พลสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต พลสูตร
๕ จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว พลานิ ฯ กตมานิ จตฺตาริ ปญฺญาพลํ วิริยพลํ อนวชฺชพลํ สงฺคหพลํ ฯ {๒๐๙.๑} กตมญฺจ ภิกฺขเว ปญฺญาพลํ เย ธมฺมา กุสลา กุสลสงฺขาตา เย ธมฺมา อกุสลา อกุสลสงฺขาตา เย ธมฺมา สาวชฺชา สาวชฺชสงฺขาตา เย ธมฺมา อนวชฺชา อนวชฺชสงฺขาตา เย ธมฺมา กณฺหา กณฺหสงฺขาตา เย ธมฺมา สุกฺกา สุกฺกสงฺขาตา เย ธมฺมา อเสวิตพฺพา อเสวิตพฺพสงฺขาตา เย ธมฺมา เสวิตพฺพา เสวิตพฺพสงฺขาตา เย ธมฺมา นาลมริยา นาลมริยสงฺขาตา เย ธมฺมา อลมริยา อลมริยสงฺขาตา ตฺยสฺสุ ธมฺมา ปญฺญาย โวทิฏฺฐา โหนฺติ โวจริตา อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปญฺญาพลํ ฯ {๒๐๙.๒} กตมญฺจ ภิกฺขเว วิริยพลํ เย ธมฺมา อกุสลา อกุสลสงฺขาตา เย ธมฺมา สาวชฺชา สาวชฺชสงฺขาตา เย ธมฺมา กณฺหา กณฺหสงฺขาตา เย ธมฺมา อเสวิตพฺพา อเสวิตพฺพสงฺขาตา เย ธมฺมา นาลมริยา นาลมริยสงฺขาตา เตสํ ธมฺมานํ ปหานาย ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วิริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ เย ธมฺมา กุสลา กุสลสงฺขาตา เย ธมฺมา อนวชฺชา อนวชฺชสงฺขาตา เย ธมฺมา สุกฺกา สุกฺกสงฺขาตา เย ธมฺมา เสวิตพฺพา เสวิตพฺพสงฺขาตา เย ธมฺมา อลมริยา อลมริยสงฺขาตา เตสํ ธมฺมานํ ปฏิลาภาย ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วิริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว วิริยพลํ ฯ {๒๐๙.๓} กตมญฺจ ภิกฺขเว อนวชฺชพลํ อิธ ภิกฺขเว อริยสาวโก อนวชฺเชน กายกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ อนวชฺเชน วจีกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ อนวชฺเชน มโนกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อนวชฺชพลํ ฯ {๒๐๙.๔} กตมญฺจ ภิกฺขเว สงฺคหพลํ จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว สงฺคหวตฺถูนิ ทานํ เปยฺยวชฺชํ อตฺถจริยา สมานตฺตตา เอตทคฺคํ ภิกฺขเว ทานานํ ยทิทํ ธมฺมทานํ เอตทคฺคํ ภิกฺขเว เปยฺยวชฺชานํ ยทิทํ อตฺถิกสฺส โอหิตโสตสฺส ปุนปฺปุนํ ธมฺมํ เทเสติ เอตทคฺคํ ภิกฺขเว อตฺถจริยานํ ยทิทํ อสฺสทฺธํ สทฺธาสมฺปทาย สมาทเปติ นิเวเสติ ปติฏฺฐาเปติ ทุสฺสีลํ สีลสมฺปทาย มจฺฉรึ จาคสมฺปทาย ทุปฺปญฺญํ ปญฺญาสมฺปทาย สมาทเปติ นิเวเสติ ปติฏฺฐาเปติ เอตทคฺคํ ภิกฺขเว สมานตฺตตานํ ยทิทํ โสตาปนฺเนน โสตาปนฺนสฺส สมานตฺโต สกทาคามินา สกทาคามิสฺส สมานตฺโต อนาคามินา อนาคามิสฺส สมานตฺโต อรหตา อรหโต สมานตฺโต อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สงฺคหพลํ อิมานิ โข ภิกฺขเว จตฺตาริ พลานิ ฯ {๒๐๙.๕} อิเมหิ โข ภิกฺขเว จตูหิ พเลหิ สมนฺนาคโต อริยสาวโก ปญฺจ ภยานิ สมติกฺกนฺโต โหติ ฯ กตมานิ ปญฺจ อาชีวิตภยํ อสิโลกภยํ ปริสสารชฺชภยํ มรณภยํ ทุคฺคติภยํ ฯ โส โข ภิกฺขเว อริยสาวโก อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ นาหํ อาชีวิตภยสฺส ภายามิ กิสฺสาหํ อาชีวิตภยสฺส ภายิสฺสามิ อตฺถิ เม จตฺตาริ พลานิ ปญฺญาพลํ วิริยพลํ อนวชฺชพลํ สงฺคหพลํ ทุปฺปญฺโญ โข อาชีวิตภยสฺส ภาเยยฺย กุสีโต อาชีวิตภยสฺส ภาเยยฺย สาวชฺชกายกมฺมนฺตวจีกมฺมนฺตมโนกมฺมนฺโต อาชีวิตภยสฺส ภาเยยฺย อสงฺคหโก อาชีวิตภยสฺส ภาเยยฺย นาหํ อสิโลกภยสฺส ภายามิ ฯเปฯ นาหํ ปริสสารชฺชภยสฺส ภายามิ นาหํ มรณภยสฺส ภายามิ นาหํ ทุคฺคติภยสฺส ภายามิ กิสฺสาหํ ทุคฺคติภยสฺส ภายิสฺสามิ อตฺถิ เม จตฺตาริ พลานิ ปญฺญาพลํ วิริยพลํ อนวชฺชพลํ สงฺคหพลํ ทุปฺปญฺโญ โข ทุคฺคติภยสฺส ภาเยยฺย กุสีโต ทุคฺคติภยสฺส ภาเยยฺย สาวชฺชกายกมฺมนฺตวจีกมฺมนฺตมโนกมฺมนฺโต ทุคฺคติภยสฺส ภาเยยฺย อสงฺคหโก ทุคฺคติภยสฺส ภาเยยฺย อิเมหิ โข ภิกฺขเว จตูหิ พเลหิ สมนฺนาคโต อริยสาวโก อิมานิ ปญฺจ ภยานิ สมติกฺกนฺโต โหตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลัง ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือกำลัง คือ ปัญญา ๑ กำลัง คือ ความเพียร ๑ กำลัง คือ การงานอันไม่มีโทษ ๑ กำลัง คือ การสงเคราะห์ ๑ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กำลัง คือ ปัญญาเป็นไฉน ธรรมเหล่าใดเป็นกุศล นับว่าเป็นกุศล ธรรมเหล่าใดเป็นอกุศล นับว่าเป็นอกุศล ธรรมเหล่าใดมีโทษ นับว่ามีโทษ ธรรมเหล่าใดไม่มีโทษ นับว่าไม่มีโทษ ธรรมเหล่าใดดำนับว่าดำ ธรรมเหล่าใดขาว นับว่าขาว ธรรมเหล่าใดไม่ควรเสพ นับว่าไม่ควรเสพ ธรรมเหล่าใดควรเสพ นับว่าควรเสพ ธรรมเหล่าใดไม่สามารถทำความเป็นพระอริยะ นับว่าไม่สามารถทำความเป็นอริยะ ธรรมเหล่าใดสามารถทำความเป็นพระอริยะ นับว่าสามารถทำความเป็นพระอริยะ ธรรมเหล่านั้นเป็นธรรมอันบุคคลเห็นแจ้ง ประพฤติได้ด้วยปัญญา นี้เรียกว่ากำลัง คือ ปัญญา ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กำลัง คือ ความเพียรเป็นไฉน ธรรมเหล่าใดเป็นอกุศล นับว่าเป็นอกุศล ธรรมเหล่าใดมีโทษ นับว่ามีโทษ ธรรมเหล่าใดดำนับว่าดำ ธรรมเหล่าใดไม่ควรเสพ นับว่าไม่ควรเสพ ธรรมเหล่าใดไม่สามารถทำความเป็นพระอริยะ นับว่าไม่สามารถทำความเป็นพระอริยะ บุคคลยังฉันทะให้เกิด พยายามปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตไว้ เพื่อละธรรมเหล่านั้นธรรมเหล่าใดเป็นกุศล นับว่าเป็นกุศล ธรรมเหล่าใดไม่มีโทษ นับว่าไม่มีโทษธรรมเหล่าใดขาว นับว่าขาว ธรรมเหล่าใดควรเสพ นับว่าควรเสพ ธรรมเหล่าใดสามารถทำความเป็นพระอริยะ นับว่าสามารถทำความเป็นพระอริยะ บุคคลย่อมยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตไว้ เพื่อได้ธรรมเหล่านั้น นี้เรียกว่ากำลัง คือ ความเพียร ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กำลัง คือ การงานอันไม่มีโทษเป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันหาโทษมิได้ นี้เรียกว่ากำลัง คือ การงานอันไม่มีโทษ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กำลัง คือ การสงเคราะห์เป็นไฉน สังคหวัตถุ ๔ประการนี้ คือ ทาน ๑ เปยยวัชชะ ๑ อัตถจริยา ๑ สมานัตตตา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมทานเลิศกว่าทานทั้งหลาย การแสดงธรรมบ่อยๆ แก่บุคคลผู้ต้องการ ผู้เงี่ยโสตลงสดับ นี้เลิศกว่าการพูดถ้อยคำอันเป็นที่รัก การชักชวนคนผู้ไม่มีศรัทธาให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในศรัทธาสัมปทา ชักชวนผู้ทุศีลให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในศีลสัมปทา ชักชวนผู้ตระหนี่ให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในจาคสัมปทา ชักชวนผู้มีปัญญาทรามให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในปัญญาสัมปทา นี้เลิศกว่าการประพฤติประโยชน์ทั้งหลาย พระโสดาบันมีตนเสมอกับพระโสดาบัน พระสกทาคามีมีตนเสมอกับพระสกทาคามี พระอนาคามีมีตนเสมอกับพระอนาคามี พระอรหันต์มีตนเสมอกับพระอรหันต์ นี้เลิศกว่าความมีตนเสมอทั้งหลาย นี้เรียกว่ากำลัง คือ การสงเคราะห์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลัง ๔ ประการนี้แล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ประกอบด้วยกำลัง ๔ ประการนี้แล ย่อมก้าวล่วงภัย ๕ ประการ ภัย ๕ ประการเป็นไฉน คือ อาชีวิตภัย ๑ อสิโลกภัย ๑ปริสสารัชภัย ๑ มรณภัย ๑ ทุคติภัย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกนั้นแลพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราไม่กลัวต่อภัยอันเนื่องด้วยชีวิต ไฉนเราจักกลัวต่อภัยอันเนื่องด้วยชีวิตเล่า เรามีกำลัง ๔ ประการ คือ กำลังปัญญา กำลังความเพียรกำลังการงานอันไม่มีโทษ กำลังการสงเคราะห์ คนที่มีปัญญาทรามแล จึงกลัวต่อภัยอันเนื่องด้วยชีวิต คนเกียจคร้านจึงกลัวต่อภัยอันเนื่องด้วยชีวิต คือ กลัวต่อภัยอันเนื่องด้วยชีวิตเพราะการงานทางกาย ทางวาจาและทางใจที่มีโทษ คนที่ไม่สงเคราะห์ใครก็กลัวต่อภัยอันเนื่องด้วยชีวิต เราไม่กลัวต่อภัย คือ การติเตียน ฯลฯ เราไม่กลัวต่อภัยคือการสะทกสะท้านในบริษัท ... เราไม่กลัวต่อภัยคือความตาย ... เราไม่กลัวต่อภัยคือทุคติ ไฉนเราจักกลัวต่อภัย คือ ทุคติเล่าเพราะเรามีกำลัง ๔ ประการ คือ กำลังปัญญา กำลังความเพียร กำลังการงานอันไม่มีโทษ กำลังการสงเคราะห์ คนที่มีปัญญาทรามแล จึงกลัวต่อภัยคือทุคติคนเกียจคร้านแล จึงกลัวต่อภัยคือทุคติ คือ กลัวต่อภัยคือทุคติเพราะการงานทางกาย ทางวาจา และทางใจที่มีโทษ คนที่ไม่สงเคราะห์ใคร ก็กลัวภัยคือทุคติดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ประกอบด้วยกำลัง ๔ ประการนี้แล ย่อมก้าวล่วงภัย ๕ ประการนี้ ฯ จบสูตรที่ ๕
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕. พลสูตร ว่าด้วยพละ
ภิกษุทั้งหลาย พละ ๔ ประการนี้ พละ ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ปัญญาพละ (กำลังคือปัญญา) ๒. วิริยพละ (กำลังคือความเพียร) ๓. อนวัชชพละ (กำลังคือกรรมที่ไม่มีโทษ) ๔. สังคหพละ (กำลังคือการสงเคราะห์) ปัญญาพละ เป็นอย่างไร คือ ธรรมเหล่าใดเป็นกุศล นับว่าเป็นกุศล ธรรมเหล่าใดเป็นอกุศล นับว่าเป็นอกุศล ธรรมเหล่าใดเป็นธรรมมีโทษ นับว่าเป็นธรรมมีโทษ ธรรมเหล่าใดเป็นธรรมไม่มีโทษ นับว่าเป็นธรรมไม่มีโทษ ธรรมเหล่าใดเป็นธรรมดำ นับว่าเป็นธรรมดำธรรมเหล่าใดเป็นธรรมขาว นับว่าเป็นธรรมขาว ธรรมเหล่าใดเป็นธรรมที่ควรเสพนับว่าเป็นธรรมที่ควรเสพ ธรรมเหล่าใดเป็นธรรมที่ไม่ควรเสพ นับว่าเป็นธรรมที่ไม่ควรเสพ ธรรมเหล่าใดเป็นธรรมที่ไม่สามารถทำความเป็นอริยะ นับว่าเป็นธรรมที่ไม่สามารถทำความเป็นอริยะ ธรรมเหล่าใดเป็นธรรมสามารถทำความเป็นอริยะนับว่าเป็นธรรมสามารถทำความเป็นอริยะ ธรรมเหล่านั้นแลเป็นธรรมที่บุคคลเห็นได้ด้วยดี พิจารณาแล้วด้วยปัญญา นี้เรียกว่า ปัญญาพละ @เชิงอรรถ : @ ธรรมที่เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน หมายถึงธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันทั้งที่เป็นโลกิยะ@และเป็นโลกุตตระ (องฺ.นวก.อ. ๓/๔/๒๘๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๔๓๙}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๑. สัมโพธิวรรค ๕. พลสูตร วิริยพละ เป็นอย่างไร คือ ธรรมเหล่าใดเป็นอกุศล นับว่าเป็นอกุศล ธรรมเหล่าใดเป็นธรรมมีโทษนับว่าเป็นธรรมมีโทษ ธรรมเหล่าใดเป็นธรรมดำ นับว่าเป็นธรรมดำ ธรรมเหล่าใดเป็นธรรมที่ไม่ควรเสพ นับว่าเป็นธรรมที่ไม่ควรเสพ ธรรมเหล่าใดเป็นธรรมที่ไม่สามารถทำความเป็นอริยะ นับว่าเป็นธรรมที่ไม่สามารถทำความเป็นอริยะ บุคคลสร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่น เพื่อละธรรมเหล่านั้นธรรมเหล่าใดเป็นกุศล นับว่าเป็นกุศล ธรรมเหล่าใดเป็นธรรมไม่มีโทษ นับว่าเป็นธรรมไม่มีโทษ ธรรมเหล่าใดเป็นธรรมขาว นับว่าเป็นธรรมขาว ธรรมเหล่าใดเป็นธรรมที่ควรเสพ นับว่าเป็นธรรมที่ควรเสพ ธรรมเหล่าใดเป็นธรรมที่สามารถทำความเป็นอริยะ นับว่าเป็นธรรมที่สามารถทำความเป็นอริยะ บุคคลสร้างฉันทะพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่น เพื่อได้ธรรมเหล่านั้น นี้เรียกว่าวิริยพละ อนวัชชพละ เป็นอย่างไร คือ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ประกอบด้วยกายกรรมที่ไม่มีโทษ ประกอบด้วยวจีกรรมที่ไม่มีโทษ ประกอบด้วยมโนกรรมที่ไม่มีโทษ นี้เรียกว่า อนวัชชพละ สังคหพละ เป็นอย่างไร คือ สังคหวัตถุ(ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยว) ๔ ประการนี้ ได้แก่ (๑) ทาน (การให้)(๒) เปยยวัชชะ (วาจาเป็นที่รัก) (๓) อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์) (๔) สมานัตตตา(การวางตนสม่ำเสมอ) ภิกษุทั้งหลาย การให้ธรรมเลิศกว่าการให้ทั้งหลาย การแสดงธรรมบ่อยๆ แก่บุคคลผู้ต้องการจะฟัง เงี่ยโสตลงสดับเลิศกว่าวาจาเป็นที่รักทั้งหลาย การชักชวนคนที่ไม่มีศรัทธาให้ตั้งมั่น ดำรงมั่นในสัทธาสัมปทา ชักชวนคนที่ไม่มีศีลให้ตั้งมั่น ดำรงมั่นในสีลสัมปทา ชักชวนคนที่มีความตระหนี่ให้ตั้งมั่นดำรงมั่นในจาคสัมปทา ชักชวนคนที่มีปัญญาทรามให้ตั้งมั่น ดำรงมั่นในปัญญา-สัมปทา เลิศกว่าการประพฤติประโยชน์ทั้งหลาย การที่พระโสดาบันมีตนเสมอกับ@เชิงอรรถ : @ ดู ที.ปา. ๑๑/๓๑๓/๒๐๖, องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๓๒/๕๑, ๒๕๖/๓๗๓
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๔๔๐}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๑. สัมโพธิวรรค ๕. พลสูตร พระโสดาบัน พระสกทาคามีมีตนเสมอกับพระสกทาคามี พระอนาคามีมีตนเสมอกับพระอนาคามี พระอรหันต์มีตนเสมอกับพระอรหันต์ เลิศกว่าความมีตนเสมอทั้งหลาย นี้เรียกว่า สังคหพละ ภิกษุทั้งหลาย พละ ๔ ประการนี้แล ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกประกอบด้วยพละ ๔ ประการนี้ ย่อมข้ามพ้นภัย ๕ ประการได้ ภัย ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. อาชีวิกภัย (ภัยเนื่องด้วยการเลี้ยงชีพ) ๒. อสิโลกภัย (ภัยคือความเสื่อมเสียชื่อเสียง) ๓. ปริสสารัชชภัย (ภัยคือความครั่นคร้ามในบริษัท) ๔. มรณภัย (ภัยคือความตาย) ๕. ทุคคติภัย (ภัยคือทุคติ) ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราไม่กลัวอาชีวิกภัย เราจักกลัวอาชีวิกภัยไปทำไม เรามีพละ ๔ ประการ คือ (๑) ปัญญาพละ (๒) วิริยพละ(๓) อนวัชชพละ (๔) สังคหพละ คนมีปัญญาทรามพึงกลัวอาชีวิกภัย คนเกียจคร้านพึงกลัวอาชีวิกภัย คนมีการงานทางกายที่มีโทษ มีการงานทางวาจาที่มีโทษ และมีการงานทางใจที่มีโทษพึงกลัวอาชีวิกภัย คนผู้ไม่สงเคราะห์ใครๆ พึงกลัวอาชีวิกภัย เราไม่กลัวอสิโลกภัย ฯลฯ เราไม่กลัวปริสสารัชชภัย ฯลฯ เราไม่กลัวมรณภัย ฯลฯ เราไม่กลัวทุคคติภัย เราจักกลัวทุคคติภัยไปทำไม เรามีพละ ๔ ประการ คือ(๑) ปัญญาพละ (๒) วิริยพละ (๓) อนวัชชพละ (๔) สังคหพละ คนมีปัญญาทรามพึงกลัวทุคคติภัย คนเกียจคร้านพึงกลัวทุคคติภัย คนมีการงานทางกายที่มีโทษมีการงานทางวาจาที่มีโทษ และมีการงานทางใจที่มีโทษพึงกลัวทุคคติภัย คนผู้ไม่สงเคราะห์ใครๆ พึงกลัวทุคคติภัย’ ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกประกอบด้วยพละ ๔ ประการนี้แล ย่อมข้ามพ้นภัย๕ ประการนี้ได้ พลสูตรที่ ๕ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๔๔๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาพลสูตรที่ ๕
พลสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
พึงเห็นปัญญาพละเป็นต้น เพราะไม่หวั่นไหวในเพราะอวิชชา ความเกียจคร้าน การกล่าวโทษและความไม่เชื่อ.
บทว่า อกุสลสงฺขาตา ได้แก่ รู้ว่าเป็นอกุศล.
ในบททั้งปวงก็มีนัยนี้.
บทว่า นาลมริยา ได้แก่ ธรรมที่ไม่สามารถทำความเป็นพระอริยะ หรือไม่สมควรแก่พระอริยะ.
บทว่า โวทิฏฺฐา ได้แก่ ธรรมที่บุคคลเห็นแล้วด้วยดี.
บทว่า โวจริตา ได้แก่ ธรรมที่ปรากฏอยู่ในมโนทวาร.
บทว่า อตฺถิกสฺส ได้แก่ ผู้ต้องการด้วยการแสดงธรรม.
บทว่า อาชีวิตภยํ ได้แก่ ภัยที่เป็นไปในชีวิต.
บทว่า อสิโลกภยํ ได้แก่ ภัยแต่การติเตียน.
บทว่า ปริสสารชฺชภยํ ได้แก่ ภัยที่ถึงบริษัทแล้วเกิดการสะทกสะท้าน.
ในสูตรนี้ ท่านกล่าวทั้งวัฏฏะและวิวัฏฏะไว้.
จบอรรถกถาพลสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------