อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๖๗

ภูมิจาลสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๗1 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต ภูมิจาลสูตร

ข้อ ๑๖๗

๗๗ เอกํ สมยํ ภควา เวสาลิยํ วิหรติ มหาวเน กูฏาคารสาลายํ ฯ อถโข ภควา ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย เวสาลึ ปิณฺฑาย ปาวิสิ เวสาลิยํ ปิณฺฑาย จริตฺวา ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ อามนฺเตสิ คณฺหาหิ อานนฺท นิสีทนํ เยน ปาวาลเจติยํ เตนุปสงฺกมิสฺสาม ทิวาวิหารายาติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข อายสฺมา อานนฺโท ภควโต ปฏิสฺสุณิตฺวา นิสีทนํ อาทาย ภควนฺตํ ปิฏฺฐิโต ปิฏฺฐิโต อนุพนฺธิ ฯ {๑๖๗.๑} อถโข ภควา เยน ปาวาลเจติยํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ นิสชฺช โข ภควา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ อามนฺเตสิ รมณียา อานนฺท เวสาลี รมณียํ อุเทนเจติยํ รมณียํ โคตมกเจติยํ รมณียํ พหุปุตฺตกเจติยํ รมณียํ สตฺตมฺพเจติยํ รมณียํ สารนฺททเจติยํ รมณียํ ปาวาลเจติยํ ยสฺส กสฺสจิ อานนฺท จตฺตาโร อิทฺธิปาทา ภาวิตา พหุลีกตา ยานีกตา วตฺถุกตา อนุฏฺฐิตา ปริจิตา สุสมารทฺธา อากงฺขมาโน โส อานนฺท กปฺปํ วา ติฏฺเฐยฺย กปฺปาวเสสํ วา ตถาคตสฺส โข อานนฺท จตฺตาโร อิทฺธิปาทา ภาวิตา พหุลีกตา ยานีกตา วตฺถุกตา อนุฏฺฐิตา ปริจิตา สุสมารทฺธา อากงฺขมาโน อานนฺท ตถาคโต กปฺปํ วา ติฏฺเฐยฺย กปฺปาวเสสํ วาติ ฯ เอวมฺปิ โข อายสฺมา อานนฺโท ภควตา โอฬาริเก นิมิตฺเต กริยมาเน โอฬาริเก โอภาเส กริยมาเน นาสกฺขิ ปฏิวิชฺฌิตุํ น ภควนฺตํ ยาจิ ติฏฺฐตุ ภนฺเต ภควา กปฺปํ ติฏฺฐตุ ภนฺเต สุคโต กปฺปํ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานนฺติ ยถาตํ มาเรน ปริยุฏฺฐิตจิตฺโต ฯ {๑๖๗.๒} ทุติยมฺปิ โข ภควา ฯ ตติยมฺปิ โข ภควา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ อามนฺเตสิ รมณียา อานนฺท เวสาลี รมณียํ อุเทนเจติยํ รมณียํ โคตมกเจติยํ รมณียํ พหุปุตฺตกเจติยํ รมณียํ สตฺตมฺพเจติยํ รมณียํ สารนฺททเจติยํ รมณียํ ปาวาลเจติยํ ยสฺส กสฺสจิ อานนฺท จตฺตาโร อิทฺธิปาทา ภาวิตา พหุลีกตา ยานีกตา วตฺถุกตา อนุฏฺฐิตา ปริจิตา สุสมารทฺธา ฯเปฯ อากงฺขมาโน อานนฺท ตถาคโต กปฺปํ วา ติฏฺเฐยฺย กปฺปาวเสสํ วาติ เอวมฺปิ โข อายสฺมา อานนฺโท ภควตา โอฬาริเก นิมิตฺเต กริยมาเน โอฬาริเก โอภาเส กริยมาเน นาสกฺขิ ปฏิวิชฺฌิตุํ น ภควนฺตํ ยาจิ ติฏฺฐตุ ภนฺเต ภควา กปฺปํ ติฏฺฐตุ ภนฺเต สุคโต กปฺปํ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานนฺติ ยถาตํ มาเรน ปริยุฏฺฐิตจิตฺโต ฯ {๑๖๗.๓} อถโข ภควา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ อามนฺเตสิ คจฺฉ ตฺวํ อานนฺท ยสฺส ทานิ กาลํ มญฺญสีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข อายสฺมา อานนฺโท ภควโต ปฏิสฺสุณิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ภควโต อวิทูเร อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล นิสีทิ ฯ {๑๖๗.๔} อถโข มาโร ปาปิมา อจิรปกฺกนฺเต อายสฺมนฺเต อานนฺเท ภควนฺตํ เอตทโวจ {๑๖๗.๕} ปรินิพฺพาตุทานิ ภนฺเต ภควา ปรินิพฺพาตุ สุคโต ปรินิพฺพานกาโลทานิ ภนฺเต ภควโต ภาสิตา โข ปเนสา ภนฺเต ภควตา วาจา น ตาวาหํ ปาปิม ปรินิพฺพายิสฺสามิ ยาว เม ภิกฺขู น สาวกา ภวิสฺสนฺติ วิยตฺตา วินีตา วิสารทา ปตฺตโยคกฺเขมา พหุสฺสุตา ธมฺมธรา ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺนา สามีจิปฏิปนฺนา อนุธมฺมจาริโน สกํ อาจริยกํ อุคฺคเหตฺวา อาจิกฺขิสฺสนฺติ เทสิสฺสนฺติ ปญฺญเปสฺสนฺติ ปฏฺฐเปสฺสนฺติ วิวริสฺสนฺติ วิภชิสฺสนฺติ อุตฺตานีกริสฺสนฺติ อุปฺปนฺนํ ปรปฺปวาทํ สหธมฺเมน สุนิคฺคหิตํ นิคฺคเหตฺวา สปฺปาฏิหาริยํ ธมฺมํ เทสิสฺสนฺตีติ เอตรหิ ภนฺเต ภิกฺขู ภควโต สาวกา วิยตฺตา วินีตา วิสารทา ปตฺตโยคกฺเขมา พหุสฺสุตา ธมฺมธรา ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺนา สามีจิปฏิปนฺนา อนุธมฺมจาริโน สกํ อาจริยกํ อุคฺคเหตฺวา อาจิกฺขนฺติ เทเสนฺติ ปญฺญเปนฺติ ปฏฺฐเปนฺติ วิวรนฺติ วิภชนฺติ อุตฺตานีกโรนฺติ อุปฺปนฺนํ ปรปฺปวาทํ สหธมฺเมน สุนิคฺคหิตํ นิคฺคเหตฺวา สปฺปาฏิหาริยํ ธมฺมํ เทเสนฺติ {๑๖๗.๖} ปรินิพฺพาตุทานิ ภนฺเต ภควา ปรินิพฺพาตุ สุคโต ปรินิพฺพานกาโลทานิ ภนฺเต ภควโต ภาสิตา โข ปเนสา ภนฺเต ภควตา วาจา น ตาวาหํ ปาปิม ปรินิพฺพายิสฺสามิ ยาว เม ภิกฺขุนิโย น สาวิกา ภวิสฺสนฺติ ฯเปฯ ยาว เม อุปาสกา น สาวกา ภวิสฺสนฺติ ฯเปฯ ยาว เม อุปาสิกา น สาวิกา ภวิสฺสนฺติ วิยตฺตา วินีตา วิสารทา ปตฺตโยคกฺเขมา พหุสฺสุตา ธมฺมธรา ธมฺมานุ- ธมฺมปฏิปนฺนา สามีจิปฏิปนฺนา อนุธมฺมจารินิโย สกํ อาจริยกํ อุคฺคเหตฺวา อาจิกฺขิสฺสนฺติ เทสิสฺสนฺติ ปญฺญเปสฺสนฺติ ปฏฺฐเปสฺสนฺติ วิวริสฺสนฺติ วิภชิสฺสนฺติ อุตฺตานีกริสฺสนฺติ อุปฺปนฺนํ ปรปฺปวาทํ สหธมฺเมน สุนิคฺคหิตํ นิคฺคเหตฺวา สปฺปาฏิหาริยํ ธมฺมํ เทสิสฺสนฺตีติ เอตรหิ ภนฺเต อุปาสิกา ภควโต สาวิกา วิยตฺตา วินีตา วิสารทา ปตฺตโยคกฺเขมา พหุสฺสุตา ธมฺมธรา ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺนา สามีจิปฏิปนฺนา อนุธมฺมจารินิโย สกํ อาจริยกํ อุคฺคเหตฺวา อาจิกฺขนฺติ เทเสนฺติ ปญฺญเปนฺติ ปฏฺฐเปนฺติ วิวรนฺติ วิภชนฺติ อุตฺตานีกโรนฺติ อุปฺปนฺนํ ปรปฺปวาทํ สหธมฺเมน สุนิคฺคหิตํ นิคฺคเหตฺวา สปฺปาฏิหาริยํ ธมฺมํ เทเสนฺติ {๑๖๗.๗} ปรินิพฺพาตุทานิ ภนฺเต ภควา ปรินิพฺพาตุ สุคโต ปรินิพฺพานกาโลทานิ ภนฺเต ภควโต ภาสิตา โข ปเนสา ภนฺเต ภควตา วาจา น ตาวาหํ ปาปิม ปรินิพฺพายิสฺสามิ ยาว เม อิทํ พฺรหฺมจริยํ น อิทฺธญฺเจว ภวิสฺสติ ผีตญฺจ วิตฺถาริกํ พาหุชญฺญํ ปุถุภูตํ ยาว เทวมนุสฺเสหิ สุปฺปกาสิตนฺติ เอตรหิ ภนฺเต ภควโต พฺรหฺมจริยํ อิทฺธญฺเจว ผีตญฺจ วิตฺถาริกํ พาหุชญฺญํ ปุถุภูตํ ยาว เทวมนุสฺเสหิ สุปฺปกาสิตํ ปรินิพฺพาตุทานิ ภนฺเต ภควา ปรินิพฺพาตุ สุคโต ปรินิพฺพานกาโลทานิ ภนฺเต ภควโตติ ฯ อปฺโปสฺสุโก ตฺวํ ปาปิม โหหิ นจิรํ ตถาคตสฺส ปรินิพฺพานํ ภวิสฺสติ อิโต ติณฺณํ มาสานํ อจฺจเยน ตถาคโต ปรินิพฺพายิสฺสตีติ อถโข ภควา ปาวาลเจติเย สโต สมฺปชาโน อายุสงฺขารํ โอสฺสชฺชิ โอสฺสชฺชิเต ภควตา อายุสงฺขาเร มหา ภูมิจาโล อโหสิ ภึสนโก สโลมหํโส เทวทุนฺทุภิโย จ ผลึสุ อถโข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ ตุลมตุลญฺจ สมฺภวํ ภวสงฺขารมวสฺสชฺชิ มุนิ อชฺฌตฺตรโต สมาหิโต อภินฺทิ กวจมิวตฺตสมฺภวนฺติ ฯ {๑๖๗.๘} อถโข อายสฺมโต อานนฺทสฺส เอตทโหสิ มหา วตายํ ภูมิจาโล สุมหา วตายํ ภูมิจาโล ภึสนโก สโลมหํโส เทวทุนฺทุภิโย จ ผลึสุ โก นุ โข เหตุ โก ปจฺจโย มหโต ภูมิจาลสฺส ปาตุภาวายาติ อถโข อายสฺมา อานนฺโท เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา อานนฺโท ภควนฺตํ เอตทโวจ มหา วตายํ ภนฺเต ภูมิจาโล สุมหา วตายํ ภนฺเต ภูมิจาโล ภึสนโก สโลมหํโส เทวทุนฺทุภิโย จ ผลึสุ โก นุ โข ภนฺเต เหตุ โก ปจฺจโย มหโต ภูมิจาลสฺส ปาตุภาวายาติ ฯ {๑๖๗.๙} อฏฺฐิเม อานนฺท เหตู อฏฺฐ ปจฺจยา มหโต ภูมิจาลสฺส ปาตุภาวาย กตเม อฏฺฐ ยํ อานนฺท มหาปฐวี อุทเก ปติฏฺฐิตา อุทกํ วาเต ปติฏฺฐิตํ วาโต อากาสฏฺโฐ โหติ โส อานนฺท สมโย ยํ มหาวาตา วายนฺติ มหาวาตา วายนฺตา อุทกํ กมฺเปนฺติ อุทกํ กมฺปิตํ ปฐวึ กมฺเปติ อยํ อานนฺท ปฐโม เหตุ ปฐโม ปจฺจโย มหโต ภูมิจาลสฺส ปาตุภาวาย ฯ ปุน จปรํ อานนฺท สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา อิทฺธิมา เจโตวสิปฺปตฺโต เทวตา วา มหิทฺธิกา มหานุภาวา ตสฺส ปริตฺตา ปฐวีสญฺญา ภาวิตา โหติ อปฺปมาณา อาโปสญฺญา โส อิมํ ปฐวึ กมฺเปติ สํกมฺเปติ สมฺปกมฺเปติ อยํ อานนฺท ทุติโย เหตุ ทุติโย ปจฺจโย มหโต ภูมิจาลสฺส ปาตุภาวาย ฯ {๑๖๗.๑๐} ปุน จปรํ อานนฺท ยทา โพธิสตฺโต ตุสิตา กายา จวิตฺวา สโต สมฺปชาโน มาตุ กุจฺฉึ โอกฺกมติ ตทายํ ปฐวี กมฺปติ สํกมฺปติ สมฺปกมฺปติ อยํ อานนฺท ตติโย เหตุ ตติโย ปจฺจโย มหโต ภูมิจาลสฺส ปาตุภาวาย ฯ {๑๖๗.๑๑} ปุน จปรํ อานนฺท ยทา โพธิสตฺโต สโต สมฺปชาโน มาตุ กุจฺฉิสฺมา นิกฺขมติ ตทายํ ปฐวี กมฺปติ สํกมฺปติ สมฺปกมฺปติ อยํ อานนฺท จตุตฺโถ เหตุ จตุตฺโถ ปจฺจโย มหโต ภูมิจาลสฺส ปาตุภาวาย ฯ {๑๖๗.๑๒} ปุน จปรํ อานนฺท ยทา ตถาคโต อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุชฺฌติ ตทายํ ปฐวี กมฺปติ สํกมฺปติ สมฺปกมฺปติ อยํ อานนฺท ปญฺจโม เหตุ ปญฺจโม ปจฺจโย มหโต ภูมิจาลสฺส ปาตุภาวาย ฯ ปุน จปรํ อานนฺท ยทา ตถาคโต อนุตฺตรํ ธมฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ตทายํ ปฐวี กมฺปติ สํกมฺปติ สมฺปกมฺปติ อยํ อานนฺท ฉฏฺโฐ เหตุ ฉฏฺโฐ ปจฺจโย มหโต ภูมิจาลสฺส ปาตุภาวาย ฯ {๑๖๗.๑๓} ปุน จปรํ อานนฺท ยทา ตถาคโต สโต สมฺปชาโน อายุสงฺขารํ โอสฺสชฺชติ ตทายํ ปฐวี กมฺปติ สํกมฺปติ สมฺปกมฺปติ อยํ อานนฺท สตฺตโม เหตุ สตฺตโม ปจฺจโย มหโต ภูมิจาลสฺส ปาตุภาวาย ฯ {๑๖๗.๑๔} ปุน จปรํ อานนฺท ยทา ตถาคโต อนุปาทิเสสาย นิพฺพานธาตุยา ปรินิพฺพายติ ตทายํ ปฐวี กมฺปติ สํกมฺปติ สมฺปกมฺปติ อยํ อานนฺท อฏฺฐโม เหตุ อฏฺฐโม ปจฺจโย มหโต ภูมิจาลสฺส ปาตุภาวาย ฯ อิเม โข อานนฺท อฏฺฐ เหตู อฏฺฐ ปจฺจยา มหโต ภูมิจาลสฺส ปาตุภาวายาติ ฯ จาลวคฺโค ทุติโย ตสฺสุทฺทานํ อิจฺฉา อลญฺจ สงฺขิตฺตํ ภยา อภิภุนา เต สห วิโมกฺโข เทฺว จ โวหารา ปริสา ภูมิจาเลน จาติ ฯ ----------

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหา วัน ใกล้นครเวสาลี ครั้งนั้นแล เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสกแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังนครเวสาลี ครั้นเที่ยวบิณฑบาตในนครเวสาลีแล้ว ในเวลาปัจฉาภัต เสด็จกลับจากบิณฑบาตแล้ว ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ จงถือผ้านิสีทนะ เราจะเข้าไปยังปาวาลเจดีย์เพื่อพักกลางวัน ท่านพระอานนท์ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ถือผ้านิสีทนะตามพระผู้มีพระภาคไปข้างหลัง ฯ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปยังปาวาลเจดีย์ ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูไว้ แล้วตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ นครเวสาลีเป็นที่น่ารื่นรมย์ อุเทนเจดีย์ก็น่ารื่นรมย์ โคตมกเจดีย์ พหุปุตตกเจดีย์ สัตตัมพเจดีย์สารันททเจดีย์ ปาวาลเจดีย์ ล้วนน่ารื่นรมย์ ดูกรอานนท์ ผู้ใดผู้หนึ่งเจริญทำให้มากซึ่งอิทธิบาท ๔ ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้มั่นคง สั่งสม ปรารภดีแล้ว ผู้นั้นหวังอยู่ พึงดำรงอยู่ได้กัลปหนึ่ง หรือเกินกว่ากัลป ดูกรอานนท์ตถาคตเจริญ กระทำให้มากซึ่งอิทธิบาท ๔ ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้มั่นคง สั่งสม ปรารภดีแล้ว ตถาคตหวังอยู่ พึงดำรงอยู่ได้กัลปหนึ่งหรือเกินกว่ากัลป เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงกระทำนิมิตแจ้งชัด ทรงกระทำโอภาสแจ้งชัดแม้อย่างนี้ ท่านพระอานนท์ก็ไม่อาจจะรู้ทัน จึงไม่ทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคพึงทรงดำรงอยู่ตลอดกัลป ขอพระสุคตพึงทรงดำรงอยู่ตลอดกัลป เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก เพื่อสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เพราะถูกมารเข้าดลใจ แม้ครั้งที่ ๒ แม้ครั้งที่ ๓ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ นครเวสาลีเป็นนครที่น่ารื่นรมย์อุเทนเจดีย์ก็น่ารื่นรมย์ โคตมกเจดีย์ พหุปุตตกเจดีย์ สัตตัมพเจดีย์ สารันททเจดีย์ปาวาลเจดีย์ ล้วนน่ารื่นรมย์ ดูกรอานนท์ ผู้ใดผู้หนึ่งเจริญ กระทำให้มากซึ่งอิทธิบาท ๔ ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้มั่นคง สั่งสม ปรารภดีแล้ว ฯลฯ ตถาคตหวังอยู่ พึงดำรงอยู่ได้กัลปหนึ่งหรือเกินกว่ากัลป เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงกระทำนิมิตแจ้งชัด ทรงกระทำโอภาสแจ้งชัดแม้อย่างนี้ ท่านพระอานนท์ก็ไม่อาจจะรู้ทัน จึงไม่ทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคพึงทรงดำรงอยู่ตลอดกัลป ขอพระสุคตพึงทรงดำรงอยู่ตลอดกัลป เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก เพื่อสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เพราะถูกมารเข้าดลใจ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์เธอจงไปเถิด บัดนี้เธอย่อมสำคัญกาลที่สมควร ท่านพระอานนท์ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้วไปนั่ง ณ โคนไม้แห่งหนึ่ง ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค ฯ ครั้งนั้นแล เมื่อท่านพระอานนท์หลีกไปแล้วไม่นาน มารผู้ลามกได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้พระผู้มีพระภาคจงเสด็จปริ-*นิพพานเถิด ขอพระสุคตจงเสด็จปรินิพพานเถิด บัดนี้เป็นกาลปรินิพพานของพระผู้มีพระภาค ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พระผู้มีพระภาคตรัสพระวาจานี้ไว้ว่าดูกรมารผู้ลามก เราจักยังไม่ปรินิพพาน ตราบเท่าที่พวกภิกษุสาวกของเรายังไม่ฉลาดไม่ได้รับแนะนำ ไม่แกล้วกล้า ยังไม่บรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ ยังไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ยังไม่ปฏิบัติชอบ ยังไม่ประพฤติตามธรรม ไม่เรียนอาจาริยวาทของตนแล้วบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้งเปิดเผย จำแนก กระทำให้ง่าย ไม่แสดงธรรมมีปฏิหาริย์ย่ำยีด้วยดีซึ่งปรัปวาทที่เกิดขึ้นแล้วโดยชอบธรรม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ ภิกษุสาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ฉลาด ได้รับแนะนำ แกล้วกล้า บรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะเป็นพหูสูต ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรม เรียนอาจาริยวาทของตนแล้ว บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผยจำแนก กระทำให้ง่าย แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ย่ำยีด้วยดีซึ่งปรัปวาทที่เกิดขึ้น แล้วโดยชอบธรรม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ขอพระผู้มีพระภาคจงเสด็จปริ-*นิพพานเถิด ขอพระสุคตจงเสด็จปรินิพพานเถิด บัดนี้ เป็นกาลปรินิพพานแห่งพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสพระวาจานี้ไว้ว่า ดูกรมารผู้ลามก เราจักยังไม่ปรินิพพาน ตราบเท่าที่ภิกษุณีสาวิกาของเรา ฯลฯ อุบาสกสาวกของเรา ฯลฯ อุบาสิกาสาวิกาของเรา ยังไม่ฉลาด ยังไม่ได้รับแนะนำ ยังไม่แกล้วกล้า ยังไม่บรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ ยังไม่เป็นพหูสูต ยังทรงจำธรรมไม่ได้ ยังปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่ได้ ยังไม่ปฏิบัติชอบ ยังไม่ประพฤติตามธรรมไม่เรียนอาจาริยวาทของตนแล้ว บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนกกระทำให้ง่าย ไม่แสดงธรรมมีปฏิหาริย์ย่ำยีด้วยดีซึ่งปรัปวาทที่เกิดขึ้นแล้วโดยชอบธรรม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ อุบาสิกาสาวิกาของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ฉลาด ได้รับแนะนำ แกล้วกล้า บรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ เป็นพหูสูตทรงธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรม เรียนอาจาริยวาทของตนแล้ว บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่าย แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ย่ำยีด้วยดีซึ่งปรัปวาทที่เกิดขึ้นแล้วโดยชอบธรรมข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ ขอพระผู้มีพระภาคจงเสด็จปรินิพพานเถิด ขอพระสุคตจงเสด็จปรินิพพานเถิด บัดนี้เป็นกาลปรินิพพานแห่งพระผู้มีพระภาค ก็พระผู้มีพระภาคตรัสพระวาจานี้ไว้ว่า ดูกรมารผู้ลามก เราจักยังไม่ปรินิพพานตราบเท่าที่พรหมจรรย์ของเรานี้ยังไม่เจริญแพร่หลายกว้างขวาง ชนเป็นอันมาก ยังไม่รู้ทั่วยังไม่แน่นหนา เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายยังไม่ประกาศดีแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ พรหมจรรย์ของพระผู้มีพระภาคเจริญแพร่หลายกว้างขวาง ชนเป็นอันมากรู้ทั่ว แน่นหนา เทวดาและมนุษย์ประกาศดีแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญบัดนี้ ขอพระผู้มีพระภาคจงเสด็จปรินิพพานเถิด ขอพระสุคตจงเสด็จปรินิพพานเถิด บัดนี้ เป็นกาลปรินิพพานแห่งพระผู้มีพระภาค ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมารผู้ลามก ท่านจงเป็นผู้ขวนขวายน้อยเถิดไม่นานนักตถาคตจักปรินิพพาน แต่นี้ล่วงไป ๓ เดือน ตถาคตจักปรินิพพานลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงมีสติสัมปชัญญะ ปลงอายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงปลงอายุสังขารแล้ว แผ่นดินไหวใหญ่ น่าสะพรึงกลัว โลมชาติชูชัน กลองทิพย์ก็บันลือลั่น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานในเวลานั้นว่า มุนีได้ปลงเครื่องปรุงแต่งภพ อันเป็นเหตุสมภพทั้งที่ชั่งได้ ทั้งที่ชั่งไม่ได้ ยินดีในภายใน มีจิตตั้งมั่น ได้ทำลายกิเลสที่ เกิดในตนเหมือนทหารทำลายเกราะ ฉะนั้น ฯ ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้มีความคิดดังนี้ว่า แผ่นดินนี้ไหวใหญ่หนอแผ่นดินนี้ไหวใหญ่จริงหนอ น่าสะพรึงกลัว โลมชาติชูชัน ทั้งกลองทิพย์ก็บันลือลั่น อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งความปรากฏแผ่นดินไหวใหญ่ ลำดับนั้นแลท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญแผ่นดินนี้ไหวใหญ่หนอ แผ่นดินนี้ไหวใหญ่จริงหนอ น่าสะพรึงกลัว โลมชาติชูชัน ทั้งกลองทิพย์ก็บันลือลั่น อะไรหนอ เป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งความปรากฏแผ่นดินไหวใหญ่ ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ เหตุปัจจัย ๘ ประการนี้แห่งความปรากฏแผ่นดินไหวใหญ่ ๘ ประการเป็นไฉน ดูกรอานนท์ แผ่นดินใหญ่ตั้งอยู่บนน้ำ น้ำตั้งอยู่บนลม ลมตั้งอยู่บนอากาศ สมัยนั้นลมพายุพัดจัด ลมพายุพัดให้ น้ำไหว น้ำไหวแล้วทำให้แผ่นดินไหว ดูกรอานนท์ นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๑ แห่งความปรากฏแผ่นดินไหวใหญ่ ฯ อีกประการหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์ผู้มีฤทธิ์ บรรลุความชำนาญทางจิตหรือเทวดาผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก เจริญปฐวีสัญญานิดหน่อย เจริญ อาโปสัญญาหาประมาณมิได้ ย่อมยังแผ่นดินนี้ให้สะเทื้อนสะท้านหวั่นไหว ดูกรอานนท์ นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๒ แห่งความปรากฏแผ่นดินไหวใหญ่ ฯ อีกประการหนึ่ง เมื่อใด พระโพธิสัตว์จุติจากชั้นดุสิต มีสติสัมปชัญญะลงสู่พระครรภ์พระมารดา เมื่อนั้น แผ่นดินนี้ย่อมสะเทื้อนสะท้านหวั่นไหว ดูกรอานนท์ นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๓ แห่งความปรากฏแผ่นดินไหวใหญ่ ฯ อีกประการหนึ่ง เมื่อใด พระโพธิสัตว์มีสติสัมปชัญญะ ประสูติจากพระครรภ์พระมารดา เมื่อนั้น แผ่นดินนี้ย่อมสะเทื้อนสะท้านหวั่นไหว ดูกรอานนท์นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๔ แห่งความปรากฏแผ่นดินไหวใหญ่ ฯ อีกประการหนึ่ง เมื่อใด พระตถาคตตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เมื่อนั้น แผ่นดินนี้ย่อมสะเทื้อนสะท้านหวั่นไหว ดูกรอานนท์ นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๕ แห่งความปรากฏแผ่นดินไหวใหญ่ ฯ อีกประการหนึ่ง เมื่อใด พระตถาคตทรงประกาศอนุตรธรรมจักร เมื่อนั้นแผ่นดินนี้ย่อมสะเทื้อนสะท้านหวั่นไหว ดูกรอานนท์ นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๖ แห่งความปรากฏแผ่นดินไหวใหญ่ ฯ อีกประการหนึ่ง เมื่อใด พระตถาคตทรงมีสติสัมปชัญญะ ปลงอายุสังขารเมื่อนั้น แผ่นดินนี้ย่อมสะเทื้อนสะท้านหวั่นไหว ดูกรอานนท์ นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๗ แห่งความปรากฏแผ่นดินไหวใหญ่ ฯ อีกประการหนึ่ง เมื่อใด พระตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุเมื่อนั้น แผ่นดินนี้ย่อมสะเทื้อนสะท้านหวั่นไหว ดูกรอานนท์ นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๘ แห่งความปรากฏแผ่นดินไหวใหญ่ ดูกรอานนท์ เหตุปัจจัย๘ ประการนี้แล แห่งความปรากฏแผ่นดินไหวใหญ่ ฯ จบจาลวรรคที่ ๒ -----------------------------------------------------รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อิจฉาสูตร ๒. อลํสูตร ๘ สูตร ๓. สังขิตตสูตร ๔. คยาสูตร ๕. อภิภายตนสูตร ๖. วิโมกขสูตร ๗. โวหารสูตรที่ ๑ ๘. โวหารสูตรที่ ๒ ๙. ปริสสูตร ๑๐. ภูมิจาลสูตร ฯ -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๑๐. ภูมิจาลสูตร ว่าด้วยเหตุที่ทำให้แผ่นดินไหวครั้งใหญ่

ข้อ ๗๐

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เขตกรุงเวสาลี ครั้นในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก ทรงถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปยังกรุงเวสาลีเพื่อบิณฑบาต เสด็จกลับจากบิณฑบาต หลังจากเสวยพระกระยาหารเสร็จแล้ว รับสั่งเรียกท่านพระอานนท์มาตรัสว่า “อานนท์ เธอจงถือนิสีทนะ เราจะเข้าไปพักกลางวันที่ปาวาลเจดีย์” ท่านพระอานนท์ทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว ถือนิสีทนะตามเสด็จพระผู้มีพระภาคไปข้างพระปฤษฎางค์ ครั้นพระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปยังปาวาลเจดีย์ ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้แล้วได้ตรัสกับท่านพระอานนท์ดังนี้ว่า “อานนท์ กรุงเวสาลีน่ารื่นรมย์ อุเทนเจดีย์น่ารื่นรมย์ โคตมกเจดีย์น่ารื่นรมย์ พหุปุตตกเจดีย์น่ารื่นรมย์ สัตตัมพเจดีย์น่ารื่นรมย์ สารันททเจดีย์น่ารื่นรมย์ ปาวาลเจดีย์น่ารื่นรมย์ @เชิงอรรถ : @ ดู ที.ม. ๑๐/๑๖๖-๑๖๙/๙๑-๙๖, สํ.ม. ๑๙/๘๒๒/๒๒๖-๒๒๙, ขุ.อุ. ๒๕/๕๑/๑๗๙-๑๘๔@ นิสีทนะ ในที่นี้หมายถึงแผ่นหนังสัตว์ (องฺ.อฏฺฐก.อ. ๓/๗๐/๒๗๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๓๗๒}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๒. ภูมิจาลวรรค ๑๐. ภูมิจาลสูตร อิทธิบาท ๔ ผู้ใดผู้หนึ่งเจริญ ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ผู้นั้นเมื่อมุ่งหวัง พึงดำรงอยู่ได้๑ กัป หรือเกินกว่า ๑ กัป อิทธิบาท ๔ ตถาคตเจริญ ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานแล้ว ทำให้เป็นที่ ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ตถาคตเมื่อมุ่งหวัง พึงดำรงอยู่ได้๑ กัป หรือเกินกว่า ๑ กัป” เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงทำนิมิตที่ชัดแจ้ง ทรงทำโอกาสที่ชัดเจนแม้อย่างนี้ ท่านพระอานนท์ก็ไม่อาจจะรู้ทัน จึงไม่กราบทูลวิงวอนพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดดำรงพระชนมชีพอยู่ตลอดกัป ขอพระสุคตโปรดดำรงพระชนมชีพอยู่ตลอดกัปเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย”เพราะท่านถูกมารดลใจ แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓ พระผู้มีพระภาคก็ได้ตรัสกับท่านพระอานนท์ดังนี้ว่า “อานนท์ กรุงเวสาลีน่ารื่นรมย์ อุเทนเจดีย์น่ารื่นรมย์ โคตมกเจดีย์น่ารื่นรมย์ พหุปุตตกเจดีย์น่ารื่นรมย์ สัตตัมพเจดีย์น่ารื่นรมย์ สารันททเจดีย์น่ารื่นรมย์ ปาวาลเจดีย์น่ารื่นรมย์อิทธิบาท ๔ ผู้ใดผู้หนึ่งเจริญ ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานแล้ว ทำให้เป็น ที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ผู้นั้นเมื่อมุ่งหวัง พึงดำรงอยู่ได้๑ กัป หรือเกินกว่า ๑ กัป อิทธิบาท ๔ ตถาคตเจริญ ฯลฯ ตถาคตเมื่อมุ่งหวัง พึงดำรงอยู่ได้ ๑ กัป หรือเกินกว่า ๑ กัป” เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงทำนิมิตที่ชัดแจ้ง ทรงทำโอกาสที่ชัดเจนแม้อย่างนี้ ท่านพระอานนท์ก็ไม่อาจจะรู้ทัน จึงไม่กราบทูลวิงวอนพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดดำรงพระชนมชีพอยู่ตลอดกัป ขอพระสุคต

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๓๗๓}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๒. ภูมิจาลวรรค ๑๐. ภูมิจาลสูตร โปรดดำรงพระชนมชีพอยู่ตลอดกัปเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มากเพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย” เพราะท่านถูกมารดลใจ หลังจากนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับท่านพระอานนท์ดังนี้ว่า “อานนท์ ไปเถิด เธอจงกำหนดเวลาที่สมควร ณ บัดนี้เถิด” ท่านพระอานนท์ทูลรับสนองพระดำรัสแล้วลุกจากอาสนะ ถวายอภิวาทพระ ผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้วนั่งที่โคนไม้ต้นหนึ่งซึ่งไม่ไกลจากพระผู้มีพระภาค ครั้นเมื่อท่านพระอานนท์จากไปไม่นาน มารผู้มีบาปได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดปรินิพพานเถิดขอพระสุคตโปรดปรินิพพานเถิด เวลานี้ เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคพระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระวาจานี้ไว้ว่า ‘มารผู้มีบาป เราจะยังไม่ปรินิพพานตราบเท่าที่เหล่าภิกษุผู้สาวกของเรายังไม่เฉียบแหลม ไม่ได้รับการแนะนำ ไม่แกล้วกล้าไม่บรรลุธรรมอันเป็นแดนเกษมจากโยคะ ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติชอบยิ่ง ไม่ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ของตนแล้วแต่ก็ยังบอก แสดง บัญญัติ กำหนด เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่ายไม่ได้ ยังแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ปราบปรัปปวาทที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยชอบธรรมไม่ได้’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เวลานี้ เหล่าภิกษุผู้เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้เฉียบแหลม ได้รับการแนะนำ แกล้วกล้า บรรลุธรรมอันเป็นแดนเกษมจากโยคะเป็นพหูสูต ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง ประพฤติ ตามธรรม เรียนกับอาจารย์ของตนแล้วบอก แสดง บัญญัติ กำหนด เปิดเผยจำแนกทำให้ง่ายได้ แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ปราบปรัปปวาทที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยชอบธรรมได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ขอพระผู้มีพระภาคโปรดปรินิพพานเถิด ขอพระสุคตโปรดปรินิพพานเถิด เวลานี้ เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาค พระผู้มี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๓๗๔}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๒. ภูมิจาลวรรค ๑๐. ภูมิจาลสูตร พระภาคได้ตรัสพระวาจานี้ไว้ว่า ‘มารผู้มีบาป เราจะยังไม่ปรินิพพาน ตราบเท่าที่เหล่าภิกษุณีผู้สาวิกาของเรา ฯลฯ ตราบเท่าที่เหล่าอุบาสกผู้สาวกของเรา ฯลฯ ตราบเท่าที่เหล่าอุบาสิกาผู้สาวิกาของเรายังไม่เฉียบแหลม ไม่ได้รับการแนะนำไม่แกล้วกล้า ไม่บรรลุธรรมอันเป็นแดนเกษมจากโยคะ ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรมไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติชอบยิ่ง ไม่ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ของตนแล้วแต่ก็ยังบอก แสดง บัญญัติ กำหนด เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่ายไม่ได้ ยังแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ปราบปรัปปวาทที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยชอบธรรมไม่ได้’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เวลานี้ เหล่าอุบาสิกาผู้สาวิกาของพระผู้มีพระภาคเป็นผู้เฉียบแหลม ได้รับการแนะนำ แกล้วกล้า บรรลุธรรมอันเป็นแดนเกษมจากโยคะ เป็นพหูสูต ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ของตนแล้วบอก แสดง บัญญัติ กำหนด เปิดเผยจำแนก ทำให้ง่ายได้ แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ปราบปรัปปวาทที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยชอบธรรมได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดปรินิพพานเถิด ขอพระสุคตโปรดปรินิพพานเถิด เวลานี้ เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระวาจานี้ไว้ว่า ‘มารผู้มีบาป เราจะยังไม่ปรินิพพานตราบเท่าที่พรหมจรรย์ นี้ของเรายังไม่เจริญแพร่หลาย กว้างขวาง รู้กันโดยมาก เป็นปึกแผ่นกระทั่งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายประกาศได้ดีแล้ว’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เวลานี้ พรหมจรรย์ของพระผู้มีพระภาคเจริญแพร่หลายกว้างขวาง รู้กันโดยมาก เป็นปึกแผ่น กระทั่งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายประกาศได้ดีแล้ว บัดนี้ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดปรินิพพานเถิด ขอพระสุคตโปรดปรินิพพานเถิดเวลานี้ เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคแล้ว” @เชิงอรรถ : @ พรหมจรรย์ ในที่นี้หมายถึงศาสนพรหมจรรย์ คือ คำสั่งสอนในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้นที่รวมลงในไตรสิกขา@(องฺ.อฏฺฐก.อ. ๓/๗๐/๒๗๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๓๗๕}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๒. ภูมิจาลวรรค ๑๐. ภูมิจาลสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “มารผู้มีบาป ท่านจงขวนขวายน้อย เถิด ไม่นานนัก ตถาคตจะปรินิพพาน จากนี้ไปอีก ๓ เดือน ตถาคตจะปรินิพพาน” เวลานั้น พระผู้มีพระภาคทรงมีสติสัมปชัญญะ ทรงปลงพระชนมายุสังขารแล้วณ ปาวาลเจดีย์ เมื่อพระองค์ทรงปลงพระชนมายุสังขาร แล้ว ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ น่าสะพรึงกลัว ขนพองสยองเกล้า ทั้งกลองทิพย์ก็ดังกึกก้อง ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงทราบความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานในเวลานั้นดังนี้ว่า “มุนีละกรรมทั้งที่ชั่งได้และชั่งไม่ได้ อันเป็นเหตุก่อกำเนิดเป็นเครื่องปรุงแต่งภพได้แล้ว ยินดีในภายใน มีใจมั่นคง ทำลายกิเลสที่เกิดในตนได้ เหมือนนักรบทำลายเกราะได้ ฉะนั้น” ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ได้มีความคิดดังนี้ว่า “แผ่นดินไหวครั้งนี้ รุนแรงจริงแผ่นดินไหวครั้งนี้รุนแรงจริงๆ น่าสะพรึงกลัว ขนพองสยองเกล้า ทั้งกลองทิพย์ก็ดังกึกก้อง อะไรหนอแลเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง” ต่อมา ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญแผ่นดินไหวครั้งนี้รุนแรงจริง แผ่นดินไหวครั้งนี้รุนแรงจริงๆ น่าสะพรึงกลัว ขนพองสยองเกล้า ทั้งกลองทิพย์ก็ดังกึกก้อง อะไรหนอแลเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อานนท์ เหตุปัจจัย ๘ ประการนี้ทำให้แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง @เชิงอรรถ : @ ขวนขวายน้อย ในที่นี้หมายถึงไม่ต้องกังวลห่วงใย (องฺ.อฏฺฐก.อ. ๓/๗๐/๒๗๗)@ ปลงอายุสังขาร หมายถึงสลัดปัจจัยเครื่องปรุงแต่งอายุ ตกลงพระทัยอย่างมีสติมั่นคง และกำหนดรู้ด้วย@พระปัญญาว่าจะปรินิพพาน (ที.ม.อ. ๒/๑๗๗/๑๖๗, องฺ.อฏฺฐก.อ. ๓/๗๐/๒๗๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๓๗๖}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๒. ภูมิจาลวรรค ๑๐. ภูมิจาลสูตร เหตุปัจจัย ๘ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. มหาปฐพีนี้ตั้งอยู่บนน้ำ น้ำตั้งอยู่บนลม ลมตั้งอยู่บนอากาศ เวลา ที่ลมพายุพัดแรงย่อมทำให้น้ำกระเพื่อม น้ำที่กระเพื่อมย่อมทำให้ แผ่นดินไหวตาม นี้เป็นเหตุปัจจัยประการที่ ๑ ที่ทำให้แผ่นดินไหว อย่างรุนแรง ๒. สมณะหรือพราหมณ์ผู้มีฤทธิ์ เชี่ยวชาญทางจิต หรือเหล่าเทวดาผู้มี ฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากได้เจริญปฐวีสัญญานิดหน่อย แต่เจริญ อาโปสัญญาจนหาประมาณมิได้ จึงทำให้แผ่นดินนี้ไหวสั่นสะเทือน เลื่อนลั่น นี้เป็นเหตุปัจจัยประการที่ ๒ ที่ทำให้แผ่นดินไหวอย่าง รุนแรง ๓. คราวที่พระโพธิสัตว์มีสติสัมปชัญญะจุติจากภพดุสิต เสด็จสู่พระครรภ์ ของพระมารดา แผ่นดินนี้ก็ไหวสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น นี้เป็นเหตุปัจจัย ประการที่ ๓ ที่ทำให้แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง ๔. คราวที่พระโพธิสัตว์มีสติสัมปชัญญะ ประสูติจากพระครรภ์ของ พระมารดา แผ่นดินนี้ก็ไหวสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น นี้เป็นเหตุปัจจัย ประการที่ ๔ ที่ทำให้แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง ๕. คราวที่ตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ แผ่นดินนี้ก็ไหวสั่น สะเทือนเลื่อนลั่น นี้เป็นเหตุปัจจัยประการที่ ๕ ที่ทำให้แผ่นดินไหว อย่างรุนแรง ๖. คราวที่ตถาคตประกาศธรรมจักรอันยอดเยี่ยมให้เป็นไป แผ่นดินนี้ ก็ไหวสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น นี้เป็นเหตุปัจจัยประการที่ ๖ ที่ทำให้ แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๓๗๗}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๒. ภูมิจาลวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค ๗. คราวที่ตถาคตมีสติสัมปชัญญะปลงอายุสังขาร แผ่นดินนี้ก็ไหวสั่น สะเทือนเลื่อนลั่น นี้เป็นเหตุปัจจัยประการที่ ๗ ที่ทำให้แผ่นดินไหว อย่างรุนแรง ๘. คราวที่ตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ แผ่นดินนี้ก็ ไหวสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น นี้เป็นเหตุปัจจัยประการที่ ๘ ที่ทำให้แผ่นดินไหว อย่างรุนแรง อานนท์ เหตุปัจจัย ๘ ประการนี้แล ที่ทำให้แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง” ภูมิจาลสูตรที่ ๑๐ จบ ภูมิจาลวรรคที่ ๒ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อิจฉาสูตร ๒. อลังสูตร ๓. สังขิตตสูตร ๔. คยาสีสสูตร ๕. อภิภายตนสูตร ๖. วิโมกขสูตร ๗. อนริยโวหารสูตร ๘. อริยโวหารสูตร ๙. ปริสาสูตร ๑๐. ภูมิจาลสูตร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๓๗๘}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาภูมิจาลสูตรที่ ๑๐

ภูมิจาลสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

ในบทว่า นิสีทนํ นี้ ท่านประสงค์เอาท่อนหนัง.

บทว่า อุทฺเทนเจติยํ ท่านกล่าวถึงวิหารที่เขาสร้างไว้ในที่อยู่ของอุทเทนยักษ์.

แม้ในโคตมกเจดีย์เป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า ภาวิตา แปลว่า เจริญแล้ว.

บทว่า พหุลีกตา แปลว่า กระทำให้มาก.

บทว่า ยานีกตา แปลว่า ทำให้เป็นดุจยานที่เทียมแล้ว.

บทว่า วตฺถุกตา แปลว่า ทำให้เป็นดุจที่ตั้ง เพราะอรรถว่าเป็นที่พึ่งอาศัย.

บทว่า อนุฏฺฐิตา แปลว่า ตั้งไว้แล้ว.

บทว่า ปริจิตา แปลว่า สั่งสมแล้วโดยรอบ คือเจริญดีแล้ว.

บทว่า สุสมารทฺธา แปลว่า เริ่มไว้เป็นอย่างดีแล้ว.

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสโดยมิได้กำหนดอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงโดยกำหนดแน่นอนอีก จึงตรัสคำมีอาทิว่า ตถาคตสฺส โข ดังนี้.

ก็ในที่นี้บทว่า กปฺปํ ได้แก่ อายุกัป (คือกำหนดอายุอย่างสูงของคนในยุคนั้นๆ).

พระผู้มีพระภาคเจ้าพึงดำรงพระชนม์อยู่ตลอดกำหนดอายุของคนทั้งหลายในสมัยนั้นๆ อย่างเต็มที่.

บทว่า กปฺปาวเสสํ วา ได้หรือเกิน ๑๐๐ ปีซึ่งได้ตรัสไว้ว่า "น้อยหรือยิ่งกว่า". แต่พระมหาสิวเถระกล่าวว่า ธรรมดาว่าพระพุทธะทั้งหลายย่อมไม่ทรงบันลือในที่มิใช่ฐานะ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้าสมาบัติบ่อยๆ ทรงข่มเวทนาใกล้ตายได้ พึงดำรงอยู่ได้ตลอดภัทรกัปทีเดียว.

ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระองค์จึงไม่ดำรงอยู่ตลอดภัทรกัป?

ตอบว่า ขึ้นชื่อว่าสรีระที่มีใจครอง ถูกชราลักษณะมีฟันหักเป็นต้นครอบงำ แต่พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีฟันหักเป็นต้น ย่อมเสด็จปรินิพพานในอายุส่วนที่ ๕ (คือ ๒๐ ปีที่ ๕) ในเวลาเป็นที่รักที่ชอบใจของมหาชนทีเดียว.

ก็บรรดาพระมหาสาวกผู้ตรัสรู้ตามเสด็จพระพุทธเจ้า พระมหาสาวกองค์หนึ่งปรินิพพานแล้ว ย่อมพึงตั้งอยู่เหมือนตอไม้ หรือว่า พึงตั้งอยู่โดยมีภิกษุหนุ่ม และสามเณรห้อมล้อม แต่นั้นก็จะพึงถูกดูแคลนว่า โธ่เอ๋ย บริษัทของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เพราะฉะนั้น พระองค์จึงไม่ทรงดำรงอยู่. แม้เมื่อกล่าวไว้อย่างนี้ ข้อที่เรียกกาลว่าอายุกัปนี้นั่นแหละ ก็กำหนดไว้ในอรรถกถาแล้ว.

บทว่า ตํ ในคำว่า ยถาตํ มาเรน ปริยุฏฺฐิตจิตฺโต นี้เป็นเพียงนิบาต.

อธิบายว่า ปุถุชนบางคนแม้อื่นมีจิตถูกมารดลใจ มีจิตถูกมารครอบงำ ไม่สามารถจะรู้แจ้งได้ฉันใด พระอานนท์ก็ไม่สามารถจะรู้แจ้งได้ ฉันนั้นเหมือนกัน. เพราะมารย่อมครอบงำจิตของท่านผู้ยังละวิปัลลาส ๑๒ ไม่ได้โดยประการทั้งปวง. พระเถระยังละวิปัลลาส ๔ ไม่ได้ ด้วยเหตุนั้น มารจึงครอบงำจิตของท่าน.

ถามว่า ก็มารนั้นเมื่อทำการดลจิตทำอย่างไร?

ตอบว่า ย่อมแสดงรูปารมณ์ที่น่ากลัวบ้าง ให้ได้ยินสัททารมณ์ที่น่ากลัวบ้าง แต่นั้น สัตว์ทั้งหลายได้เห็นภาพเช่นนั้น หรือได้ฟังเสียงเช่นนั้น ก็หมดสติอ้าปาก มารก็สอดมือเข้าไปทางปากของสัตว์เหล่านั้แล้วบีบหัวใจ แต่นั้น สัตว์ทั้งหลายก็หมดความรู้สึกตั้งอยู่ แต่มารนี้จักสามารถหรือที่จะสอดมือเข้าทางปากของพระเถระ ก็ได้แต่แสดงอารมณ์ที่น่ากลัว พระเถระได้เห็นอารมณ์นั้นเข้า จึงไม่รู้แจ้งนิมิตโอภาส.

ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งๆ ที่ทรงทราบอยู่ เพราะเหตุไร? จึงตรัสเรียกถึง ๓ ครั้ง?

ตอบว่า เพราะเพื่อทรงทำความโศกให้เบาบาง ด้วยการยกโทษขึ้นว่า นั่นเป็นการทำไม่ดีของท่าน นั่นเป็นการผิดพลาดของท่าน ในเมื่อท่านพระอานนท์ทูลอาราธานาว่า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงดำรงพระชนมายุอยู่ก่อนเถิด พระเจ้าข้า.

ในบทว่า มาโร ปาปิมา นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

ชื่อว่ามาร เพราะประกอบสัตว์ไว้ในความพินาศให้ตายไป.

บทว่า ปาปิมา นี้เป็นไวพจน์ของบทว่า มาโร นั้นนั่นแล.

จริงอยู่ มารนั้น เขาเรียกว่าปาปิมา เพราะประกอบด้วยบาปธรรม.

บทว่า ภาสิตา โข ปเนส ภนฺเต ความว่า จริงอยู่ มารนี้มาที่โพธิมัณฑสถาน ในสัปดาห์ที่ ๘ ในเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสรู้สัมโพธิญาณแล้วทูลว่าข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลายเพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์นั้นพระองค์ทรงบรรลุตามพระประสงค์แล้ว สัพพัญญุตญาณพระองค์ทรงแทงตลอดแล้ว ประโยชน์อะไรที่พระองค์จะต้องทรงตรวจดูสัตว์โลกเล่า แล้วทูลอาราธนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดเสด็จปรินิพพานในบัดนี้เหมือนในวันนี้.

แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามมารนั้นว่า น ตาวาหํ เรายังไม่ปรินิพพานก่อนนะมาร ดังนี้เป็นต้น.

มารกล่าวคำมีอาทิว่า ภาสิตา โข ปเนสา ภนฺเต ก็คำนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วแลดังนี้ หมายเอาคำว่า น ตาวาหํ นั้น.

ในบทเหล่านี้ บทว่า วิยตฺตา ได้แก่ เป็นผู้ฉลาดด้วยอำนาจมรรค. เป็นผู้อันท่านแนะนำแล้วเหมือนอย่างนั้น. เป็นผู้แกล้วกล้าเหมือนอย่างนั้น.

บทว่า พหุสฺสุตา ได้แก่ ชื่อว่าเป็นพหูสูต เพราะมีพุทธพจน์อันสดับแล้วมากด้วยอำนาจปิฎก ๓. ชื่อว่าธรรมธร เพราะทรงธรรมนั้นแหละไว้.

อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็นความในที่นี้อย่างนี้ว่า ผู้เป็นพหูสูตทางปริยัติ และผู้เป็นพหูสูตทางปฏิเวธ ชื่อว่าผู้ทรงธรรม เพราะทรงปริยัติธรรมและปฏิเวธธรรมนั่นแล.

บทว่า ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺนา ได้แก่ ปฏิบัติทางวิปัสสนาอันเป็นธรรมสมควรแก่อริยธรรม.

บทว่า สามีจิปฏิปนฺนา ได้แก่ ปฏิบัติปฏิปทาอันเหมาะสม.

บทว่า อนุธมฺมจาริโน แปลว่า ผู้มีปกติประพฤติธรรมอันสมควร.

บทว่า สกํ อาจริยกํ ได้แก่ วาทะแห่งอาจารย์ของตน.

บทว่า สหธมฺเมน ได้แก่ ด้วยคำอันมีเหตุ คือมีการณ์.

บทว่า สปฺปาฏิหาริยํ ความว่า พระอริยสาวกเหล่านั้นย่อมแสดงธรรมให้เป็นธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์.

บทว่า พฺรหฺมจริย์ ได้แก่ ศาสนพรหมจรรย์ทั้งสิ้นที่สงเคราะห์ด้วยสิกขาทั้ง ๓.

บทว่า อิทธํ ได้แก่ สำเร็จด้วยอำนาจยินดีในฌาน.

บทว่า ผีตํ ได้แก่ ถึงความเจริญด้วยอำนาจอภิญญาสมาบัติ เหมือนดอกไม้บานเต็มที่.

บทว่า วิตฺถาริกํ ได้แก่ แผ่ไปด้วยอำนาจประดิษฐานอยู่ในทิศาภาคนั้นๆ.

บทว่า พาหุชญฺญํ ได้แก่ ชนเป็นอันมากรู้แล้ว คือแทงตลอดแล้วด้วยอำนาจการตรัสรู้ของชนเป็นอันมาก.

บทว่า ปุถุภูตํ แปลว่า ถึงความแน่นหนาโดยอาการทั้งปวง.

ถึงความแน่นหนาอย่างไร?

ถึงความแน่นหนาตราบเท่าที่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายประกาศดีแล้ว. อธิบายว่า เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายผู้เป็นวิญญูชน มีประมาณเท่าใด เทวดาและมนุษย์ทั้งหมดมีประมาณเท่านั้น ประกาศด้วยดีแล้ว.

บทว่า อปฺโปสฺกฺโก ได้แก่ เป็นผู้ไม่มีความอาลัย.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมารผู้มีบาป ตั้งแต่สัปดาห์ที่ ๘ ท่านเที่ยวร่ำร้องอยู่ว่า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดปรินิพพานบัดนี้เถิด พระเจ้าข้า ขอพระสุคตโปรดนิพพานบัดนี้เถิดพระเจ้าข้า ดังนี้ บัดนี้ ตั้งแต่วันนี้ไป ท่านจงเลิกความอุตสาหะเถิด อย่าทำความพยายามเพื่อให้เราปรินิพพานเลย.

บทว่า สโต สมฺปชาโน อายุสงฺขารํ โอสชฺชิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งสติมั่น กำหนดด้วยฌาน ทรงปลงคือละสังขาร.

ในการปลงอายุสังขารนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงปลงอายุสังขาร เหมือนเอามือปล่อยก้อนดินไม่ แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเกิดพระดำริขึ้นว่า ก็เราจะเข้าผลสมาบัติเพียง ๓ เดือนเท่านั้น ต่อนั้นจักไม่เข้า.

บทว่า โอสฺสชฺชิ ตรัสหมายเอาคำนั้น. ปาฐะว่า อวสฺสชฺชิ ดังนี้ก็มี.

บทว่า มหาภูมิจาโล ได้แก่ แผ่นดินไหวใหญ่.

ได้ยินว่า ในกาลนั้น หมื่นโลกธาตุไหวแล้ว.

บทว่า ภึสนโก แปลว่า น่าสะพรึงกลัว.

บทว่า เทวทุนฺทุภิโย จ ผลึสุ ได้แก่ กลองทิพย์บันลือลั่น ฝนคำรามกระหึ่ม สายฟ้าแลบแปลบปลาบผิดฤดูกาล. ท่านอธิบายว่า ฝนตกชั่วขณะหนึ่ง.

บทว่า อุทานํ อุทาเนสิ ความว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเปล่งอุทาน? เพราะทรงพระดำริว่า ชื่อว่าใครๆ จะพึงพูดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าถูกมารติดตามไปข้างหลังๆ พูดรบกวนว่า จงปรินิพพานเถิดพระเจ้าข้า จึงทรงปลงอายุสังขารเพราะความกลัว เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจงอย่ามีโอกาสเลย ดังนี้แล้วจึงทรงเปล่งพระอุทานอันหลั่งออกมาด้วยกำลังพระปีติ.

พึงทราบวินิจฉัยในพระอุทานนั้นดังต่อไปนี้ :-

(เครื่องปรุงแต่งงาน) ชื่อว่าตุละ เพราะบุคคลชั่งได้ คือกำหนดได้ เพราะเป็นของประจักษ์แก่สัตว์ทั้งปวงมีสุนัขบ้านและสุนัขจิ้งจอกเป็นต้น.

ที่ชื่อว่าตุละ นั้นคืออะไร? คือกรรมฝ่ายกามาวจร.

เครื่องปรุงแต่งภพที่ชั่งได้ไม่มี หรือที่ชั่งได้ของบุคคลนั้นไม่มี คือไม่มีโลกิยกรรมอย่างอื่นที่แม้นเหมือน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอตุละ ชั่งไม่ได้.

เครื่องปรุงแต่งภพที่ชื่ออตุละนั้นคืออะไร? คือ กรรมฝ่ายมหัคคตะ.

อีกอย่างหนึ่ง กามาวจรกรรม รูปาวจรกรรม ชื่อว่าตุละ ชั่งได้. อรูปาวจรกรรม ชื่อว่าชื่ออตุละ ชั่งไม่ได้.

อีกอย่างหนึ่ง วิบากน้อยชื่อตุละ วิบากมากชื่ออตุละ.

บทว่า สมฺภวํ ได้แก่ เป็นเหตุแห่งสมภพ.

บทว่า ภวสงฺขารํ ได้แก่ เครื่องปรุงแต่งงานใหม่. อธิบายว่า กรรมที่ทำให้เป็นกอง ทำให้เป็นก้อน.

บทว่า อวสฺสชฺชิ แปลว่า ปลงแล้ว.

บทว่า มุนี ได้แก่มุนีคือพระเจ้า.

บทว่า อชฺฌตฺตรโต ได้แก่ ยินดีแล้วภายในตน.

บทว่า สมาหิโต ได้แก่ มีจิตตั้งมั่นแล้วด้วยอุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ.

บทว่า อภินฺทิ กวจมิว ได้แก่ ทำลายแล้วดุจนักรบทำลายเกราะ.

บทว่า อตฺตสมฺภวํ ได้แก่ กิเลสที่เกิดในตน.

ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้ว่า มุนีสละโลกิยกรรม กล่าวคือตุละและอตุละซึ่งได้ชื่อว่าสัมภวะ เพราะอรรถว่ามีวิบาก และได้ชื่อว่าภวสังขาร เพราะอรรถว่าปรุงแต่งภพ และเป็นผู้ยินดีภายในตน มีจิตตั้งมั่น ทำลายกิเลสที่เกิดในตน เหมือนนักรบใหญ่ในสงครามสำคัญ ทำลายเกราะฉะนั้น.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อตุลญฺจ สมฺภวํ ได้แก่ พระนิพพานและภพ.

บทว่า ภวสงฺขารํ ได้แก่ กรรมอันนำสัตว์ไปสู่ภพ.

บทว่า อวสฺสชฺชิ มุนิ ความว่า พระมุนี คือพระพุทธเจ้าทรงพิจารณาโดยนัยเป็นต้นว่า ขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง การดับขันธ์ ๕ คือพระนิพพาน เที่ยง ทรงเห็นเป็นโทษในภพ และอานิสงส์ในพระนิพพานแล้ว ทรงสละกรรมเครื่องปรุงแต่งภพอันเป็นมูลแห่งขันธ์ทั้งหลายนั้น ด้วยอริยมรรคอันกระทำความสิ้นกรรม ดังกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรมดังนี้.

พระองค์ทรงยินดีในภายใน มีพระหฤทัยตั้งมั่น ทำลายแดนเกิดแห่งตนอันเป็นดุจเกราะได้อย่างไร? ความจริงพระองค์ทรงยินดีในภายในด้วยอำนาจวิปัสสนา มีพระหทัยตั้งมั่นด้วยอำนาจสมถะ ทรงทำลายกิเลสชาติทั้งหมดที่ได้นามว่าอัตตสัมภวะ เพราะเกิดในตนที่หุ้มห่ออัตตภาพตั้งอยู่ดุจเกราะด้วยกำลังสมถะและวิปัสสนา จำเดิมแต่เบื้องต้นด้วยอาการอย่างนี้

และกรรมที่ทรงทำโดยไม่มีกิเลส ชื่อว่าทรงสละแล้ว เพราะไม่มีปฏิสนธิ พระองค์ทรงละกรรมด้วยละกิเลสได้ ดังกล่าวมาฉะนี้

และธรรมดาผู้ละกิเลสได้แล้ว ย่อมไม่มีความกลัว เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า พระองค์ไม่ทรงกลัว ทรงปลงอายุสังขาร และทรงเปล่งอุทานเพื่อให้โลกรู้ว่าพระองค์ไม่ทรงกลัว.

บทว่า ยํ มหาวาตา ความว่า โดยสมัยใด หรือในสมัยใด ลมพายุพัด ลมชื่ออุกเขปกวาตก็ตั้งขึ้น. ลมอุเขปกวาตนั้นก็พัดตัดลมที่รองรับน้ำอันมีความหนาเก้าแสนหกหมื่นโยชน์. แต่นั้น น้ำในอากาศก็ตก เมื่อตกน้ำ แผ่นดินก็ตก ลม (ที่รองรับน้ำ) ก็จะอุ้มเอาน้ำไว้อีกด้วยกำลังของตน เหมือนอุ้มน้ำไว้ในธมกรก หม้อกรองน้ำ ฉะนั้น แต่นั้น น้ำก็สูงขึ้น เมื่อน้ำสูงขึ้น แผ่นดินก็สูงขึ้น. น้ำไหลแล้วอย่างนี้ก็ทำให้แผ่นดินไหว. ก็การไหวอย่างนี้ย่อมมีมาจนถึงทุกวันนี้. ก็การยุบลงและการนูนขึ้น ย่อมไม่ปรากฏเพราะแผ่นดินมาก.

บทว่า มหิทฺธิกา มหานุภาวา ความว่า ชื่อว่ามีฤทธิ์มาก เพราะมีความสำเร็จมาก ชื่อว่ามีอานุภาพมาก เพราะมีสิ่งที่จะพึงเสวยมาก.

บทว่า ปริตฺตา ได้แก่ มีกำลังเพลา.

บทว่า อปฺปมาณา ได้แก่ มีกำลัง.

บทว่า โส อิมํ ปฐวี กมฺเปติ ความว่า สมณะหรือพราหมณ์นั้นทำฤทธิ์ให้บังเกิดแล้ว เมื่อจะให้สลดใจ จึงทำแผ่นดินให้ไหว เหมือนพระมหาโมคคัลลานะ หรือเมื่อจะทดลองฤทธิ์ก็ทำแผ่นดินให้ไหว เหมือนสังฆรักขิตสามเณรผู้เป็นหลานของพระมหานาคเถระ.

บทว่า สงฺกมฺเปติ ได้แก่ ไหวโดยรอบ.

บทว่า สมฺปกมฺเปติ นี้ เป็นไวพจน์ของบทว่า สงฺกมฺเปติ นั้นนั่นแล.

ดังนั้น บรรดาเหตุปัจจัยทำแผ่นดินไหว ๘ ประการเหล่านี้ เหตุปัจจัย ๑ เพราะธาตุกำเริบ ที่ ๒ เพราะอานุภาพของผู้มีฤทธิ์ ที่ ๓ และที่ ๔ เพราะเดชแห่งบุญ ที่ ๕ เพราะเดชแห่งญาณ ที่ ๖ เพราะอำนาจให้สาธุการ ที่ ๗ เพราะความการุณย์เป็นสภาวะ ที่ ๘ เพราะร้องห่มร้องไห้.

เมื่อพระมหาสัตว์ลงสู่ครรภ์พระมารดา และประสูติจากครรภ์พระมารดา แผ่นดินไหวเพราะเดชแห่งบุญของพระมหาสัตว์นั้น. ในสมัยตรัสรู้อภิสัมโพธิญาณ แผ่นดินถูกเดชของพระญาณชักนำแล้ว จึงได้ไหว. ในสมัยประกาศพระธรรมจักร แผ่นดินดำรงนิ่งอยู่ในภาวะแห่งสาธุการ เมื่อให้สาธุการก็ไหว. ในสมัยทรงปลงอายุสังขาร แผ่นดินดำรงนิ่งอยู่ในความเป็นผู้มีกรุณาเป็นสภาวะ แต่ทนจิตสังขาร (สัคทาเวทนา) ไม่ได้ ก็ไหว. ในสมัยปรินิพพาน แผ่นดินอาดูรด้วยแรงการร้องห่มร้องไห้ จึงได้ไหว. ก็ความนี้ พึงทราบด้วยอำนาจเทวดาประจำปฐวี.

ก็การให้สาธุการเป็นต้นนั้นย่อมไม่มีแก่แผ่นดินที่เป็นมหาภูต เพราะแผ่นดินที่เป็นมหาภูต ไม่มีเจตนา.

คำที่เหลือในบททั้งปวงง่ายทั้งนั้นแล.

จบอรรถกถาภูมิจาลสูตรที่ ๑๐ จบจาลวรรคที่ ๒ -----------------------------------------------------

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. อิจฉาสูตร

๒. อลํสูตร ๘ สูตร

๓. สังขิตตสูตร

๔. คยาสูตร

๕. อภิภายตนสูตร

๖. วิโมกขสูตร

๗. โวหารสูตรที่ ๑

๘. โวหารสูตรที่ ๒

๙. ปริสสูตร

๑๐. ภูมิจาลสูตร ฯ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา