ปุญญวิปากสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๕๙มา ภิกฺขเว ปุญฺญานํ ภายิตฺถ สุขสฺเสตํ ภิกฺขเว อธิวจนํ ยทิทํ ปุญฺญานนฺติ อภิชานามิ โข ปนาหํ ภิกฺขเว ทีฆรตฺตํ อิฏฺฐํ กนฺตํ มนาปํ วิปากํ ปจฺจนุภูตํ สตฺต วสฺสานิ เมตฺตจิตฺตํ ภาเวสึ สตฺต วสฺสานิ เมตฺตจิตฺตํ ภาเวตฺวา สตฺต สํวฏฺฏวิวฏฺฏกปฺเป น ยิมํ โลกํ ปุนาคมาสึ สํวฏฺฏมาเน สุทาหํ ภิกฺขเว โลเก อาภสฺสรูปโค โหมิ วิวฏฺฏมาเน โลเก สุญฺญํ พฺรหฺมวิมานํ อุปปชฺชามิ {๕๙.๑} ตตฺร สุทํ ภิกฺขเว พฺรหฺมา โหมิ มหาพฺรหฺมา อภิภู อนภิภูโต อญฺญทตฺถุทโส วสวตฺตี ฉตฺตึสกฺขตฺตุํ โข ปนาหํ ภิกฺขเว สกฺโก อโหสึ เทวานมินฺโท อเนกสตกฺขตฺตุํ ราชา อโหสึ จกฺกวตฺตี ธมฺมิโก ธมฺมราชา จาตุรนฺโต วิชิตาวี ชนปทตฺถาวริยปฺปตฺโต สตฺตรตนสมนฺนาคโต ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว อิมานิ สตฺต รตนานิ อเหสุํ เสยฺยถีทํ จกฺกรตนํ หตฺถิรตนํ อสฺสรตนํ มณิรตนํ อิตฺถีรตนํ คหปติรตนํ ปรินายกรตนเมว สตฺตมํ ปโรสหสฺสํ โข ปน เม ภิกฺขเว ปุตฺตา อเหสุํ สูรา วีรงฺครูปา ปรเสนปฺปมทฺทนา โส อิมํ ปฐวึ สาครปริยนฺตํ อทณฺเฑน อสตฺเถน ธมฺเมน อภิวิชิย อชฺฌาวสินฺติ ฯ ปสฺส ปุญฺญานํ วิปากํ กุสลานํ สุเขสินํ เมตฺตจิตฺตํ วิภาเวตฺวา สตฺต วสฺสานิ ภิกฺขโว สตฺต สํวฏฺฏวิวฏฺฏกปฺเป น ยิมํ โลกํ ปุนาคมึ สํวฏฺฏมาเน โลกมฺหิ โหมิ อาภสฺสรูปโค วิวฏฺฏมาเน โลกมฺหิ สุญฺญพฺรหฺมูปโค อหุํ สตฺตกฺขตฺตุํ มหาพฺรหฺมา วสวตฺตี ตทา อหุํ ฉตฺตึสกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชมการยึ จกฺกวตฺตี อหุํ ราชา ชมฺพูสณฺฑสฺส อิสฺสโร ฯ มุทฺธาภิสิตฺโต ขตฺติโย มนุสฺสาธิปตี อหุํ อทณฺเฑน อสตฺเถน วิเชยฺย ปฐวึ อิมํ อสาหเสน ธมฺเมน สเมน มนุสาสิ ตํ ธมฺเมน รชฺชํ กาเรตฺวา อสฺมึ ปฐวิมณฺฑเล มหทฺธเน มหาโภเค อฑฺเฒ อชายิสํ กุเล สพฺพกาเมหิ สมฺปนฺเน รตเนหิ จ สตฺตหิ พุทฺธา สงฺคาหกา โลเก เตหิ เอตํ สุเทสิตํ เอส เหตุ มหนฺตสฺส ปุถโพฺย เยน วุจฺจติ ปหุตวิตฺตูปกรโณ ราชา โหมิ ปตาปวา อิทฺธิมา ยสวา โหมิ ชมฺพูสณฺฑสฺส อิสฺสโร ฯ โก สุตฺวา นปฺปสีเทยฺย อปิ กณฺหาภิชาติโย ตสฺมา หิ อตฺตกาเมน มหตฺตมภิกงฺขตา สทฺธมฺโม ครุกาตพฺโพ สรํ พุทฺธานสาสนนฺติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๖. อัพยากตวรรค ๙. เมตตสูตร ๙. เมตตสูตร ว่าด้วยการเจริญเมตตาจิต
ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่ากลัวบุญเลย คำว่า บุญ นี้ เป็นชื่อ ของความสุข เราย่อมรู้ชัดว่าบุญที่เราทำแล้วตลอดกาลนาน มีผลที่น่าปรารถนาน่าใคร่ น่าพอใจ อันเราเสวยมาแล้วตลอดกาลนาน เราเจริญเมตตาจิตตลอด ๗ ปีไม่ได้กลับมาสู่โลกนี้อีกตลอด ๗ สังวัฏฏกัปและวิวัฏฏกัป ภิกษุทั้งหลาย เมื่อโลกเสื่อมเราเข้าถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระ เมื่อโลกเจริญ เราเข้าถึงพรหมวิมานอันว่างเปล่าภิกษุทั้งหลาย ในพรหมวิมานนั้น เราเป็นพรหม เป็นมหาพรหม เป็นผู้ ครอบงำ ไม่ใช่ถูกใครๆ ครอบงำ เป็นผู้เห็นแน่นอน มีอำนาจ เราได้เป็นท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพถึง ๓๖ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม เป็นธรรมราชามีมหาสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขต เป็นผู้ชนะสงคราม มีชนบทที่ถึงความมั่นคง ประกอบด้วยรัตนะ ๗ ประการ ตั้งหลายร้อยครั้ง เรานั้นมีรัตนะ ๗ ประการนี้ คือ ๑. จักรแก้ว ๒. ช้างแก้ว ๓. ม้าแก้ว ๔. มณีแก้ว ๕. นางแก้ว ๖. คหบดีแก้ว ๗. ขุนพลแก้ว เราเคยมีบุตรมากกว่าพันคน ล้วนแต่เป็นคนกล้าหาญชาญชัย ย่ำยีข้าศึกได้ เรานั้นปกครองแผ่นดินนี้อันมีมหาสมุทรเป็นขอบเขต โดยธรรม โดยไม่ต้องใช้อาชญาไม่ต้องใช้ศัสตรา @เชิงอรรถ : @ สังวัฏฏกัป คือ กัปฝ่ายเสื่อม ช่วงระยะเวลาที่โลกกำลังพินาศ วิวัฏฏกัป คือ กัปฝ่ายเจริญ ได้แก่ ช่วงระยะ@เวลาที่โลกกลับฟื้นขึ้นมาใหม่ (ตามนัย วิ.อ. ๑/๑๒/๑๕๘) @ เห็นแน่นอน หมายถึงเห็นเหตุการณ์อดีต อนาคต และปัจจุบันได้อย่างชัดเจนด้วยอภิญญาญาณ@(องฺ.สตฺตก.ฏีกา ๓/๖๒/๒๒๔) @ ดู ที.ม. ๑๐/๒๔๓-๒๕๑/๑๕๐-๑๕๔ ประกอบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๑๒๐}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๖. อัพยากตวรรค ๙. เมตตสูตร จงดูวิบากแห่งบุญกุศล ของบุคคลผู้แสวงหาความสุข ภิกษุทั้งหลาย เราเจริญเมตตาจิตมา ๗ ปี ไม่มาสู่โลกนี้อีกตลอด ๗ สังวัฏฏกัปและวิวัฏฏกัป เมื่อโลกเสื่อม เราเข้าถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระ เมื่อโลกเจริญ เราเข้าถึงพรหมวิมานอันว่างเปล่า ในกาลนั้น เราเป็นมหาพรหมผู้มีอำนาจถึง ๗ ครั้ง เป็นท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพ เสวยเทพสมบัติ ๓๖ ครั้ง เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้เป็นใหญ่แห่งชนชาวชมพูทวีป เป็นกษัตราธิราชผู้ได้รับมูรธาภิเษก เป็นใหญ่ในหมู่มนุษย์ ปกครองปฐพีมณฑลนี้โดยไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศัสตรา สั่งสอนคนในปฐพีมณฑลนั้นโดยธรรมสม่ำเสมอ ไม่ผลุนผลัน ครั้นได้ครองราชสมบัติในปฐพีมณฑลนี้โดยธรรมแล้ว ได้เกิดในตระกูลมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติมาก เพียบพร้อมด้วยรัตนะ ๗ ประการ ที่อำนวยความประสงค์ได้ทุกอย่าง ฐานะนี้ พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ทรงสงเคราะห์โลก ทรงแสดงไว้ดีแล้ว เหตุที่เขาเรียกว่า เจ้าแผ่นดิน ก็เพราะเป็นใหญ่ เราเป็นพระราชาผู้เรืองเดช มีทรัพย์อันเป็นอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจมากมาย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๑๒๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๖. อัพยากตวรรค ๑๐. ภริยาสูตร มีฤทธิ์ มียศ เป็นใหญ่แห่งชนชาวชมพูทวีป ใครเล่า ได้ฟังแล้วจะไม่เลื่อมใส แม้ชนชั้นกัณหาภิชาติ เพราะฉะนั้นแล ผู้มุ่งประโยชน์ มุ่งความเป็นใหญ่ เมื่อระลึกถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึงเคารพสัทธรรมเถิด เมตตสูตรที่ ๙ จบ ๑๐. ภริยาสูตร ว่าด้วยภรรยา
ครั้งนั้นแล ในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสกถือบาตร และจีวร เสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของอนาถบิณฑิกคหบดี แล้วประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้แล้ว สมัยนั้นแล ในนิเวศน์ของอนาถบิณฑิกคหบดี มีเหล่ามนุษย์ส่งเสียงดังอื้ออึง อนาถบิณฑิกคหบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามอนาถบิณฑิกคหบดีดังนี้ว่า “คหบดี เหตุไรหนอ เหล่ามนุษย์ในนิเวศน์ของท่านจึงส่งเสียงดังอื้ออึง เหมือนชาวประมงแย่งปลากัน” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นางสุชาดานี้ ข้าพระองค์พามาจากตระกูลมั่งคั่ง เป็นสะใภ้ในเรือน นางไม่เชื่อฟังแม่ผัว ไม่เชื่อฟังพ่อผัว ไม่เชื่อฟังสามี แม้แต่พระผู้มีพระภาค นางก็ไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา” ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกนางสุชาดาหญิงสะใภ้ในเรือนมา ตรัสว่า “มานี่ สุชาดา” นางสุชาดาหญิงสะใภ้ในเรือนทูลรับสนองพระดำรัสแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสกับนางสุชาดาหญิงสะใภ้ในเรือนดังนี้ว่า @เชิงอรรถ : @ กัณหาภิชาติ หมายถึงบุคคลที่เกิดในตระกูลต่ำ ๕ ตระกูล คือ (๑) ตระกูลจัณฑาล (๒) ตระกูลช่างสาน@(๓) ตระกูลนายพราน (๔) ตระกูลช่างรถ (๕) ตระกูลคนขนขยะซึ่งเป็นตระกูลที่ยากจน@(องฺ.ฉกฺก. (แปล) ๒๒/๕๗/๕๔๓-๕๔๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๑๒๒}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปุญญวิปากสูตรที่ ๙
ปุญญวิปากสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
คำว่า มา ภิกฺขเว ปุญฺญานํ ภายิตฺถ ความว่า พวกเธอเมื่อจะทำบุญ อย่าได้กลัวต่อบุญเหล่านั้นเลย.
ด้วยคำว่า เมตฺตจิตฺตํ ภาเวสี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า เราอบรมจิตทำให้ประณีตประกอบเมตตาอันประกอบด้วยฌานหมวด ๓ และหมวด ๔
คำว่า สํวฏฺฏมาเน สุทาหํ ตัดบทเป็น สํวฏฺฏมาเน สุทํ อหํ.
บทว่า สํวฏฺฏมาเน ความว่า เมื่อโลกอันไฟไหม้อยู่ คืออันไฟทำให้พินาศอยู่.
บทว่า ธมฺมิโก ได้แก่ ประกอบด้วยกุศลธรรม ๑๐ ประการ.
บทว่า ธมฺมราชา นี้เป็นไวพจน์ของบทว่า ธมฺมราชา นั้น.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าเป็นธรรมราชา เพราะทรงได้ราชสมบัติโดยธรรม.
บทว่า จาตุรนฺโต ได้แก่ มีความเป็นใหญ่ในแผ่นดินที่ชื่อว่าจาตุรันต์ ด้วยอำนาจมีมหาสมุทรทั้ง ๔ มีในทิศบูรพาเป็นต้น.
บทว่า วิชิตาวี แปลว่า ผู้ชนะสงคราม.
ชนบทในพระเจ้าจักรพรรดิ์นั้น ถึงความมั่นคงถาวร เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าผู้ทรงมีชนบทถึงความมั่นคงถาวร.
บทว่า ปโรสหสฺสํ แปลว่า มีพระโอรสมากเกิน ๑,๐๐๐ พระองค์.
บทว่า สูรา ได้แก่ ผู้ไม่ขลาด
ในบทว่า วีรงฺครูปา มีรูปวิเคราะห์ดังต่อไปนี้
องค์ของผู้แกล้วกล้า ชื่อว่าวีรังคะ วีรังคะ องค์ผู้กล้าหาญเป็นรูปของโอรสเหล่านั้น เหตุนั้น โอรสเหล่านั้นชื่อว่าวิรังครูปา ผู้มีองค์แห่งผู้กล้าหาญเป็นรูป.
ท่านอธิบายไว้ว่า โอรสเหล่านั้นไม่เกียจคร้าน เหมือนผู้มีความเพียรเป็นปกติ มีความเพียรเป็นสภาวะ และมีความเพียรมาก. ท่านอธิบายว่า แม้จะรบทั้งวันก็ไม่เหน็ดเหนื่อย.
บทว่า สาครปริยนฺตํ ความว่า มีมหาสมุทรตั้งจดขุนเขาจักรวาฬเป็นขอบเขตล้อมรอบ.
บทว่า อทณฺเฑน ได้แก่ เว้นจากอาชญา คือการปรับสินไหมด้วยทรัพย์บ้าง ลงอาชญาทางตัวบทกฏหมาย โดยสั่งจำคุก ตัดมือเท้าและประหารชีวิตบ้าง
บทว่า อสตฺเถน ได้แก่ เว้นจากใช้ศัสตราเบียดเบียนผู้อื่นมีศัสตรามีคมข้างเดียวเป็นต้น.
บทว่า ธมฺเมน อภิวิชัย ความว่า ทรงชนะตลอดแผ่นดินมีประการดังกล่าวแล้ว โดยธรรมอย่างเดียว โดยนัยมีอาทิว่า ไม่พึงฆ่าปาณะ สัตว์. ที่พระราชาผู้เป็นข้าศึก ต้อนรับเสด็จอย่างนี้ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์โปรดเสด็จมาเถิด.
บทว่า สุเขสินํ ความว่า ย่อมเรียกสัตว์ทั้งหลายผู้แสวงหาความสุข.
บทว่า สุญฺญพฺรหฺมูปโค ความว่า ผู้เข้าถึงวิมารพรหมอันว่างเปล่า.
บทว่า ปฐวี อิมํ ความว่า ซึ่งแผ่นดินใหญ่อันมีสาครล้อมรอบ.
บทว่า อสาหเสน แปลว่า ด้วยกรรมที่มิได้ยั้งคิด.
บทว่า สเมน มนุสาสิตํ ความว่า พร่ำสอนด้วยกรรมอันสม่ำเสมอ.
บทว่า เตหิ เอตํ สุเทสิตํ ความว่า ฐานะนี้ คือมีประมาณเท่านี้อันพระพุทธเจ้าทั้งหลายแสดงดีแล้ว ตรัสดีแล้ว.
บทว่า ปฐโพฺย แปลว่า เจ้าแผ่นดิน.
จบอรรถกถาปุญญวิปากสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------------