นอย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก สาวัชชสูตรที่ ๕ จบ @เชิงอรรถ : @ หมายถึงอันธพาลปุถุชน (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๕/๓๘๑) @ หมายถึงโลกิยปุถุชนที่ทำความดีในระหว่าง (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๕/๓๘๑)@ หมายถึงพระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามี (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๕/๓๘๑)@ หมายถึงพระอรหันตขีณาสพ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๕/๓๘๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๐๔}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๔. ปุคคลวรรค ๗. ทุติยสีลสูตร ๖. ปฐมสีลสูตร ว่าด้วยศีล สูตรที่ ๑

ข้อ ๑๓๖

ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก บุคคล ๔ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. บุคคลบางคนในโลกนี้ไม่บำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ ไม่บำเพ็ญสมาธิให้บริบูรณ์ และไม่บำเพ็ญปัญญาให้บริบูรณ์ ๒. บุคคลบางคนในโลกนี้บำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ แต่ไม่บำเพ็ญสมาธิให้บริบูรณ์ และไม่บำเพ็ญปัญญาให้บริบูรณ์ ๓. บุคคลบางคนในโลกนี้บำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ และบำเพ็ญสมาธิให้บริบูรณ์ แต่ไม่บำเพ็ญปัญญาให้บริบูรณ์ ๔. บุคคลบางคนในโลกนี้บำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ บำเพ็ญสมาธิให้บริบูรณ์และบำเพ็ญปัญญาให้บริบูรณ์ ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลกปฐมสีลสูตรที่ ๖ จบ ๗. ทุติยสีลสูตร ว่าด้วยศีล สูตรที่ ๒

ข้อ ๑๓๗

ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก บุคคล ๔ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. บุคคลบางคนในโลกนี้ไม่เคารพในศีล ไม่ถือศีลเป็นใหญ่ ไม่เคารพในสมาธิ ไม่ถือสมาธิเป็นใหญ่ และไม่เคารพในปัญญา ไม่ถือปัญญาเป็นใหญ่ @เชิงอรรถ : @ หมายถึงโลกิยมหาชน (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๖-๑๓๗/๓๘๑) @ หมายถึงพระโสดาบันและพระสกทาคามีผู้เป็นสุกขวิปัสสกะ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๖-๑๓๗/๓๘๑)@ หมายถึงพระอนาคามี (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๖-๑๓๗/๓๘๑) @ หมายถึงพระอรหันตขีณาสพ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๖/๓๘๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๐๕}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๔. ปุคคลวรรค ๘. นิกกัฏฐสูตร ๒. บุคคลบางคนในโลกนี้เคารพในศีล ถือศีลเป็นใหญ่ แต่ไม่เคารพ ในสมาธิ ไม่ถือสมาธิเป็นใหญ่ และไม่เคารพในปัญญา ไม่ถือ ปัญญาเป็นใหญ่ ๓. บุคคลบางคนในโลกนี้เคารพในศีล ถือศีลเป็นใหญ่ และเคารพ ในสมาธิ ถือสมาธิเป็นใหญ่ แต่ไม่เคารพในปัญญา ไม่ถือ ปัญญาเป็นใหญ่ ๔. บุคคลบางคนในโลกนี้เคารพในศีล ถือศีลเป็นใหญ่ เคารพในสมาธิ ถือสมาธิเป็นใหญ่ และเคารพในปัญญา ถือปัญญาเป็นใหญ่ ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก ทุติยสีลสูตรที่ ๗ จบ ๘. นิกกัฏฐสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มีกายและจิตออก

ข้อ ๑๓๘

ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก บุคคล ๔ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. บุคคลผู้มีกายออก แต่มีจิตยังไม่ออก ๒. บุคคลผู้มีกายยังไม่ออก แต่มีจิตออก ๓. บุคคลผู้มีกายยังไม่ออกและมีจิตยังไม่ออก ๔. บุคคลผู้มีกายออกและมีจิตออก บุคคลผู้มีกายออก แต่มีจิตยังไม่ออก เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้อาศัยเสนาสนะเงียบสงัด คือ ป่าโปร่ง และป่าทึบเธอตรึกถึงกามวิตก(ความตรึกในทางกาม)บ้าง พยาบาทวิตก (ความตรึกในทางพยาบาท)บ้าง วิหิงสาวิตก (ความตรึกในทางเบียดเบียน)บ้าง บุคคลผู้มีกายออกแต่มีจิตยังไม่ออก เป็นอย่างนี้แล @เชิงอรรถ : @ หมายถึงบุคคลมีกายออกจากบ้าน แม้อยู่ในป่าก็ยังคิดถึงบ้าน (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๘/๓๘๑)@ ป่าโปร่ง (อรญฺญ) หมายถึงป่าอยู่นอกเสาหลักเมืองออกไปอย่างน้อยชั่ว ๕๐๐ ธนู (๒/๓๑/๓๐)@ ป่าทึบ (วนปตฺถ) หมายถึงป่าที่ไม่มีคนอยู่อาศัยเลยเขตหมู่บ้านไป (องฺ.ทุก.อ. ๒/๓๑/๓๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๐๖}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๔. ปุคคลวรรค ๙. ธัมมกถิกสูตร บุคคลผู้มีกายยังไม่ออก แต่มีจิตออก เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ไม่อาศัยเสนาสนะเงียบสงัด คือ ป่าโปร่งและป่าทึบเลย แต่เธอตรึกถึงเนกขัมมวิตก (ความตรึกปลอดจากกาม)บ้าง อพยาบาทวิตก(ความตรึกปลอดจากพยาบาท)บ้าง อวิหิงสาวิตก (ความตรึกปลอดจากการเบียดเบียน)บ้าง บุคคลผู้มีกายยังไม่ออก แต่มีจิตออก เป็นอย่างนี้แล บุคคลผู้มีกายยังไม่ออกและมีจิตยังไม่ออก เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ไม่อาศัยเสนาสนะเงียบสงัด คือ ป่าโปร่งและป่าทึบและเธอตรึกถึงกามวิตกบ้าง พยาบาทวิตกบ้าง วิหิงสาวิตกบ้าง บุคคลผู้มีกายยังไม่ออกและมีจิตยังไม่ออก เป็นอย่างนี้แล บุคคลผู้มีกายออกและมีจิตออก เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้อาศัยเสนาสนะเงียบสงัด คือ ป่าโปร่งและป่าทึบและเธอตรึกถึงเนกขัมมวิตกบ้าง อพยาบาทวิตกบ้าง อวิหิงสาวิตกบ้าง บุคคลผู้มีกายออกและมีจิตออก เป็นอย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก นิกกัฏฐสูตรที่ ๘ จบ ๙. ธัมมกถิกสูตร ว่าด้วยธรรมกถึก

ข้อ ๑๓๙

ภิกษุทั้งหลาย ธรรมกถึก ๔ จำพวกนี้ ธรรมกถึก ๔ จำพวก ไหนบ้าง คือ ๑. ธรรมกถึกบางรูปในธรรมวินัยนี้กล่าวธรรมน้อยและไม่มีประโยชน์ ทั้งหมู่ผู้ฟังก็ไม่ฉลาดในสิ่งที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ ธรรม- กถึกจำพวกนี้นับว่าเป็นธรรมกถึกสำหรับหมู่ผู้ฟังประเภทนี้ ๒. ธรรมกถึกบางรูปในธรรมวินัยนี้กล่าวธรรมน้อย แต่มีประโยชน์ และหมู่ผู้ฟังก็ฉลาดในสิ่งที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ ธรรมกถึก จำพวกนี้นับว่าเป็นธรรมกถึกสำหรับหมู่ผู้ฟังประเภทนี้ @เชิงอรรถ : @ ดู อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๑๕๖/๑๘๗-๑๘๘

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๐๗}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๔. ปุคคลวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค ๓. ธรรมกถึกบางรูปในธรรมวินัยนี้กล่าวธรรมมาก แต่ไม่มีประโยชน์ และหมู่ผู้ฟังก็ไม่ฉลาดในสิ่งที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ ธรรมกถึก จำพวกนี้นับว่าเป็นธรรมกถึกสำหรับหมู่ผู้ฟังประเภทนี้ ๔. ธรรมกถึกบางรูปในธรรมวินัยนี้กล่าวธรรมมากและมีประโยชน์ และหมู่ผู้ฟังก็ฉลาดในสิ่งที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ ธรรมกถึก จำพวกนี้นับว่าเป็นธรรมกถึกสำหรับหมู่ผู้ฟังประเภทนี้ ภิกษุทั้งหลาย ธรรมกถึก ๔ จำพวกนี้แล ธัมมกถิกสูตรที่ ๙ จบ ๑๐. วาทีสูตร ว่าด้วยนักพูด

ข้อ ๑๔๐

ภิกษุทั้งหลาย นักพูด ๔ จำพวกนี้ นักพูด ๔ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. นักพูดที่จนด้านอรรถ แต่ไม่จนด้านพยัญชนะ ๒. นักพูดที่จนด้านพยัญชนะ แต่ไม่จนด้านอรรถ ๓. นักพูดที่จนทั้งด้านอรรถและด้านพยัญชนะ ๔. นักพูดที่ไม่จนทั้งด้านอรรถและด้านพยัญชนะ นักพูด ๔ จำพวกนี้แล ภิกษุทั้งหลาย เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุ(นักพูด)ผู้ประกอบด้วยปฏิสัมภิทา ๔ ประการจะพึงจนทั้งด้านอรรถหรือด้านพยัญชนะ วาทีสูตรที่ ๑๐ จบ ปุคคลวรรคที่ ๔ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. สังโยชนสูตร ๒. ปฏิภาณสูตร ๓. อุคฆฏิตัญญูสูตร ๔. อุฏฐานผลสูตร ๕. สาวัชชสูตร ๖. ปฐมสีลสูตร ๗. ทุติยสีลสูตร ๘. นิกกัฏฐสูตร ๙. ธัมมกถิกสูตร ๑๐. วาทีสูตร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๐๘}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ปุคคลวรรควรรณนาที่ ๔ อรรถกถาสังโยชนสูตรที่ ๑

พึงทราบวินิจฉัยในสังโยชนสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-

บุคคลบางคนได้อุปบัติได้ภพ ในระหว่างด้วยสังโยชน์เหล่าใด สังโยชน์เหล่านั้น ชื่อว่าเป็นปัจจัยให้ได้อุปบัติ.

บทว่า ภวปฏิลภิยานิ ได้แก่ เป็นปัจจัยแก่การได้อุปบัติภพ.

บทว่า สกทาคามิสฺส นี้ ท่านถือโดยส่วนสูงสุดในพระอริยะทั้งหลาย ที่ยังละสังโยชน์ไม่ได้ ก็เพราะเหตุนี้ อันตราอุปบัติ (การเกิดในระหว่าง) ของพระอริยบุคคลผู้เป็นอันตราปรินิพพายีไม่มีแต่ท่านเข้าฌานใดในที่นั้น ฌานนั้นนับว่าเป็นปัจจัยแก่อุปบัติภพ เพราะฌานเป็นฝ่ายกุศลธรรม ฉะนั้น จึงตรัสสำหรับพระอริยบุคคลผู้เป็นอันตราปรินิพพายีนั้นว่า ละอุปบัติปฏิลาภิยสังโยชน์ได้ (สังโยชน์ที่เป็นเหตุให้มีความเกิด)แต่ละภวปฏิลาภิยสังโยชน์ (สังโยชน์ที่เป็นเหตุให้มีภพ) ไม่ได้. หมายถึงสังโยชน์ส่วนที่ยังละไม่ได้ในโอรัมภาคิยสังโยชน์ทั้งหลาย จึงตรัสว่า ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ไม่ได้ดังนี้ โดยความไม่ต่างกันแห่งสกทาคามีบุคคล.

บทที่เหลือในสูตรนี้ง่ายทั้งนั้น. จบอรรถกถาสังโยชนสูตรที่ ๑

อรรถกถาปฏิภาณสูตรที่ ๒

พึงทราบวินิจฉัยในปฏิภาณสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า ยุตฺตปฏิภาโณ โนย มุตฺตปฏิภาโณ ความว่า บุคคล เมื่อแก้ปัญหาก็แก้แต่ปัญหาที่ผูกเท่านั้น แต่แก้ได้ไม่เร็ว คือค่อยๆ แก้.

บททั้งปวง พึงทราบโดยนัยนี้. จบอรรถกถาปฏิภาณสูตรที่ ๒

อรรถกถาอุคฆฏิตัญญุสูตรที่ ๓

พึงทราบวินิจฉัยในอุคฆฏิตัญญุสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-

พึงทราบความต่างกันแห่งบุคคลแม้ ๔ จำพวกด้วยสูตรนี้ ดังนี้

อุคฆฏิตัญญูเป็นไฉน? บุคคลตรัสรู้ธรรมขณะที่ท่านยกหัวข้อขึ้นแสดง เรียกว่าอุคฆฏิตัญญูบุคคล.

วิปจิตัญญูบุคคลเป็นไฉน? บุคคลตรัสรู้ธรรมต่อเมื่อท่านแจกแจงความโดยพิสดาร เรียกว่าวิปจิตัญญูบุคคล.

เนยยบุคคลเป็นไฉน? บุคคลต้องเรียน ต้องสอบถาม ต้องใส่ใจโดยแยบคาย ต้องคบหา อยู่ใกล้กัลยาณมิตร จึงตรัสรู้ธรรมตามลำดับขั้นตอน เรียกว่าเนยยบุคคล

ปทปรมบุคคลเป็นไฉน? บุคคลฟังมากก็ดี พูดมากก็ดี ทรงจำมากก็ดี สอนมากก็ดี ยังไม่ตรัสรู้ธรรมในชาตินั้น เรียกว่าปทปรมบุคคล. จบอรรถกถาอุคฆฏิตัญญุสูตรที่ ๓

อรรถกถาอุฏฐานสูตรที่ ๔

พึงทราบวินิจฉัยในอุฏฐานสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-

บุคคลจำพวกหนึ่ง ใช้วันเวลาให้ล่วงไปด้วยความเพียรคือความหมั่นเท่านั้น ได้อะไรมาเพียงเป็นผลของความเพียรนั้น ที่หลั่งออกมาเลี้ยงชีวิต เขาอาศัยแต่ความหมั่นนั้น ไม่ได้ผลบุญอะไร บุคคลจำพวกนี้ ชื่อว่าดำรงชีพอยู่ด้วยผลของความหมั่นมิใช่ดำรงอยู่ด้วยผลของกรรม.

ส่วนเหล่าเทวดาแม้ทั้งหมด ตั้งแต่เทวดาชั้นจาตุมมหาราชเป็นต้นไป เพราะเข้าไปอาศัยผลบุญดำรงชีพ เว้นความเพียรคือความหมั่น ชื่อว่าดำรงชีพอยู่ด้วยผลของกรรม มิใช่ดำรงชีพอยู่ด้วยผลของความหมั่น.

อิสระชนมีพระราชามหาอำมาตย์ของพระราชาเป็นต้น ชื่อว่าดำรงชีพอยู่ด้วยผลของความหมั่น และดำรงชีพอยู่ด้วยผลของกรรม.

พวกสัตว์นรกดำรงชีพอยู่ด้วยผลของความหมั่นก็มิใช่ ด้วยผลของกรรมก็มิใช่.

ผลบุญนั่นแล ท่านประสงค์ว่าผลของกรรมในสูตรนี้ ผลบุญนั้นไม่มีแก่พวกสัตว์นรกเหล่านั้น. จบอรรถกถาอุฏฐานสูตรที่ ๔

อรรถกถาสาวัชชสูตรที่ ๕

พึงทราบวินิจฉัยในสาวัชชสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-

คนจำพวกที่หนึ่ง ได้แก่ปุถุชนคนโง่เขลา.

จำพวกที่สอง ได้แก่โลกิยปุถุชนผู้บำเพ็ญกุศลในระหว่างๆ.

จำพวกที่สาม ได้แก่พระโสดาบัน ถึงพระสกทาคามีและอนาคามีก็รวมกับคนจำพวกที่สามนั้นเหมือนกัน.

จำพวกที่สี่ ได้แก่พระขีณาสพ.

จริงอยู่ พระขีณาสพนั้น หาโทษมิได้โดยส่วนเดียว. จบอรรถกถาสาวัชชสูตรที่ ๕

อรรถกถาปฐมสีลสูตรที่ ๖

พึงทราบวินิจฉัยในปฐมสีลสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-

คนจำพวกที่หนึ่ง ได้แก่โลกิยมหาชน.

จำพวกที่สอง ได้แก่พระโสดาบันและพระสกทาคามี ผู้บำเพ็ญวิปัสสนาล้วน.

จำพวกที่สาม ได้แก่พระอนาคามี.

จริงอยู่ พระอนาคามีนั้น เพราะเหตุที่ได้ฌานที่ทำอุปบัติให้เกิดแม้ขณะนั้น ฉะนั้น ท่านแม้บำเพ็ญวิปัสสนาล้วน ก็ทำให้บริบูรณ์ในสมาธิโดยแท้.

จำพวกที่สี่ ได้แก่พระขีณาสพเท่านั้น. จริงอยู่ พระขีณาสพนั้นชื่อว่าทำให้บริบูรณ์ในศีลสมาธิและปัญญาทั้งหมด เพราะท่านละธรรมที่เป็นข้าศึกต่อศีลเป็นต้นทั้งหมดได้แล้ว. จบอรรถกถาปฐมสีลสูตรที่ ๖

แม้ในทุติยสีลสูตรที่ ๗ พึงทราบการกำหนดบุคคลโดยนัยอันกล่าวแล้วในปฐมสีลสูตรที่ ๖.

อรรถกถานิกกัฏฐสูตรที่ ๘

พึงทราบวินิจฉัยในนิกกัฏฐสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า นิกฺกฏฺฐกาโย แปลว่า มีกายออกไป.

บทว่า อนิกฺกฏฺฐจิตฺโต แปลว่า มีจิตไม่ออก. ท่านอธิบายว่า คนมีกายเท่านั้นออกจากบ้าน แม้อยู่ในป่าก็ยังเอาจิตเข้าบ้านอยู่นั่นเอง.

เนื้อความในบททุกบท พึงทราบโดยนัยนี้. จบอรรถกถานิกกัฏฐสูตรที่ ๘

อรรถกถาธัมมกถิกสูตรที่ ๙

พึงทราบวินิจฉัยในธัมมกถิกสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า อสหิตํ คือ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์.

บทว่า น กุสลา โหติ คือ เป็นผู้ไม่ฉลาด.

บทว่า สหิตาสหิตสฺส ความว่า ต่อสิ่งที่ประกอบด้วยประโยชน์ หรือไม่ประกอบด้วยประโยชน์.

เนื้อความในบททั้งปวงพึงทราบอย่างนี้. จบอรรถกถาธัมมกถิกสูตรที่ ๙

อรรถกถาวาทีสูตรที่ ๑๐

พึงทราบวินิจฉัยในวาทีสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า อตฺถโต ปริยาทานํ คจฺฉติ ความว่า นักพูดถูกถามถึงคำอรรถก็ยอมจำนนสิ้นท่าไม่สามารถจะตอบโต้.

บทว่า โน พฺยญฺชนโต ความว่า แต่พยัญชนะของเขายังไปได้ ก็ไม่ยอมจำนน.

ในบททุกบทก็นัยนี้แล. จบอรรถกถาวาทีสูตรที่ ๑๐ จบปุคคลวรรควรรณนาที่ ๔ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา