อัพยากตสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปณฺณาสกสงฺคหิตา วคฺคา อพฺยากตวคฺโค ปฐโม
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ อัพยากตวรรคที่ ๑ อัพยากตสูตร
อถโข อญฺญตโร ภิกฺขุ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โส ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ โก นุ โข ภนฺเต เหตุ โก ปจฺจโย เยน สุตวโต อริยสาวกสฺส วิจิกิจฺฉา นุปฺปชฺชติ อพฺยากตวตฺถูสูติ ฯ {๕๑.๑} ทิฏฺฐินิโรธา โข ภิกฺขุ สุตวโต อริยสาวกสฺส วิจิกิจฺฉา นุปฺปชฺชติ อพฺยากตวตฺถูสุ ฯ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ โข ภิกฺขุ ทิฏฺฐิคตเมตํ น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ โข ภิกฺขุ ทิฏฺฐิคตเมตํ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ โข ภิกฺขุ ทิฏฺฐิคตเมตํ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ โข ภิกฺขุ ทิฏฺฐิคตเมตํ ฯ อสฺสุตวา ภิกฺขุ ปุถุชฺชโน ทิฏฺฐึ นปฺปชานาติ ทิฏฺฐิสมุทยํ นปฺปชานาติ ทิฏฺฐินิโรธํ นปฺปชานาติ ทิฏฺฐินิโรธคามินึ ปฏิปทํ นปฺปชานาติ ตสฺส สา ทิฏฺฐิ ปวฑฺฒติ โส น ปริมุจฺจติ ชาติยา ชราย มรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ น ปริมุจฺจติ ทุกฺขสฺมาติ วทามิ ฯ {๕๑.๒} สุตวา จ โข ภิกฺขุ อริยสาวโก ทิฏฺฐึ ปชานาติ ทิฏฺฐิสมุทยํ ปชานาติ ทิฏฺฐินิโรธํ ปชานาติ ทิฏฺฐินิโรธคามินึ ปฏิปทํ ปชานาติ ตสฺส สา ทิฏฺฐิ นิรุชฺฌติ โส ปริมุจฺจติ ชาติยา ชราย มรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ ปริมุจฺจติ ทุกฺขสฺมาติ วทามิ ฯ เอวํ ชานํ โข ภิกฺขุ สุตวา อริยสาวโก เอวํ ปสฺสํ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติปิ น พฺยากโรติ น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติปิ น พฺยากโรติ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติปิ น พฺยากโรติ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ น พฺยากโรติ เอวํ ชานํ โข ภิกฺขุ สุตวา อริยสาวโก เอวํ ปสฺสํ เอวํ อพฺยากรณธมฺโม โหติ อพฺยากตวตฺถูสุ เอวํ ชานํ โข ภิกฺขุ สุตวา อริยสาวโก เอวํ ปสฺสํ นจฺฉมฺภติ น กมฺปติ น เวธติ น สนฺตาสํ อาปชฺชติ อพฺยากตวตฺถูสุ ฯ {๕๑.๓} โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ โข ภิกฺขุ ตณฺหาคตเมตํ สญฺญาคตเมตํ มญฺญิตเมตํ ปปญฺจิตเมตํ อุปาทานคตเมตํ วิปฺปฏิสาโร เอโส น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ โข ภิกฺขุ วิปฺปฏิสาโร เอโส โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ โข ภิกฺขุ วิปฺปฏิสาโร เอโส เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ โข ภิกฺขุ วิปฺปฏิสาโร เอโส ฯ อสฺสุตวา ภิกฺขุ ปุถุชฺชโน วิปฺปฏิสารํ นปฺปชานาติ วิปฺปฏิสารสมุทยํ นปฺปชานาติ วิปฺปฏิสารนิโรธํ นปฺปชานาติ วิปฺปฏิสารนิโรธคามินึ ปฏิปทํ นปฺปชานาติ ตสฺส โส วิปฺปฏิสาโร ปวฑฺฒติ โส น ปริมุจฺจติ ชาติยา ชราย มรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ น ปริมุจฺจติ ทุกฺขสฺมาติ วทามิ ฯ {๕๑.๔} สุตวา จ โข ภิกฺขุ อริยสาวโก วิปฺปฏิสารํ ปชานาติ วิปฺปฏิสารสมุทยํ ปชานาติ วิปฺปฏิสารนิโรธํ ปชานาติ วิปฺปฏิสารนิโรธคามินึ ปฏิปทํ ปชานาติ ตสฺส โส วิปฺปฏิสาโร นิรุชฺฌติ ฯเปฯ เอวํ ชานํ โข ภิกฺขุ สุตวา อริยสาวโก เอวํ ปสฺสํ นจฺฉมฺภติ น กมฺปติ น เวธติ น สนฺตาสํ อาปชฺชติ อพฺยากตวตฺถูสุ ฯ อยํ โข ภิกฺขุ เหตุ อยํ ปจฺจโย เยน สุตวโต อริยสาวกสฺส วิจิกิจฺฉา นุปฺปชฺชติ อพฺยากตวตฺถูสูติ ฯ
ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้ความสงสัยในวัตถุที่พระองค์ไม่ทรงพยากรณ์ ไม่เกิดขึ้นแก่อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ เพราะทิฐิดับ ความสงสัยในวัตถุที่เราไม่พยากรณ์ จึงไม่เกิดขึ้นแก่อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ดูกรภิกษุ ทิฐินี้ว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีกสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ ดูกรภิกษุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับย่อมไม่รู้ชัดทิฐิ เหตุเกิดทิฐิ ความดับทิฐิปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับทิฐิ ทิฐินั้นเจริญแก่ปุถุชนนั้น เขาย่อมไม่พ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะย่อมทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ไม่พ้นไปจากทุกข์ ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมรู้ชัดทิฐิ เหตุเกิดทิฐิ ความดับทิฐิ ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับทิฐิ ทิฐิของอริยสาวกนั้นย่อมดับ อริยสาวกนั้นย่อมพ้นจากชาติ ชรา มรณะโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ย่อมพ้นไปจากทุกข์ดูกรภิกษุอริยสาวกผู้ได้สดับ รู้เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่พยากรณ์ว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก ... สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ ดูกรภิกษุ อริยสาวกผู้ได้สดับ รู้เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเป็นผู้ไม่พยากรณ์ในวัตถุที่เราไม่พยากรณ์เป็นธรรมดาอย่างนี้ อริยสาวกผู้ได้สดับ รู้เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่พรั่น ไม่หวั่น ไม่ไหว ไม่ถึงความสะดุ้งในวัตถุที่เราไม่พยากรณ์ ฯ ดูกรภิกษุ ความทะยานอยาก ความหมายรู้ ความสำคัญ ความซึมซาบความถือมั่นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก ... สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ นี้เป็นความเดือดร้อนดูกรภิกษุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมไม่รู้ชัดความเดือดร้อน เหตุเกิดความเดือดร้อน ความดับ ความเดือดร้อน ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับความเดือดร้อนความเดือดร้อนย่อมเจริญแก่เขา เขาย่อมไม่พ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมรู้ชัดความเดือดร้อน เหตุเกิดความเดือดร้อน ความดับความเดือดร้อน ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับความเดือดร้อน ความเดือดร้อนของอริยสาวกนั้นย่อมดับ ฯลฯ อริยสาวกผู้ได้สดับ รู้เห็นอยู่อย่างนี้แล ย่อมไม่พรั่น ไม่หวั่น ไม่ไหว ไม่ถึงความสะดุ้งในวัตถุที่เราไม่พยากรณ์ ดูกรภิกษุนี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้ถึงความสงสัยในวัตถุที่เราไม่พยากรณ์ ไม่เกิดขึ้นแก่อริยสาวกผู้ได้สดับ ฯ จบสูตรที่ ๑
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๖. อัพยากตวรรค ๑. อัพยากตสูตร ๖. อัพยากตวรรค หมวดว่าด้วยเรื่องที่ไม่พยากรณ์ ๑. อัพยากตสูตร ว่าด้วยเรื่องที่ไม่พยากรณ์
ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย อภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระอริยสาวกผู้ได้สดับไม่เกิดความลังเลสงสัยในเรื่องที่ไม่ควรพยากรณ์” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ภิกษุ เพราะทิฏฐิ ดับไป อริยสาวกผู้ได้สดับ จึงไม่เกิดความลังเลสงสัยในเรื่องที่ไม่ควรพยากรณ์ คือ ๑. ทิฏฐินี้ว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคต เกิดอีก’ ทิฏฐินี้ว่า ‘หลังจาก ตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีก’ ทิฏฐินี้ว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคต เกิดอีกและไม่เกิดอีก’ ทิฏฐินี้ว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่า เกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ ปุถุชนผู้มิได้สดับย่อมไม่รู้ชัดทิฏฐิ ไม่รู้ชัดเหตุเกิดทิฏฐิ ไม่รู้ชัด ความดับทิฏฐิ ไม่รู้ชัดข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทิฏฐิ ทิฏฐินั้นย่อม เจริญแก่เขา เขาย่อมไม่หลุดพ้นจากชาติ(ความเกิด) ชรา(ความแก่) มรณะ(ความตาย) โสกะ(ความเศร้าโศก) ปริเทวะ (ความคร่ำครวญ) ทุกข์(ความทุกข์กาย) โทมนัส (ความทุกข์ใจ) และอุปายาส (ความ คับแค้นใจ) เรากล่าวว่า ไม่หลุดพ้นจากทุกข์ @เชิงอรรถ : @ ทิฏฐิ ในที่นี้หมายถึงมิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิด) (องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๕๔/๑๘๙)@ ตถาคต ในที่นี้เป็นคำที่ลัทธิอื่นๆ ใช้มาก่อนพุทธกาล หมายถึงอัตตา (อาตมัน) ไม่ได้หมายถึงพระพุทธเจ้า@อรรถกถาอธิบายว่า หมายถึงสัตว์ (เทียบ ที.สี.อ. ๑/๖๕/๑๐๘, องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๕๔/๑๘๙)@ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทิฏฐิ ในที่นี้หมายถึงโสดาปัตติมรรค (องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๕๔/๑๙๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๙๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๖. อัพยากตวรรค ๑. อัพยากตสูตร ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับย่อมรู้ชัดทิฏฐิ รู้ชัดเหตุเกิดทิฏฐิ รู้ชัด ความดับทิฏฐิ รู้ชัดข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทิฏฐิ ทิฏฐิของอริยสาวก นั้นย่อมดับไป เขาย่อมหลุดพ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เรากล่าวว่า ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ อริยสาวกผู้ได้สดับ รู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ ย่อมไม่พยากรณ์ว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก’ ไม่พยากรณ์ว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีก’ ไม่พยากรณ์ว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก และไม่เกิดอีก’ ไม่พยากรณ์ว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่า เกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ อริยสาวกผู้ได้สดับ รู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ เป็นผู้ไม่พยากรณ์ ในเรื่องที่ไม่ควรพยากรณ์เป็นธรรมดาอย่างนี้ อริยสาวกผู้ได้สดับ รู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ ย่อมไม่หวาดหวั่น ไม่หวั่นไหว ไม่สะทก- สะท้าน ไม่สะดุ้ง ในเรื่องที่ไม่ควรพยากรณ์ คือ ๒. ตัณหานี้ว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก‘ฯลฯ ๓. สัญญานี้ว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก’ ฯลฯ ๔. ความเข้าใจนี้ว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก’ ฯลฯ ๕. ความปรุงแต่งนี้ว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก‘ฯลฯ ๖. อุปาทานนี้ว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก’ ฯลฯ ๗. วิปปฏิสาร (ความเดือดร้อนใจ)นี้ว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิด อีก’ วิปปฏิสารนี้ว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีก’ วิปปฏิสาร นี้ว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก’ วิปปฏิสาร นี้ว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีก ก็มิใช่’ ปุถุชนผู้มิได้สดับย่อมไม่รู้ชัดวิปปฏิสาร ไม่รู้ชัดเหตุเกิดวิปปฏิสาร ไม่รู้ชัดความดับวิปปฏิสาร ไม่รู้ชัดข้อปฏิบัติให้ถึงความดับวิปปฏิสาร วิปปฏิสารนั้นย่อมเจริญแก่เขา เขาย่อมไม่หลุดพ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เรากล่าวว่า ไม่หลุดพ้น จากทุกข์ @เชิงอรรถ : @ คำว่า ‘ตัณหา สัญญา ความเข้าใจ ความปรุงแต่ง อุปาทาน วิปปฏิสาร‘ทั้ง ๖ คำนี้ เกิดขึ้นเพราะอาศัยทิฏฐิ@(มิจฉาทิฏฐิ) (องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๕๔/๑๘๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๙๘}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๖. อัพยากตวรรค ๒. ปุริสคติสูตร ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับย่อมรู้ชัดวิปปฏิสาร รู้ชัดเหตุเกิด วิปปฏิสาร รู้ชัดความดับวิปปฏิสาร รู้ชัดข้อปฏิบัติให้ถึงความดับ วิปปฏิสาร วิปปฏิสารของอริยสาวกนั้นย่อมดับไป เขาย่อมหลุดพ้น จากชาติ ฯลฯ เรากล่าวว่า ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ อริยสาวกผู้ ได้สดับ รู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ ย่อมไม่พยากรณ์ว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก ฯลฯ ไม่พยากรณ์ว่า ‘หลังจากตายแล้ว ตถาคต เกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่’ อริยสาวกผู้ได้สดับ รู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ เป็นผู้ไม่พยากรณ์ ในเรื่องที่ไม่ควรพยากรณ์เป็นธรรมดาอย่างนี้ อริยสาวกผู้ได้สดับ รู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ ย่อมไม่หวาดหวั่น ไม่หวั่นไหว ไม่สะทกสะท้าน ไม่สะดุ้ง ในเรื่องที่ไม่ควรพยากรณ์ ภิกษุ นี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้อริยสาวกผู้ได้สดับไม่เกิดความลังเล สงสัยในเรื่องที่ไม่ควรพยากรณ์ อัพยากตสูตรที่ ๑ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
วรรคที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ อัพยากตวรรคที่ ๑ อรรถกถาอัพยากตสูตรที่ ๑
วรรคที่ ๖ สูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อพฺยากตวตฺถูสุ ความว่า ในวัตถุที่พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสโดยพยากรณ์มีเอกังสพยากรณ์เป็นต้น.
บทว่า สตฺโต ได้แก่ ตถาคต.
บทว่า ทิฏฺฐิคตเมตํ นี้ เป็นเพียงมิจฉาทิฏฐิ. ชื่อว่าสัตว์ผู้ไม่ถูกทิฏฐินั้นยึดไว้ ย่อมไม่มี.
บทว่า ปฏิปทํ ได้แก่ อริยมรรค.
บทว่า น ฉมฺภติ ความว่า ย่อมไม่หวั่นไหวด้วยอำนาจทิฏฐิ. แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า ตณฺหาคตํ ความว่า ตัณหาอันสัมปยุตด้วยทิฏฐิ.
แม้ในบทมีอาทิว่า สญฺญาคตํ ก็นัยนี้เหมือนกัน.
ด้วยว่าบรรดาบทเหล่านั้น สัญญาที่สัมปยุตด้วยทิฏฐินั่นแหละ พึงทราบว่าสัญญาคตะ ความหมายรู้. มานะที่อิงอาศัยทิฏฐินั้นนั่นแหละ หรือความสำคัญหมายรู้ที่อิงอาศัยทิฏฐินั่นแหละ พึงทราบว่ามัญญิตะ ความสำคัญหมายรู้. ธรรมเป็นเหตุให้เนิ่นช้า ซึ่งอิงอาศัยทิฏฐินั่นแหละ พึงทราบว่าปปัญจิตะ ธรรมเป็นเหตุให้เนิ่นช้า. อุปาทานความยึดมั่นด้วยอำนาจทิฏฐินั่นเอง พึงทราบว่าอุปาทาน ความยึดมั่น. ภาวะคือความหวนระลึกผิดด้วยทิฏฐินั่นเอง พึงทราบว่า ชื่อว่าวิปปฏิสาร ความร้อนใจ.
ก็ในพระสูตรนี้ พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาทิฏฐิ ๖๒ ด้วยทิฏฐิศัพท์ และทรงถือเอาโสดาปัตติมรรคนั่นแหละ ด้วยทิฏฐินิโรธคามินีปฏิปทาศัพท์.
จบอรรถกถาอัพยากตสูตรที่ ๑ -----------------------------------------------------