โทณสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต โทณสูตร
เอกํ สมยํ ภควา อนฺตรา จ อุกฺกฏฺฐํ อนฺตรา จ เสตพฺยํ อทฺธานมคฺคปฏิปนฺโน โหติ ฯ โทโณปิ พฺราหฺมโณ อนฺตรา จ อุกฺกฏฺฐํ อนฺตรา จ เสตพฺยํ อทฺธานมคฺคปฏิปนฺโน โหติ อทฺทสา โข โทโณ พฺราหฺมโณ ภควโต ปาเทสุ จกฺกานิ สหสฺสารานิ สเนมิกานิ สนาภิกานิ สพฺพาการปริปูรานิ ทิสฺวานสฺส เอตทโหสิ อจฺฉริยํ วต โภ อพฺภุตํ วต โภ นวติมานิ มนุสฺสภูตสฺส ปาทานิ ภวิสฺสนฺตีติ ฯ อถโข ภควา มคฺคา โอกฺกมฺม อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล นิสีทิ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชุํ กายํ ปณิธาย ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา ฯ อถโข โทโณ พฺราหฺมโณ ภควโต ปาทานิ อนุคจฺฉนฺโต อทฺทส ภควนฺตํ อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล นิสินฺนํ ปาสาทิกํ ปสาทนียํ สนฺตินฺทฺริยํ สนฺตมานสํ อุตฺตมทมถสมถมนุปฺปตฺตํ ทนฺตํ คุตฺตํ สนฺตินฺทฺริยํ นาคํ ทิสฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ เทโว โน ภวํ ภวิสฺสตีติ ฯ {๓๖.๑} น โข อหํ พฺราหฺมณ เทโว ภวิสฺสามีติ ฯ คนฺธพฺโพ โน ภวํ ภวิสฺสตีติ ฯ น โข อหํ พฺราหฺมณ คนฺธพฺโพ ภวิสฺสามีติ ฯ ยกฺโข โน ภวํ ภวิสฺสตีติ ฯ น โข อหํ พฺราหฺมณ ยกฺโข ภวิสฺสามีติ ฯ มนุสฺโส โน ภวํ ภวิสฺสตีติ ฯ น โข อหํ พฺราหฺมณ มนุสฺโส ภวิสฺสามีติ ฯ เทโว โน ภวํ ภวิสฺสตีติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน น โข อหํ พฺราหฺมณ เทโว ภวิสฺสามีติ วเทสิ คนฺธพฺโพ โน ภวํ ภวิสฺสตีติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน น โข อหํ พฺราหฺมณ คนฺธพฺโพ ภวิสฺสามีติ วเทสิ ยกฺโข โน ภวํ ภวิสฺสตีติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน น โข อหํ พฺราหฺมณ ยกฺโข ภวิสฺสามีติ วเทสิ มนุสฺโส โน ภวํ ภวิสฺสตีติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน น โข อหํ พฺราหฺมณ มนุสฺโส ภวิสฺสามีติ วเทสิ อถ โกจรหิ ภวํ ภวิสฺสตีติ ฯ {๓๖.๒} เยสํ โข อหํ พฺราหฺมณ อาสวานํ อปฺปหีนตฺตา เทโว ภเวยฺยํ เต เม อาสวา ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวํ คตา อายตึอนุปฺปาทธมฺมา เยสํ โข อหํ พฺราหฺมณ อาสวานํ อปฺปหีนตฺตา คนฺธพฺโพ ภเวยฺยํ ... ยกฺโข ภเวยฺยํ ... มนุสฺโส ภเวยฺยํ เต เม อาสวา ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวํ คตา อายตึอนุปฺปาทธมฺมา เสยฺยถาปิ พฺราหฺมณ อุปฺปลํ วา ปทุมํ วา ปุณฺฑรีกํ วา อุทเก ชาตํ อุทเก สํวฑฺฒํ อุทกํ อจฺจุคฺคมฺม ติฏฺฐติ อนุปลิตฺตํ อุทเกน เอวเมว โข อหํ พฺราหฺมณ โลเก ชาโต โลเก สํวฑฺโฒ โลกํ อภิภุยฺย วิหรามิ อนุปลิตฺโต โลเกน พุทฺโธติ มํ พฺราหฺมณ ธาเรหีติ ฯ เยน เทวุปปตฺยสฺส คนฺธพฺโพ วา วิหงฺคโม ยกฺขตฺตํ เยน คจฺเฉยฺยํ มนุสฺสตฺตญฺจ อพฺภเช เต มยฺหํ อาสวา ขีณา วิทฺธสฺตา วินฬีกตา ฯ ปุณฺฑรีกํ ยถา อุคฺคํ โตเยน นุปลิปฺปติ นุปลิปฺปามิ โลเกน ตสฺมา พุทฺโธสฺมิ พฺราหฺมณาติ ฯ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จดำเนินทางไกลในระหว่างเมือง อุกกัฏฐะและเมืองเสตัพยะ แม้โทณพราหมณ์ก็เดินทางไกลในระหว่างเมืองอุกกัฏฐะและเมืองเสตัพยะ โทณพราหมณ์ได้เห็นรอยกงจักรในรอยพระบาทของพระผู้มีพระภาคมีซี่ตั้งพัน ประกอบด้วยกงและดุม บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวงครั้นเห็นแล้วจึงรำพึงว่า อัศจรรย์จริงหนอท่านผู้เจริญ สิ่งไม่เคยมีมามีขึ้น รอยเท้าเหล่านี้ชะรอยจักไม่ใช่รอยเท้ามนุษย์ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จแวะออกจากทาง ประทับนั่งที่โคนไม้ต้นหนึ่ง ทรงคู้บัลลังก์ ตั้งพระกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า ครั้งนั้น โทณพราหมณ์ติดตามรอยพระบาทของพระผู้มีพระภาค ได้เห็นพระผู้มีพระภาคประทับนั่งที่โคนไม้แห่งหนึ่ง น่าพอใจ ควรแก่ความเลื่อมใสมีพระอินทรีย์อันสงบ มีพระทัยอันสงบ ถึงความฝึกฝนและความสงบอันยอดเยี่ยมมีตนอันฝึกแล้วคุ้มครองแล้ว มีอินทรีย์อันรักษาแล้ว เป็นผู้ประเสริฐ ครั้นเห็นแล้วจึงเข้าไปเฝ้าถึงที่ประทับ แล้วทูลถามว่า ท่านผู้เจริญเป็นเทวดาหรือพระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรพราหมณ์ เรามิใช่เป็นเทวดา ฯ โท. ท่านผู้เจริญเป็นคนธรรพ์หรือ ฯ พ. ดูกรพราหมณ์ เรามิใช่เป็นคนธรรพ์ ฯ โท. ท่านผู้เจริญเป็นยักษ์หรือ ฯ พ. ดูกรพราหมณ์ เรามิใช่เป็นยักษ์ ฯ โท. ท่านผู้เจริญเป็นมนุษย์ใช่ไหม ฯ พ. ดูกรพราหมณ์ เรามิใช่เป็นมนุษย์ โท. เราถามท่านว่า เป็นเทวดาหรือ ท่านตอบว่าไม่ใช่ เราถามว่าเป็น-*คนธรรพ์หรือ ท่านตอบว่าไม่ใช่ เราถามว่าเป็นยักษ์หรือ ท่านตอบว่าไม่ใช่ เราถามว่าเป็นมนุษย์หรือ ท่านก็ตอบว่าไม่ใช่ ถ้าอย่างนั้นท่านผู้เจริญเป็นอะไรแน่ ฯ พ. ดูกรพราหมณ์ เราพึงเป็นเทวดา เพราะยังละอาสวะเหล่าใดไม่ได้อาสวะเหล่านั้นเราละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนกระทำให้ไม่มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา ดูกรพราหมณ์ เราพึงเป็น-*คนธรรพ์ ... เราพึงเป็นยักษ์ ... เราพึงเป็นมนุษย์ เพราะยังละอาสวะเหล่าใดไม่ได้อาสวะเหล่านั้น เราละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนกระทำให้ไม่มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา ดูกรพราหมณ์ เปรียบเหมือนดอกอุบล ดอกปทุม หรือดอกบัวขาว เกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ตั้งอยู่พ้นน้ำ แต่น้ำมิได้แปดเปื้อน แม้ฉันใด ดูกรพราหมณ์ เราก็ฉันนั้นเหมือนกัน เกิดในโลกเติบโตขึ้นในโลก อยู่ครอบงำโลก อันโลกมิได้แปดเปื้อน ดูกรพราหมณ์ ท่านจงทรงจำเราไว้ว่าเป็นพระพุทธเจ้า ฯ ความบังเกิดเป็นเทวดา หรือคนธรรพ์ ผู้เที่ยวไปในเวหา พึงมีแก่เราด้วยอาสวะใด เราพึงถึงความเป็นยักษ์ และ เข้าถึงความเป็นมนุษย์ด้วยอาสวะใด อาสวะเหล่านั้นของเรา สิ้นไปแล้ว เรากำจัดเสียแล้ว กระทำให้ปราศจากเครื่อง ผูกพัน ดอกบัวตั้งอยู่พ้นน้ำ ย่อมไม่แปดเปื้อนด้วยน้ำ ฉันใด เราก็ย่อมไม่แปดเปื้อนด้วยโลก ฉันนั้น ดูกรพราหมณ์ เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นพระพุทธเจ้า ฯ จบสูตรที่ ๖
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. โทณสูตร ว่าด้วยโทณพราหมณ์
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จทางไกลระหว่างเมืองอุกกัฏฐะ กับเมือง เสตัพยะ โทณพราหมณ์ก็ได้เดินทางไกลระหว่างเมืองอุกกัฏฐะกับเมืองเสตัพยะ ได้เห็นรอยกงจักรมีซี่กำตั้งพันซี่ มีกง มีดุมครบ มีส่วนประกอบครบทุกอย่างที่รอยพระบาทของพระผู้มีพระภาค ได้มีความคิดว่า “ท่านผู้เจริญ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ รอยเท้าเหล่านี้คงไม่ใช่รอยเท้ามนุษย์” ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จลงข้างทางประทับนั่งที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง ทรงคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า ลำดับนั้น โทณพราหมณ์เดินตามรอยพระบาทของพระผู้มีพระภาค ได้เห็นพระผู้มีพระภาคประทับนั่งที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง มีพระอาการกิริยาน่าพอใจ น่าเลื่อมใสมีพระอินทรีย์สงบ มีพระทัยสงบ บรรลุการฝึกและความสงบยอดเยี่ยม ทรงฝึกตนแล้ว คุ้มครองแล้ว สำรวมอินทรีย์ ผู้ชื่อว่านาคะ ครั้นแล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า “ท่านผู้เจริญเป็นเทวดาใช่หรือไม่”@เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๒ ข้อ ๒๓ (โลกสูตร) หน้า ๓๘ ในเล่มนี้ @ เมืองอุกกัฏฐะ หมายถึงเมืองที่ชาวเมืองจุดประทีปมีด้ามส่องให้สร้าง หรือเมืองที่ประกอบด้วยคุณอัน@อุกฤษฏ์ เพราะมีภาคพื้นสมบูรณ์ มีมนุษย์สมบูรณ์ และมีอุปกรณ์ (เครื่องมือ) มากมาย@(องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๓๖/๓๓๖, องฺ.จตุกฺก. ฏีกา ๒/๓๖/๓๖๕) @ บรรลุการฝึกและความสงบยอดเยี่ยม หมายถึงอรหัตตมรรคและอรหัตตมัคคสมาธิ@(องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๓๖/๓๓๗) @ นาคะ นี้มีนัยกล่าวไว้ ๔ อย่าง คือ (๑) ไม่ถึงอคติมีฉันทาคติเป็นต้น (๒) ไม่ทรงกลับมาหากิเลสที่ละ@ได้แล้วอีก (๓) ไม่กระทำความชั่ว (๔) มีกำลัง (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๓๖/๓๓๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๕๘}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๔. จักกวรรค ๖. โทณสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “เราไม่ใช่เทวดา พราหมณ์” โทณพราหมณ์ทูลถามว่า “ท่านผู้เจริญ เป็นคนธรรพ์ใช่หรือไม่” “เราไม่ใช่คนธรรพ์ พราหมณ์” “ท่านผู้เจริญ เป็นยักษ์ใช่หรือไม่” “เราไม่ใช่ยักษ์ พราหมณ์” “ท่านผู้เจริญ เป็นมนุษย์ใช่หรือไม่” “เราไม่ใช่มนุษย์ พราหมณ์” โทณพราหมณ์ทูลถามว่า “ท่านเมื่อถูกถามว่า ‘ท่านผู้เจริญเป็นเทวดาใช่หรือไม่’ก็ตอบว่า ‘เราไม่ใช่เทวดา พราหมณ์’ เมื่อถูกถามว่า ‘ท่านผู้เจริญเป็นคนธรรพ์ใช่หรือไม่’ ก็ตอบว่า ‘เราไม่ใช่คนธรรพ์ พราหมณ์’ เมื่อถูกถามว่า ‘ท่านผู้เจริญเป็นยักษ์ใช่หรือไม่’ ก็ตอบว่า ‘เราไม่ใช่ยักษ์ พราหมณ์’ เมื่อถูกถามว่า ‘ท่านผู้เจริญเป็นมนุษย์ใช่หรือไม่’ ก็ตอบว่า ‘เราไม่ใช่มนุษย์ พราหมณ์’ ถ้าอย่างนั้น ท่านเป็นอะไรกันแน่” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “พราหมณ์ เราพึงเป็นเทวดา เพราะยังละ อาสวะเหล่าใดไม่ได้ แต่อาสวะเหล่านั้นเราละได้เด็ดขาดแล้ว ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ เราพึงเป็นคนธรรพ์ เพราะยังละอาสวะเหล่าใดไม่ได้ ... พึงเป็นยักษ์ ... พึงเป็นมนุษย์ เพราะยังละอาสวะเหล่าใดไม่ได้ แต่อาสวะเหล่านั้นเราละได้เด็ดขาดแล้ว ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ พราหมณ์ เราเกิดเจริญเติบโตในโลก แต่อยู่เหนือโลก ไม่แปดเปื้อนด้วยโลกเหมือนดอกอุบล (บัวเขียว) ดอกปทุม (บัวหลวง) ดอกปุณฑริก (บัวขาว) เกิดเจริญเติบโตในน้ำ แต่อยู่เหนือน้ำ ไม่แปดเปื้อนด้วยน้ำฉะนั้น ท่านจงจำเราไว้ว่า ‘เป็นพระพุทธเจ้า”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๕๙}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๔. จักกวรรค ๗. อปริหานิยสูตร อาสวะทั้งหลายที่เป็นเหตุให้เกิดเป็นเทวดา หรือเป็นคนธรรพ์ผู้เที่ยวไปในอากาศ เป็นเหตุให้ถึงความเป็นยักษ์ และความเป็นมนุษย์ ได้สิ้นไปแล้ว ถูกเรากำจัดแล้ว ทำให้หมดเครื่องผูกพันแล้ว ดอกปุณฑริกที่งดงาม ย่อมไม่แปดเปื้อนด้วยน้ำฉันใด เราก็ย่อมไม่แปดเปื้อนด้วยโลกฉันนั้น พราหมณ์ เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นพระพุทธเจ้า โทณสูตรที่ ๖ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาโทณสูตรที่ ๖
พึงทราบวินิจฉัยในโทณสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
ในบทว่า อนฺตรา จ อุกฺกฏฺฐํ อนฺตรา จ เสตพฺยํ นี้
บทว่า อุกฺกฏฺฐา ได้แก่ นครที่เรียกกันอย่างนี้ เพราะเขาตามคบเพลิงสร้างแล้ว.
บทว่า เสตพฺยํ ได้แก่ นครถิ่นเกิดของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งอดีต.
ส่วนอันตราศัพท์ใช้ในอรรถว่าเหตุ ขณะ จิต ท่ามกลางและระหว่าง.
ใช้ในอรรถว่าเหตุ ได้ในบาลีเป็นอาทิว่า ตทนนฺตรํ โก ชาเนยฺย อญฺญตฺร ตถาคตา ใครเล่าจะพึงรู้เหตุนั้น นอกจากพระตถาคต และว่า ชนา สงฺคมฺม มนฺเตนฺติ มญฺจ ตญฺจ กิมนฺตรํ พวกชนประชุมปรึกษาเราและท่านถึงเหตุอะไร ดังนี้.
ใช้ในอรรถว่าขณะ ได้ในบาลีเป็นอาทิว่า อทฺทสา มํ ภนฺเต อญฺญตรา อิตฺถี วิชฺชนฺตริกาย ภาชนํ โธวนฺตี ท่านขอรับ หญิงคนหนึ่งกำลังล้างภาชนะอยู่ ขณะฟ้าแลบ ก็เห็นเรา ดังนี้.
ใช้ในอรรถว่าจิต ได้ในบาลีเป็นอาทิว่า ยสฺสนฺตรโต น สนฺติ โกปา ความแค้นเคืองย่อมไม่มีแต่จิตของผู้ใดดังนี้.
ใช้ในอรรถว่าท่ามกลาง ได้ในบาลีเป็นอาทิว่า อนฺตรา โวสานมาปาทิ ถึงการจบลงในท่ามกลาง ดังนี้.
ใช้ในอรรถว่าระหว่าง ได้ในบาลีเป็นอาทิว่า อปิจายํ ตโปทา ทฺวินฺนํ มหานิรยานํ อนฺตริกาย อาคจฺฉติ อนึ่ง สระน้ำตโปทานี้ ย่อมไหลมาจากระหว่างมหานรกทั้งสองดังนี้.
อันตราศัพท์นี้นั้น ในที่นี้ใช้ในอรรถว่าระหว่าง เพราะฉะนั้น พึงเห็นเนื้อความในคำนี้อย่างนี้ว่า ในระหว่างนครอุกกัฏฐะกับนครเสตัพยะ ดังนี้. ท่านทำเป็นทุติยาวิภัติ เพราะประกอบด้วยอันตราศัพท์. ฝ่ายพวกอาจารย์ผู้คิดอักขระในฐานะเช่นนี้ ย่อมประกอบอันตราศัพท์อย่างหนึ่งในคำนี้อย่างนี้ว่า อนฺตรา คามญฺจ นทิญฺจ ยาติ บุคคลเดินไปในระหว่างบ้านและแม่น้ำดังนี้. อันตราศัพท์นั้น พึงประกอบด้วยแม้บทที่สอง เมื่อไม่ประกอบก็ไม่เป็นรูปทุติยาวิภัติ แต่ในที่นี้ท่านประกอบแล้ว จึงกล่าวไว้อย่างนี้.
บทว่า อทฺธานมคฺคปฏิปนฺโน โหติ คือ ทรงเดินทางไกล. อธิบายว่า ทางยาว.
ถามว่า ทรงเดินทางไกล เพราะเหตุไร.
ตอบว่า ได้ยินว่า ในวันนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเห็นเหตุนี้ว่า เมื่อเราเดินไปทางนั้น โทณพราหมณ์เห็นเจดีย์คือรอยเท้าของเรา ก็จะแกะรอยตามมาถึงที่เรานั่งแล้วถามปัญหาเมื่อเป็นดังนั้น เราจักแสดงสัจธรรมแก่เขาอย่างนี้ พราหมณ์จักแทงตลอดสามัญญผลสามได้แล้ว จักพรรณนาคุณ ชื่อโทณคัชชิตะ หนึ่งหมื่นสองพันบทเมื่อเราปรินิพพานแล้ว จักระงับการทะเลาะอย่างใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วชมพูทวีปแล้ว จึงจักแบ่งพระธาตุทั้งหลายกัน ดังนี้ จึงทรงเดินทางด้วยเหตุนี้.
บทว่า โทโณปิ สุทํ พฺราหฺมโณ ความว่า แม้โทณพราหมณ์ชำนาญไตรเพท เมื่อสอนศิลปะกะพวกมาณพ ๕๐๐ คนในวันนั้น ลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ทำกิจส่วนตัวเสร็จแล้ว นุ่งผ้าค่านับ ๑๐๐ ใช้ของมีค่าราคา ๕๐๐ คล้องด้ายยัญ สวมรองเท้าสายแดง มีมาณพ ๕๐๐ ห้อมล้อม ได้เดินไปทางนั้นเหมือนกัน.
คำนี้ท่านกล่าวหมายถึงข้อนั้น.
บทว่า ปาเทสุ ได้แก่ ในรอยที่ทรงเหยียบด้วยพระบาท.
บทว่า จกฺกานิ ได้แก่ จักกลักษณะ (รูปจักร).
ถามว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำเนินอยู่ รอยพระบาทปรากฏในที่ที่ทรงเหยียบไว้หรือ.
ตอบว่า ไม่ปรากฏดอก.
เพราะอะไร. เพราะรอยบาทละเอียดมีกำลังมาก และเพราะจะอนุเคราะห์มหาชน.
จริงอยู่ เพราะพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงมีพระฉวีละเอียด สถานที่ทรงเหยียบ เป็นเหมือนสถานที่ปุยนุ่นตั้งอยู่ รอยพระบาทจึงไม่ปรากฏ. รอยที่ตถาคตทรงเหยียบ ก็เป็นสักแต่ว่าเหยียบเท่านั้น รอยพระบาทจึงไม่ปรากฏในที่นั้น เพราะพระองค์เป็นผู้มีกำลังมาก เหมือนรอยเท้าของม้าสินธพมีฝีเท้าเร็วดุจลม มีกำลังเหยียบแม้บนใบของกอประทุม ก็สักว่าเหยียบเท่านั้น ฉะนั้น.
ส่วนหมู่มหาชนเดินตามรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้งหลายไป เมื่อมหาชนนั้นเห็นรอยพระบาทของพระศาสดา ก็ไม่อาจจะเดินเหยียบทับ พึงเดินเลี่ยงไปเสีย. เพราะฉะนั้น รอยพระบาทแม้ใดพึงมีในที่ทรงเหยียบแล้ว รอยพระบาทนั้นก็หายไปทันที. ฝ่ายโทณพราหมณ์เห็นได้ด้วยอำนาจอธิษฐานของพระตถาคต แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประสงค์จะแสดงเจดีย์คือพระบาทแก่ผู้ใด ปรารภถึงผู้นั้น ทรงอธิษฐานว่า คนชื่อโน้นจงเห็นดังนี้ เพราะฉะนั้น แม้พราหมณ์นี้ได้เห็นก็ด้วยอำนาจอธิษฐานของพระตถาคตเหมือนมาคัณฑิยพราหมณ์.
บทว่า ปาสาทิกํ คือ ให้เกิดความเลื่อมใส.
บทนอกนี้ก็เป็นไวพจน์ของบทว่า ปาสาทิกํ นั้นเอง.
ในบทว่า อุตฺตมทมถสมถมนุปฺปตฺตํ นี้ พึงทราบดังนี้ อรหัตมรรคชื่อว่าการฝึกฝนอย่างสูงสุด อรหัตมรรคสมาธิ ชื่อว่าความสงบอย่างสูงสุด. อธิบายว่า ทรงบรรลุทั้งสองอย่างนั้น.
บทว่า ทนฺตํ คือ หมดพยศ. บทว่า คุตฺตํ คือ คุ้มครอง.
บทว่า ยตินฺทฺริยํ คือ รักษาอินทรีย์.
บทว่า นาคํ ความว่า ชื่อว่า นาคะ เพราะเหตุ ๔ คือ เพราะไม่ถึงอคติมีฉันทาคติเป็นต้น ๑ เพราะไม่กลับมาสู่กิเลสที่ละได้แล้วอีก ๑ เพราะไม่ทำบาป ๑ เพราะอรรถว่ามีกำลัง ๑.
ในบทว่า เทโว โน ภวํ ภวิสฺสติ นี้ ก็การถามพึงจบลงด้วยคำประมาณเท่านี้ว่า ท่านผู้เจริญเป็นเทวดาหรือดังนี้ แต่พราหมณ์ผู้นี้ เมื่อถามโดยอนาคตกาลว่า ท่านจักเป็นเทวราชองค์หนึ่ง ผู้มีศักดิ์ใหญ่ ในอนาคตกาลกระมังดังนี้ จึงกล่าวอย่างนั้น. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อตรัสโดยชอบด้วยคำถามของพราหมณ์นั้น จึงตรัสว่า เราไม่ใช่เป็นเทวดาดอก พราหมณ์.
ในบททุกบทก็นัยนี้.
บทว่า อาสวานํ ได้แก่ อาสวะ ๔ มีกามาสวะเป็นต้น.
บทว่า ปหีนา ความว่า อาสวะเหล่านั้นเราละได้แล้ว ด้วยการบรรลุสัพพัญญุตญาณ ณ โพธิบัลลังก์.
บทว่า อนูปลิตฺโต โลเกน ความว่า โลกคือสังขารโลกเข้ามากำซาบใจเราไม่ได้ เพราะเราละเครื่องลูบไล้คือตัณหาและทิฏฐิเสียแล้ว.
บทว่า พุทฺโธ ความว่า ท่านจงจำเราไว้ว่า เป็นพุทธะ เพราะตรัสรู้สัจจะ ๔ ดังนี้.
บทว่า เยน คือ เพราะอาสวะใด.
บทว่า เทวูปปตฺยสฺส ความว่า เราจะพึงได้กำเนิดเป็นเทวดา.
บทว่า วิหงฺคโม ได้แก่ เทพจำพวกคนธรรพ์ผู้เหาะเหินได้.
บทว่า วิทฺธสฺตา แปลว่า ทำลายแล้ว.
บทว่า วินฬีกตา ได้แก่ ทำให้ปราศจากประสาน คือปราศจากเครื่องผูก.
บทว่า โตเยน นุปลิปฺปติ ความว่า ดอกบัวขาวที่ชูโผล่ขึ้นพ้นน้ำ ราวศอกหนึ่งซึ่งทำให้สระงาม ทำฝูงภมรให้ร่าเริง น้ำซึมซาบไม่ได้.
บทว่า ตสฺมา พุทฺโธสฺมิ พฺราหฺมณ ความว่า เวลาจบเทศนา พราหมณ์บรรลุผลสามแล้วจึงกล่าวคุณ ชื่อว่าโทณคัชชิตะ (เสียงกระหึมของโทณพราหมณ์) ด้วยคาถา ๑๒,๐๐๐ บท ก็เมื่อพระตถาคตปรินิพพานแล้ว โทณพราหมณ์ระงับความทะเลาะอย่างใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วพื้นชมพูทวีปแล้ว จึงได้แบ่งซึ่งพระธาตุทั้งหลายแก่กัน ดังพรรณนามานี้.
จบอรรถกถาโทณสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------