สีหสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๕๔เอกํ สมยํ ภควา เวสาลิยํ วิหรติ มหาวเน กูฏาคารสาลายํ ฯ อถโข สีโห เสนาปติ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข สีโห เสนาปติ ภควนฺตํ เอตทโวจ สกฺกา นุ โข ภนฺเต สนฺทิฏฺฐิกํ ทานผลํ ปญฺญาเปตุนฺติ ฯ {๕๔.๑} เตนหิ สีห ตญฺเญเวตฺถ ปฏิปุจฺฉิสฺสามิ ยถา เต ขเมยฺย ตถา นํ พฺยากเรยฺยาสิ ตํ กึ มญฺญสิ สีห อิธสฺส เทฺว ปุริสา เอโก ปุริโส อสฺสทฺโธ มจฺฉรี กทริโย ปริภาสโก เอโก ปุริโส สทฺโธ ทานปติ อนุปฺปทานรโต ตํ กึ มญฺญสิ สีห กํ นุ โข อรหนฺโต ปฐมํ อนุกมฺปนฺตา อนุกมฺเปยฺยุํ โย วา โส ปุริโส อสฺสทฺโธ มจฺฉรี กทริโย ปริภาสโก โย วา โส ปุริโส สทฺโธ ทานปติ อนุปฺปทานรโตติ ฯ โย โส ภนฺเต ปุริโส อสฺสทฺโธ มจฺฉรี กทริโย ปริภาสโก กินฺตํ อรหนฺโต ปฐมํ อนุกมฺปนฺตา อนุกมฺปิสฺสนฺติ โย จ โข โส ภนฺเต ปุริโส สทฺโธ ทานปติ อนุปฺปทานรโต ตญฺเญว อรหนฺโต ปฐมํ อนุกมฺปนฺตา อนุกมฺเปยฺยุํ ฯ ตํ กึ มญฺญสิ สีห กํ นุ โข อรหนฺโต ปฐมํ อุปสงฺกมนฺตา อุปสงฺกเมยฺยุํ โย วา โส ปุริโส อสฺสทฺโธ มจฺฉรี กทริโย ปริภาสโก โย วา โส ปุริโส สทฺโธ ทานปติ อนุปฺปทานรโตติ ฯ โย โส ภนฺเต ปุริโส อสฺสทฺโธ มจฺฉรี กทริโย ปริภาสโก กินฺตํ อรหนฺโต ปฐมํ อุปสงฺกมนฺตา อุปสงฺกมิสฺสนฺติ โย จ โข โส ภนฺเต ปุริโส สทฺโธ ทานปติ อนุปฺปทานรโต ตญฺเญว อรหนฺโต ปฐมํ อุปสงฺกมนฺตา อุปสงฺกเมยฺยุํ ฯ {๕๔.๒} ตํ กึ มญฺญสิ สีห กสฺส นุ โข อรหนฺโต ปฐมํ ปฏิคฺคณฺหนฺตา ปฏิคฺคเณฺหยฺยุํ โย วา โส ปุริโส อสฺสทฺโธ มจฺฉรี กทริโย ปริภาสโก โย วา โส ปุริโส สทฺโธ ทานปติ อนุปฺปทานรโตติ ฯ โย โส ภนฺเต ปุริโส อสฺสทฺโธ มจฺฉรี กทริโย ปริภาสโก กึ ตสฺส อรหนฺโต ปฐมํ ปฏิคฺคณฺหนฺตา ปฏิคฺคณฺหิสฺสนฺติ โย จ โข โส ภนฺเต ปุริโส สทฺโธ ทานปติ อนุปฺปทานรโต ตญฺเญว อรหนฺโต ปฐมํ ปฏิคฺคณฺหนฺตา ปฏิคฺคเณฺหยฺยุํ ฯ {๕๔.๓} ตํ กึ มญฺญสิ สีห กสฺส นุ โข อรหนฺโต ปฐมํ ธมฺมํ เทเสนฺโต เทเสยฺยุํ โย วา โส ปุริโส อสฺสทฺโธ มจฺฉรี กทริโย ปริภาสโก โย วา โส ปุริโส สทฺโธ ทานปติ อนุปฺปทานรโตติ ฯ โย โส ภนฺเต ปุริโส อสฺสทฺโธ มจฺฉรี กทริโย ปริภาสโก กึ ตสฺส อรหนฺโต ปฐมํ ธมฺมํ เทเสนฺตา เทเสสฺสนฺติ โย จ โข โส ภนฺเต ปุริโส สทฺโธ ทานปติ อนุปฺปทานรโต ตสฺเสว อรหนฺโต ปฐมํ ธมฺมํ เทเสนฺตา เทเสยฺยุํ ฯ {๕๔.๔} ตํ กึ มญฺญสิ สีห กสฺส นุ โข กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคจฺเฉยฺย โย วา โส ปุริโส อสฺสทฺโธ มจฺฉรี กทริโย ปริภาสโก โย วา โส ปุริโส สทฺโธ ทานปติ อนุปฺปทานรโตติ ฯ โย โส ภนฺเต ปุริโส อสฺสทฺโธ มจฺฉรี กทริโย ปริภาสโก กึ ตสฺส กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคจฺฉิสฺสติ โย จ โข โส ภนฺเต ปุริโส สทฺโธ ทานปติ อนุปฺปทานรโต ตสฺเสว กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคจฺเฉยฺย ฯ {๕๔.๕} ตํ กึ มญฺญสิ สีห โก นุ โข ยญฺญเทว ปริสํ อุปสงฺกเมยฺย ยทิ ขตฺติยปริสํ ยทิ พฺราหฺมณปริสํ ยทิ คหปติปริสํ ยทิ สมณปริสํ วิสารโท อุปสงฺกเมยฺย อมงฺกุภูโต โย วา โส ปุริโส อสฺสทฺโธ มจฺฉรี กทริโย ปริภาสโก โย วา โส ปุริโส สทฺโธ ทานปติ อนุปฺปทานรโตติ ฯ โย โส ภนฺเต ปุริโส อสฺสทฺโธ มจฺฉรี กทริโย ปริภาสโก กึ โส ยญฺญเทว ปริสํ อุปสงฺกมิสฺสติ ยทิ ขตฺติยปริสํ ยทิ พฺราหฺมณปริสํ ยทิ คหปติปริสํ ยทิ สมณปริสํ วิสารโท อุปสงฺกมิสฺสติ อมงฺกุภูโต โย จ โข โส ภนฺเต ปุริโส สทฺโธ ทานปติ อนุปฺปทานรโต โส ยญฺญเทว ปริสํ อุปสงฺกเมยฺย ยทิ ขตฺติยปริสํ ยทิ พฺราหฺมณปริสํ ยทิ คหปติปริสํ ยทิ สมณปริสํ วิสารโท อุปสงฺกเมยฺย อมงฺกุภูโต ฯ {๕๔.๖} ตํ กึ มญฺญสิ สีห โก นุ โข กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺเชยฺย โย วา โส ปุริโส อสฺสทฺโธ มจฺฉรี กทริโย ปริภาสโก โย วา โส ปุริโส สทฺโธ ทานปติ อนุปฺปทานรโตติ ฯ โย โส ภนฺเต ปุริโส อสฺสทฺโธ มจฺฉรี กทริโย ปริภาสโก กึ โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชิสฺสติ โย จ โข โส ภนฺเต ปุริโส สทฺโธ ทานปติ อนุปฺปทานรโต โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺเชยฺย {๕๔.๗} ยานีมานิ ภนฺเต ภควตา ฉ สนฺทิฏฺฐิกานิ ทานผลานิ อกฺขาตานิ นาหํ เอตฺถ ภควโต สทฺธาย คจฺฉามิ อหํปิ เอตานิ ชานามิ อหํ ภนฺเต ทายโก ทานปติ มํ อรหนฺโต ปฐมํ อนุกมฺปนฺตา อนุกมฺปนฺติ อหํ ภนฺเต ทายโก ทานปติ มํ อรหนฺโต ปฐมํ อุปสงฺกมนฺตา อุปสงฺกมนฺติ อหํ ภนฺเต ทายโก ทานปติ มยฺหํ อรหนฺโต ปฐมํ ปฏิคฺคณฺหนฺตา ปฏิคฺคณฺหนฺติ อหํ ภนฺเต ทายโก ทานปติ มยฺหํ อรหนฺโต ปฐมํ ธมฺมํ เทเสนฺตา เทเสนฺติ อหํ ภนฺเต ทายโก ทานปติ มยฺหํ กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต สีโห เสนาปติ ทายโก การโก สงฺฆุปฏฺฐาโกติ อหํ ภนฺเต ทายโก ทานปติ ยญฺญเทว ปริสํ อุปสงฺกมามิ ยทิ ขตฺติยปริสํ ยทิ พฺราหฺมณปริสํ ยทิ คหปติปริสํ ยทิ สมณปริสํ วิสารโท อุปสงฺกมามิ อมงฺกุภูโต ยานีมานิ ภนฺเต ภควตา ฉ สนฺทิฏฺฐิกานิ ทานผลานิ อกฺขาตานิ นาหํ เอตฺถ ภควโต สทฺธาย คจฺฉามิ อหํปิ เอตานิ ชานามิ ยญฺจ โข มํ ภควา เอวมาห ทายโก สีห ทานปติ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชตีติ เอตาหํ น ชานามิ เอตฺถ จ ปนาหํ ภควโต สทฺธาย คจฺฉามีติ ฯ เอวเมตํ สีห เอวเมตํ สีห ทายโก สีห ทานปติ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชตีติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๖. อัพยากตวรรค ๔. สีหเสนาปติสูตร ๔. สีหเสนาปติสูตร ว่าด้วยสีหเสนาบดี
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เขตกรุงเวสาลี ครั้งนั้นแล สีหเสนาบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเองได้ไหม พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “สีหะ ถ้าอย่างนั้น เราจะย้อนถามท่านในปัญหานั้นท่านพึงตอบปัญหานั้นตามที่ท่านชอบใจ สีหะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นอย่างไร คือในกรุงเวสาลีนี้ มีคน ๒ คน คนหนึ่งไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว ชอบด่าบริภาษอีกคนหนึ่งมีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ทานสม่ำเสมอ สีหะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นอย่างไร คือ พระอรหันต์เมื่อจะอนุเคราะห์ พึงอนุเคราะห์ใครก่อน ระหว่างคนไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว ชอบด่าบริภาษ กับคนมีศรัทธาเป็นทานบดี ยินดีให้ทานสม่ำเสมอ” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระอรหันต์เมื่อจะอนุเคราะห์ จักอนุเคราะห์คนไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว ชอบด่าบริภาษก่อนได้อย่างไร พระอรหันต์เมื่อจะอนุเคราะห์ พึงอนุเคราะห์คนมีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ทานสม่ำเสมอก่อนแน่แท้” “สีหะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นอย่างไร คือ พระอรหันต์เมื่อจะเข้าไปหา พึงเข้าไปหาใครก่อน ระหว่างคนไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว ชอบด่าบริภาษ กับคนมีศรัทธาเป็นทานบดี ยินดีให้ทานสม่ำเสมอ” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระอรหันต์เมื่อจะเข้าไปหา จักเข้าไปหาคนไม่มีศรัทธาตระหนี่ถี่เหนียว ชอบด่าบริภาษก่อนได้อย่างไร พระอรหันต์เมื่อจะเข้าไปหา พึงเข้าไปหาคนมีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ทานสม่ำเสมอก่อนแน่แท้”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๑๐๙}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๖. อัพยากตวรรค ๔. สีหเสนาปติสูตร “สีหะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นอย่างไร คือ พระอรหันต์เมื่อจะรับทาน พึงรับทานของใครก่อน ระหว่างคนไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว ชอบด่าบริภาษ กับคนมีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ทานสม่ำเสมอ” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระอรหันต์เมื่อจะรับทาน จักรับทานของคนไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว ชอบด่าบริภาษก่อนได้อย่างไร พระอรหันต์เมื่อจะรับทานพึงรับทานของคนมีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ทานสม่ำเสมอก่อนแน่แท้” “สีหะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นอย่างไร คือ พระอรหันต์เมื่อจะแสดงธรรม พึงแสดงธรรมแก่ใครก่อน ระหว่างคนไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว ชอบด่าบริภาษ กับคนมีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ทานสม่ำเสมอ” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระอรหันต์เมื่อจะแสดงธรรม จักแสดงธรรมแก่คนไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว ชอบด่าบริภาษก่อนได้อย่างไร พระอรหันต์เมื่อจะแสดงธรรม พึงแสดงธรรมแก่คนมีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ทานสม่ำเสมอก่อนแน่แท้” “สีหะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นอย่างไร คือ กิตติศัพท์อันงามของใครหนอควรขจรไประหว่างคนไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว ชอบด่าบริภาษ กับคนมีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ทานสม่ำเสมอ” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กิตติศัพท์อันงามของคนไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียวชอบด่าบริภาษจักขจรไปได้อย่างไร กิตติศัพท์อันงามของคนมีศรัทธา เป็นทานบดียินดีให้ทานสม่ำเสมอเท่านั้นพึงขจรไป” “สีหะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นอย่างไร คือ ใครกันเล่าระหว่างคนไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว ชอบด่าบริภาษ กับคนมีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ทานสม่ำเสมอเข้าไปยังบริษัทใดๆ จะเป็นขัตติยบริษัทก็ตาม พราหมณบริษัทก็ตาม คหบดีบริษัทก็ตาม สมณบริษัทก็ตาม พึงเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่เก้อเขินเข้าไปยังบริษัทนั้นๆ”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๑๑๐}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๖. อัพยากตวรรค ๔. สีหเสนาปติสูตร “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว ชอบด่าบริภาษ เข้าไปยังบริษัทใดๆ จะเป็นขัตติยบริษัทก็ตาม พราหมณบริษัทก็ตาม คหบดีบริษัทก็ตามสมณบริษัทก็ตาม จักเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่เก้อเขิน เข้าไปยังบริษัทนั้นๆ ได้อย่างไรคนมีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ทานสม่ำเสมอ เข้าไปยังบริษัทใดๆ จะเป็นขัตติย-บริษัทก็ตาม พราหมณบริษัทก็ตาม คหบดีบริษัทก็ตาม สมณบริษัทก็ตาม พึงเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่เก้อเขินเข้าไปยังบริษัทนั้นๆ” “สีหะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นอย่างไร คือ ใครกันเล่าระหว่างคนไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว ชอบด่าบริภาษ กับคนมีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ทานสม่ำเสมอหลังจากตายแล้ว พึงไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว ชอบด่าบริภาษ หลังจากตายแล้ว จักไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ได้อย่างไร คนมีศรัทธา เป็นทานบดียินดีให้ทานสม่ำเสมอ หลังจากตายแล้ว พึงไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง ๖ ประการพระผู้มีพระภาคตรัสบอกแล้ว ในผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง ๖ ประการนั้น ข้าพระองค์ไม่เพียงแต่เชื่อพระผู้มีพระภาคเท่านั้น แต่ยังทราบอีกด้วย ข้าพระองค์เป็นทายก เป็นทานบดีพระอรหันต์เมื่อจะอนุเคราะห์ ย่อมอนุเคราะห์ข้าพระองค์ก่อน ข้าพระองค์เป็นทายกเป็นทานบดี พระอรหันต์เมื่อจะเข้าไปหา ย่อมเข้าไปหาข้าพระองค์ก่อน ข้าพระองค์เป็นทายก เป็นทานบดี พระอรหันต์เมื่อจะรับทาน ย่อมรับทานของข้าพระองค์ก่อนข้าพระองค์เป็นทายก เป็นทานบดี พระอรหันต์เมื่อจะแสดงธรรม ย่อมแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ก่อน ข้าพระองค์เป็นทายก เป็นทานบดี กิตติศัพท์อันงามของข้าพระองค์ขจรไปแล้วว่า ‘สีหะเสนาบดี เป็นการกบุคคล เป็นผู้อุปัฏฐากพระสงฆ์’ข้าพระองค์เป็นทายก เป็นทานบดี เข้าไปยังบริษัทใดๆ จะเป็นขัตติยบริษัทก็ตามพราหมณบริษัทก็ตาม คหบดีบริษัทก็ตาม สมณบริษัทก็ตาม ย่อมเป็นผู้แกล้วกล้าไม่เก้อเขินเข้าไปยังบริษัทนั้นๆ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๑๑๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๖. อัพยากตวรรค ๕. อรักเขยยสูตร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง ๖ ประการพระผู้มีพระภาคตรัสบอกแล้ว ในผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง ๖ ประการนั้น ข้าพระองค์ไม่เพียงแต่เชื่อพระผู้มีพระภาคเท่านั้น แต่ยังทราบอีกด้วย ส่วนผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเองประการที่ ๗ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสบอกข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ‘สีหะ ทายก ทานบดีหลังจากตายแล้ว จะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์’ ข้าพระองค์ยังไม่ทราบ แต่ในข้อนี้ข้าพระองค์เชื่อพระผู้มีพระภาค” “ข้อนั้นเป็นอย่างนั้น สีหะ ข้อนั้นเป็นอย่างนั้น สีหะ คือ ทายก ทานบดี หลังจากตายแล้ว จะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์” สีหเสนาปติสูตรที่ ๔ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสีหสูตรที่ ๔
สีหสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า มจฺฉรี ได้แก่ บุคคลผู้ประกอบด้วยความตระหนี่ ๕ อย่าง.
บทว่า กทริโย ความว่า บุคคลผู้มีความตระหนี่จัด ย่อมห้ามแม้เมื่อชนเหล่าอื่นผู้จะให้ทาน.
บทว่า อนุปฺปทานรโต ความว่า เมื่อจะให้ทานบ่อยๆ ก็ย่อมยินดี.
บทว่า อนุกมฺปนฺตา ความว่า ผู้อนุเคราะห์ด้วยคิดอย่างนี้ว่า วันนี้ เราจะอนุเคราะห์ใคร พวกเราจะพึงรับไทยธรรมของใคร หรือพวกเราจะพึงแสดงธรรมแก่ใคร.
จบอรรถกถาสีหสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------