อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๐๑

๑. สัปปุริสวรรค

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๐๑–๒๑๐10 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ปณฺณาสกาสงฺคหิตา วคฺคา สปฺปุริสวคฺโค ปฐโม

อสปฺปุริสญฺจ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตรญฺจ สปฺปุริสญฺจ สปฺปุริเสน สปฺปุริสตรญฺจ ตํ สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ กตโม จ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปาณาติปาตี โหติ อทินฺนาทายี โหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารี โหติ มุสาวาที โหติ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐายี โหติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส ฯ {๒๐๑.๑} กตโม จ ภิกฺขเว อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตโร อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ ปาณาติปาตี โหติ ปรญฺจ ปาณาติปาเต สมาทเปติ อตฺตนา จ อทินฺนาทายี โหติ ปรญฺจ อทินฺนาทาเน สมาทเปติ อตฺตนา จ กาเมสุ มิจฺฉาจารี โหติ ปรญฺจ กาเมสุ มิจฺฉาจาเร สมาทเปติ อตฺตนา จ มุสาวาที โหติ ปรญฺจ มุสาวาเท สมาทเปติ อตฺตนา จ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐายี โหติ ปรญฺจ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐาเน สมาทเปติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตโร ฯ {๒๐๑.๒} กตโม จ ภิกฺขเว สปฺปุริโส อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา ปฏิวิรโต โหติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สปฺปุริโส ฯ กตโม จ ภิกฺขเว สปฺปุริเสน สปฺปุริสตโร อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ ปาณาติปาตา เวรมณิยา สมาทเปติ อตฺตนา จ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ อทินฺนาทานา เวรมณิยา สมาทเปติ อตฺตนา จ กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ กาเมสุ มิจฺฉาจารา เวรมณิยา สมาทเปติ อตฺตนา จ มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ มุสาวาทา เวรมณิยา สมาทเปติ อตฺตนา จ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณิยา สมาทเปติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สปฺปุริเสน สปฺปุริสตโรติ ฯ

อสปฺปุริสญฺจ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตรญฺจ สปฺปุริสญฺจ สปฺปุริเสน สปฺปุริสตรญฺจ ตํ สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ กตโม จ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อสฺสทฺโธ โหติ อหิริโก โหติ อโนตฺตปฺปี โหติ อปฺปสฺสุโต โหติ กุสีโต โหติ มุฏฺฐสฺสติ โหติ ทุปฺปญฺโญ โหติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส ฯ {๒๐๒.๑} กตโม จ ภิกฺขเว อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตโร อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ อสฺสทฺโธ โหติ ปรญฺจ อสฺสทฺธิเย สมาทเปติ อตฺตนา จ อหิริโก โหติ ปรญฺจ อหิริกตาย สมาทเปติ อตฺตนา จ อโนตฺตปฺปี โหติ ปรญฺจ อโนตฺตปฺเป สมาทเปติ อตฺตนา จ อปฺปสฺสุโต โหติ ปรญฺจ อปฺปสฺสุเต สมาทเปติ อตฺตนา จ กุสีโต โหติ ปรญฺจ โกสชฺเช สมาทเปติ อตฺตนา จ มุฏฺฐสฺสติ โหติ ปรญฺจ มุฏฺฐสจฺเจ สมาทเปติ อตฺตนา จ ทุปฺปญฺโญ โหติ ปรญฺจ ทุปฺปญฺญตาย สมาทเปติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตโร ฯ {๒๐๒.๒} กตโม จ ภิกฺขเว สปฺปุริโส อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ สทฺโธ โหติ หิริมา โหติ โอตฺตปฺปี โหติ พหุสฺสุโต โหติ อารทฺธวิริโย โหติ สติมา โหติ ปญฺญวา โหติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สปฺปุริโส ฯ {๒๐๒.๓} กตโม จ ภิกฺขเว สปฺปุริเสน สปฺปุริสตโร อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ สทฺธาสมฺปนฺโน โหติ ปรญฺจ สทฺธาสมฺปทาย สมาทเปติ อตฺตนา จ หิริมา โหติ ปรญฺจ หิริมตาย สมาทเปติ อตฺตนา จ โอตฺตปฺปี โหติ ปรญฺจ โอตฺตปฺเป สมาทเปติ อตฺตนา จ พหุสฺสุโต โหติ ปรญฺจ พาหุสจฺเจ สมาทเปติ อตฺตนา จ อารทฺธวิริโย โหติ ปรญฺจ วิริยารมฺเภ สมาทเปติ อตฺตนา จ อุปฏฺฐิตสฺสติ โหติ ปรญฺจ สติปฏฺฐาเน สมาทเปติ อตฺตนา จ ปญฺญาสมฺปนฺโน โหติ ปรญฺจ ปญฺญาสมฺปทาย สมาทเปติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สปฺปุริเสน สปฺปุริสตโรติ ฯ

อสปฺปุริสญฺจ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตรญฺจ สปฺปุริสญฺจ สปฺปุริเสน สปฺปุริสตรญฺจ ตํ สุณาถ ฯเปฯ กตโม จ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปาณาติปาตี โหติ อทินฺนาทายี โหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารี โหติ มุสาวาที โหติ ปิสุณวาโจ โหติ ผรุสวาโจ โหติ สมฺผปฺปลาปี โหติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส ฯ {๒๐๓.๑} กตโม จ ภิกฺขเว อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตโร อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ ปาณาติปาตี โหติ ปรญฺจ ปาณาติปาเต สมาทเปติ อตฺตนา จ อทินฺนาทายี โหติ ปรญฺจ อทินฺนาทาเน สมาทเปติ อตฺตนา จ กาเมสุ มิจฺฉาจารี โหติ ปรญฺจ กาเมสุ มิจฺฉาจาเร สมาทเปติ อตฺตนา จ มุสาวาที โหติ ปรญฺจ มุสาวาเท สมาทเปติ อตฺตนา จ ปิสุณวาโจ โหติ ปรญฺจ ปิสุณาย วาจาย สมาทเปติ อตฺตนา จ ผรุสวาโจ โหติ ปรญฺจ ผรุสาย วาจาย สมาทเปติ อตฺตนา จ สมฺผปฺปลาปี โหติ ปรญฺจ สมฺผปฺปลาเป สมาทเปติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตโร ฯ {๒๐๓.๒} กตโม จ ภิกฺขเว สปฺปุริโส อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สปฺปุริโส ฯ {๒๐๓.๓} กตโม จ ภิกฺขเว สปฺปุริเสน สปฺปุริสตโร อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ ปาณาติปาตา เวรมณิยา สมาทเปติ อตฺตนา จ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ อทินฺนาทานา เวรมณิยา สมาทเปติ อตฺตนา จ กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ กาเมสุ มิจฺฉาจารา เวรมณิยา สมาทเปติ อตฺตนา จ มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ มุสาวาทา เวรมณิยา สมาทเปติ อตฺตนา จ ปีสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ ปิสุณาย วาจาย เวรมณิยา สมาทเปติ อตฺตนา จ ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ ผรุสาย วาจาย เวรมณิยา สมาทเปติ อตฺตนา จ สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ สมฺผปฺปลาปา เวรมณิยา สมาทเปติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สปฺปุริเสน สปฺปุริสตโรติ ฯ

อสปฺปุริสญฺจ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตรญฺจ สปฺปุริสญฺจ สปฺปุริเสน สปฺปุริสตรญฺจ ตํ สุณาถ ฯเปฯ กตโม จ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปาณาติปาตี โหติ ฯเปฯ อภิชฺฌาลู โหติ พฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส ฯ {๒๐๔.๑} กตโม จ ภิกฺขเว อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตโร อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ ปาณาติปาตี โหติ ปรญฺจ ปาณาติปาเต สมาทเปติ ฯเปฯ อตฺตนา จ อภิชฺฌาลู โหติ ปรญฺจ อภิชฺฌาย สมาทเปติ อตฺตนา จ พฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ ปรญฺจ พฺยาปาเท สมาทเปติ อตฺตนา จ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ ปรญฺจ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตโร ฯ กตโม จ ภิกฺขเว สปฺปุริโส อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ ฯเปฯ อนภิชฺฌาลู โหติ อพฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สปฺปุริโส ฯ กตโม จ ภิกฺขเว สปฺปุริเสน สปฺปุริสตโร อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ ปาณาติปาตา เวรมณิยา สมาทเปติ ฯเปฯ อตฺตนา จ อนภิชฺฌาลู โหติ ปรญฺจ อนภิชฺฌาย สมาทเปติ อตฺตนา จ อพฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ ปรญฺจ อพฺยาปาเท สมาทเปติ อตฺตนา จ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ ปรญฺจ สมฺมาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สปฺปุริเสน สปฺปุริสตโรติ ฯ

อสปฺปุริสญฺจ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตรญฺจ สปฺปุริสญฺจ สปฺปุริเสน สปฺปุริสตรญฺจ ตํ สุณาถ ฯเปฯ กตโม จ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ มิจฺฉาสงฺกปฺโป โหติ มิจฺฉาวาโจ โหติ มิจฺฉากมฺมนฺโต โหติ มิจฺฉาอาชีโว โหติ มิจฺฉาวายาโม โหติ มิจฺฉาสติ โหติ มิจฺฉาสมาธิ โหติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส ฯ {๒๐๕.๑} กตโม จ ภิกฺขเว อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตโร อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ ปรญฺจ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ อตฺตนา จ มิจฺฉาสงฺกปฺโป โหติ ปรญฺจ มิจฺฉาสงฺกปฺเป สมาทเปติ อตฺตนา จ มิจฺฉาวาโจ โหติ ปรญฺจ มิจฺฉาวาจาย สมาทเปติ อตฺตนา จ มิจฺฉากมฺมนฺโต โหติ ปรญฺจ มิจฺฉากมฺมนฺเต สมาทเปติ อตฺตนา จ มิจฺฉาอาชีโว โหติ ปรญฺจ มิจฺฉาอาชีเว สมาทเปติ อตฺตนา จ มิจฺฉาวายาโม โหติ ปรญฺจ มิจฺฉาวายาเม สมาทเปติ อตฺตนา จ มิจฺฉาสติ โหติ ปรญฺจ มิจฺฉาสติยา สมาทเปติ อตฺตนา จ มิจฺฉาสมาธิ โหติ ปรญฺจ มิจฺฉาสมาธิมฺหิ สมาทเปติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตโร ฯ {๒๐๕.๒} กตโม จ ภิกฺขเว สปฺปุริโส อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ สมฺมาสงฺกปฺโป โหติ สมฺมาวาโจ โหติ สมฺมากมฺมนฺโต โหติ สมฺมาอาชีโว โหติ สมฺมาวายาโม โหติ สมฺมาสติ โหติ สมฺมาสมาธิ โหติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สปฺปุริโส ฯ {๒๐๕.๓} กตโม จ ภิกฺขเว สปฺปุริเสน สปฺปุริสตโร อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ ปรญฺจ สมฺมาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ อตฺตนา จ สมฺมาสงฺกปฺโป โหติ ปรญฺจ สมฺมาสงฺกปฺเป สมาทเปติ อตฺตนา จ สมฺมาวาโจ โหติ ปรญฺจ สมฺมาวาจาย สมาทเปติ อตฺตนา จ สมฺมากมฺมนฺโต โหติ ปรญฺจ สมฺมากมฺมนฺเต สมาทเปติ อตฺตนา จ สมฺมาอาชีโว โหติ ปรญฺจ สมฺมาอาชีเว สมาทเปติ อตฺตนา จ สมฺมาวายาโม โหติ ปรญฺจ สมฺมาวายาเม สมาทเปติ อตฺตนา จ สมฺมาสติ โหติ ปรญฺจ สมฺมาสติยา สมาทเปติ อตฺตนา จ สมฺมาสมาธิ โหติ ปรญฺจ สมฺมาสมาธิมฺหิ สมาทเปติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สปฺปุริเสน สปฺปุริสตโรติ ฯ

อสปฺปุริสญฺจ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตรญฺจ สปฺปุริสญฺจ สปฺปุริเสน สปฺปุริสตรญฺจ ตํ สุณาถ ฯเปฯ กตโม จ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ ฯเปฯ มิจฺฉาญาณี โหติ มิจฺฉาวิมุตฺติ โหติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส ฯ {๒๐๖.๑} กตโม จ ภิกฺขเว อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตโร อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ ปรญฺจ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ ฯเปฯ อตฺตนา จ มิจฺฉาญาณี โหติ ปรญฺจ มิจฺฉาญาเณ สมาทเปติ อตฺตนา จ มิจฺฉาวิมุตฺติ โหติ ปรญฺจ มิจฺฉาวิมุตฺติยา สมาทเปติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตโร ฯ {๒๐๖.๒} กตโม จ ภิกฺขเว สปฺปุริโส อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ ฯเปฯ สมฺมาญาณี โหติ สมฺมาวิมุตฺติ โหติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สปฺปุริโส ฯ กตโม จ ภิกฺขเว สปฺปุริเสน สปฺปุริสตโร อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ ปรญฺจ สมฺมาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ ฯเปฯ อตฺตนา จ สมฺมาญาณี โหติ ปรญฺจ สมฺมาญาเณ สมาทเปติ อตฺตนา จ สมฺมาวิมุตฺติ โหติ ปรญฺจ สมฺมาวิมุตฺติยา สมาทเปติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สปฺปุริเสน สปฺปุริสตโรติ ฯ

ปาปญฺจ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ ปาเปน ปาปตรญฺจ กลฺยาณญฺจ กลฺยาเณน กลฺยาณตรญฺจ ตํ สุณาถ ฯเปฯ กตโม จ ภิกฺขเว ปาโป อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปาณาติปาตี โหติ ฯเปฯ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปาโป ฯ กตโม จ ภิกฺขเว ปาเปน ปาปตโร อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ ปาณาติปาตี โหติ ปรญฺจ ปาณาติปาเต สมาทเปติ ฯเปฯ อตฺตนา จ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ ปรญฺจ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปาเปน ปาปตโร ฯ {๒๐๗.๑} กตโม จ ภิกฺขเว กลฺยาโณ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ ฯเปฯ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กลฺยาโณ ฯ กตโม จ ภิกฺขเว กลฺยาเณน กลฺยาณตโร อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ ปาณาติปาตา เวรมณิยา สมาทเปติ ฯเปฯ อตฺตนา จ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ ปรญฺจ สมฺมาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กลฺยาเณน กลฺยาณตโรติ ฯ

ปาปญฺจ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ ปาเปน ปาปตรญฺจ กลฺยาณญฺจ กลฺยาเณน กลฺยาณตรญฺจ ตํ สุณาถ ฯเปฯ กตโม จ ภิกฺขเว ปาโป อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ ฯเปฯ มิจฺฉาญาณี โหติ มิจฺฉาวิมุตฺติ โหติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปาโป ฯ {๒๐๘.๑} กตโม จ ภิกฺขเว ปาเปน ปาปตโร อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ ปรญฺจ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ ฯเปฯ อตฺตนา จ มิจฺฉาญาณี โหติ ปรญฺจ มิจฺฉาญาเณ สมาทเปติ อตฺตนา จ มิจฺฉาวิมุตฺติ โหติ ปรญฺจ มิจฺฉาวิมุตฺติยา สมาทเปติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปาเปน ปาปตโร ฯ กตโม จ ภิกฺขเว กลฺยาโณ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ ฯเปฯ สมฺมาญาณี โหติ สมฺมาวิมุตฺติ โหติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กลฺยาโณ ฯ {๒๐๘.๒} กตโม จ ภิกฺขเว กลฺยาเณน กลฺยาณตโร อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ ปรญฺจ สมฺมาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ ฯเปฯ อตฺตนา จ สมฺมาญาณี โหติ ปรญฺจ สมฺมาญาเณ สมาทเปติ อตฺตนา จ สมฺมาวิมุตฺติ โหติ ปรญฺจ สมฺมาวิมุตฺติยา สมาทเปติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กลฺยาเณน กลฺยาณตโรติ ฯ

ปาปธมฺมญฺจ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ ปาปธมฺเมน ปาปธมฺมตรญฺจ กลฺยาณธมฺมญฺจ กลฺยาณธมฺเมน กลฺยาณธมฺมตรญฺจ ตํ สุณาถ ฯเปฯ กตโม จ ภิกฺขเว ปาปธมฺโม อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปาณาติปาตี โหติ ฯเปฯ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปาปธมฺโม ฯ {๒๐๙.๑} กตโม จ ภิกฺขเว ปาปธมฺเมน ปาปธมฺมตโร อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ ปาณาติปาตี โหติ ปรญฺจ ปาณาติปาเต สมาทเปติ ฯเปฯ อตฺตนา จ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ ปรญฺจ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปาปธมฺเมน ปาปธมฺมตโร ฯ {๒๐๙.๒} กตโม จ ภิกฺขเว กลฺยาณธมฺโม อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ ฯเปฯ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กลฺยาณธมฺโม ฯ {๒๐๙.๓} กตโม จ ภิกฺขเว กลฺยาณธมฺเมน กลฺยาณธมฺมตโร อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ ปาณาติปาตา เวรมณิยา สมาทเปติ ฯเปฯ อตฺตนา จ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ ปรญฺจ สมฺมาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กลฺยาณธมฺเมน กลฺยาณธมฺมตโรติ ฯ

ปาปธมฺมญฺจ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ ปาปธมฺเมน ปาปธมฺมตรญฺจ กลฺยาณธมฺมญฺจ กลฺยาณธมฺเมน กลฺยาณธมฺมตรญฺจ ตํ สุณาถ ฯเปฯ กตโม จ ภิกฺขเว ปาปธมฺโม อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ ฯเปฯ มิจฺฉาญาณี โหติ มิจฺฉาวิมุตฺติ โหติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปาปธมฺโม ฯ {๒๑๐.๑} กตโม จ ภิกฺขเว ปาปธมฺเมน ปาปธมฺมตโร อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ ปรญฺจ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ ฯเปฯ อตฺตนา จ มิจฺฉาญาณี โหติ ปรญฺจ มิจฺฉาญาเณ สมาทเปติ อตฺตนา จ มิจฺฉาวิมุตฺติ โหติ ปรญฺจ มิจฺฉาวิมุตฺติยา สมาทเปติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปาปธมฺเมน ปาปธมฺมตโร ฯ {๒๑๐.๒} กตโม จ ภิกฺขเว กลฺยาณธมฺโม อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ ฯเปฯ สมฺมาญาณี โหติ สมฺมาวิมุตฺติ โหติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กลฺยาณธมฺโม ฯ {๒๑๐.๓} กตโม จ ภิกฺขเว กลฺยาณธมฺเมน กลฺยาณธมฺมตโร อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ ปรญฺจ สมฺมาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ ฯเปฯ อตฺตนา จ สมฺมาญาณี โหติ ปรญฺจ สมฺมาญาเณ สมาทเปติ อตฺตนา จ สมฺมาวิมุตฺติ โหติ ปรญฺจ สมฺมาวิมุตฺติยา สมาทเปติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กลฺยาณธมฺเมน กลฺยาณธมฺมตโรติ ฯ สปฺปุริสวคฺโค ปฐโม ฯ --------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๑. สัปปุริสวรรค ๑. สิกขาปทสูตร ๕. ปัญจมปัณณาสก์ ๑. สัปปุริสวรรค หมวดว่าด้วยสัตบุรุษ ๑. สิกขาปทสูตร ว่าด้วยสิกขาบท

ข้อ ๒๐๑

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอสัตบุรุษ และ อสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ จักแสดงสัตบุรุษ และสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษแก่เธอ ทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า อสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ เสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท บุคคลนี้เรียกว่าอสัตบุรุษ อสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้ฆ่าสัตว์และชักชวนผู้อื่นให้ฆ่าสัตว์ ตนเองเป็นผู้ลักทรัพย์และชักชวนผู้อื่นให้ลักทรัพย์ ตนเองเป็นผู้ประพฤติผิดในกามและ ชักชวนผู้อื่นให้ประพฤติผิดในกาม ตนเองเป็นผู้พูดเท็จและชักชวนผู้อื่นให้พูดเท็จ ตนเองเป็นผู้เสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาทและชักชวนผู้อื่นให้เสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท บุคคลนี้เรียกว่า อสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ @เชิงอรรถ : @ อสัตบุรุษ หมยถึงคนเลว คนไร้ประโยชน์ คนมีโมหะ คนที่ถูกอวิชชาทำให้มืดบอด (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๐๑/๔๓๘)@ สัตบุรุษ หมายถึงบัณฑิตผู้ประกอบด้วยคุณคือ ศีล เป็นต้น (องฺ.ติก.อ. ๒/๘๐/๒๓๐)@ อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๑๓๒-๑๓๕/๑๘๓

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๒๐}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๑. สัปปุริสวรรค ๒. อัสสัทธสูตร สัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เป็นผู้เว้นขาดจาก การลักทรัพย์ เป็นผู้เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม เป็นผู้เว้นขาดจากการ พูดเท็จ เป็นผู้เว้นขาดจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท บุคคลนี้เรียกว่า สัตบุรุษ สัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์และชักชวนผู้อื่น ให้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการลักทรัพย์และชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการลักทรัพย์ ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกามและชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเท็จและชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการพูดเท็จ ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาทและชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท บุคคลนี้เรียกว่า สัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ สิกขาปทสูตรที่ ๑ จบ ๒. อัสสัทธสูตร ว่าด้วยผู้ไม่มีศรัทธาและผู้มีศรัทธา

ข้อ ๒๐๒

ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอสัตบุรุษและอสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ จักแสดงสัตบุรุษและสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า อสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ มีสุตะน้อย เป็นผู้เกียจคร้าน หลงลืมสติ มีปัญญาทราม บุคคลนี้เรียกว่า อสัตบุรุษ@เชิงอรรถ : @ มีสุตะน้อย หมายถึงปราศจากสุตะ (เล่าเรียนมาน้อย, ได้ยินได้ฟังมาน้อย, มีประสบการณ์น้อย)@(ม.มู.อ. ๑/๘๓/๒๐๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๒๑}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๑. สัปปุริสวรรค ๓. สัตตกัมมสูตร อสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้ไม่มีศรัทธาและชักชวนผู้อื่นให้ไม่มีศรัทธาตนเองเป็นผู้ไม่มีหิริและชักชวนผู้อื่นให้ไม่มีหิริ ตนเองเป็นผู้ไม่มีโอตตัปปะและชักชวนผู้อื่นให้ไม่มีโอตตัปปะ ตนเองเป็นผู้มีสุตะน้อยและชักชวนผู้อื่นให้มีสุตะน้อย ตนเองเป็นผู้เกียจคร้านและชักชวนผู้อื่นให้เกียจคร้าน ตนเองหลงลืมสติและชักชวนผู้อื่นให้หลงลืมสติ ตนเองมีปัญญาทรามและชักชวนผู้อื่นให้มีปัญญาทราม บุคคลนี้เรียกว่าอสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ สัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ เป็นพหูสูต ปรารภความเพียร มีสติ มีปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า สัตบุรุษ สัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้มีศรัทธาและชักชวนผู้อื่นให้มีศรัทธาตนเองเป็นผู้มีหิริและชักชวนผู้อื่นให้มีหิริ ตนเองเป็นผู้มีโอตตัปปะและชักชวนผู้อื่นให้มีโอตตัปปะ ตนเองเป็นพหูสูตและชักชวนผู้อื่นให้เป็นพหูสูต ตนเองมีสติตั้งมั่นและชักชวนผู้อื่นให้มีสติตั้งมั่น ตนเองเป็นผู้มีปัญญาและชักชวนผู้อื่นให้มีปัญญาบุคคลนี้เรียกว่า สัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ อัสสัทธสูตรที่ ๒ จบ ๓. สัตตกัมมสูตร ว่าด้วยกรรม ๗ ประการ

ข้อ ๒๐๓

ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอสัตบุรุษและอสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ จักแสดงสัตบุรุษและสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๒ (อัสสัทธสูตร) หน้า ๓๒๑ ในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๒๒}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๑. สัปปุริสวรรค ๓. สัตตกัมมสูตร อสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จพูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ บุคคลนี้เรียกว่า อสัตบุรุษ อสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้ฆ่าสัตว์และชักชวนผู้อื่นให้ฆ่าสัตว์ ตนเองเป็นผู้ลักทรัพย์และชักชวนผู้อื่นให้ลักทรัพย์ ตนเองเป็นผู้ประพฤติผิดในกามและชักชวนผู้อื่นให้ประพฤติผิดในกาม ตนเองเป็นผู้พูดเท็จและชักชวนผู้อื่นให้พูดเท็จ ตนเองเป็นผู้พูดส่อเสียดและชักชวนผู้อื่นให้พูดส่อเสียด ตนเองเป็นผู้พูดคำหยาบและชักชวนผู้อื่นให้พูดคำหยาบ ตนเองเป็นผู้พูดเพ้อเจ้อและชักชวนผู้อื่นให้พูดเพ้อเจ้อบุคคลนี้เรียกว่า อสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ สัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เป็นผู้เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เป็นผู้เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม เป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเท็จ เป็นผู้เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด เป็นผู้เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ เป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ บุคคลนี้เรียกว่า สัตบุรุษ สัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์และชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการลักทรัพย์และชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการลักทรัพย์ ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกามและชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเท็จและชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการพูดเท็จ ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดส่อเสียดและชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการพูดส่อเสียด ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดคำหยาบและชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการพูดคำหยาบ ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อและชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ บุคคลนี้เรียกว่า สัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ สัตตกัมมสูตรที่ ๓ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๒๓}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๑. สัปปุริสวรรค ๔. ทสกัมมสูตร ๔. ทสกัมมสูตร ว่าด้วยกรรม ๑๐ ประการ

ข้อ ๒๐๔

ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอสัตบุรุษและอสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ จักแสดงสัตบุรุษและสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ฯลฯ อสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ๒ เป็นผู้เพ่งเล็งอยากได้ของเขาเป็นผู้มีจิตพยาบาท เป็นมิจฉาทิฏฐิ บุคคลนี้เรียกว่า อสัตบุรุษ อสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้ฆ่าสัตว์และชักชวนผู้อื่นให้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้เพ่งเล็งอยากได้ของเขาและชักชวนผู้อื่นให้เพ่งเล็งอยากได้ของเขา ตนเองเป็นผู้มีจิตพยาบาทและชักชวนผู้อื่นให้มีจิตพยาบาท ตนเองเป็นมิจฉาทิฏฐิและชักชวนผู้อื่นให้เป็นมิจฉาทิฏฐิ บุคคลนี้เรียกว่า อสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ สัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ เป็นผู้ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของเขา เป็นผู้มีจิตไม่พยาบาท เป็นสัมมาทิฏฐิ บุคคลนี้เรียกว่า สัตบุรุษ สัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์และชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของเขาและชักชวนผู้อื่นให้ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของเขา ตนเองเป็นผู้มีจิตไม่พยาบาทและชักชวนผู้อื่นให้มีจิตไม่พยาบาท ตนเองเป็นสัมมาทิฏฐิและชักชวนผู้อื่นให้เป็นสัมมาทิฏฐิ บุคคลนี้เรียกว่า สัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ ทสกัมมสูตรที่ ๔ จบ @เชิงอรรถ : @ ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๒ (อัสสัทธสูตร) หน้า ๓๒๑ ในเล่มนี้ @ ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๓ (สัตตกัมมสูตร) หน้า ๓๒๓ ในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๒๔}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๑. สัปปุริสวรรค ๕. อัฏฐังคิกสูตร ๕. อัฏฐังคิกสูตร ว่าด้วยมรรคมีองค์ ๘

ข้อ ๒๐๕

ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอสัตบุรุษและอสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ จักแสดงสัตบุรุษและสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังฯลฯ อสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิ (เห็นผิด) มีมิจฉาสังกัปปะ (ดำริผิด)มีมิจฉาวาจา (เจรจาผิด) มีมิจฉากัมมันตะ (กระทำผิด) มีมิจฉาอาชีวะ (เลี้ยงชีพผิด)มีมิจฉาวายามะ (พยายามผิด) มีมิจฉาสติ (ระลึกผิด) มีมิจฉาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นผิด)บุคคลนี้เรียกว่า อสัตบุรุษ อสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิและชักชวนผู้อื่นให้มีมิจฉา-ทิฏฐิ ตนเองเป็นผู้มีมิจฉาสังกัปปะและชักชวนผู้อื่นให้มีมิจฉาสังกัปปะ ตนเองเป็นผู้มีมิจฉาวาจาและชักชวนผู้อื่นให้มีมิจฉาวาจา ตนเองเป็นผู้มีมิจฉากัมมันตะและชักชวนผู้อื่นให้มีมิจฉากัมมันตะ ตนเองเป็นผู้มีมิจฉาอาชีวะและชักชวนผู้อื่นให้มีมิจฉาอาชีวะ ตนเองเป็นผู้มีมิจฉาวายามะและชักชวนผู้อื่นให้มีมิจฉาวายามะ ตนเองเป็นผู้มีมิจฉาสติและชักชวนผู้อื่นให้มีมิจฉาสติ ตนเองเป็นผู้มีมิจฉาสมาธิและชักชวนผู้อื่นให้มีมิจฉาสมาธิ บุคคลนี้เรียกว่า อสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ สัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ) มีสัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ) มีสัมมาวาจา (เจรจาชอบ) มีสัมมากัมมันตะ (กระทำชอบ) มีสัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ) มีสัมมาวายามะ (พยายามชอบ) มีสัมมาสติ (ระลึกชอบ) มีสัมมาสมาธิ(ตั้งจิตมั่นชอบ) บุคคลนี้เรียกว่า สัตบุรุษ @เชิงอรรถ : @ ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๒ (อัสสัทธสูตร) หน้า ๓๒๑ ในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๒๕}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๑. สัปปุริสวรรค ๖. ทสมัคคสูตร สัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิและชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมา-ทิฏฐิ ตนเองเป็นผู้มีสัมมาสังกัปปะและชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมาสังกัปปะ ตนเองเป็นผู้มีสัมมาวาจาและชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมาวาจา ตนเองเป็นผู้มีสัมมากัมมันตะและชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมากัมมันตะ ตนเองเป็นผู้มีสัมมาอาชีวะและชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมาอาชีวะ ตนเองเป็นผู้มีสัมมาวายามะและชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมาวายามะ ตนเองเป็นผู้มีสัมมาสติและชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมาสติ ตนเองเป็นผู้มีสัมมาสมาธิและชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมาสมาธิ บุคคลนี้เรียกว่า สัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ อัฏฐังคิกสูตรที่ ๕ จบ ๖. ทสมัคคสูตร ว่าด้วยมรรค ๑๐ ประการ

ข้อ ๒๐๖

ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอสัตบุรุษและอสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ จักแสดงสัตบุรุษและสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังฯลฯ อสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ มีมิจฉาญาณะ มีมิจฉา-วิมุตติ บุคคลนี้เรียกว่า อสัตบุรุษ อสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิและชักชวนผู้อื่นให้มีมิจฉา-ทิฏฐิ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีมิจฉาญาณะและชักชวนผู้อื่นให้มีมิจฉาญาณะ ตนเองเป็นผู้มีมิจฉาวิมุตติและชักชวนผู้อื่นให้มีมิจฉาวิมุตติ บุคคลนี้เรียกว่า อสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ @เชิงอรรถ : @ ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๒ (อัสสัทธสูตร) หน้า ๓๒๑ ในเล่มนี้ @ ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๕ (อัฏฐังคิกสูตร) หน้า ๓๒๕ ในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๒๖}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๑. สัปปุริสวรรค ๗. ปฐมปาปธัมมสูตร สัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ มีสัมมาญาณะ มี สัมมาวิมุตติ บุคคลนี้เรียกว่า สัตบุรุษ สัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิและชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมา-ทิฏฐิ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีสัมมาญาณะและชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมาญาณะ ตนเองเป็นผู้มีสัมมาวิมุตติและชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมาวิมุตติ บุคคลนี้เรียกว่า สัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ ทสมัคคสูตรที่ ๖ จบ ๗. ปฐมปาปธัมมสูตร ว่าด้วยธรรมชั่วและธรรมดี สูตรที่ ๑

ข้อ ๒๐๗

ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงคนชั่วและคนชั่วที่ยิ่งกว่าคนชั่ว จักแสดง คนดีและคนดีที่ยิ่งกว่าคนดี แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ฯลฯ คนชั่ว เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ เป็นมิจฉาทิฏฐิ บุคคลนี้เรียกว่าคนชั่ว คนชั่วที่ยิ่งกว่าคนชั่ว เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้ฆ่าสัตว์และชักชวนผู้อื่นให้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ตนเองเป็นมิจฉาทิฏฐิและชักชวนผู้อื่นให้เป็นมิจฉาทิฏฐิ บุคคลนี้เรียกว่า คนชั่วที่ยิ่งกว่าคนชั่ว @เชิงอรรถ : @ ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๕ (อัฏฐังคิกสูตร) หน้า ๓๒๕-๓๒๖ ในเล่มนี้ @ ดู อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๑๓๖-๑๓๙/๑๘๔-๑๘๕, ๑๔๐-๑๔๓/๑๘๕ @ ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๒ (อัสสัทธสูตร) หน้า ๓๒๑ ในเล่มนี้ @ ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๓ (สัตตกัมมสูตร) หน้า ๓๒๓ และข้อ ๒๐๔ (ทสกัมมสูตร) หน้า ๓๒๔ ในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๒๗}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๑. สัปปุริสวรรค ๘. ทุติยปาปธัมมสูตร คนดี เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ เป็นสัมมาทิฏฐิบุคคลนี้เรียกว่า คนดี คนดีที่ยิ่งกว่าคนดี เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์และชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ ตนเองเป็นสัมมาทิฏฐิและชักชวนผู้อื่นให้เป็นสัมมาทิฏฐิ บุคคลนี้เรียกว่า คนดีที่ยิ่งกว่าคนดี ปฐมปาปธัมมสูตรที่ ๗ จบ ๘. ทุติยปาปธัมมสูตร ว่าด้วยธรรมชั่วและธรรมดี สูตรที่ ๒

ข้อ ๒๐๘

ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงคนชั่วและคนชั่วที่ยิ่งกว่าคนชั่ว จักแสดง คนดีและคนดีที่ยิ่งกว่าคนดีแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ฯลฯ คนชั่ว เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ มีมิจฉาญาณะ(รู้ผิด) มี มิจฉาวิมุตติ(หลุดพ้นผิด) บุคคลนี้เรียกว่า คนชั่ว คนชั่วที่ยิ่งกว่าคนชั่ว เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิและชักชวนผู้อื่นให้มีมิจฉา- ทิฏฐิ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีมิจฉาญาณะและชักชวนผู้อื่นให้มีมิจฉาญาณะ ตนเองเป็นผู้มีมิจฉาวิมุตติและชักชวนผู้อื่นให้มีมิจฉาวิมุตติ บุคคลนี้เรียกว่า คนชั่วที่ยิ่งกว่าคนชั่ว คนดี เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ มีสัมมาญาณะ มี สัมมาวิมุตติ บุคคลนี้เรียกว่า คนดี @เชิงอรรถ : @ ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๓ (สัตตกัมมสูตร) หน้า ๓๒๓ และข้อ ๒๐๔ (ทสกัมมสูตร) หน้า ๓๒๔ ในเล่มนี้@ ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๒ (อัสสัทธสูตร) หน้า ๓๒๑ ในเล่มนี้ @ ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๕ (อัฏฐังคิกสูตร) หน้า ๓๒๕ และข้อ ๒๐๖ (ทสมัคคสูตร) หน้า ๓๒๖-๓๒๗ ในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๒๘}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๑. สัปปุริสวรรค ๙. ตติยปาปธัมมสูตร คนดีที่ยิ่งกว่าคนดี เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิและชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมา- ทิฏฐิ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีสัมมาญาณะและชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมาญาณะ ตนเอง เป็นผู้มีสัมมาวิมุตติและชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมาวิมุตติ บุคคลนี้เรียกว่า คนดีที่ยิ่งกว่าคนดี ทุติยปาปธัมมสูตรที่ ๘ จบ ๙. ตติยปาปธัมมสูตร ว่าด้วยธรรมชั่วและธรรมดี สูตรที่ ๓

ข้อ ๒๐๙

ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงบุคคลผู้มีธรรมชั่วและบุคคลผู้มีธรรมชั่วที่ ยิ่งกว่าบุคคลผู้มีธรรมชั่ว จักแสดงบุคคลผู้มีธรรมดีและบุคคลผู้มีธรรมดีที่ยิ่งกว่าบุคคลผู้มีธรรมดีแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ฯลฯ บุคคลผู้มีธรรมชั่ว เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ เป็นมิจฉาทิฏฐิ บุคคลนี้เรียกว่าบุคคลผู้มีธรรมชั่ว บุคคลผู้มีธรรมชั่วที่ยิ่งกว่าบุคคลผู้มีธรรมชั่ว เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้ฆ่าสัตว์และชักชวนผู้อื่นให้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ตนเองเป็นมิจฉาทิฏฐิและชักชวนผู้อื่นให้เป็นมิจฉาทิฏฐิ บุคคลนี้เรียกว่า บุคคลผู้มีธรรมชั่วที่ยิ่งกว่าบุคคลผู้มีธรรมชั่ว บุคคลผู้มีธรรมดี เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ เป็นสัมมาทิฏฐิบุคคลนี้เรียกว่า บุคคลผู้มีธรรมดี @เชิงอรรถ : @ ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๕ (อัฏฐังคิกสูตร) หน้า ๓๒๖ และข้อ ๒๐๖ (ทสมัคคสูตร) หน้า ๓๒๗ ในเล่มนี้@ ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๒ (อัสสัทธสูตร) หน้า ๓๒๑ ในเล่มนี้ @ ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๓ (สัตตกัมมสูตร) หน้า ๓๒๓ และข้อ ๒๐๔ (ทสกัมมสูตร) หน้า ๓๒๔ ในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๒๙}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๑. สัปปุริสวรรค ๑๐. จตุตถปาปธัมมสูตร บุคคลผู้มีธรรมดีที่ยิ่งกว่าบุคคลผู้มีธรรมดี เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์และชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ ตนเองเป็นสัมมาทิฏฐิและชักชวนผู้อื่นให้เป็นสัมมาทิฏฐิบุคคลนี้เรียกว่า บุคคลผู้มีธรรมดีที่ยิ่งกว่าบุคคลผู้มีธรรมดี ตติยปาปธัมมสูตรที่ ๙ จบ ๑๐. จตุตถปาปธัมมสูตร ว่าด้วยธรรมชั่วและธรรมดี สูตรที่ ๔

ข้อ ๒๑๐

ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงบุคคลผู้มีธรรมชั่วและบุคคลผู้มีธรรมชั่วที่ ยิ่งกว่าบุคคลผู้มีธรรมชั่ว จักแสดงบุคคลผู้มีธรรมดีและบุคคลผู้มีธรรมดีที่ยิ่งกว่า บุคคลผู้มีธรรมดี แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ฯลฯ บุคคลผู้มีธรรมชั่ว เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ มีมิจฉาญาณะ มีมิจฉา- วิมุตติ บุคคลนี้เรียกว่า บุคคลผู้มีธรรมชั่ว บุคคลผู้มีธรรมชั่วที่ยิ่งกว่าบุคคลผู้มีธรรมชั่ว เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิและชักชวนผู้อื่นให้มีมิจฉา- ทิฏฐิ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีมิจฉาญาณะและชักชวนผู้อื่นให้มีมิจฉาญาณะ ตนเอง เป็นผู้มีมิจฉาวิมุตติและชักชวนผู้อื่นให้มีมิจฉาวิมุตติ บุคคลนี้เรียกว่า บุคคลผู้มี ธรรมชั่วที่ยิ่งกว่าบุคคลผู้มีธรรมชั่ว บุคคลผู้มีธรรมดี เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ มีสัมมาญาณะ มีสัมมาวิมุตติ บุคคลนี้เรียกว่า บุคคลผู้มีธรรมดี @เชิงอรรถ : @ ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๓ (สัตตกัมมสูตร) หน้า ๓๒๓ และข้อ ๒๐๔ (ทสกัมมสูตร) หน้า ๓๒๔ ในเล่มนี้@ ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๒ (อัสสัทธสูตร) หน้า ๓๒๑ ในเล่มนี้ @ ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๕ (อัฏฐังคิกสูตร) หน้า ๓๒๕ และข้อ ๒๐๖ (ทสมัคคสูตร) หน้า ๓๒๖-๓๒๗ ในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๓๐}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๒. โสภณวรรค ๑. ปริสาสูตร บุคคลผู้มีธรรมดีที่ยิ่งกว่าบุคคลผู้มีธรรมดี เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิและชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมาทิฏฐิฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีสัมมาญาณะและชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมาญาณะ ตนเองเป็นผู้มี สัมมาวิมุตติและชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมาวิมุตติ บุคคลนี้เรียกว่า บุคคลผู้มีธรรมดีที่ยิ่งกว่าบุคคลผู้มีธรรมดี จตุตถปาปธัมมสูตรที่ ๑๐ จบ สัปปุริสวรรคที่ ๑ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. สิกขาปทสูตร ๒. อัสสัทธสูตร ๓. สัตตกัมมสูตร ๔. ทสกัมมสูตร ๕. อัฏฐังคิกสูตร ๖. ทสมัคคสูตร ๗. ปฐมปาปธัมมสูตร ๘. ทุติยปาปธัมมสูตร ๙. ตติยปาปธัมมสูตร ๑๐. จตุตถปาปธัมมสูตร

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

วรรคที่ไม่สงเคราะห์เป็นปัณณาสก์ สัปปุริสวรรคที่ ๑ อรรถกถาสิกขาปทสูตรที่ ๑

พึงทราบวินิจฉัยในสิกขาปทสูตรที่ ๑ แห่งปัณณาสก์ที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า อสปฺปุริสํ ได้แก่ บุรุษลามก บุรุษเปล่า บุรุษหลง บุรุษผู้ถูกทำให้บอดหนาด้วยอวิชชา.

บทว่า อสปฺปุริสตรํ ได้แก่ เกินอสัตบุรุษ (อสัตบุรุษยิ่งกว่าอสัตบุรุษ).

พึงทราบสัตบุรุษทั้งสองนอกนี้ โดยตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว.

คำที่เหลือในบทนี้ ง่ายทั้งนั้น. จบสิกขาปทสูตรที่ ๑

ใน ๕ สูตรต่อจากนี้ก็เหมือนในสูตรนี้.

จริงอยู่ ในสูตรเหล่านั้น

สูตรที่ ๑ ตรัสด้วยเวร ๕

สูตรที่ ๒ ตรัสด้วยอสัทธรรม

สูตรที่ ๓ ตรัสด้วยกายทวารวจีทวาร

สูตรที่ ๔ ตรัสด้วยมโนทวาร

สูตรที่ ๕ ตรัสด้วยมิจฉัตตะ ๘

สูตรที่ ๖ ตรัสด้วยมิจฉัตตะ ๑๐.

อรรถกถาปฐมปาปธัมมสูตรที่ ๗

พึงทราบวินิจฉัยในปฐมปาปธัมมสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า ปาปํ ได้แก่ คนลามก คือบุคคลเศร้าหมอง.

บทว่า กลฺยาณํ ได้แก่ คนเจริญ คือบุคคลไม่มีโทษ.

คำที่เหลือในสูตรนี้ง่ายทั้งนั้น. จบอรรถกถาปฐมปาปธัมมสูตรที่ ๗

แม้ในทุติยปาปธรรมสูตรที่ ๘ ก็นัยนี้เหมือนกัน

อรรถกถาตติยปาปธัมมสูตรที่ ๙

พึงทราบวินิจฉัยในตติยปาปธัมมสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า ปาปธมฺมํ ได้แก่ ธรรมลามก.

บทว่า กลฺยาณธมฺมํ ได้แก่ ธรรมอันไม่มีโทษ.

คำที่เหลือในสูตรนี้ง่ายทั้งนั้น. จบอรรถกถาตติยปาปธัมมสูตรที่ ๙

แม้ในอรรถกถาจตุตถปาปธัมมสูตรที่ ๑๐ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

ในวรรคนี้ ท่านกล่าวถึงปฏิปทาของผู้ครองเรือนในสูตรแม้ทั้ง ๑๐.

หากคฤหัสถ์เป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี ย่อมควรเหมือนกัน. จบสัปปุริสวรรควรรณนาที่ ๑ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา